ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

ใกล้ถึงเวลา...อวสานของโลกหรือยังครับ...


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 18 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 17 March 2006 - 10:29 AM




สุบินนิมิตข้อที่ 1 : เหตุการณ์ในประเทศ เช่นกรณีขัดแย้งทางกระบวนการทางความคิดของปัญญาชน และ ปุถุชน ในปัจจุบัน สังคมชนบทและสังคมเมืองมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และต่างประเทศจะผันผวน เช่นภัยธรรมชาติ ( แผ่นดินไหว พายุ คลื่นยักษ์ ) ..กรณีขัดแย้ง อเมริกา กับ อิหร่าน-อินเดีย
เรื่องนิวเคลียร์ เรื่องข้อตกลงห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์เป็นต้น
..............................................................................................


สุบินนิมิตข้อที่ 2 : เยาวชนมั่วสุมเสพกาม (วัยรุ่นมั่วเพศ สนุกสนานกับเซ็กส์) เมื่อหลายวันก่อนเกิดเหตุเยาวชนรุมโทรมหญิง เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในทศวรรษนี้ เป็นเหตุให้สังคมเสื่อมทรามลง


.............................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 3 :พ่อแม่บังคับลูก เช่นบังคับลูกให้เชื่อและศรัทธาเช่นเดียวกับตนเป็นไปในลักษณะถูกตัณหาเข้าครอบงำ ทั้ง ภวตัณหา และวิภวตัณหา อยากให้ลูกเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ตามความต้องการของตน โดยไม่มีความเคารพในความเห็นของลูกแม้แต่น้อย แม้จะเป็นเหตุผลที่ดีก็ตาม แต่จะใช้สถานถาพของความเป็นพ่อแม่อ้างว่าถ้าไม่ทำตามจะเป็นคนเณรคุณ และ/หรือ พ่อแม่ต้องเอาใจลูก (พ่อแม่ตามใจลูกมากขึ้น) โดยใช้เงินตราและสอนให้ลูกเสพวัตถุนิยมจนติดงอมแงม มีความเห็นผิดคิดว่าลูกสบายคือความสุขของพ่อและแม่ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฎฐิอย่างยิ่ง
.......................................................................................................................................................


สุบินนิมิตข้อที่ 4 : ผู้อ่อนประสพการณ์บริหารประเทศ การปกครองในแต่ละประเทศในปัจจุบันโดยส่วนมากปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้ลัทธิทุนนิยม ถ้าใครมีทุนมีเงินก็สามารถขึ้นมาบริหารประเทศได้โดยง่ายโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย เป็นเหตุให้ไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้
.......................................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 5 : ความไม่เป็นธรรมในการตัดสินความ (ใช้อำนาจข่มเขงรังแก เอารัดเอาเปรียบ) เช่นคนในสังคมเชื่อสื่อ เชื่อหนังสือพิมพ์ ทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ ถ้าสื่อต่างๆพากันประโคมข่าวให้ร้ายป้ายสีใคร คนในสังคมจะเชื่อโดยง่ายและใช้โมหจริตเข้ามาพิจาณาและเป็นกระแสมวลชนทำลายล้างสิ่งนั้นซึ่งทำให้สังคมนั้นมีแต่ความเร่าร้อย และไหม้ พังทลายไปในที่สุด
...................................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 6 : พระธรรมคำสอนถูกเหยียบย่ำ ในสังคมของนักบวชมีข้อสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนจนเกิดการขัดแย้งกันเป็นเหตุให้ไม่มีความสำรวมในโอวาทปาฏิโมกข์...เกิดการเข้าไปว่าร้ายกัน และจ้องล้างผลาญกันในแวดวงของพุทธบุตร
........................................................................................................................................................


สุบินนิมิตข้อที่ 7 : ผู้มีใจต่ำแอบอ้างสถาบันกษัตริย์ (แอบอ้างเบื้องสูง หวังผลประโยชน์ส่วนตัว) เช่นมีการกล่าวหากันว่าคนมีอำนาจกำลังคิดจะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยใช้สื่อต่างๆเป็นช่องทางทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัย แบบมี3ขั้ว คือ เชื่อและไม่เชื่อ และเฉยๆ ทำให้สังคมขาดที่พึ่ง อันตรายอย่างยิ่ง
.......................................................................................................................................



สุบินนิมิตข้อที่ 8 : การกระจายรายได้ในสังคมไม่เท่าเทียมกัน คือ ความแตกต่างของสังคมสูง คนรวยก็รวยล้นฟ้ากินสิบชาติก็ไม่หมด คนจนจะหาข้าวกรอกหม้อยังไม่มี การทำบุญเลือกหน้า


สุบินนิมิตข้อที่ 9 : เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองขาดศิลธรรม ทำการคอรัปชั่นในแผ่นดิน
.................................................................................................................................



สุบินนิมิตข้อที่ 10 : สงสัยในมรรคผลนิพพาน โดยใช้ระบบนักคิด มีแต่นักคิด ไม่มีนักธรรม(ปฏิธรรมนั่งภาวนากลั่นจิตของตนให้ผ่องแผ้ว) นักคิดก็จะค้นคว้าแต่งตำรา ค้นคว้าแต่เรื่องของปริยัติ ไม่เคยปฎิบัติ หรือปฎิบัติ น้อยแล้วเอาความรู้ของตนมาเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมว่า มรรคผลนิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้


.........................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 11 :มีพุทธพาณิชย์ โดยอวดอ้างสรรพคุณคนในสังคมมีความหวังตามพุทธบันดาล โดยไม่สนใจ
ที่จะปฎิบัติตามพระธรรม มีการนำพระธรรมมาขายกิน กันอย่างกว้างขวางในรูปแบบต่างๆ
..........................................................................................................................................



สุบินนิมิตข้อที่ 12 : คนเลยไร้จริยธรรมถูกยกย่องในสังคม ใครมีสำนวนโวหารพูดจาโน้มน้าวคนลงในทางที่เสื่อม ใช้คำพูดผรุสวาทพูดจาให้ร้าย หรือแสดงงิ้ว แสดงละคร โจมตีผู้อื่นโดยไม่สนใจในผลแห่งกรรม คนที่ฟังก็ยกย่องในความสามารถว่าพูดได้ดี เป็นเหตุให้คนดีถูกขัดขวางรังแก สังคมเสื่อมทรามลงอีกเช่นกัน

..................................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 13 : คนดีจะถูกทอดทิ้งปล่อยให้คนดีต่อสู้อยู่อย่างลำพัง โดยคนชั่วเรืองอำนาจ รวบรวมคนชั่วได้ระดับหนึ่ง โจมตีคนดี ทำให้คนดีขาดความเชื่อถือแก่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังเป็นไม้หลักปักเลนอยู่


..........................................................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 14 : นักบวชหลงลาภยศ ภรรยามีอำนาจมากกว่าสามี ลบหลู่คุณซึ่งกันและกัน


............................................................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 15 :นกระจิบกระจอก จะมีอำนาจมากกว่าพญาอินทรีย์ สังคมนักบวชจะแวดล้อมด้วยพระทุศีล คอยใส่ความพระที่ตั้งใจประพฤติปฎิบัติดี ปิดหูปิดตาคนในสังคม ให้คล้อยเชื่อตามคำให้ร้ายป้ายสีของตนเองเป็นเหตุให้การเผยแผ่พระศาสนาต้องสะดุด เพราะพระทุศิล


.................................................................
สุบินนิมิตข้อที่ 16 : ตถตา.......สรุปว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง
........................................
พระธรรม คือ สัจธรรม (คือความจริง) คำสั่งสอนของพระพุทธองค์สอนเราให้ใช้ สติ + ปัญญา ครับ...
ในการที่จะไปร่วมกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด.....
................................................................................................................................................
แต่ผมเลือกที่จะอยู่เคียงข้างกับ ผู้ที่อยู่ในกรอบกฎิกติกาของสังคม หรือพูดง่ายๆว่า ผมจะอยู่เคียงข้างกับผู้ที่สำรวมในโอวาทปาฎิโมกข์ ครับ ผมจะไม่ปล่อยให้ท่านผู้นั้นต้องต่อสู้กับคนพาลโดยลำพังครับ..
ในสภาวะบ้านเมืองเราเกิด ความเครียดและความเค้น (แค้น) ในสังคม

#2 สิริปโภ

สิริปโภ
  • Members
  • 1766 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:เรื่องลึกลับ

โพสต์เมื่อ 17 March 2006 - 10:47 AM

ลองอ่านข้อความสิครับ อ่านเล่นๆ ฟังเพลินๆ อย่าคิดมากนะครับ




พุทธฎีกาพยากรณ์
ตอนที่ ๑
ก่อนที่จะวิจารณ์พระพุทธฏีกาพยากรณ์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กระผมใคร่ขอนำเสนอข้อความที่ถอดออกมาจาก "ศิลาจารึก" ในเขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย จากเอกสารเผยแพร่ธรรม ของพระเดชพระคุณ "พระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ให้ท่านได้ทัศนา เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้น ดังต่อไปนี้
สาธุ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและอนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้น เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลายแผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ
คนในสมัยนั้น (คือปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรงบ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น
เริ่มแต่พระพุทธศาสนาล่วงเลย ๒,๕๐๐ ปีเป็นต้นไป ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงเผาผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจะทั่วทิศ ศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยากผีโขมดป่าจะเข้าเมือง พระเสื้อเมืองทรงเมือง จะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด โลกดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้น ศาสนาของตาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมเชื่อคำของคนโกงกล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติปฏิบัติดี กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง
พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึง ๕,๐๐๐ พระวรรษา
ดู่ก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน
ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล ๕ ประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล
ท่านผู้อ่านที่เคารพ พระพุทธทำนาย หรือพุทธฏีกาพยากรณ์ดังว่านี้ พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสแก่พระอานนท์ พระพุทธอนุชา ซึ่งปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดจวบจนเสด็จสู่ปรินิพพาน อันพระอานนท์นั้นนับได้ว่าเป็นผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธองค์มากที่สุด เป็นบุคคลสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่ ๑ ท่านเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศ ท่านได้ถ่ายทอดหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ได้ยินได้ฟังมา แก่ที่ประชุมสงฆ์ และได้ใช้เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้
เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนา ได้ทรงมีพุทธดำรัสว่า ศาสนาของพระพุทธองค์นั้น จะมีอายุเพียง ๕,๐๐๐ ปี เท่านั้น ต่อจากนั้น โลกก็จะว่างจากศาสนา อยู่ในช่วงกลียุคจวบจนถึงวาระอันควร โลกก็จะอุบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาใหม่อีกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า"พระศรีอาริยเมตไตรย์" เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่๕นับเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้
ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสถามแก่พระอานนท์ว่า ในศาสนาของตถาคตรวม ๕,๐๐๐ ปี นี้ ใครจะขออะไรบ้าง
พระอานนท์ก็ทูลขอให้ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี ชี พราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ดูแลและบำรุงพระศาสนาเป็นเวลา ๒,๕๐๐ปี พระพุทธองค์ก็ตรัสถามต่อไปว่า ใครจะขออะไรอีก เหล่าเทพยดาทั้งหลาย ทั้งพระอินทร์ พระพรหม จึงทูลขอให้เหล่าทวยเทพทั้งหลาย ได้ปรนนิบัติบำรุงพระศาสนา เพียงครึ่งหนึ่งของพระอานนท์ คือ ๑,๒๕๐ ปี พระองค์ก็ทรงอนุญาต และก็ได้ตรัสถามต่อไปอีกว่า ยังเหลืออยู่ ๑,๒๕๐ ปี นั้นเล่า ใครจะขอต่อไป
บรรดาเหล่าครุฑาวาสุกรี คนธรรม์ นาฏกุเวร นาคราช กินนร กินรี และภูติผีปีศาจ จึงทูลขอคุ้มครองดูแล และปรนนิบัติบำรุงต่อไปอีก ๑,๒๕๐ ปี โดยร่วมแรงร่วมใจกัน ผนึกกำลังกันไปจนกว่าศาสนาจะค่อย ๆ เรียวลงไป มนุษย์ก็จะเล็กลง ๆ ไปตามลำดับ ถึงกับจะต้องขึ้นแป้นขึ้นบันได สอยลูกมะเขือ ปีนขึ้นต้นเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์องคเจ้าก็จะร่อยหรอ เหลือไว้เพียงผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู เพื่อได้เป็นที่สังเกตดูว่า นั่นแหละพระสงฆ์ จนกระทั่งเล็กลง หรือเรียวลง เสื่อมลงจนหมดสิ้นพอดี ๕,๐๐๐ปี ตามพระพุทธฏีกากำหนดไว้
ท่านผู้อ่านที่เคารพ ตอนหน้าค่อยมาว่ากันต่อไป ถึงรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนของคำพยากรณ์แต่ละประโยค ว่าจริงเท็จประการใด รักกันจริงอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปนะครับ
________________________________________



ตอนที่ ๒
เรื่องพุทธทำนาย หรือ พุทธฏีกาพยากรณ์ของพระพุทธองค์นั้น ได้มีการเผยแพร่แก่สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหล่าพุทธบริษัท ผู้ยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา มาเป็นเวลานานหลายร้อยปีทีเดียว ทั้งจากคำบอกเล่าของพระเถรานุเถระที่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่เล่าสืบต่อกันมา มีการบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา แม้กระทั่งที่อินเดียเอง ในเขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน อันเป็นที่แสดงธรรมโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ได้มีการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบนแผ่นหิน หรือ "ศิลาจารึก" (เข้าใจว่าเป็นภาษามคธ หรือภาษาบาลี - เล็ก พลูโต) และในส่วนที่เป็นภาษาไทยที่มีการพิมพ์เผยแพร่ดังท่านได้อ่านเมื่อตอนที่แล้ว ท่านพระอาจารย์จรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ท่านได้ถอดความมาเป็นภาษาไทย ผิดถูก จริง เท็จ ประการใด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านผู้อ่านก็แล้วกัน
ในส่วนของคำวิจารณ์ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ขอเรียนว่าเป็นทัศนะหนึ่งของข้าพเจ้า ซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ เมื่อท่านอ่านแล้วลองไตร่ตรองพิจารณาดู ว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด สำหรับในส่วนของข้าพเจ้านั้น เชื่ออย่างสนิทแน่ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่ท่านได้ตรัสรู้ธรรมโดยชอบ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หากจะเลือกเอาระหว่างจิตทัศน์ของ "ท่านนอสตราดามุส" ผู้โด่งดังทั่วโลก กับ "พระพุทธองค์" แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ชาวพุทธ ที่ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง น่าจะเชื่อในอนาคตังสญาณของพระพุทธเจ้าของเรามากกว่า ใช่ไหมครับ?
ในพุทธทำนายบอกว่า เหตุการณ์ในคำทำนาย จะบังเกิดขึ้นหลังจากพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ๒,๕๐๐ ปี หรือ กึ่งพุทธศตวรรษ (พุทธศตวรรษ คือกำหนดอายุพระพุทธศาสนา ที่ได้ทรงกำหนดไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปี) แต่เท่าที่ปรากฎในปัจจุบัน เหตุการณ์เลวร้ายดังพุทธทำนาย ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น โดยดูได้จากสงครามโลก ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ล้วนเกิดก่อน พุทธศักราช ๒๕๐๐ ทั้งสิ้น อันนี้ท่านผู้อ่านอาจจะแย้งผู้เขียนได้ว่า อ้าว อย่างนั้น พระพุทธองค์ ก็ทรงทำนายผิดล่ะซิ อันนี้ผมว่าไม่นะ ไม่ได้เข้าข้างพระพุทธองค์ แต่ขอเรียนชี้แจงผลของคำทำนายที่เกิดขึ้นสักหน่อย ว่าผลของคำทำนายนั้น มีโอกาสเกิด หรือไม่เกิดก็ได้ ตรงตามเวลา หรือคลาดเคลื่อนก็ได้ และต้นเหตุที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบน คลาดเคลื่อน หรือผิดไปจากคำทำนายนั้นก็คือ "กรรมปัจจุบัน"
ขอยกตัวอย่างย้อนหลังถึงคำทำนายของพระสารีบุตร ที่มีต่อสามเณรในสำนัก ที่ทำนายว่าเณรจะต้องตายภายใน ๗ วัน แล้วเณรไม่ตายเพราะนำปลาที่ใกล้ตาย ไปปล่อยในแม่น้ำสายใหญ่ กรรมที่เณรปล่อยปลานั้น เป็นกรรมปัจจุบันที่ลบล้างกรรมแต่อดีตไม่ให้ส่งผล เพราะปลาฝูงนั้น บังเอิญเป็นเจ้ากรรมนายเวร เขาอโหสิกรรมให้เป็นอันว่าเลิกรากันไป อย่างชาติสุดท้ายของ พระอรหันต์องคุลีมาล ก็เช่นกัน กรรมที่ฆ่าคนถึง ๙๙๙ ศพ นั้น น่าจะนำให้ท่านไปลงนรก มากกว่าไปนิพพาน แต่กรรมปัจจุบันของท่านที่ได้บวชเรียน ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด จนทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรมให้ เจ้ากรรมนายเวรของท่านองคุลีมาล ก็คือ คนจำนวน ๙๙๙ คน ที่เคยฆ่าท่านเมื่อครั้งที่ท่านเกิดเป็นเต่าใหญ่ แล้วเอาเนื้อท่านมาแบ่งกันกิน ดังนั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายตัดกรรม ก็จะมีการอโหสิกรรม หรือยกเลิกกรรมทันที (รายละเอียดเรื่องนี้ คอยติดตามในเรื่อง "จอมโจร ๙๙๙" ซึ่งจะนำเสนอในเวปไซด์แห่งนี้ในโอกาสอันควร)
ไม่ต้องดูอะไรมากหรอกครับ แม้วิทยาการสมัยใหม่ในการพยากรณ์อากาศ ยังต้องพ่ายแพ้ต่อคำพยากรณ์เลย ภาพถ่ายดาวเทียม เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า มีกลุ่มเมฆลอยตัวเข้ามาในอัตราความเร็วที่เคยจับสถิติดูแล้วว่า จะเกิดฝนตกแน่ในวันนั้น วันนี้ ซึ่งคำพยากรณ์บางครั้ง ก็แม่นมาก ตกตามวันเวลาพอดี แต่คำพยากรณ์บางครั้ง ก็คลาดเคลื่อน บอกตกมาก ก็ตกน้อย บอกตกวันนี้ ดันไปตกเมื่อวาน หรือพรุ่งนี้ ฯลฯ
ก็เพราะกรรมปัจจุบันอีกน่ะแหละ กรรมปัจจุบันในเรื่องของการพยากรณ์อากาศ ก็คือ กระแสลม ที่พัดเร็วบ้าง ช้าบ้าง ตามอารมณ์ (ลม คืออากาศธาตุที่แปรปรวนกว่าทุกธาตุ ) อีกตัวหนึ่งก็คือความกดอากาศหรือความกดดันน่ะเอง ไอ้ตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดอุณหภูมิว่าจะร้อนหรือเย็น ถ้าร่องความกดอากาศต่ำ อุณหภูมิจะต้องสูง โอกาสที่ฝนจะตกมีมากกว่าร่องความกดอากาศสูง อุณหภูมิต่ำ (หนาวเย็น)
ในการพยากรณ์ดวงชะตาของผมก็เช่นเดียวกัน ไม่แปลกหรอกครับที่บางครั้งผมอาจจะทายผิดหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง ไม่ใช่ตำราไม่แม่น หรือผู้ทายอ่อนประสบการณ์ แต่เป็นด้วยกรรมปัจจุบันของผู้มารับคำพยากรณ์ ที่เขาหาทางหลีกเลี่ยง ผ่อนกรรม ให้ความระมัดระวัง รู้จักควบคุมอารมณ์ ฯลฯ ดังนั้น จึงทำให้ผลคำพยากรณ์คลาดเคลื่อน ผ่อนปรน หรือไม่เกิดเลยก็ได้ ซึ่งผมก็ดีใจนะครับ ที่ทายผิด เพราะมีคนเคยบอกเสมอ ๆ ว่า "แหม ! ไปเชื่ออะไรกับหมอดูคู่กับหมอเดา ทีเรื่องร้าย ๆ ทายแม่น ทีเรื่องดี ๆ ไม่เห็นจะแม่นเลย" ดังนั้น หากเรื่องร้าย ๆ จะทายไม่แม่น ก็ช่างมันเอะครับ ขอให้เรื่องดี ๆ ทายแม่นก็พอใจแล้ว
เป็นอันว่าตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแก้ต่างให้ "พระพุทธองค์" อยู่ เป็นอันเข้าใจแล้วนะครับว่า "กรรมปัจจุบัน" มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อผลคำพยากรณ์ ดังนั้นการที่สงครามโลกจะเกิดก่อนกึ่งพุทธกาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ข้อสำคัญ เกิดขึ้นใกล้กึ่งพุทธกาลนี่ซิครับ น่าทึ่ง แล้วรายละเอียดของคำพยากรณ์ในข้ออื่น ๆ ที่บ่งบอกเอาไว้อีก แทบจะถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเลย รายละเอียดเป็นอย่างไร มาว่ากันต่อในตอนหน้านะครับ สวัสดี
________________________________________










ตอนที่๓
"ดูกร อานนท์ เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบากทุกชาติ ทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์ จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ
คนในสมัยนั้น จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น "
ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา นั้น ท่านได้สอนให้พุทธบริษัท ตระหนักถึง "ไตรลักษณ์"หรือลักษณะอันเป็นจริงตามธรรมชาติ ๓ ประการ คือ "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป " หรือ " อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" เมื่อเกิดขึ้น ก็จะมีทุกข์ (อาจจะสุขบ้างแต่ก็น้อยกว่าทุกข์) เมื่อมีทุกข์ หรือสุข ก็จะดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ตามแต่เวรกรรมที่สร้างและกำหนดไว้ แต่พอสิ้นสุดแห่งทุกข์ หรือสุข ก็จะมีการแตกตับหรือสูญสิ้นไป ไม่จีรังยั่งยืน โลกของเราก็เหมือนกัน เมื่อเกิดได้ ก็ย่อมแตกดับได้ไปตามกาลเวลา และการแตกดับของโลกนั้น ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวทำให้แตกดับ แต่เป็นมนุษย์โลกในดาวดวงเดียวกันนี่แหละ ทำให้เป็นไป
สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก คือ "มนุษย์" ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ แปลว่า "ผู้มีใจสูง" แต่อันที่จริงถ้าจะแปลคำว่า "มนุษย์" ไปอีกความหมายหนึ่ง ก็จะแปลได้ว่า "ผู้มีจิตใจเป็นเลิศ เป็นเอก เป็นหนึ่ง ไม่มีใครทัดเทียมได้" มนุษย์อาจทำได้ทุกอย่างทั้งสิ่งที่เลวที่สุด ชนิดที่สัตว์อื่นทำไม่ได้ และมนุษย์ก็เช่นเดียวกันสามารทำสิ่งที่ดีที่สุด ชนิดที่ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน
จะยกตัวอย่างของหญิงเลว ที่ไม่มีความเป็นแม่ในกมลสันดานที่ทำได้แม้กระทั่ง นำลูกที่เกิดได้เพียงเดือนเดียวไปทิ้งขยะ
เหตุการณ์นี้เคยเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อ ๑๕ ปีก่อน จำได้ว่ามีคนเดินผ่านกองขยะ เห็นหมาฝูงหนึ่ง กำลังรุมกัดหมาตัวหนึ่ง ประเภทหมาหมู่นั่นแหละครับ อันที่จริงก็ไม่น่าจะแปลกและเป็นข่าวไปได้ ถ้าบังเอิญชายคนนั้นไม่ได้ยินเสียงเด็กร้อง เป็นเสียงเด็กอ่อน เมื่อมองดูให้ดี ก็จะเห็น หมาตัวที่ถูกรุมเห่า หรือรุมกัดอยู่นั้น ยื่นคร่อมร่างของทารกวัย ๑ เดือน อยู่ เมื่อชายคนนั้นได้เอาไม้ไล่กลุ่มหมาอันธพาลไปแล้ว ก็ได้ช่วยเอาเด็กออกมา แล้วแจ้งตำรวจ ก็เลยเกิดวีรกรรมหมาขึ้นมา เป็นข่าวใหญ่ หมาตัวนั้นชื่อว่า "ไอ้โทน" เป็นหมาตัวผู้ ถูกตอน รูปร่างใหญ่ ปกติจะไม่ชอบเด็ก มักจะเห่า หรือก็กัดเข้าให้ถ้าเด็กเข้าไปใกล้ ๆ แต่ก็แปลกใจว่า ทำไมหนอ ไอ้โทน มันถึงปกป้องคุ้มครองเด็กอ่อน วัย ๑ เดือน ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของฝูงหมาอันธพาล ที่จะเข้าไปกัดกินทำร้าย ก็เพราะในส่วนลึกของจิตใจมัน ยังมีคุณธรรมอันสูงส่ง สูงกว่าแม่เด็กที่คนเขาเรียกกันว่า "มนุษย์" เสียอีก ไงล่ะครับ
ธรรมชาติของสัตว์เดรัจฉานทุกตัว ไม่เคยเห็นตัวไหนมันไม่รักลูกของมัน แต่มนุษย์ใจบาปหยาบช้า ทำได้แม้กระทั่งลูกในใส้ของตัวเอง อย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า "มนุษย์" สามารถทำในสิ่งที่ชั่วช้าที่สุด ในส่วนที่มนุษย์ทำในสิ่งที่ดีงาม พัฒนาจิตใจจนถึงขั้นบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็มีให้เห็นไม่น้อย พระพุทธองค์ แม้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่งั้นเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ครับ
หลังกึ่งพุทธกาล ท่านจะเห็นได้ว่าโลกเราได้รับภัยพิบัติธรรมชาติบ่อยครั้ง แต่ละครั้งรุนแรงคร่าชีวิตพลโลกไปไม่น้อย สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะธรรมชาติไม่สมดุล มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาใช้ ซึ่งบางอย่างก็ได้ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติ ทั้งๆ ที่มนุษย์รู้ตัวว่าทำลายแต่ก็จะทำเสียอย่างใครจะทำไม ? พระองค์ท่านตรัสว่า แผ่นดิน แผ่นน้ำ จะลุกเป็นไฟ เพราะมีการรบราฆ่าฟันกันเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ
ท่านก็คงจะเห็นจริงแล้ว ถึงสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในเขมร แม้กระทั่งยิวกับอาหรับ ก็ยังเป็นศัตรูคู่แค้นทำสงครามกันมานานนับศตวรรษ ครับเมื่อมนุษย์ ฆ่าสัตว์จนหมดป่า ป่าถูกทำลาย พวกสัตว์ป่ามันคงจะเกิด เป็นสัตว์ไม่ได้อีกต่อไป วิญญาณสัตว์ป่าของมันจึงมาเกิดในร่างมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีจิตใจโหดร้ายเยี่ยงสัตว์ป่า หรือยิ่งกว่า เพราะมีสติปัญญาดีกว่า ดังนั้นอันตรายย่อมมากกว่าเมื่อมีการประหัตประหารกัน พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อไปว่า ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะ ชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้า เป็นเพลิงผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจะทั่วทิศ ศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยาก ผีโขมดป่าจะเข้าเมืองพระเสื้อเมืองทรงเมืองจะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟเผาผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวนตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะนักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไฟที่ลุกลามมาทางทิศตะวันออก หมายถึงพวกญี่ปุ่น ที่หวังจะยึดครองเอเซียอาคเนย์ (ประเทศญี่ปุ่นอยู่ทางทิศตะวันออกของไทย-อินเดีย) มีการทิ้งระเบิดของพวกสัมพันธมิตร ไม่ต้องห่วงเลยครับว่ากรุงเทพ ฯ จะเป็นอย่างไร วัดราษฏร์บูรณะ ที่อยู่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกระเบิดเสียราบเรียบ เพราะอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นยุคข้าวยากหมากแพง พระเณรแทบอดตาย สึกหนีหาย หนีภัยสงครามไปก็เยอะ คำว่า แมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัวมาปล่อยไข่เป็นไฟเผาผลาญ ก็หมายถึงเครื่องบิน บี 52 มาทิ้งระเบิด ไฟลุกทั่วเมืองนั่นเอง แต่คำว่า"ยักษ์หิน" ที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลกนี่ซิ เป็นอะไร หมายถึงอะไร ใครรู้บ้างช่วยบอกที ความหมายข้อนี้อาจจะยังไม่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้ ช่วยกันตีความหมายหน่อยครับ จะได้เตรียมการป้องกันเอาไว้ ผมจะลองนั่งตีความหมายดู เอาไว้ตอนหน้าจะขยายให้ฟัง ถ้าไม่เข้าท่า อย่าหัวเราะเยาะกันนะเออ ไม่งั้นโกรธกันด้วย________________________________________

ตอนที่ ๔
ในอนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ตรัสเตือนพุทธบริษัทให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ผ่อนปรนกรรมให้บรรเทาเบาบางได้ อย่างเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ประเทศไทยเกือบจะสูญสิ้นเอกราชและถูกแบ่งแยกประเทศ เพราะรัฐบาลไทยประกาศร่วมสงครามกับญี่ปุ่น ทำให้ประเทศต้องย่อยยับ แม้จะอ้างว่าทานกำลังอำนาจญี่ปุ่นไม่ได้ก็ตาม ยังดีที่มีกลุ่มคนไทยรักชาติ ทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา เมื่อสิ้นสงคราม ไทยจึงหลุดพ้นจากการถูกยึดครองและจ่ายค่าปฎิมากรรมสงคราม ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองพระพุทธศาสนา ชาวไทยในสมัยนั้นยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม เคร่งครัดในคำสอนของพระพุทธองค์ ทำให้รอดพ้นมาได้ ดังพุทธทำนายที่ว่า "เวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติ จักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น"
คำว่า "เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ" อันนี้คงหมายถึง เครื่องบินที่ทะยานขึ้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน นั่นเอง ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า คำพยากรณ์ของพระพุทธองค์นั้น ถ้าเข้าใจความหมายแล้ว ตีความออกมาไม่ยาก ไม่ต้องถอดรหัส ผสมอักษรให้วุ่นวาย เหมือนคำพยากรณ์ ของท่าน"นอสตราดามุส"
ทีนี้เรามาตีความหมายของคำว่า "ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก" ในทัศนะของผม ผมเชื่อว่า "ยักษ์หิน" ก็คือ "ภูเขาไฟ" ที่ดับสนิทมาเป็นเวลานาน ตื่นขึ้นมาก็คือ ประทุขึ้นมาอีกที่เรียกว่า "ภูเขาไฟระเบิด" และเชื่อว่าถ้าจะถึงขั้นอาละวาดทำลายโลกแล้วล่ะก็คงไม่ใช่ลูกเดียวเป็นแน่ และเมื่อภูเขาไฟระเบิด (อาจเป็นภูเขาไฟใต้น้ำก็ได้) ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง ก็คือพื้นดินจะทรุดนั่นเอง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ (ตอนนี้เหมือนกับคำทำนายสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้นำเสนอไปแล้ว)
ครับ เหตุการณ์ดังกล่าว พระพุทธองค์ตรัสว่า จะเกิดขึ้นหลัง ปี ๒๕๐๐ ไปแล้ว การที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาบ้างแล้ว อย่านึกว่าหลังปี ๒๕๐๐ จะไม่เกิดนะครับ ผมเองเชื่ออย่างยิ่งว่าจะต้องมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในโลก และจะยิ่งใหญ่ เสียหายมากว่าสงครามโลกครั้งที่สอง แต่จะเป็นปีไหนนั้น แม้ผมจะพอทราบ ก็ต้องขอปิดไว้ เพราะเป็นจรรยาบรรณของนักโหราศาสตร์ แต่การที่ท่านนอสตราดามุสหรือใคร ๆ ก็ตามที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับนอสตราดามุส บอกว่า จะเกิดเหตุเลวร้ายในปี ค.ศ1999 และ ค.ศ.2000 หรือ พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ จนถึงขั้นโลกแตกทำลายนั้น ผมไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด เพราะพุทธพยากรณ์ของพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงศาสนาของพระองค์ท่าน ว่าจะมีอายุยืนนานึง ๕,๐๐๐ ปี ถ้าท่านเชื่อพระพุทธองค์ ท่านก็จงเบาใจเถอะครับ แม้จะมีคนตายกันมาก คงยกเว้นท่าน หากท่านเป็นคนดี
เมื่อโลกผ่านกลียุคมาได้ ไม่ถึงกับแตกทำลาย พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า " ในระยะนั้น ศาสนาของตาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม เชื่อคำของคนโกงกล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมเนียม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติดีประพฤติชอบกลับไม่มีใครเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของ พระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ ทั้งสองพระองค์สถิตย์อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง ๕,๐๐๐ พระวรรษา
ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน
ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล ๕ ประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล
จากพุทธทำนายช่วงท้าย จะเห็นว่าพุทธศาสนาเสื่อมลงมาก จนกระทั่งมีผู้เป็นใหญ่ที่นับถือพุทธศาสนาบังเกิดขึ้น เป็นฆราวาส ๑ และ บรรพชิต ๑ ได้สร้างเสริมบำรุง พุทธอาณาจักร ดำรงพระศาสนาให้คงอยู่ต่อไป จนถึง ๕,๐๐๐ ปี คำว่า อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ ความหมายอันนี้ผมขอตีความว่า หมายถึง "ประเทศไทย" เพราะมัชฌิมประเทศ น่าจะหมายถึงอินเดีย ทิศตะวันออกของอินเดียก็คือ ไทย ไม่น่าจะเป็นประเทศอื่น เพราะประเทศไทยมีรากฐานทางพระพุทธศาสนาที่มั่นคง คงไม่ถูกทำลายสูญหายไปง่าย ๆ
ตอนท้ายของพุทธทำนายบอกว่า หากผู้ใดตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ประพฤติตนอยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว โอกาสที่จะรอดพ้นอันตรายจากภัยพิบัติในกึ่งพุทธกาลมีมาก ท่านจะเชื่อหรือไม่สุดแต่ใจของท่าน เมื่อถึงเวลานั้น ตัวใครตัวมันครับ สวัสดี
________________________________________



#3 MiraclE...DrEaM

MiraclE...DrEaM
  • Members
  • 1368 โพสต์

โพสต์เมื่อ 17 March 2006 - 11:29 AM

อวสานของโลกที่คุณเถลิงเกียรติว่าหมายถึงอะไรครับ หมายถึง โลกแตก หรือว่า สังคมถึงขั้นกลียุคครับ
ถ้าโลกแตกละก็ยังครับ ยังอีกนานมากๆๆๆๆ เพราะยังไงก่อนโลกแตกก็ต้องมีพระศรีอาริยเมตไตรยมาบังเกิดก่อนครับ แต่ถ้ากลียุคละก็ อืม...ก็คงอีกไม่นานครับ แต่หลังจากผ่านพ้นกลียุคไปแล้ว สังคมต่างๆ ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นครับ มันเป็นวัฏจักรของแต่ละกัปอยู่แล้วครับ
สิ่งอัศจรรย์ ปรากฏ บนผืนหล้า
มหาวิหาร จรัสฟ้า ค่ายิ่งใหญ่
รูปทอง ผ่องผุด ดุจยองใย
สะท้อนถึง ห้วงดวงใจ สุดบูชา

*********************

รักษ์ร่างพอสร่างร้าย ..... รอดตน
ยอดเยี่ยม "ธรรมกาย" ผล ..... ผ่องแผ้ว

เลอเลิศล่วงกุศล ..... ใดอื่น
เชิญท่านถือเอาแก้ว ..... ก่องหล้าเรืองสกล


คำสอนของเดชพระคุณหลวงพ่อ
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

#4 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 17 March 2006 - 12:01 PM

QUOTE
ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล ๕ ประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

...................................................
ผมเห็นด้วยจริงๆครับ..ชัวร์ที่สุด ดีที่สุด คือดูจานดาวธรรมและทำตามคำสอนของ
คุณครูไม่ใหญ่ครับ สาธุ..
...................................................................
QUOTE
อวสานของโลกที่คุณเถลิงเกียรติว่าหมายถึงอะไรครับ หมายถึง โลกแตก หรือว่า สังคมถึงขั้นกลียุคครับ

................
อวสานของโลกคือเหมือนกับเราเรียนวิชาแคลคูลัสน่ะครับ เรื่องสมการอนุพันธ์ วิธีการง่ายๆ ที่จะแก้อนุพันธ์คือ การเทคลิมิต ครับ ความหมายของผมคือโลกเป็นตัวแปรตัวหนึ่งคือมันกำลังจะวิ่งเข้าไปหาการดับสลายน่ะครับ : lim โลก โดยที่โลก วิ่งเข้าสู่การแตกดับครับ..
..........................................................................................

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#5 laity

laity
  • Members
  • 214 โพสต์

โพสต์เมื่อ 17 March 2006 - 11:32 PM

จากบทสวดทำวัตรเย็น
..เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังไม่รอดพ้นความตายไปได้
เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น..

ถ้าเราเตรียมพร้อมก่อนที่เราจะตาย ความตายก็ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว ถ้าเราได้สร้างบุญ รู้จักพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย อวสานของโลกก็เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต เช่นเดียวกับการนอนหลับแล้วไม่ตื่น

แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการเกิดมาแล้ว ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่รู้จักวิชชาธรรมกาย นี่สิน่ากลัวจริง เพราะถ้าไม่มีโอกาสรู้ เพราะความไม่รู้คือโอกาสที่จะเกิดความประมาทในชีวิต ไปทำความผิดนั้นหมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารไม่ได้ออกจากวัฏจักรสักที
อย่าให้อุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางในชีวิตการสร้างบารมี และ
อย่าให้ความตั้งใจที่ดี เปลี่ยนแปลงไป กับกาลเวลา
เพราะเราไม่รู้ว่า่วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราอาจจะอยู่หรือตาย
สิ่งที่เอาไปได้มีแต่บุญกับบาปเท่านั้น ฉนั้น เราต้องอยู่กับวันนี้
วันที่เราบอกตัวเองว่า วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด ในวันหนึ่งของชีวิตการสร้างบารมีของเรา

โอไดบะ
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

#6 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 19 March 2006 - 12:08 AM

พี่เถลิงเกียรติครับ ขอความกรุณาช่วยบอกถึงที่มาของพุทธทำนายให้ด้วยได้ไหมครับ? เพราะเท่าๆ ที่ผมได้อ่านดู บางอย่างมันไม่ใช่น่ะครับ

#7 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 19 March 2006 - 09:45 AM

QUOTE
พี่เถลิงเกียรติครับ ขอความกรุณาช่วยบอกถึงที่มาของพุทธทำนายให้ด้วยได้ไหมครับ? เพราะเท่าๆ ที่ผมได้อ่านดู บางอย่างมันไม่ใช่น่ะครับ



เรียน.คุณเกียรติก้องธรณินทร์

ผมได้อ่านพุทธทํานายในสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑๖ ข้อ
เรียบเรียงโดย
พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ํา
อ. บ้านผือ จ.อุดรธานี
http://courses.unt.e...Thai-16Prop.pdf
.......
แล้วผมก็แสดงความคิดของผมตามสถาณการณ์ปัจจุบันครับ..
ถ้ามีข้อชี้แนะประการใดที่มีความเห็นว่าบางอย่างไม่ใช่ ตามความเห็นของ
คุณเกียรติก้องธรณินทร์ กราบเรียนให้แสดงความเห็นที่แตกต่างในข้อที่
คุณเกียรติก้องธรณินทร์ มองว่าบางอย่างมันไม่ใช่ ด้วยครับ เพื่อผมจะได้ปรับทัศนคติให้ตรงถ้าเหตุผลของคุณเกียรติก้องธรณินทร์ มีเหตุและผลที่น่าเชื่อถือครับ
..
ขอขอบพระคุณที่ได้แนะนำครับ
สาธุ...[

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#8 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 19 March 2006 - 05:56 PM

ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ
ยังไม่ถึงขนาดนั้น
แค่อายุของมนุษย์กำลังไขลง
พอถึง 10 ขวบก็จะฆ่ากันเอง แต่จะมีพวกไปหลบ
...
ก็เท่าที่ทุกคนทราบกันดีนั่นล่ะค่ะ


อย่าลืมนะคะว่ายังต้องรอพระศรีอาริย์มาตรัสรู้ก่อน
กัปถึงจะสิ้นสุดได้
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ





#9 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 01:50 AM

QUOTE
ผมได้อ่านพุทธทํานายในสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑๖ ข้อ
เรียบเรียงโดย
พระอาจารย์ทูล ขิปปปญโญ
วัดป่าบ้านค้อ ต. เขือน้ํา
อ. บ้านผือ จ.อุดรธานี
http://courses.unt.e...Thai-16Prop.pdf
.......
แล้วผมก็แสดงความคิดของผมตามสถาณการณ์ปัจจุบันครับ...

อ๋อ! ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่า ทำไมผมอ่านดูแล้วรู้สึกมันทะแม่งๆ ยังไงชอบกล สรุปก็คือ เป็นการสอดแทรกความเห็นในเชิงวิจารณ์ลงไปในความรู้เดิมที่ได้มีการบันทึกไว้นั่นเอง เข้าใจแล้วครับ แต่ผมขอเตือนพี่อยู่อย่างหนึ่งว่า การทำเช่นนี้ ควรทำด้วยความระมัดระวังนะครับ เนื่องจากพุทธวจนะ (พุทธพจน์ พุทธภาษิต พุทธพยากรณ์) จากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์นั้น ได้ชื่อว่า "เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง" (ตรัสเช่นไร ย่อมเป็นเช่นนั้น ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อน) ดังนั้น การสอดแทรกความเห็นใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธวจนะของพระองค์ ควรมีการเทียบเคียงจากต้นแหล่งแห่งความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งมีหลักฐานและที่มาอย่างชัดเจน และควรสอบถามความเห็น (ควร/ไม่ควร) จากผู้รู้จริงอีกด้วยครับ


#10 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 07:50 AM

there is still about 2,500 more yrs to go before this Buddha-s timeline end. then there is still one more Lord Buddha time line left before this earth go into big bang and the whole universe goes --boom--
let-s do tana , sila and meditate so we won-t fall down from dusita after the time line of the 5 Buddha พระศรีอาริย์. that is scary...real scary
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#11 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 08:16 AM

QUOTE
(พุทธพจน์ พุทธภาษิต พุทธพยากรณ์) จากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์นั้น ได้ชื่อว่า "เป็นหนึ่ง ไม่มีสอง" (ตรัสเช่นไร ย่อมเป็นเช่นนั้น ไม่มีผิดพลาดคลาดเคลื่อน)

.................................
สิ่งที่จะเอามาเป็นแหล่งอ้างอิงดีที่สุดคือ พระไตรปิฎก ครับ ซึ่งพระไตรปิฎกก็มีการสังคายนามาหลายครั้ง จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือพุทธศาสนิกชนควรจะเอามาเป็นแนวทางประพฤติปฎิบัติ ตาม ครับ
สิ่งที่ผมแสดงความเห็นนั้นก็เป็นความเห็นจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ซึ่งทุกๆท่านก็คงเห็นไม่ต่างจากผมมากเท่าใดนัก ฐานข้อมูลของกระผมคือการเอาประสบการณ์ที่ดำรงชีวิตในสังคมเมืองไทย สังคมโลก มาประสาน และมาวิเคราะห์ (ความเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามหรือองค์กรใดๆ ครับ)เข้ากับสิ่งที่ได้อ่านจากนักปราชญ์และอ้างอิงพระไตรปิฎก ซึ่งการพูดคุยกันแสดงความเห็นโดยอ้างถึงพุทธดำรัส พุทธพจน์จะต้องมีการสำรวม ในกฎ กติกา และมารยาท ที่สำคัญคือสำรวม
ในโอวาทปาฎิโมกข์ การแก้ไขความเห็นที่แตกต่างกันนั้นเบื้องต้นคือต้องนั่งสมาธิทำใจให้นิ่งๆ หรือไม่มีเวลาก็สูดลมหายใจลึกๆๆ จนถึงศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด
แล้วเนื่อหาสาระที่อ้างถึงนั้นจะต้องเป็นไปเพื่อจรรโลงโลก
ไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้บุคคลอื่นเห็นด้วยกับความเห็นตนเอง หรือเพื่อโน้มน้าวคนอื่นเป็นไปในลักษณะการโต้วาที ซึ่งเป็นการไม่สมควรครับ
สิ่งที่ผมอยากทราบจากคุณเกียรติก้องธรณินทร์คือ.....

QUOTE
พี่เถลิงเกียรติครับ ขอความกรุณาช่วยบอกถึงที่มาของพุทธทำนายให้ด้วยได้ไหมครับ? เพราะเท่าๆ ที่ผมได้อ่านดู บางอย่างมันไม่ใช่น่ะครับ

..
ใน 16 ข้อนั้นขอความเมตตาจาก คุณเกียรติก้องธรณินทร์ ด้วยครับว่ามีความเห็นแตกต่างกับกระผมในแต่ละข้ออย่างไร ใช่/ไม่ใช่ อย่าไรในแต่ละข้อครับ
จะได้เป็นวิทยาทาน และ/หรือ ธรรมทาน ให้กับกระผมครับ

ขอบคุณครับ...สาธุ

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#12 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 05:44 PM

คืออย่างนี้นะครับพี่ ทีแรกผมก็ไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธทำนายจากพระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เนื่องจากไม่ได้มีการบอกถึงแหล่งอ้างอิงไว้ในตอนต้น ผมจึงเข้าใจว่า เป็นสิ่งที่มาจากการแสดงความเห็นส่วนบุคคลเสียมากกว่า แต่เมื่อได้ทำการเทียบเคียงข้อมูลจากแหล่งอ้างอิง (pdf file) กับความเห็น/ข้อวิจารณ์ต่างๆ ของพี่แล้ว ผมเองก็ไม่มีความเห็นที่แตกต่างจากพี่ไปสักเท่าไรนักหรอกครับ ส่วนเรื่องของการโน้มน้าว/ชี้นำให้ผู้อื่นมามีความเห็นที่เหมือนกันกับเรานั้น ผมไม่ทำหรอกครับ เพราะทราบดีว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากคนเรามันนานาจิตตังครับ ก็ต้องขอขอบคุณสำหรับข้อคิดที่ดีๆ ของพี่เถลิงเกียรติในตอนท้ายด้วยเช่นกันนะครับ ขอบคุณครับ

#13 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 07:18 PM

ครับผม.ผมต้องขออภัยเหมือนกันครับ เพราะผมก็ลืมใส่ Ref.ไปด้วยครับ..
...............
ผมขอฝากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งดังก้องกังวานอยู่ในใจผมตลอดเวลา ดังนี้ครับ
............
...คนดีทำให้คนอื่นดีได้ หมายความว่าคนดี ทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย. ความเลวนั้นจะทำให้คนดีเป็นคนเลวก็ยาก แต่เป็นไปได้.ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะทำให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวยาก.สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี...


...A good person can make another person good; it means that goodness will elicit goodness in society; other person will also be good. Evil will make a steadfast good person bad only with great difficulty; however, it is not impossible. If good people hold on tenaciously to their goodness, it will be difficult for evil people to influence them. The important thing is the strong will of the good person...

Ref. http://www.rspg.org/...speech/ksp1.htm

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#14 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 20 March 2006 - 07:26 PM

QUOTE
...คนดีทำให้คนอื่นดีได้ หมายความว่าคนดี ทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย. ความเลวนั้นจะทำให้คนดีเป็นคนเลวก็ยาก แต่เป็นไปได้.ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะทำให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวยาก.สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี...


...A good person can make another person good; it means that goodness will elicit goodness in society; other person will also be good. Evil will make a steadfast good person bad only with great difficulty; however, it is not impossible. If good people hold on tenaciously to their goodness, it will be difficult for evil people to influence them. The important thing is the strong will of the good person...

สาธุ... สาธุ... สาธุ...


#15 บุญรักษา

บุญรักษา
  • Members
  • 189 โพสต์
  • Interests:ขอชีวิตงดงามตามที่ฝัน ขอทุกวันเป็นวันอันสดใส ขอทุกก้าวคือก้าวที่มั่นใจ ขอวันใหม่ก้าวไกลไปกว่าเดิม

โพสต์เมื่อ 21 March 2006 - 01:33 AM

เอ ผมสงสัยดังนี้น่ะครับในคำทำนาย
เช่น คราวหนึ่งเคยผ่านหูมาบ้างว่า อายุเฉลี่ยของคนเราจะลดลงทุก ๆ 100 ปี ซึ่งก็เป็นไขลงของมนุษย์ ลดไปเรื่อย จนอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ปี ก็จะเกิดกลียุค จากวันนี้กว่าคนเราจะอายุเฉลี่ยที่ 10 ปีพระพุทธศาสนาของพระองค์ น่าจะสืบทอดอยู่อย่างยาวนานกว่า 5000 ปีน่ะครับ
ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ นอกจาก....ความจริงใจที่เต็มปรี่ เริ่มต้นผูกพันกันวันนี้ เพื่อมิตรไมตรีที่ดี..ตลอดไป เราต่างก็...มีไฟฝัน พร้อมจะสร้างสรรค์..เพื่อวันใหม่ ขอให้เรา....ต่างเป็นกำลังใจ เพื่อไปสู่จุดหมายที่...ยังรอ

#16 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 21 March 2006 - 01:43 AM

ถูกต้องนะครับ พี่บุญรักษา เมื่ออายุกาลแห่งพระศาสนาของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าลุถึง ๕,ooo ปีแล้ว เมื่อนั้นอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์จะอยู่ที่ ๕o ปีครับผม

#17 บุญรักษา

บุญรักษา
  • Members
  • 189 โพสต์
  • Interests:ขอชีวิตงดงามตามที่ฝัน ขอทุกวันเป็นวันอันสดใส ขอทุกก้าวคือก้าวที่มั่นใจ ขอวันใหม่ก้าวไกลไปกว่าเดิม

โพสต์เมื่อ 23 March 2006 - 02:34 AM

คือผมก็ไม่เข้าใจพระองค์ตรัสเอง หรือว่าเกิดจากการตีความของพระสงฆ์รุ่นต่อ ๆ มาน่ะครับ

ส่วนตัวผมมีความรู้สึกว่า เราอยากค้ำจุน สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ให้มากกว่า 5000 ปีน่ะครับ โดยไม่อยากให้เสื่อมเลย ไม่ว่าผู้คนจะมากขึ้นหรือลดน้อยลงอย่างไร อายุขัยจะลงหรือขึ้น
ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไปน่ะครับ

แบบว่าเวลา ฟังคำทำนายว่า ศาสนาพระองค์จะเสื่อมในยุค 5000 ปีนี้แล้ว มันรู้สึกหดหู่นิดหน่อยน่ะครับ ก็องศาน้อยน่ะครับผม
ไม่มีสิ่งใดจะมอบให้ นอกจาก....ความจริงใจที่เต็มปรี่ เริ่มต้นผูกพันกันวันนี้ เพื่อมิตรไมตรีที่ดี..ตลอดไป เราต่างก็...มีไฟฝัน พร้อมจะสร้างสรรค์..เพื่อวันใหม่ ขอให้เรา....ต่างเป็นกำลังใจ เพื่อไปสู่จุดหมายที่...ยังรอ

#18 สิมโน

สิมโน
  • Members
  • 19 โพสต์

โพสต์เมื่อ 25 August 2006 - 03:23 PM

พุทธทำนายเรื่องสุบินนิมิตรของพระเจ้าปเสนทิโกศลทั้ง16ข้อ
ผมเห็นหลายเวอร์ชั่น ขึ้นอยู่กับการแปลความของผู้เขียนเอง
ซึ่งบางอันค่อนข้างจะบิดเบือนไปจากพระไตรปิกฏมากพอสมควร
ดังนั้นควรจะพิจารณาดีๆนะครับ ขอยกลิ้งค์มาเผื่อว่าใครสนใจนะครับ

++พุทธทำนาย++ไยแปลกันเองตามใจชอบ
http://www.thaimung....oard/01110.html

อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง พุทธทำนาย
http://larndham.net/...o.pl/009277.htm

พุทธทำนาย (คัดลอกจากพระไตรปิฎกอรรถกถา)
พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภมหาสุบิน ๑๖ ข้อ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ลาวูนิ สีทนฺติ ดังนี้.
ดังได้สดับมา วันหนึ่งพระเจ้าโกศลมหาราช เสด็จเจ้าสู่นิทรารมย์ ในราตรีกาล ในปัจฉิมยาม ทอดพระเนตรเห็น พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง ๑๖ ประการ ทรงตระหนกพระทัยตื่นพระบรรทม ทรงพระดำริว่า เพราะเราเห็นสุบินนิมิตเหล่านี้จักมีอะไรแก่เราบ้างหนอ เป็นผู้อันความสะดุ้งต่อมรณภัยคุกคามแล้ว ทรงประทับเหนือพระแท่นที่ไสยาสน์นั่นแล จนล่วงราตรีกาล
ครั้นรุ่งเช้า พวกพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้ากราบทูลถามว่า
พ. "ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์บรรทมเป็นสุขหรือพระเจ้าข้า ?" รับสั่งตอบว่า
ร. "ท่านอาจารย์ทั้งหลาย เราจักมีความสุขได้อย่างไรเมื่อคืนนี้เวลาใกล้รุ่ง เราเห็นสุบินนิมิต ๑๖ ข้อ ตั้งแต่เห็นสุบินนิมิตเหล่านั้นแล้ว เราถึงความหวาดกลัวเป็นกำลัง" เมื่อพวกปุโรหิตกราบทูลว่า
พ. "ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โปรดตรัสเล่าเถิดพระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์สดับแล้ว จักทำนายถวายได้" จึงตรัสเล่าพระสุบินที่ทรงเห็นแล้วให้พวกพราหมณ์ฟัง แล้วตรัสว่า
ร. "เพราะเหตุเห็นสุบินเหล่านี้ จักมีอะไรแก่เราบ้าง ?" พวกพราหมณ์พากันสลัดมือ. เมื่อรับสั่งถามว่า
ร. "เพราะเหตุไร พวกท่านจึงพากันสลัดมือเล่า ?" พวกพราหมณ์จึงพากันกราบทูลว่า
พ. "ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระสุบินทั้งหลายร้ายกาจนัก"
ร. "พระสุบินเหล่านั้นจักมีผลเป็นประการใด ?"
พ. "จักมีอันตราย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ อันตรายแก่ราชสมบัติ ๑ อันตราย คือโรคจะเบียดเบียน ๑ อันตรายแก่พระชนม์ ๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง"
ร. "พอจะแก้ไขได้ หรือแก้ไขไม่ได้"
พ. "ขอเดชะ พระสุบินเหล่านี้ หมดทางแก้ไขเป็นแน่แท้ เพราะร้ายแรงยิ่งนัก แต่พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย จักกระทำให้พอแก้ไขได้ เมื่อพวกหม่อมฉันไม่สามารถเพื่อจะแก้ไขพระสุบินเหล่านี้ได้แล้ว ขึ้นชื่อว่าความเป็นผู้สำเร็จการศึกษา จักอำนวยประโยชน์อะไร ?"
ร. "ท่านอาจารย์ทั้งหลาย จักกระทำอย่างไรเล่า ถึงจักให้คืนคลายได้"
พ. "ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ต้องบูชายัญด้วยวัตถุอย่างละ ๔ ทุกอย่างพระเจ้าข้า" พระราชา
ทรงสะดุ้งพระทัย" ตรัสถามว่า
ร. "ท่านอาจารย์ทั้งหลายถ้าเช่นนั้น เราขอมอบชีวิตไว้ในมือของพวกท่านเถิด พวกท่านรีบกระทำความสวัสดีแก่เราเร็ว ๆ เถิด"
พวกพราหมณ์พากันร่าเริงยินดี ว่า พวกเราต้องได้ทรัพย์มาก จักต้องได้ของเคี้ยวกินมามาก ๆ แล้วพากันกราบทูลปลอบพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อย่าได้ทรงวิตกเลยพระเจ้าข้า แล้วพากันออกจากราชนิเวศน์จัดทำหลุมบูชายัญที่นอกพระนคร จับฝูงสัตว์ ๔ เท้ามาเหล่ามัดเข้าไว้ที่หลักยัญ รวบรวมฝูงนกเข้าไว้เสร็จแล้ว เที่ยวกันขวักไขว่ไปมา กล่าวว่า เราควรจะได้สิ่งนี้ ๆ.
ครั้งนั้นแล พระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบเหตุนั้น ก็เข้าเฝ้า พระราชากราบทูลถามว่า
ม. "ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกพราหมณ์พากันเที่ยวขวักไขว่ไปมา มีเรื่องอะไรหรือเพคะ ?"
ร. "แน่ะนางผู้เจริญ เธอมัวแต่สุขสบาย จึงไม่รู้ว่าอสรพิษมันสัญจรอยู่ใกล้ ๆ หูของพวกเรา"
ม. "ข้าแต่มหาราช เรื่องนั้นคืออะไรเพคะ ?" พระราชารับสั่งว่า
ร. "เราฝันร้ายถึงปานนี้ พวกพราหมณ์พากันทำนายว่า อันตรายใน ๓ อย่างไม่อย่างใดอย่างหนึ่งก็จักปรากฏ เพื่อบำบัดอันตรายเหล่านั้นต้องบูชายัญ จึงต้องสัญจรไปมาอยู่บ่อยๆ"
ม. "ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็ผู้ที่เป็นยอดพราหมณ์ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทูลกระหม่อมได้ทูลถามถึงการแก้ไข พระสุบินแล้วหรือเพคะ ?"
ร. "นางผู้เจริญ พระ-ผู้เป็นยอดพราหมณ์ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกนั้น เป็นใครกันเล่า?"
ม. "ทูลกระหม่อมไม่ทรงรู้จัก มหาพราหมณ์โคดมผู้ตถาคต หมดกิเลสบริสุทธิ์แล้ว เป็นสัพพัญญู เป็นบุคคลผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ดอกหรือเพคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คงทรงทราบเหตุในพระสุบินแน่นอน ขอเชิญทูลกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินไปกราบทูลถามเถิดเพคะ"
ร. "ดีละ เทวี"
แล้วเสด็จไปยังพระวิหาร ถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วประทับนั่งอยู่ พระศาสดาทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ตรัสถามว่า มหาบพิตร เหตุไรเล่า บพิตรจึงเสด็จมา ดุจมีราชกิจด่วน. พระราชากราบทูลว่า
ร. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อใกล้รุ่ง หม่อมฉันเห็นมหาสุบิน ๑๖ ข้อ สะดุ้งกลัว บอกเล่าแก่พวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์ทำนายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระสุบินร้ายแรงนัก เพื่อระงับสุบินเหล่านั้นต้องบูชายัญ ด้วยยัญวัตถุ อย่างละ ๔ ครบทุกอย่าง แล้วพากันเตรียมบูชายัญ ฝูงสัตว์เป็นอันมากถูกมรณภัยคุกคาม ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นบุคคลผู้เลิศในโลก ทั้งเทวโลก. เญยยธรรมที่เข้าไปกำหนดอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่ยังไม่มาถึงซึ่งครรลองในญานมุขของพระองค์นั้นมิได้มีเลย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดทำนายผลแห่งสุบินของหม่อมฉันเหล่านั้นเถิด พระเจ้าข้า" พระศาสดาตรัสว่า
ภ. "ขอถวายพระพร เป็นเช่นนั้นทีเดียวมหาบพิตร ในโลกทั้งเทวโลกเว้นตถาคตเสียแล้ว ผู้อื่นที่จะได้ชื่อว่าสามารถรู้เหตุ หรือผลของพระสุบินเหล่านี้ ไม่มีเลย ตถาคตจักทำนายให้มหาบพิตรก็แต่ว่ามหาบพิตรจงตรัสบอกพระสุบินตามทำนองที่ทรงเห็นนั้นเถิด" พระราชาทรงรับพระพุทธดำรัสว่า
ร. "ดีละ พระพุทธเจ้าข้า" เริ่มกราบทูลพระสุบิน ตามทำนองที่ทรงเห็นอย่างถี่ถ้วน โดยทรงวางหัวข้อไว้ดังนี้ ว่า…




"โคอุสุภราชทั้งหลาย ๑ ต้นไม้ทั้งหลาย ๑
แม่โคทั้งหลาย ๑ โคทั้งหลาย ๑
ม้า ๑ ถาดทอง ๑
สุนัขจิ้งจอก ๑ หม้อน้ำ ๑
สระโบกขรณี ๑ ข้าวไม่สุก ๑
แก่นจันทน์ ๑ น้ำเต้าจม ๑
ศิลาลอย ๑ เขียดขยอกงู ๑
หงส์ทองล้อมกา ๑ เสือกลัวแพะ ๑

สุบินนิมิตข้อที่ ๑
แล้วตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นสุบินข้อ ๑ อย่างนี้ก่อนว่า โคผู้ สีเหมือนดอกอัญชัน ๔ ตัว ต่างคิดว่าจักชนกัน พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวง จากทิศทั้ง ๔ เมื่อมหาชนประชุมกันคิดว่า พวกเราจักดูโคชนกัน ต่างแสดงท่าทางจะชนกัน บันลือเสียงคำรามลั่น แล้วไม่ชนกัน ต่างถอยออกไป หม่อมฉันเห็นสุบินนี้เป็นปฐม อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินข้อนี้ จักไม่มีในชั่วรัชกาลของมหาบพิตร ในชั่วศาสนาของตถาคต แต่ในอนาคต เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้กำพร้า ผู้มิได้ครองราชย์โดยธรรม และในกาลของหมู่มนุษย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อกุศลธรรมลดน้อยถอยลง อกุศลธรรมหนาแน่นขึ้น ในกาลที่โลกเสื่อม ฝนจักแล้ง และตีนเมฆจักขาด ข้าวกล้าจักแห้ง ทุพภิกขภัยจักเกิด เมฆทั้งหลายตั้งขึ้นจากทิศทั้ง ๔ เหมือนจะย้อยเม็ด พอพวกผู้หญิงรีบเก็บข้าวเปลือกเป็นต้น ที่เอาออกผึ่งแดดไว้เข้าภายในร่ม เพราะกลัวจะเปียก เมื่อพวกผู้ชายต่างถือจอบถือตะกร้าพากันออกไป เพื่อจะก่อคันกั้นน้ำ ก็ตั้งเค้าจะตก ครางกระหึ่ม ฟ้าแลบ แล้วก็ไม่ตกเลย ลอยหายไป เหมือนโคตั้งท่าจะชนกันแล้วไม่ชนกันฉะนั้น นี้เป็นผลของสุบินนั้น แต่ไม่มีอันตรายไร ๆ แก่มหาบพิตร เพราะเรื่องนั้นเป็นปัจจัย มหาบพิตรเห็นสุบินนี้ ปรารภอนาคต ฝ่ายพวกพราหมณ์อาศัยการเลี้ยงชีวิตของตน จึงทำนายดังนี้. พระบรมศาสดาครั้นตรัสบอกผลแห่งสุบินด้วยประการฉะนี้แล้ว ตรัสว่า จงตรัสเล่าสุบินข้อที่ ๒ เถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๒
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นสุบินข้อที่ ๒ อย่างนี้ว่า ต้นไม้เล็ก ๆ และกอไผ่ แทรกแผ่นดินพอถึงคืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง เพียงแค่นี้ก็ผลิตดอกออกผลไปตาม ๆ. กัน นี้เป็นสุบินข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันได้เห็น อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ ก็จักมีในกาลที่โลกเสื่อม เวลามนุษย์มีอายุน้อย ด้วยว่าสัตว์ทั้งหลายในอนาคตจักมีราคะกล้า กุมารีมีวัยยังไม่สมบูรณ์ จักสมสู่กับบุรุษอื่น เป็นหญิงมีระดู มีครรภ์ พากันจำเริญด้วยบุตรและธิดา ความที่กุมารีเหล่านั้น มีระดูเปรียบเหมือนต้นไม้เล็ก ๆ มีดอก กุมารีเหล่านั้นจำเริญด้วยบุตรและธิดา ก็เหมือนต้นไม่เล็ก ๆ มีผล ภัยแม้มีนิมิตนี้เป็นเหตุ ไม่มีแก่มหาบพิตรดอก จงตรัสเล่าข้อที่ ๓ ต่อไปเถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๓
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโค ที่เพิ่งเกิดในวันนั้น นี้เป็นสุบินข้อที่ ๓ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินนั้น พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร แม้ผลของสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคตเหมือนกัน จักมีผลในเวลาที่มนุษย์ทั้งหลาย พากันละทิ้งเชษฐาปจายิกกรรม คือความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ เพราะในอนาคตฝูงสัตว์จักมิได้ตั้งไว้ซึ่งความยำเกรงในมารดาบิดา หรือในแม่ยาย พ่อตา ต่างแสวงหาทรัพย์สินด้วยตนเองทั้งนั้น เมื่อปรารถนาจะให้ของกินของใช้แก่คนแก่ ๆ ก็ให้ ไม่ปรารถนาจะให้ก็ไม่ให้ คนแก่ ๆ พากันหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนเองก็ไม่ได้ ต้องง้อพวกเด็ก ๆ เลี้ยงชีพ เป็นเหมือนแม่โคใหญ่ ๆ พากันดื่มนมลูกโคที่เกิดในวันนั้น แม้ภัยมีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ไม่มีแก่มหาบพิตร ตรัสเล่า
สุบินข้อที่ ๔ ต่อไปเถิดมหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๔
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นฝูงชนไม่เทียมโคใหญ่ ๆ ที่เคยพาแอกไป ซึ่งสมบูรณ์ด้วยร่างกายและเรี่ยวแรงเข้าในระเบียบแห่งแอก กลับไปเทียมโครุ่น ๆ ที่กำลังฝึกเข้าในแอก โครุ่น ๆ เหล่านั้นไม่อาจพาแอกไปได้ ก็พากันสลัดแอกยืนเฉยเสีย เกวียนทั้งหลายก็ไปไม่ได้ นี้เป็นสุบินข้อที่ ๔ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินแม้ข้อนี้ ก็จักมีในรัชสมัยของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในภายหน้า พระราชาผู้มีบุญน้อย มิได้ดำรงในธรรม จักไม่พระ-ราชทานยศแก่มหาอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในประเพณี สามารถที่จะยังสรรพกิจให้ลุล่วงไปได้ จักไม่ทรงแต่งตั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่ ผู้เป็นบัณฑิต ฉลาดในโวหารไว้ในที่วินิจฉัยคดีในโรงศาล แต่พระราชทานยศแก่คนหนุ่ม ๆ ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้วนั้น แต่งตั้งบุคคลเช่นนั้นไว้ในตำแหน่งผู้วินิจฉัยอรรถคดี คนหนุ่มพวกนั้น ไม่รู้ทั่วถึงราชกิจ และการอันควรไม่ควร ไม่อาจดำรงยศนั้นไว้ได้ ทั้งไม่อาจจัดทำราชกิจให้ลุล่วงไปได้ เมื่อไม่อาจก็จักพากันทอดทิ้งธุระการงานเสีย ฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นบัณฑิตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อไม่ได้ยศ ถึงจะสามารถที่จะให้กิจทั้งหลายลุล่วงไป ก็จักพากันกล่าวว่า พวกเราต้องการอะไรด้วยเรื่องเหล่านี้ พวกเรากลายเป็นคนภายนอกไปแล้ว พวกเด็กหนุ่มเขาเป็นพวกอยู่วงใน เขาคงรู้ดี แล้วไม่รักษาการงานที่เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสื่อมเท่านั้นจักมีแก่พระราชาเหล่านั้น ด้วยประการทั้งปวง เป็นเสมือนเวลาที่คนจับโครุ่น ๆ กำลังฝึก ยังไม่สามารถจะพาแอกไปได้ เทียมไว้ในแอก และเป็นเวลาที่ไม่จับเอาโคใหญ่ ๆ
ผู้เคยพาแอกไปได้ มาเทียมแอกฉะนั้น แม้ภัยมีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสบอกสุบินที่ ๕ เถิดมหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๕
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนพากันให้หญ้าที่ปากทั้งสองข้างของมัน มันเคี้ยวกินด้วยปากทั้งสองข้าง นี้เป็นสุบินที่ ๕ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลของสุบินแม้นี้ ก็จักมีในรัชกาลของพระราชาผู้ไม่ดำรงในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้าพวกพระราชาโง่เขลา ไม่ดำรงธรรม จักทรงแต่งตั้งมนุษย์โลเลไม่ประกอบด้วยธรรม ไว้ในตำแหน่งวินิจฉัยคดี คนเหล่านั้นเป็นพาล ไม่เอื้อเฟื้อในบาปบุญ พากันนั่งในโรงศาล เมื่อให้คำตัดสิน ก็จักรับสินบนจากมือของคู่คดีทั้งสองฝ่ายมากิน เป็นเหมือนม้ากินหญ้าด้วยปากทั้งสองฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตรดอก เชิญตรัสบอกสุบินที่ ๖ เถิดมหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๖
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเห็นมหาชนขัดถูถาดทองราคาตั้งแสนกระษาปณ์ แล้วพากันนำไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่งด้วยคำว่า เชิญท่านเยี่ยวใส่ในถาดทองนี้เถิด หมาจิ้งจอกแก่นั้นก็ถ่ายปัสสาวะใส่ในถาดทองนั้น นี้เป็นสุบินข้อที่ ๖ ของหม่อมฉันอะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้พระเจ้าข้า?
มหาบพิตร ผลของสุบินนี้ก็จักมีในอนาคตเหมือนกันด้วยว่า ในกาลภายหน้า พวกพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงรังเกียจกุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเสีย แล้วไม่พระราชทานยศให้ จักพระราชทานให้แก่คนที่ไม่มีสกุลเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้สกุลใหญ่ ๆ จักพากันตกยาก สกุลเลว ๆ จักพากันเป็นใหญ่ก็เมื่อพวกมีสกุลเหล่านั้น ไม่อาจเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักคิดว่า เรา
ต้องอาศัยพวกเหล่านี้เลี้ยงชีวิตสืบไป แล้วก็พากันยกธิดาให้แก่ผู้ไม่มีสกุล การอยู่ร่วมกับคนพวกไม่มีสกุลของกุลธิดาเหล่านั้นก็จักเป็นเช่นเดียวกับถาดทองรองเยี่ยวหมาจิ้งจอก ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสบอกสุบินที่ ๗ เถิดมหาบพิตร.




สุบินนิมิตข้อที่ ๗
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นอย่างนี้ บุรุษผู้หนึ่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปที่ใกล้เท้าแม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั้งที่บุรุษนั่ง กัดกินเชือกนั้น เข้าไม่ได้รู้เลยที่เดียว นี้เป็นสุบินข้อที่ ๗ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ ก็จักมีในอนาคตเหมือนกันด้วยว่าในกาลภายหน้า หมู่สตรี จักพากันเหลาะแหละโลเลในบุรุษ ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว ชอบเที่ยวเตร่ตามถนนหนทาง เห็นแก่อามิส เป็นหญิงทุศีล มีความประพฤติชั่วช้าพวกนางจักกลุ้มรุมกันแย่งเอาทรัพย์ที่สามีทำงาน มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น สั่งสมไว้ด้วยยาก ลำบากลำเค็ญเอาไปซื้อสุราดื่มกับชายชู้ ซื้อดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้มาแต่งตน คอยสอดส่องมองหาชายชู้ โดยส่วนบนของบ้านที่มิดชิดบ้าง โดยที่ซึ่งลับตาบ้าง แม้ข้าวเปลือกที่เตรียมไว้สำหรับหว่านในวันรุ่งขึ้น ก็เอาไปซ้อม จัดทำเป็นข้าวต้ม ข้าวสวย และของเคี้ยวเป็นตน มากินกัน เป็นเหมือนนางหมาจิ้งจอกโซ ที่นอนใต้ตั่งคอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่นแล้ว หย่อนลงไว้ใกล้ ๆ เท้าฉะนั้นภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินข้อที่ ๘ เถิดมหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๘
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมลูกใหญ่ใบหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ประตูวัง ล้อมด้วยตุ่มเป็นอันมาก วรรณะทั้ง ๔ เอาหม้อตักน้ำมาจากทิศทั้ง ๔ และทิศน้อยทั้งหลาย เอา
มาใส่ลงตุ่มที่เต็มแล้วนั่นแหละ น้ำก็เต็มแล้วเต็มอีก จนไหลล้นไป แม้คนเหล้านั้นก็ยังเทน้ำลงในตุ่มนั้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ไม่มีผู้ที่จะเหลียวแลดูตุ่มที่ว่าง ๆ เลย นี้เป็นสุบินข้อที่ ๘ ของหม่อมฉันอะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า โลกจักเสื่อม แว่นแคว้นจักหมดความหมายพระราชาทั้งหลายจักตกยาก เป็นกำพร้า องค์ใดเป็นใหญ่ องค์นั้น จักมีพระราชทรัพย์เพียงแสนกระษาปณ์ในท้องพระคลังพระราชาเหล่านั้นตกยากถึงอย่างนี้ จักเกณฑ์ให้ชาวชนบททุกคน ทำการเพาะปลูกให้แก่ตน พวกมนุษย์ถูกเบียดเบียนต้องละทิ้งการงานของตน พากันเพาะปลูก ปุพพันพืช แลอปรันพืช ให้แก่พระราชาทั้งหลายนั้น ต้องช่วยกันเฝ้าช่วยกันเก็บเกี่ยว ช่วยกันนวด ช่วยกันขน ช่วยกันเคี่ยวน้ำอ้อย เป็นต้น และช่วยกันทำสวนดอกไม้ สวนผลไม้ พากันขนปุพพันพืชเป็นต้นที่เสร็จแล้ว ในที่นั้น ๆ มาบรรจุไว้ยุ้งฉางของพระราชาเท่านั้น แม้ผู้ที่จะมองดูยุ้งฉางเปล่า ๆ ในเรือนทั้งหลายของตนจักไม่มีเลย จักเป็นเช่นกับการเติมน้ำใส่ ตุ่มที่เต็มแล้ว ไม่เหลียวแลตุ่มเปล่า ๆ บ้างเลยนั่นแล ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ จะยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินที่ ๙ เถิดมหาบพิตร.


สุบินนิมิตข้อที่ ๙
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นโบกขรณีสระหนึ่ง ดารดาดไปด้วยปทุม ๕ สี ลึก มีท่าขึ้นลงรอบด้าน ฝูงสัตว์ สองเท้า สี่เท้า พากันลงดื่มน้ำในสระนั้นโดยรอบ น้ำที่อยู่ในที่ลึก กลางสระนั้นขุ่นมัว ในที่ซึ่งสัตว์สองเท้าสี่เท้าพากันย่ำเหยียบ กลับใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หม่อมฉันได้เห็นอย่างนี้ นี้เป็นสุบินข้อที่ ๙ ของหม่อมฉันอะไรเป็นผลของสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลาย จักไม่ตั้งอยู่ในธรรม ลุอคติด้วยอำนาจความพอใจเป็นต้น เสวยราชสมบัติ จักไม่ประทาน การวินิจฉัยอรรถคดีโดยธรรม มีพระหฤทัยมุ่งแต่สินบน โลเลในทรัพย์ ขึ้นชื่อว่าคุณธรรมคือความอดทน ความเมตตา และความเอ็นดูของพระราชาเหล่านั้น จักไม่มีในหมู่ชาวแว่นแคว้นจักเป็นผู้กักขฬะ หยาบคาย คอยแต่เบียดเบียนหมู่มนุษย์ เหมือนหีบอ้อยด้วยหีบยนต์ จักกำหนดให้ส่วยต่าง ๆ บังเกิดขึ้น เก็บเอาทรัพย์ พวกมนุษย์ถูกรีดส่วยอากรหนักเข้า ไม่สามารถจะให้อะไร ๆ ได้ พากันทิ้งคามนิคมเป็นต้นเสีย อพยพไปสู่ปลายแดนตั้งหลักฐาน ณ ที่นั้น ชนบทศูนย์กลางจักว่างเปล่า ชนบทชายแดนจักเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เหมือนน้ำกลางสระโบกขรณีขุ่น น้ำฝั่งรอบ ๆ ใส ฉันใด ก็ฉันนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมไม่แก่มหาบพิตร เชิญ ตรัสเล่าพระสุบินข้อที่ ๑๐ เถิดมหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๐
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นข้าวสุก ที่คนหุงในหมู่ในเดียวกันแท้ ๆ แต่หาสุกทั่วกันไม่ เป็นเหมือนผู้หุงตรวจดูแล้วว่าไม่สุก เลยแยกกันไว้เป็น ๓ อย่าง คือ ข้าวหนึ่งแฉะ
ข้าวหนึ่งดิบ ข้าวหนึ่งสุกดี นี้เป็นสุบินที่ ๑๐ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินข้อนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแม้ของสุบินข้อนี้ จักมีในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในกาลภายหน้า พระราชาทั้งหลายจักไม่ดำรงในธรรม เมื่อพระราชาเหล่านั้นไม่ดำรงในธรรมแล้ว ข้าราชการก็ดี พราหมณ์และคฤหบดีก็ดี ชาวนิคม ชาวชนบทก็ดี รวมถึงมนุษย์ทั้งหมด นับแต่สมณะและพราหมณ์ จักพากันไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้เทวดาทั้งหลายก็จักไม่ทรงธรรม ในรัชกาลแห่งอธัมมิกราชทั้งหลาย ลมทั้งหลายจักพัดไม่สม่ำเสมอ พัดแรงจัด ทำให้วิมานในอากาศของเทวดาสั่นสะเทือน เมื่อวิมานเหล่านั้น ถูกลมพัดสั่นสะเทือน ฝูงเทวดาก็พากันโกรธ แล้วจักไม่ให้ฝนตก ถึงจะตกก็จะไม่ตกกระหน่ำทั่วแว่นแคว้น มิฉะนั้น จักไม่ตกให้เป็นอุปการะแก่การใด การหว่านในที่ ทั้งปวงจักไม่ตกกระหน่ำทั่วถึง แม้ในชนบท แม้ในบ้าน แม้ในตระพังแห่งหนึ่ง แม้ในสระลูกหนึ่ง เหมือนกันกับในแคว้นฉะนั้น เมื่อตกตอนเหนือของตระพัง ก็จักไม่ตกในตอนใต้ เมื่อตกในตอนใต้ จักไม่ตกในตอนเหนือ ข้าวกล้าในตอนหนึ่งจักเสียเพราะฝนชุก เมื่อฝนไม่ตกในส่วนหนึ่ง ข้าวกล้า
จักเหี่ยวแห้ง เมื่อฝนตกดีในส่วนหนึ่ง ข้าวกล้าจักสมบูรณ์ ข้าวกล้าที่หว่านแล้วในขอบขัณฑสีมาของพระราชาพระองค์เดียวกัน จักเป็น ๓ สถาน ด้วยประการฉะนี้. เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวมีผลเป็น ๓ อย่างฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ จะยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินที่ ๑๑ ต่อไปเถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๑
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นคนทั้งหลายเอาแก่นจันทน์ มีราคาตั้งแสนกษาปณ์ ขายแลกกับเปรียงเน่า นี้เป็นสุบินข้อที่ ๑๑ ของหม่อมฉัน อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้เล่าพระเจ้า ข้า ?
มหาบพิตรแม้ผลแห่งสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคต ในเมื่อศาสนาของตถาคตเสื่อมโทรมนั่นแล ด้วยว่าในกาลภายหน้า พวกภิกษุกอลัชชีเห็นแก่ปัจจัย จักมีมาก พวกเหล่านั้น จักพากันแสดงธรรมเทศนาที่ตถาคต กล่าวติเตียนความละโมบในปัจจัยไว้แก่ชนเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น จักไม่สามารถแสดงให้พ้นจากปัจจัยทั้งหลาย แล้วตั้งอยู่ในฝ่ายธรรมนำสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ มุ่งตรงสู่พระนิพพาน ชนทั้งหลายก็จะฟังความสมบูรณ์แห่งบทและพยัญชนะ และสำเนียงอันไพเราะอย่างเดียว เท่านั้น แล้วจักถวายเอง และยังชนเหล่าอื่นให้ถวายซึ่งปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น อันมีค่ามาก ภิกษุทั้งหลายอีกบางพวก จักพากันนั่งในที่ต่าง ๆ ที่ท้องถนน สี่แยก และประตูวังเป็นต้น แล้วแสดงธรรมแลกรูปิยะ มีเหรียญกษาปณ์ครึ่งกษาปณ์ เหรียญบาท เหรียญมาสก เป็นต้น โดยประการฉะนี้ ก็เป็นเอาธรรมที่ตถาคตแสดง ไว้ มีมูลค่าควรแก่พระนิพพานไปแสดงแลกปัจจัย ๔ และรูปิยะมีเหรียญกษาปณ์และเหรียญครึ่งกษาปณ์เป็นต้น จักเป็นเหมือนฝูงคนเอาแก่นจันทน์มีราคาตั้งแสน ไปขายแลกเปรียงเน่าฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินที่ ๑๒ ต่อไปเถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๒
ข้าแต่พระองค์เจ้าผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นกะโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ อะไรเป็นผลแห่งสุบิน นี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคตกาล เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดเสื่อม ในรัชกาลของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ด้วยว่าในครั้งนั้นพระราชาทั้งหลาย จักไม่พระราชทานยศแก่กุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ จักพระราชทานแก่ผู้ไม่มีสกุลเท่านั้น พวกนั้นจักเป็นใหญ่ อีกฝ่ายหนึ่งจักยากจน ถ้อยคำของพวกไม่มีสกุล ดุจกะโหลกน้ำเต้า ดูประหนึ่งหยั่งรากลงแน่นในที่เฉพาะพระพักตร์พระราชาก็ดี ที่ประตูวังก็ดี ที่ประชุมอำมาตย์ก็ดี ที่โรงศาลก็ดี จักเป็นคำไม่โยกโคลง มีหลักฐานแน่นหนาดี แม้ในสังฆสันนิบาต (ที่ประชุมสงฆ์) เล่า ในกิจกรรมที่สงฆ์พึงทำ
และคณะพึงทำก็ดี ทั้งในสถานที่ดำเนินอธิกรณ์เกี่ยวกับบาตรจีวร และบริเวณเป็นต้นก็ดี ถ้อยคำของคนชั่วทุศีลเท่านั้น จักเป็นคำนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ มิใช่ถ้อยคำของภิกษุผู้ลัชชี เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นเหมือนกาลเป็นที่จมลงแห่งกะโหลกน้ำเต้า แม้ด้วยประการทั้งปวง ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินที่ ๑๓ เถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๓
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นศิลาแท่งทึบใหญ่ ขนาดเรือนยอดลอยน้ำเหมือนดังเรือ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินแม้นี้ ก็จักมีในกาลเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมทั้งหลาย จักพระราชทานยศแก่คนไม่มีสกุล พวกนั้นจักเป็นใหญ่ พวกมีสกุล
จักตกยาก ใคร ๆจักไม่ทำความเคารพในพวกมีสกุลนั้น จักกระทำความเคารพในพวกที่เป็นใหญ่ฝ่ายเดียว ถ้อยคำของกุลบุตรผู้ฉลาดในการวินิจฉัย ผู้หนักแน่น เช่นกับศิลาทึบ จักไม่หยั่งลง ดำรงมั่นในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระราชา หรือในที่ประชุมอำมาตย์ หรือในโรงศาล เมื่อพวกนั้นกำลังกล่าว พวกนอกนี้จักคอยเยาะเย้ยว่า พวกนี้พูดทำไม แม้ในที่ประชุมภิกษุ พวกภิกษุก็จักไม่เห็นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ผู้ควรทำความเคารพว่าเป็นสำคัญ ในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ทั้งถ้อยคำของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ก็จักไม่หนักแน่นมั่นคง จักเป็นเหมือนเวลาเป็นที่เลื่อนลอยแห่งศิลาทั้งหลายฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินข้อที่ ๑๔ เถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๔
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นฝูงเขียดตัวเล็ก ๆ ขนาดดอกมะซาง วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ ๆ กัดเนื้อขาดเหมือนตัดก้านบัวแล้วกลืนกิน นี้เป็นสุบินข้อที่ ๑๔ อะไรเป็นผลแห่ง
สุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งแม้สุบินข้อนี้ ก็จักมีในอนาคต ในเมื่อโลกเสื่อมโทรมดุจกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พวกมนุษย์จะมีราคะจริตแรงกล้า ชาติชั่ว ปล่อยตัวปล่อยใจ ตามอำนาจของกิเลส จักต้องเป็นไปในอำนาจแห่งภรรยาเด็ก ๆ ของตน ผู้คนมีทาสและกรรมกรเป็นต้นก็ดี สัตว์พาหนะมีโคกระบือเป็นต้นก็ดี เงินทองก็ดี บรรดามีในเรือนทุกอย่าง จักต้องอยู่ในครอบครองของพวกนางทั้งนั้น เมื่อพวกสามีถามถึงเงินทอง โน้น ๆ ว่าอยู่ที่ไหน หรือถามถึงจำนวนสิ่งของว่ามีที่ไหนก็ดี พวกนางจักพากันตอบว่า มันจะอยู่ที่ไหน ๆ ก็ช่างเถิด กงการอะไรที่ท่านจะตรวจตราเล่า ท่านเกิดอยากรู้สิ่งที่มีอยู่ และไม่มีอยู่ในเรือนของเราละหรือ แล้วจักด่าด้วยประการต่าง ๆ ทิ่มตำเอาด้วยหอกคือปาก กดไว้ในอำนาจดังทาสและคนรับใช้ ดำรงความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ของตนไว้สืบไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จักเป็นเหมือนเวลาที่ฝูงเขียดขนาดดอกมะซาง พากันขยอกกินฝูงงูเห่า ซึ่งมีพิษ
แล่นเร็วฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินนี้เป็นต้น ก็จักไม่มีแก่มหาบพิตรดอก เชิญตรัสบอกนิมิตที่ ๑๕ เถิด.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๕
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้เห็นฝูงพญาหงส์ทองที่ได้นามว่า ทองเพราะมีขนเป็นสีทอง พากันแวดล้อมกา ผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ ประการ เที่ยวหากินตามบ้าน อะไรเป็นผลแห่งพระสุบินนี้ พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนี้ ก็จักมีในอนาคต ในรัชกาลของพระราชาผู้ทุรพลนั่นแหละ ด้วยว่าในภายหน้าพระราชาทั้งหลาย จักไม่ฉลาดในศิลปะมีหัสดีศิลปะเป็นต้น ไม่แกล้วกล้าในการยุทธ ท้าวเธอจักไม่พระราชทานความเป็นใหญ่ให้แก่พวกกุลบุตรที่มีชาติเสมอกัน ผู้รังเกียจความวิบัติแห่งราชสมบัติของพระองค์อยู่ จักพระราชทานแก่พวกพนักงานเครื่องสรงและพวกกัลบกเป็นต้น ซึ่งอยู่ใกล้บาทมูลของพระองค์ พวกกุลบุตรผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ และโคตร เมื่อไม่ได้ที่พึ่งในราชสกุล ก็ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตอยู่ได้ จักพากันปรนนิบัติบำรุงฝูงชนที่ไม่มีสกุล มีชาติและโคตรทราม ผู้ดำรงอิสริยยศ จักเป็นเหมือนฝูงพญาหงส์ทอง แวดล้อมเป็นบริวารกา ฉะนั้น ภัยแม้มีสุบินเป็นเหตุ ก็ยังไม่มีแก่มหาบพิตร เชิญตรัสเล่าสุบินที่ ๑๖ ต่อไปเถิด มหาบพิตร.

สุบินนิมิตข้อที่ ๑๖
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาลก่อน ๆ เสือเหลือง พากันกัดกินฝูงแกะ แต่หม่อมฉันได้เห็นฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลืองกัดกินอยู่มุ่มม่ำ ๆ ทีนั้นเสืออื่น ๆ คือเสือดาว เสือโคร่ง เห็นฝูงแกะอยู่ห่าง ๆ ก็สะดุ้งกลัว ถึงความสยดสยองพากันวิ่งหนีหลบเข้าพุ่มไม้และป่ารก ซุกซ่อนเพราะกลัวฝูงแกะ หม่อมฉัน. ได้เห็นอย่างนี้ อะไรเป็นผลแห่งสุบินนี้พระเจ้าข้า ?
มหาบพิตร ผลแห่งสุบินแม้นี้ ก็จักมีในรัชกาลแห่งพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ในอนาคตเหมือนกัน ด้วยว่าในครั้งนั้น พวกไม่มีสกุลจักเป็นราชวัลลภ เป็นใหญ่เป็นโต พวกคนมีสกุลจักอับเฉาตกยาก ราชวัลลภเหล่านั้นพากันยังพระราชาให้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของตน มีกำลังในสถานที่ราชการ มีโรงศาลเป็นต้น ก็พากันรุกเอาที่ดินไร่นาเรือกสวนเป็นต้น อันตกทอดสืบมาของพวกมีสกุลทั้งหลายว่า ที่เหล่านี้เป็นของพวกเรา เมื่อพวกมีสกุลเหล่านั้นโต้เถียงว่า ไม่ใช่ของพวกท่าน เป็นของพวกเรา แล้วพากันมาฟ้องร้องยังโรงศาลเป็นต้น พวกราชวัลลภก็พากันบอกให้เฆี่ยนตีด้วยหวายเป็นต้น จับคอไสออกไป พร้อมกับข่มขู่คุกคามว่า พ่อเจ้าไม่รู้ประมาณตน มาหาเรื่องกับพวกเรา เดี๋ยวจักไปทูลพระราชา ให้ลงพระราชอาญาต่าง ๆ มีตัดตีน ตัดมือ เป็นต้น พวกผู้มีสกุลกลัวเกรงพวกราชวัลลภ ต่างก็ยินยอมให้ที่ทางที่เป็นของตน ว่า ที่ทางเหล่านี้ ถ้าเป็นของท่าน ก็เชิญครอบครองเถิด แล้วพากันกลับบ้านเรือนของตนนอนหวาดผวาไปตาม ๆ กัน แม้ภิกษุผู้ชั่วช้าทั้งหลายเล่า ก็จักพากันเบียดเบียนภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ตามชอบใจ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้น ไม่ได้ที่พำนัก ก็พากันเข้าป่าแอบแฝงอยู่ในที่รก ๆ ข้อที่กุลบุตรผู้มีชาติสกุลทั้งหลาย และภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักทั้งหลาย ถูกคนชาติชั่ว

#19 jane_072

jane_072
  • Members
  • 539 โพสต์

โพสต์เมื่อ 29 June 2007 - 01:16 PM

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยนะครับ...สาธุๆๆ