ไปที่เนื้อหา


เนื้อหาจาก ดินสอแห่งธรรม

ค้นพบทั้งสิ้น 98 รายการโดย ดินสอแห่งธรรม (จำกัดการค้นหาจาก 24-March 18)



#190783 ตักบาตรเมืองตรังพระ 1,111 รูป หน้าห้างโรบินสัน

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 29 January 2014 - 06:00 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

...อันการให้นั้น   ผู้ให้ย่อมต้องมีจิตใจสูงกว่าผู้รับ  ...และแม้นมือของผู้นั้นก็ยังอยู่เหนือกว่าผู้รับ   ผู้ที่สละหรือนำสิ่งของของตนมอบแด่ผู้อื่นนั้น ถือได้ว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง  ...และแม้นเนื้อนาบุญผู้มีคุณธรรม คุณวิเศษสูงก็ยังเคารพแด่การให้ทาน เคารพแด่การรับทาน  เคารพแด่การให้ของผู้ให้  ดังนั้น  การให้นั้น เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปฏิบัติยิ่ง เพราะการให้ ...ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รักแล้ว... ผู้ให้สิ่งใด ก็ย่อมได้สิ่งนั้น   เสมือนเงาตามตัวไปตลอด...




#190782 ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา เสาร์ต้นเดือน ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ณ วัดปทุมทอง

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 29 January 2014 - 05:54 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

....คุณค่าของชีวิต เราจะไม่รู้จักเลย ถ้าเราไม่รู้จักความเสื่อมของชีวิต     อิสระภาพนั้น เราจะไม่รู้จักเลย ถ้าเราไม่เคยรู้จักการถูกกักขัง   .... ดังนั้น แม้เรายังไม่ประสบกับความเสื่อมแล้ว ก็ควรหลีกหนีให้ไกล อย่าให้ได้มีโอกาสพบความเสื่อมมาสู่ตัวเรา ..ย่อมเป็นหนทางและวิถีปฏิบัติที่ดีที่สุด...




#190781 กำหนดการวันมาฆบูชา ประจำปี 2557 ณ วัดพระธรรมกาย

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 29 January 2014 - 05:51 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ....การได้มาจุดประทีปมาฆบูชาในแต่ละปี ก็เหมือนได้เติมไฟแห่งชีวิต แห่งการสร้างบารมี ปีหนึ่งๆ จะเติมกันแค่ไม่กี่ครั้ง ดังนั้น อย่ารอให้ไฟของท่านมอดหรือน้อยเสียก่อนแล้วจึงมาเติม เพราะทุกครั้งที่มาจุดประทีปเราจะเห็นได้ว่า ในแต่ละปีมีคนไม่ได้มาจุดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลับวิมานไปเสียก่อน ละสังขารไปเสียก่อน จะตั้งใจหรือด้วยอุบัติเหตุก็ตามแต่ ...

 

...ดังนั้น หากเราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ก็ควรสั่งสมบุญบารมี เผื่อว่า ปีหน้า เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น .. ที่ไม่มีโอกาสได้มาจุดประทีปบูชา..อีกเลย.... B)




#190667 เราจะทราบได้อย่างไรว่า พระองค์นั้นมีศีล หรือทุศีล เวลาเราเจอพระในสถานที่ต่างๆ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 17 January 2014 - 11:24 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

....ตัดสินที่บุญของตัวเราด้วยครับ...

 

...ที่เรามาเกิดแล้วไม่เจอพระดีๆ อย่างพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งท่านยังดำรงชีพอยู่ ก็แปลว่าบุญเราไม่ได้มากพอ  หรือแม้แต่พระอรหันต์แท้ๆก็ไม่ได้เจอสักรูป

 

...บางคนหวังจะเจอพระที่ปฏบัติดี แต่ตัวเองที่ผ่านมา เอาแต่ด่าว่าพระพุทธศาสนา ด่าพระ ว่าพระ หรือตำหนิพระ วัดโน้นบ้าง วัดนี้บ้าง แม้ตนเองก็ไม่ทำบุญ ตักบาตรก็ไม่ทำ ผ้าป่าก็ไม่ร่วม กฐินก็ไม่สน แบบนี้ อย่าว่าแต่บุญจะน้อยจนไม่เจอพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย แต่ประตูนรกกลับเปิดกว้างมหาศาลทีเดียว  แล้วจะมาว่าพระพุทธศาสนาเสื่อมแล้ว พระดีไม่มีแล้ว.. แต่ที่ไหนได้ ตัวเองนั่นแหละที่บุญไม่มี  นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ยกมาตามจริง อย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด

 

...ส่วนคนที่เจอแต่พระดีๆ ปฏิบัติดี ก็เพราะพื้นเพเป็นผู้ที่ให้ความเคารพพระพุทธศาสนามาโดยตลอด พระรูปไหนจะทำไม่ดี ก็ไม่ได้ไปเห็นด้วย หรืออนุโมทนาบาปกับรูปนั้น และทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นอย่างดี ประกอบกับอธิษฐานจิตให้เจอแต่พระปฏิบัติดี และห่างไกลจากพระประพฤติไม่ดี ไม่ถูกต้อง ..เมื่อบุญมากพอ ก็ห่างไกลจากสิ่งนี้ได้แน่นอน และก็เป็นวิธีดั้งเดิมมานานแล้ว ในการใช้บุญตนเอง เพื่อต่อบุญใหม่ ด้วยการสร้างบุญเล็ก เพื่อรอได้สร้างบุญใหญ่ และก็อดทน และมีความใสของจิตใจมากพอ ก็จะได้พบแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เจริญทั้งสิ้น..




#190666 ความเบื่อหน่าย

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 17 January 2014 - 11:15 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

... ถ้าบรรลุอรหัตตผล ร่างกายในเพศฆราวาสนี้จะไม่มีความบริสุทธิ์มากพอที่จะรับธรรมอันปราศจากกิเลสอาสวะได้ ก็จะดับไปใน 7 วันนั้นเอง แต่หากเปลี่ยนเพศจากฆราวาสเป็นบรรพชิต ร่างกายจะมีความละเอียดของธรรมะที่รองรับกันได้ ก็จะดำรงชีพอยู่ได้  ก็เหมือนลักษณะ เครื่องสื่อ กับเครื่องรับ ถ้าจูนกันไม่ติดก็สื่อสารไม่ได้ และใช้งานไม่ได้นั่นเอง

 

..ถ้าบรรลุโสดาปัตติผล  ก็จะเกิดอีก 7 ชาติก็จะเ้ข้านิพพาน คือ นับจากนี้อีก 7 ผลจะได้นิพพาน

 

...ทั้งสองของการบรรลุธรรมนั้น ตายได้ แต่จะตายด้วยวิธีใดนั้นเอง จะไม่เหมือนการตายทั่วไปของปุถุชน การตายของผู้บรรลุธรรมจะตายอย่างมีสติ ตายก่อนตาย หรือดับขันธ์ของตนก่อนถึงอายุขัยก็ได้ ส่วนทางไปก็ถือสุคคติ หรือ นิพพาน ด้วยกายธรรมตามนั้น ตามกำลังแห่งความบริสุทธิ์

 

....การตายโดยขาดสติ หรือ ขาดความยั้งคิด หรือ ตายตามอารมณ์ หรืออยากตาย หรือ อยากทำให้ตัวเองตาย หรือยอมให้ใครฆ่าตาย จิตใจจะเศร้าหมอง จะไปสู่อบายภูมิ ไปสู่ทุคคติ ยิ่งหมองมากก็ลงไปลึกมาก และต้องเวียนว่ายตายเกิดในทุคคติจนกว่าจะมีความรู้สึกอยากเกิด อยากมีชีวิตอยู่ และจนกว่ากรรมจะเบาบาง ซึ่งเป็นภาวะจิตของผู้รับวิบากกรรมนี้ที่น่าสงสารมาก และเวียนเกิดเวียนตายยาวนานมาก กว่าจะพ้นกรรม และเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้ว หากยังมีกรรมอยู่แล้วไปฆ่าตัวตายอีก หรือทำแบบเดิมอีก ก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิมอีกยาวนานแสนนาน หรือบางทีก็ไม่มีเวลาที่จะกำหนดได้เลยว่าจะพ้นกรรมเหล่านี้จริงๆ แบบถาวรได้เมื่อไหร่...

 

... ชีวิตที่มีอยู่ บางทีทำเพื่อตัวเองมามากแล้ว ก็ลองทำเพื่อคนอื่นดูบ้างสิครับ ทำเพื่อพระพุทธศาสนาส่วนรวมดูบ้าง หรือบวชเพื่อเป็นอายุของพระพุทธศาสนาดู อย่างนั้นก็ยังได้ชื่อว่ากระทำด้วยใจที่มีต่อผู้อื่น ต่อส่วนรวม ผลที่ได้ย่อมเกินควรเกินคาด และดีกว่าทำเพื่อตนเอง หรือครอบครัวตนเอง อย่างแน่นอน...  ^_^




#190625 คำถาม

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 13 January 2014 - 11:27 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

...ในยุคที่มนุษย์กิเลสหนาขึ้น คือ มีความโกรธ ความโลภ และความหลง มากขึ้น ยุคแบบนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาใดบนโลกใบนี้ โลกก็จะร้อนระอุไปเลยทีเดียว มีตัวอย่างหลายประเทศซึ่่้่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอกครับ   และคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ก็สนแต่แค่เรื่องปากท้องของตนเองกับครอบครัว ไม่ได้สนใจมาศึกษาเรื่องบุญ เรื่องบาป  ไม่ได้สนใจฟังธรรมให้เข้าในเรื่องกิเลส  ไม่ได้สนใจวิธีใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่ได้สนใจศึกษาวิธีปล่อยวาง หรือ หักล้าง ความโกรธ ความไม่พอใจ  อันเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงนั้นๆกันเลย...

 

...แม้บุคคลต้องอยู่ร่วมกันในยามที่ประเทศ หรือโลกร้อนระอุด้วยกิเลสนี้ บุคคลที่มีกรรมมาก ก็เที่ยวไปประหัดประหารตีรันฟันแทงทำร้ายกัน ด้วยมีเหตุผลเพียงว่า ศักดิ์ศรี หรือความรักในสิ่งที่ตนรัก...  ซึ่งจริงๆแล้วแม้ใครก็ช่วยประเทศ หรือโลกนี้ไม่ได้ แม้ตัวเราก็ตาม หากไปตามกระแสของโลก ก็จะไหลตามไปเหมือนสายน้ำอย่างไร้ที่พึ่งพา...

 

...แต่คนอีกกลุ่มที่เข้าใจเรื่องของกิเลสที่เกิดขึ้น  รู้จักกิเลสดีพอ และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับกิเลส เขาก็จะใช้วิธีที่จะอยู่แบบทวนกระแสของโลก ซึ่งแน่นอนว่า มีน้อยกว่าผู้ที่ตามกระแส  ..และเมื่อมีน้อยกว่า คนก็เลยมองว่ามันแปลก หรือเป็นกลุ่มที่แปลกไป เพราะไม่เหมือนตน ฯลฯ   ..คือ เขาเอาตัวเขา หรือคนหมู่มากมาตั้งบรรทัดฐานเป็นตัววัดไปว่า  ต้องแบบนี้ ต้องตามนี้ถึงจะถูกต้อง ก็ไม่ต่างอะไรกับคนหมู่มากตั้งกฎเอง...

 

...หากเราเรียนรู้และรู้จักกิเลสว่าเกิดขึ้นจากอะไร เกิดอย่างไร เกิดที่ใคร เกิดแบบใด ฯลฯ เราก็จะมีชีวิตอยู่ได้โดยยังมีความสุขอยู่  แม้คนที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าพวกนี้แปลก  จริงๆก็แปลกนั่นแหละ เพราะผู้ที่ยังมีความสุขในสถานการณ์ร้อนระอุอยู่ได้  ย่อมดูแปลกในสายตาเขาด้วยเหตุผลดั่งที่กล่าวมาตามนั้น  แต่ทว่า ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่รู้เรื่อง หรือตามข่าวไม่ทัน หรือไม่สนใจบ้านเมืองหรอกนะ... แต่เพราะเขารู้ หรือพบวิธีอื่นที่จะใช้ในสถานการณ์แบบนี้ต่างหาก.. ที่เขาเรียกว่า รู้เชิง  และรู้ทันกระแสกิเลส  ก็จะไม่ทนทุกข์ทรมานกับความปั่นป่วนร้อนระอุอะไรเหล่านี้ไปด้วยเลย...

 

...คุณเคยเห็นคนชกต่อยกันใช่ไหม?   ถามว่า ที่เขาต่อยกัน มีเหตุจากคนต่อยกันกี่คน? บางทีก็แค่ 2 คนที่ไม่พอใจกันนั่นเอง แต่ที่บานปลายเพราะก็เอาพวกมารุมกัน หรือลากพวกพ้องมาเกี่ยว.. มันก็เป็นปัญหาบานปลาย  แท้จริง เหตุเกิดขึ้นแค่จากคนไม่กี่คนเอง..

 

....มีผู้คนมากมายที่ไม่ไตร่ตรองเหตุผล ใครบอกอะไรก็ถือเอาตามนั้น มันก็จะเป็นเหตุที่ควบคุมได้ยากในเวลาต่อมา..

 

.....แต่ให้เชื่อเถิดว่า ทุกอย่าง มีจุดเริ่ม ย่อมมีจุดจบ... ไม่มีงานเลี้ยงใด ที่ไม่มีวันเลิกรา...

 

...ความรักชาติ รักในคนของตน มันไม่ใช่ลงท้ายด้วยวิธีไปทำร้ายฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่เราไม่ชอบ  เพราะเมื่อทำร้ายแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่ยอม ก็เอาคืนตอบ เอาคืนกันไป เอาคืนกันมา สุดท้าย เลือดตก ยางออกทั้งคู่ ประเทศชาติก็พังเพราะความไม่สงบในประเทศ  เหมือนคนต่อยกันแล้วทำร้านพัง สุดท้ายก็ต้องมานั่งอยู่ในร้านเดิม คือประเทศนี้ของตนเองอยู่ดี  อะไรพังไปเท่าไหร่ เสียไปเท่าไหร่สุดท้ายก็ต้องอยู่อาศัยในที่นั้นอยู่ดี... เรียกได้ว่า ผู้ชนะ หรือผู้แพ้ ในซากปรักหักพังของตน... ที่ตน ได้ร่วมก่อไว้.......

 

....วิถีของผู้ที่รู้จักกิเลสเหล่านี้ เขาจะหาวิธีหยุดนิ่ง เพื่อรักษาสภาวะร่างกายตน จิตใจตนให้ปกติไว้ก่อน เพราะตนคือที่พึ่งแห่งตน  หากเราบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบ? ใครจะเห็นใจ? ใครจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล? เราจะเรียกร้องความเสียหายกับใคร? ...

 

..แม้ประกันภัย ยังไม่รับรอง หรือไม่ขอคุ้มครอง ในเหตุความไม่สงบในประเทศหรือบ้านเมืองเลย ภัยพิบัติธรรมชาติก็ไม่รับรอง จราจลก็ไม่รับรอง  ..หากใครต้องเสียชีวิต หรือบาดเจ็บไป คุณๆก็คงต้องรักษาพยาบาลดูแลตนเอง  และบางทีสิ่งที่ทุ่มเทลงไปมันก็ไม่คุ้ม ถ้ามารู้ทีหลังว่า....เขาเหล่านั้น จับมือกันแล้ว...  :glare:




#190624 ขอคำปรึกษาค่ะ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 13 January 2014 - 10:51 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

....ก็เป็นวจีกรรมในอดีตน่ะครับ  ก่อนมาเป็นผู้หญิงในชาตินี้ คุณน่ะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน แต่ผิดศีลกาเมสุมิจฉาจาร กรรมเลยส่งผลให้เป็นสตรีในชาตินี้ ตรงนี้จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ แต่เพราะอดีตทำอย่างไรไว้ก็ได้อย่างนั้น ถ้าเป็นชายที่กระล่อน ชอบใช้วาจาแซวหญิงไปทั่ว แซวทะลึ่ง แซวหยาบคาย ฯลฯ   พอกรรมส่งผลก็โดนแบบนั้นบ้าง...

 

 

...ถ้าหากไม่มีกรรมข่มขืน หรือล่วงเกินในอดีต คุณก็ไม่ต้องไปกังวลในอันตรายที่จะเกิดขึ้น  แต่ถ้ามี  แม้รอดจากคนนี้ ก็อาจมีจากคนอื่นได้อีก.. อันนี้ก็ไม่ขู่ หรือทำให้กลัวหรอกนะครับ บางที แม้ รปภ. เดินตามซ้ายขวา แต่วิบากกรรมก็สามารถได้ช่อง หรือสบโอกาสอื่นได้อยู่ดี...

 

...วิธีแก้คงต้องทำบุญ ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา ให้เน้น ศีลเป็นหลัก เพราะธรรมดาแล้วพระศาสนาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ศีล เปรียบเสมือน อาภรณ์ หรือเครื่องแต่งกาย อันเหมือนเกราะป้องกันนั่นเอง  ถ้ารักษาศีลดี ตั้งมั่นในศีลดี และบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีให้ดี วิบากกรรมเกี่ยวกับเรื่องกาม ก็จะลดลงจากหนักเป็นเบา  เบาเป็นหาย

 

...ศีล 8 จะเป็นศีลที่เข้มข้นที่สุดที่ ฆราวาส หรือ ปุถุชน คนทั่วไปจะยึดถือเป็นข้อปฏิบัติรักษาได้ ดังนั้น เราก็ต้องช่วยตัวเราเองด้วย  เหมือนคนที่กลัวตาย แม้จะมีหมอที่เก่งที่สุดล้อมกายเป็นสิบๆคน แต่เวลาจะตาย หายใจเข้าไม่หายใจออก หรือหายใจออกไม่หายใจเข้า หมอกี่สิบคนก็ช่วยไว้ไม่ได้ แม้เครื่องช่วยหายใจก็ได้แค่ทำให้ร่างกายหายใจได้ แต่จิตวิญญาณก็ตายอยู่ดี...

 

....ให้ตั้งมั่นรักษาศีล  มีศีลเป็นที่พึ่งที่ระลึกไว้ และเอาบุญ เอาบารมีจากความตั้งใจรักษาศีลนี้ มาปกปักรักษา  ย่อมจะมีเหตุผล และเป็นผลดีกว่า การหาใครมาปกป้อง เพราะบางทีคนที่ปกป้องก็อาจโดนทำร้ายก็ได้ หรือ เขาไม่ว่าง ไม่อยู่ในวันนั้นก็ได้ ...ดังนั้น เราต้องพึ่งพาตัวเราเอง... ขอให้เชื่อมั่นในบุญ ความกังวลก็จะลดลง และก็พยายามไม่ให้เขาได้ช่อง หรือสบโอกาสมาทำร้ายเราได้ เช่นอาจระวังตัวให้มากขึ้น  แต่ก็อย่าวิตก หรือตื่นกลัวจนเิกินไป และเอาบุญมาอธิษฐานให้พ้นจากสภาวะนี้.. โดยเร็ว... :)  ขอเป็นกำลังใจให้นะ




#190605 ขอถามค่ะ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 10 January 2014 - 08:47 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

..... ^_^ .. เคยไหมครับ เวลาเราเรียนที่โรงเรียนแล้ว วิชานี้ ไม่ชอบ แต่วิชานี้ ชอบมากๆ  ส่วนใหญ่แล้ว..วิชาที่เราชอบเพราะเราเข้าใจ เราศึกษามาดี เรามองออก และเราจินตนาการออก และมันสนุก มันท้าทาย  แต่สำหรับวิชาที่ไม่ชอบนั้น มันจะตรงกันข้ามกับที่ผมกล่าว...

 

..นั้นก็เพราะ วิชานั้นมีอยู่ แ่ต่เราเจอครูดี ครูที่สอนให้เราเข้าใจง่าย ครูที่สอนสนุก ครูที่บุคลิกดี เป็นต้นแบบของวิชานั้นๆที่ทำให้น่าสนใจ หรือมีคำที่เป็นกำลังใจให้เราอยากศึกษาต่อ และคอยสนับสนุนให้เราได้ศึกษาเพิ่ม หรือเพิ่มความคิดเห็น หรือออกแบบอะไรๆได้เองตามใจชอบ ทำให้เรามีส่วนร่วมมากและเรารู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่ใช่ ..สำหรับเรา

 

..ดังนั้น เมื่อมีวิชา มีความรู้ มีข้อมูล มีการศึกษา ก็ต้องไม่ขาดครูที่ดี ไม่ขาดคุณครูที่จะนำทางเราให้สู่วิชาที่ดีๆนั่นเอง  ..ส่วนวิชาที่ไม่ชอบ ถ้าจะถามกันจริงๆ กับตัวเรา กับผู้สอนวิชานั้นๆ บางทีตัวเรามีอคติเอง หรือบางทีก็ไม่ประทับใจครูนั่นเอง ทำให้ไม่ค่อยอยากทบทวนศึกษา หรือเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง และครูก็ไม่ได้ให้กำลังใจ หรือหาเทคนิควิธีที่ทำให้วิชานั้นดูสนุก หรือง่าย

 

...สิ่งที่ผมกล่าวนี้ ไม่ใช่นำครูมานินทานะครับ... แต่กำลังยกตัวอย่างว่า  เพราะเราเจอครูที่ดีไงครับ เพราะคุณนั่นแหละได้เจอครูที่ดี ทำให้คุณรู้สึกชอบ และเข้าใจ และศึกษาอะไรได้มากกว่าที่ใครๆรู้่ หรือรู้มากกว่า รู้ลึกกว่าแม้แต่พ่อแม่ของเราเองก็ตาม...

 

..แต่คุณพ่อคุณแม่นั้น ยังไม่เจอคุณครูที่ดี เลยยังมา หรือยังไปไม่ถึงสิ่งที่จะทำให้ท่านเข้าใจ หรือทำให้ท่านเห็นประโยชน์ของวิชานั้นๆ ท่านเลยไม่รู้ และนอกจากไม่รู้แล้วก็อาจไม่สนใจ หรือบางทีก็ไปล่วงเกินวิชานั้นๆ หรือ ล่วงเกินครูบาอาจารย์ที่สอนวิชานั้นไปเลยก็ได้.. ซึ่งก็จะเป็นวิบากกรรมของท่าน และส่วนใหญ่ความดื้อในชาตินี้ ก็เป็นผลมาจากความดื้อในชาติอดีตเหมือนกัน ซึ่งใครทำอย่างไรไว้ ก็จะได้อย่างนั้น....

 

....หากเราได้ศึกษาดีแล้ว และมั่นใจครูบาอาจารย์ของเรา และเราได้ไตร่ตรองแล้ว ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดี และดีต่อตัวเรา และดีต่อผู้อื่นแน่ๆ ก็ให้เราศึกษาต่อไป และทำต่อไป อะไรดีก็ทำไป อะไรไม่ดีก็ต้องพิจารณา.. แล้วประโยชน์จะเกิดกับเราเอง  แม้ว่า..บางทีกำลังใจจะไม่มีก็ตาม สิ่งเดียวที่มีค่ามากกว่ากำลังใจ คือ ความเข้าใจนั่นเอง.... ^_^




#190591 คนที่เก็บตัว เขาเป็นยังไง ทำไมถึงเก็บตัว

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 08 January 2014 - 08:37 AM ใน เว็บบอร์ด DMC

....หมายถึงว่า คนที่ดูเงียบๆ แต่รู้ว่าใครคิด อะไรหรือเจตนาอะไรใช่ไหม?  ก็ถือเป็นเรื่องดีนะครับ บางทีการพูดก็ไม่ช่วยให้เกิดอะไรดีๆ เขาเลยเงียบๆ เฉยๆหรือไม่เสนออะไรเลยดีกว่า แต่แม้เงียบเฉยก็ศึกษาพฤติกรรมคนอื่นไปด้วย สังเกตุจากคำพูดคนอื่นแทน เรียนรู้จิตใจคนอื่นไปเรื่อย ที่เขาเรียกว่า   น้ำนิ่งไหลลึก ไงครับ




#190589 คำถามเล็กเล็ก

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 07 January 2014 - 06:11 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

...ข้อ 6  นั้น ไม่ควรไปสังเกตุอะไรครับ ยิ่งสังเกตุใจยิ่งหยาบ ยิ่งไม่ละเอียด ให้ปล่อยไปสบายๆ ไม่ต้องเอ๊ะ อ๊ะ กังวล คิดเห็น หรือพิจารณาอะไรเลย หากมัวพิจารณาแล้ว แม้สิ่งที่เกิดมีจริงแต่เป็นเพราะจิตไปปรุงแต่ง ดังนั้นต้องไม่คิด ไม่พิจารณา แล้วจะเห็น จะเข้าใจสิ่งที่เป็นของจริงไปเอง โดยที่จิตไม่ปรุงแต่งมัน...

 

...ข้อ 7  นั้น  ศีล 8 ในทางทหารเขาไม่เข้าใจหรอก และเขาก็ไม่ยกเว้นให้เราคนเดียวด้วย ดังนั้น ถ้าเป็นทหาร ถือ ศีล5 ได้ครบก็ถือว่าโอเคมากแล้ว..




#190574 เพราะกรรมอะไรที่ทำให้เราถูกมองข้ามTT

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 05 January 2014 - 07:13 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

...อ๋อ ๆ เหมือนเคยได้ยินกรณีนี้เหมือนกัน จริงๆ หากจะมองที่วิบากกรรม ก็เป็นเศษกรรมของการไม่มุทิตา หรือไม่อนุโมทนาเวลามีคนทำความดี  หรือไม่แสดงมุทิตาจิตห่วงใยในเพื่อนฟูง ญาติ พี่น้อง  ก็มีบ้างเหมือนกันนะครับ เช่น มุทิตาวันคล้ายวันเกิด มุทิตาขึ้นปีใหม่ญาติผู้ใหญ่  มุทิตาบุคคลที่มีพระคุณ ฯลฯ .... แต่คนที่เจอวิบากกรรมแบบนี้ จะมีความทุกข์มาก กังวลมาก ไม่เหมือนคนที่ไม่มีวิบากจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ... ดังนั้น หากเรากังวลกับเรื่องนี้และเป็นทุกข์ ก็อาจเป็นผลของวิบากกรรมประเภทดังกล่าวนะครับ ..ก็ให้ทำใจให้สบาย และหมั่นมีมุทิตาจิต หมั่นอนุโมทนาบุญบ่อยๆ และเอาบุญไปช่วยให้เราไม่ต้องกังวล หรือสนใจกับเรื่องใครจะมาแคร์เราน่ะครับ .. แม้ไม่ถึงกับเชื่อ แต่ลองดูก็ไม่เสียหายนะ  ;)




#190573 ท่านที่ถือ ศีล8 เวลาหิวมากๆ จะแก้ไขอย่างไรครับ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 05 January 2014 - 07:07 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ... ก่อนอื่นต้องขอ อนุโมทนาบุญในความตั้งใจถือศีล 8 ก่อนนะ สาธุๆๆ ...

 

...หิวข้าวจะเป็นช่วงแรกๆครับ เพราะร่างกายยังชินกับการหลั่งน้ำย่อยเข้มข้นจำนวนมากในมื้อเย็นอยู่ แต่พอค่อยๆปรับ ร่างกายจะชินเองและหลั่งน้ำย่อยมาน้อยในมื้อที่ไม่ได้ทานอาหารนั่นเอง  แต่จะไปหลั่งมากช่วง มื้อเช้า กับ กลางวันแทนครับ แต่ก็อย่าลืมทานอาหารเด็ดขาด ไม่งั้นจะเป็นอันตรายได้นั่นเอง

 

...แน่นอนครับ ศีล 5 กับ ศีล 8 เวลานั่งสมาธิจะมีผลการปฏิบัติธรรมแตกต่างกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย ซึ่งใครไม่ลองก็จะไม่รู้ แต่การนั่งจะดีก็ต่อเมื่อไม่หิวนะครับ เอาแค่ปานะกลั้วๆท้องไว้ จะได้อารมณ์สบายๆทีเดียว

 

...ปานะ ที่ให้กำลังงานเยอะ แคลอรี่สูงก็ตระกูลปานะที่หวานๆ นั่นแหละครับ แต่ถ้าทานแล้วนอนเลย อาจลงพุงได้เร็วเช่นกัน เพราะขบวนการของร่างกายในการย่อยนั้น  จะย่อยแป้ง เปลี่ยนเป็นน้ำตาล  ย่อยน้ำตาล เปลี่ยนเป็นไขมัน ... ส่วนใครอยากลดหุ่น ก็จะต้องอดทนจนร่างกายนำไขมันมาย่อยนั่นแหละครับ  :lol:




#190561 ผมนั่งสมาธิความรู้ก็พอมี แต่นั่งจริงๆกลับงง ว่าใช้วิธีไรถึงดี

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 04 January 2014 - 07:29 AM ใน เว็บบอร์ด DMC

...การนั่งสมาธิให้หยุดนี่ ต้องหยุดคิด หยุดพิจารณา หยุดกังวล หยุดลุ้นเร่ง หยุดจ้อง และหยุดทุกอย่างปล่อยวางทุกสิ่งนะครับ จะไม่สงสัยหรือไปสังเกตุอะไรจะหยุดได้เร็วมาก ภาวะหยุดนี้เหมือนเราสบายมาก เหมือนทุกอย่างเงียบหมด ทุกอย่างว่างหมด ให้ประคองใจไว้ในตัวนะครับ ไม่อยู่ในอวัยวะต่างๆ ให้อยู่กลางท้องไว้จะรู้สึกอบอุ่น .. และเมื่อใจหยุดได้ถูกส่วนแล้ว ความรู้สึกของร่างกายจะไม่มีครับ ความเมื่อยจะหายไปหมด เหมือนหลับแต่ไม่หลับคือยังมีสติอยู่ แต่ถ้าไปเอ๊ะอ๊ะ หรือจับสังเกตุ ตัวจะหนัก ความเมื่อยจะกลับมา...

 

....ภาวะที่ผมชอบที่สุด คือ ภาวะหยุดนี่แหละคับ เพราะถ้าหยุดได้ แม้ตัวคุณก็จะเหมือนได้พักผ่อนอิ่มกว่าการนอนหลับเสียอีก จะสุขสบายมากๆ และเมื่อเลิกจากการนั่ง จะทำงานต่อก็ไหว เพราะร่างกายแม้นั่งอยู่ก็เหมือนได้พักผ่อนดีกว่าการนอนเสียอีกครับ ..อันนี้ผมประสบมากับตัว และผมก็เชื่อว่า การนั่งสมาธิของพระที่นั่งในกรดและไม่นอนเลยจนเช้า และเดินบิณฑบาตรต่อ หรือทำสมณะกิจต่อได้ตลอดวันโดยไม่เพลียอะไรเลยนั้น... เป็นเรื่องจริง ครับผม  :)




#190560 พระที่มาธุดงค์ไช่มาจากวัดธรรมกายล้วนๆเลยไม๊ครับ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 04 January 2014 - 07:19 AM ใน เว็บบอร์ด DMC

...มาจากโครงการบวชทั่วไทยจากทุกจังหวัดนั่นเองครับ แต่ละรูปต้องมาอบรมเพื่อให้ปฏิบัติเหมือนกัน แม้จะมาจากต่างจังหวัดต่างภาษาแต่ต้องมาฝึกอยู่ร่วมกันเพื่อให้มีการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป็นรูปแบบให้เกิดศรัทธา และฟื้นฟูพระพุทธศาสนาร่วมกัน ยังมีระเบียบวินัยเคร่งครัดอีกมาก และต้องรักษาธุดงค์วัตร ปฏิบัติอย่างจริงจังทีเดียว... ยังมีอีกมากมายที่ยังไม่ได้อธิบายเพิ่มนะครับ แต่ขอบอกได้เลยว่าทุกรูปมีคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่รูปไหน จากไหน มาเดินก็ได้..




#190552 คิดดังๆ!!!! สมาชิกเวป น่าจะนัดเจอเพื่อต้อนรับพระธุดงค์กันนะ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 03 January 2014 - 06:53 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...แจ่มเลย แต่เสริมไปอีกว่า กิจกรรมภาพประทับใจมาประกวด หรือโหวตกันด้วยก็ดีนะ  กติกา ภาพต้องไม่เมคอัพ ไม่จงใจถ่ายจนเกินไป (เดี๋ยวดูไม่เป็นธรรมชาติ)  ;)




#190528 เกี่ยวกับการจัดภาพลักษณ์แท่นหลวงปู่ทองคำวัดสองพี่น้อง

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 27 December 2013 - 07:21 AM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...คือ แต่ละวัดมีเจ้าอาวาสนะครับ  เรามอบหลวงปู่แล้ว ก็แล้วแต่ทางวัดจะจัดการตามความเหมาะสม เราตัดสินแทนไม่ได้ ..โอเคนะคับ?




#190520 เกี่ยวกับศีล 5

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 23 December 2013 - 09:15 PM ใน ธรรมกถึก

^_^ ..อนุโมทนากับคำตอบพระอาจารย์ด้วยครับ..

 

...ในการเปลี่ยนภพภูมิของสรรพสัตว์ บ้างก็เปลี่ยนด้วยตนเอง (ฆ่าตัวตาย) บ้างก็อาศัยสิ่งอื่นหรือผู้่อื่น (อุบัติเหตุ) ฯลฯ  .. ยังไงก็เป็นวัฏฏะสงสารเวียนว่ายตายเกิด  :  "แม้อยากตายก็ตาย แม้ไม่อยากตาย ..ก็ตาย.."




#190513 ธุดงค์ธรรมชัย ปีที่ 3

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 19 December 2013 - 09:19 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...พอดีไปเจอจากเฟสท่านนึง เลยขอเขาเอาข้อความนี้มาลง  ด้วยเห็นว่า เป็นข้อความที่ดีนะ....

 

..."ตามความคิดเห็นของผมนะครับ ตามที่ได้ไปสัมผัสมา ผมมองในมุมกว้างว่า ..." โครงการไม่ีได้อยากดัง หรือทำให้ใครดัง  แต่ทำขึ้น จัดขึ้นก็เพื่อส่วนรวม คือ "พระพุทธศาสนา" ประเทศไทยจะขาดพระพุทธศาสนาไม่ได้

 
.... และหากไม่แสดงพระพุทธศาสนาให้มีในประเทศไทยแล้ว ต่างชาติจะรู้ได้อย่างไร และจะตอบคำถามได้อย่างไรว่า "สิ่งใด... คือพระพุทธศาสนา..ในประเทศไทย?" .. และ "พระพุทธศาสนา ยังคงยิ่งใหญ่ และผู้คนนับถือมากมาย..เหมือนในอดีตจริงหรือ?" ... จาก คำถามของชาวต่างชาติ ... 
 
....เพราะความจริงพระพุทธศาสนา ไม่ได้มีอยู่แค่ในวัด หรือในป่า หรือในถ้ำ  หรือตามที่สงบเงียบต่างๆ  ...หากจะประกาศพระพุทธศาสนาว่ายังคงมีอยู่ เข้มแข็งอยู่ ยิ่งใหญ่อยู่ และยังไม่สูญสลายหรือเสื่อมหายไป .. ก็ต้องนำวิถีแห่งชาวพุทธ  ...ออกมาเปิดเผยแสดงสู่ชาวโลก  เพื่อลบข้อสงสัย และคำกล่าวหาว่า " ศาสนาพุทธ กำลังจะหมดไปแล้ว " .. เพราะชาวโลก ไม่ได้เข้าใจภาษาไทย และเข้าใจศาสนาพุทธ ด้วยตำรา หรืออักษร   
 
...แต่เรา ในฐานะชาวพุทธ และอนุรักษ์สมบัติของประเทศไทย จึงต้องแสดงหลักฐานแห่งความมั่นคง ความยังเจริญอยู่ และความเป็นสมบัติของประเทศชาติ ..แก่สายตาชาวโลก...  ด้วยภาพจริง และความเป็นจริง 
 
..เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทยของเรา ... นี่คือ เจตนาแท้จริงของ .. "ธุดงค์ธรรมชัย" 



#190512 ปฏิทินปีพุทธศักราช 2557 (แบบตั้งโต๊ะ)

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 19 December 2013 - 09:12 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...งามแท้ งามวา ...

 

...ปฏิทินนี่ บางท่านก็มองว่างั้นๆ บางทีก็เฉยๆ หรือบางทีก็ไม่ชอบ แต่ลองขยายใจอีกสักนิดตามผมดูหน่อยนะคับ...

 

...คือ ปกติ เกือบทุกวัน หรือทุกอาทิตย์อยู่แล้วที่เราจะดูวัน เดือน เพื่อการนัดหมาย ถึงครั้งที่เราดูวันเราจะเห็นภาพงานบุญเก่าๆลอยมาเป็นฉากๆเลยทีเดียวตลอดปี เราจะรู้ว่าบุญนี้ บุญนั้น เราอยู่ที่ไหน ทำอะไร และทำเพื่ออะไร.. นั่นเท่ากับเราทบทวนบุญได้ทุกวันเลยนะ ดูวัน เดือนปีไปก็ปลื้มไป แม้เครียดก็จะผ่อนคลายลงได้ เมื่อมองเห็นงานบุญที่ผ่านมา ที่มีอยู่ และกำลังจะมีต่อไป...

 

...ปฏิทินนั้นมีคุณค่ายิ่งนักนะครับ ทั้งเราจะนำเป็นของขวัญปีใหม่ได้อีก จะวางไว้กี่อันก็ได้ในบ้านเรา ยิ่งวางมากก็เห็นบ่อย ยิ่งเห็นมากก็จำเรื่องราวบุญต่างๆได้มาก เมื่อทบทวนบุญได้ กระแสบุญก็ส่งหาเราตลอดนะครับ..

 

...ยังมีสถานที่อีกมากมายที่ยังขาดปฏิทินนะครับ หากคุณอยากถวายปฏิทินตามสถานที่ปฏิบัติธรรม วัด โรงเรียน ฯลฯ คุณก็สามารถนำไปมอบ หรือถวายได้  ซึ่งปฏิทินเนี่ยแปลกนะ ถ้าอันไหนออกก่อน เร็ว ก็มีิสิทธิ์ที่ผู้ใช้จะนำมาติดในบ้าน หรือในสถานที่ต่างๆก่อน นั่นเท่ากับว่า ของที่ให้ ย่อมได้ใช้งาน ...ถ้าให้ช้า ก็อาจมีปฏิทินจากที่อื่นมาแทนแล้วก็เป็นได้  *-)

 

...สำหรับผมนะ เวลาดูปฏิทิน ผมจะนึกวางแผนงานบุญได้ต่อเนื่องทีดี เพื่อจัดวันเวลาให้เหมาะกับการรับบุญของตัวเรา  สิ่งนี้ก็เท่ากับเราเป็นกัลยาณมิตรให้เพื่อนๆเราได้ด้วย คือ ให้ผู้คนได้มีโอกาสเตรียมตัวในการมาร่วมงานบุญกับเราได้ แน่นอน นั่นคือเราเป็นต้นบุญเชียวนะ...

 

... :)




#190511 ICU 7 วันหลังความตาย (3D)

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 19 December 2013 - 08:56 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...ผู้มีจิตใจดี ย่อมปรารถนาให้ผู้อื่นพบสิ่งที่ดี  .... แม้จะมอบสิ่งที่ดีแล้ว แต่ก็อาจยังต้องเจอการปฏิเสธสิ่งที่ดีนั้นจากทั้งคนใกล้ชิด และคนอื่นๆทั่วไป....

 

..แต่ทว่า ผู้มีจิตใจดีก็ยังไม่ละความพยายามที่จะมอบสิ่งดีๆนั้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ... 

 

..นี่สินะ ที่เรียกว่า "กัลยาณมิตร"  คือ มิตรที่ดี  ... 

 

...นั่นก็เพราะยังมีคนอีกมากมายที่ไม่เชื่อในเรื่องราวของความตาย.. และยังใช้ชีวิตประมาทด้วยคิดว่าตนคงยังไม่ตาย ความตายยังมาไม่ถึงในตอนนี้หรอก ..ฯลฯ

 

...แต่ทว่า .. หากตายไปแล้ว ค่อยไปเห็นว่าเป็นจริงดั่งที่มีภาพ เสียง หรือคนเฒ่าคนแก่สอนไว้.. ถึงตอนนั้นก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว จะฟื้นมาแก้ตัวก็ไม่ได้ ไม่มีทางออก ไม่มีทางแก้ ก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่เห็นนั้นไปดั่งคำที่ว่า " ตายแล้ว ร่างกายตาย.. แต่จิตใจ ความรู้สึก ไม่ได้ตายตาม แต่..ยังคงอยู่ " .... ตามคำสอนของพระผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน..

 

..."ทำอย่างไร ย่อมได้อย่างนั้น"  ผู้ทำดี เป็นกัลยาณมิตรที่ดี ก็รอรับผลแห่งกรรมดีได้เลย ... ส่วน ผู้ที่ทำแต่ไม่ดี ทำแต่ความชั่ว และไม่เชื่อผลกรรม  ..ก็รอรับผลจากการกระทำ ทั้งกาย วาจา และใจได้เลยเช่นกัน....  :)




#190488 พี่ๆมาสร้างบารมีด้านใดกันบ้างครับแลกเปลี่ยนกันหน่อย

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 11 December 2013 - 09:58 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

...ผมเป็นอาสาสมัครน่ะครับ  จากอดีตคนเกลียดวันคนนึงที่ฟังเขามา แต่ก็พอมีบุญอยู่บ้างที่ยังอยากรู้ว่า มีอะไรดีบ้างในวัด ก็เลยได้เข้ามาค้นหาศึกษาดูแบบสุภาพ ก็เลยเข้าใจและสำนึกผิด.. หุหุ เลยมาขอเป็นอาสาสมัครช่วยงานวัดฯ จนถึงทุกวันนี้แหละครับ .. 

 

..เส้นทางของผม ตระกูลผมทั้งตระกูลไม่มีใครเห็นด้วยกับการมาช่วยงานที่นี่ของผมเลย แต่ผมก็คิดเพียงว่า .. สักวัน คงจะเข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจ ไม่มากก็น้อย ...

 

..เรื่องนิพพานนั้น ..จริงๆ ผมไม่เคยคิดแต่แรกๆอยู่แล้วน่ะครับ ยิ่งพอมาเข้าใจครูบาอาจารย์และหมู่คณะว่าทำเพื่ออะไร ก็เลยอธิษฐานตลอดว่า จะยังไม่เข้าถ้าครูบาอาจารย์ยังไม่บอกให้ผมเข้าน่ะครับ .. ผมอธิษฐานแบบนี้เลย  .. ผมรู้อยู่ว่ามันเจ็บปวด ทรมาน และจำเจ ทรหด และต้องอดทนมาก กับการที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เจอแต่สิ่งที่ไม่ชอบ เจอแต่ปัญหา แต่ผมก็คิดแบบนี้ครับ ..ว่า

 

 ..ถ้าวันนี้ หากเราต้องเดินทางไปที่หนึ่ง และมันช่างไกลแสนไกล เรามากันหลายคนมาเป็นหมู่ เคยบอกกันไว้ว่าจะไปให้ถึงจุดหมาย แน่นอนหนทางมันทั้งมืด ทุรกันดาร ทรมานร่างกายและจิตใจ ทั้งต้องทะเลาะกันเองระหว่างทาง รำคาญ เกลียดชัง หรือด่าทอกันเองก็มีระหว่างทาง และมีบางคนก็ค่อยๆ หายออกไป หรือบางคนเจอที่พักใหม่ที่สบายแล้ว ก็แยกออกไปจากหมู่คณะเพื่อหยุดการเดินทางนั้น...

 

...ในการพักนั้น หากจะเปรียบว่า เขาแยกไปเพื่อนิพพานกันแล้ว .. หากหมู่คณะแยกไป แล้วงานที่เราตั้งใจแต่แรก ที่จะติดตามครูบาอาจารย์ไปถึงที่สุดแห่งธรรมมันจะสำเร็จได้อย่างไร? ถ้าคนน้อย งานก็ย่อมยากและสำเร็จช้า แต่ถ้าคนมากและมีจิตใจที่ตั้งมั่นว่าจะเหนื่อยไปด้วยกัน มันก็จะสำเร็จเร็ว ...

 

...แม้นเราจะเร่งเดินไม่ได้ แต่เราก็ยังมีเพื่อนที่มีหัวใจพระโพธิสัตว์เหมือนกันร่วมทางอยู่  จิตใจผมคิดแบบนี้ เลยคิดว่า.. ก็ในเมื่อใครจะพัก ก็พักไป แต่หากผู้นำยังไม่หยุด ผมก็จะขอติดตาม ตามที่ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ แม้จะทำได้ไม่มาก ช่วยอะไรได้ไม่มาก ก็ขอไปด้วย ขอร่วมด้วย จะต้องเกิดอีกกี่ชาติ ทรมานอีกกี่ชาติ แต่ทุกชาติยังได้เจอหมู่คณะ ก็เหมือนสายตาที่มองเห็นเพื่อนเก่า มองเห็นความหวัง มองว่ามีเราก็ยังมีเขาที่จะเดินไปด้วยกันอยู่...

 

...และผมก็คิดว่า หากเราจะทิ้งผู้นำ ทิ้งครูบาอาจารย์ให้เดินไปเองตามลำพังแล้ว โดยท่านยังเหนื่อยอยู่ ลำบากอยู่นั้น.. การพักผ่อนของเราจะมีความสุขได้อย่างไร?  เราจะหมดกังวลได้อย่างไร? ในเมื่อเราเคยตั้งสัจจะว่าจะไปกับท่าน เมื่อตั้งแล้วเปลี่ยนใจ แล้วจะสู้หน้าท่านได้อย่างไร?...

 

...ผมเคยเดินทางโดยที่ไม่รู้ทิศทาง หลงทาง และหาทางออกไม่ได้มาก่อน จนผมเข้าใจเรื่องของการเวียนว่ายตายเกินนี้ชัดเจนทีเดียว มันเหมือนเรายังไม่รู้จุดสิ้นสุด และหยุดพักไม่ได้ ..แต่ทว่า ในระหว่างที่เราไร้แสงสว่างแห่งทางออกนั้น ยังมีคนช่วยเราอยู่ นำเราอยู่ ให้เราเรียนรู้วิธีเดินที่ถูกทางอยู่.. เรื่องอะไร ผมจะต้องหนีไปพักคนเดียว? ก็ในเมื่อเขาพาผมออกมาจากสิ่งที่ผมผิดพลาด หรือไร้แสงสว่างจมดิ่งในความไม่ถูกต้อง ทางไปอบายต่างๆได้.. ผมจะทิ้งท่านนั้นไปได้อย่างไร? ..นี้คือตัวผมที่ติดมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่ว่า " ผมไม่เคยทิ้งเพื่อน หรือผู้มีพระคุณ "... คือ ถ้าจะลำบาก ก็ต้องลำบากไปด้วยกัน ถ้าจะสบายก็สบายไปด้วยกัน  และถ้าจะพัก ก็จะพักพร้อมกัน...

 

...ดังนั้น คำตอบส่วนตัวของผมที่ว่า จะนิพพานก่อนไหม จึงชัดเจนว่า ไม่นิพพานก่อน  .. ขอให้งานสำเร็จก่อน ทำมันให้จบสิ้นก่อนและจะหัวเราะยินดีทีหลังพร้อมกับบุคคลที่เหลือสุดท้ายของวันที่สำเร็จ .. จะกี่ชาติ ผมจะไม่นับ จะไม่สน ขอสนแค่วัน วันไหนสำเร็จ ... วันไหนถึงที่สุดแห่งธรรม .. วันนั้น..ต้องมีผมอยู่ด้วยในหมู่คณะนั้น..




#190475 V-Star ครั้งที่ 8 ปีนี้ หนังแอนนิเมชั่นเต็มสูตร

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 09 December 2013 - 12:44 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ... ครั้งนี้ได้ดีแหะ ผมได้ดูวันแรกเลย หุหุ  ..ขอบอกว่า เกินคุ้ม..




#190444 เรื่องเล่า

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 03 December 2013 - 07:45 AM ใน วิทยาศาสตร์ทางใจ

^_^ ...คุณไม่ได้เป็นเช่นนั้นเฉพาะคุณคนเดียวนะครับ มีค่อนข้างหลายคนแล้วที่เป็นเช่นนั้นและอยู่ในเคสสตั๊ดดี้.. ลองฟังเคสหลายๆเคสดูเรื่อยๆนะครับแล้วจะพบเอง หรือรอพระอาจารย์นำมาให้ชมนะครับ เมื่อฟังแล้วจะบอกว่า "โอ้ววว ..นี่ใช่เราเลย!!!"   :P




#190439 การร่วมบุญและการรับใบอนุโมทนาบุญ

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 02 December 2013 - 06:34 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

... *-)  ก็เป็นบางอารมณ์ของเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ อันนี้ก็เกิดกับตัวผมเหมือนกัน จริงอยู่บางวันอยากจะกระตือรือร้นทำให้ทุกอย่างแบบทุกคน ทุกครั้ง ยิ้มหวานทุกครั้ง แต่บางอารมณ์พอมีสิ่งมากระทบแว๊บเดียว ความตั้งใจจะทำนั้นก็หายวับไปเลย บางทีมีกระทบกระทั่งทางคำพูดมาสะกิดหน่อยเดียวก็ทำให้อารมณ์เปลี่ยนน่ะครับ ...

 

...จริงๆแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ถ้าจะให้ใสตลอด เย็นตลอดก็ทางเดียวก็คงยากนะครับ ทางสาธุชนก็ต้องใสด้วย เย็นด้วย ก็อาจจะพอรักษาใจให้กันได้ เรียกว่า เจ้าหน้าที่ต้องรักษาใจสาธุชน และสาธุชนก็รักษาใจเจ้าหน้าที่บ้าง คือ ไม่เร่ง ไม่บึ้ง ไม่ขึ้นเสียง ไม่เหน็บแนม ฯลฯ เท่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็จะดีต่อทุกฝ่าย  แต่สุดท้ายเมื่อหายเหนื่อย หายเครียด ก็ให้อภัยกันเถิดนะครับ อารมณ์วูบชั่ว เอ๊ย ..ชั่ววูบ ก็ทำให้เป็นคนทำสิ่งที่ไม่สมควรได้ทุกคนน่ะครับ.. บางที อารมณ์ขยันก็หายไปหมด มีอารมณ์เบื่อหน่ายมาแทน และปฏิบัติแบบไม่เท่าเทียมกัน (ตามความรู้สึก) นั้นก็ย่อมเกิดขึ้นได้น่ะครับ...

 

...จริงอยู่ที่เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ฯลฯ ควรต้องมีความอดทน ต้องฝึกให้ดี  แต่ทว่า ถ้าทางสาธุชนนั้นไม่ฝึกตนเช่นเดียวกัน บางทีก็อาจเกิดเรื่องที่ไม่ควรได้ตลอดนะครับ ดังนั้น หากมีความอดทนทั้งสองฝ่าย และฝึกตนให้ดีทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็พี่น้องญาติทางธรรมเหมือนกัน ก็น่าจะค่อยๆดีขึ้นนะครับ 

 

...ก็เหมือนอย่างกฎระเบียบที่ห้องแก้ว... คือ ห้ามนำอาหาร และเครื่องดื่มเข้าไป  ท่านสาธุชนที่น่ารัก และเป็นทหารแท้จริงของพระราชาก็จะนำของไว้ข้างนอกหมดทุกชิ้น จะคาว จะหวาน จะผลไม้ก็วางข้างนอกหมด... แต่สาธุชนบางท่าน ก็แอบเอาเข้าไป ฝ่าประตูโดยไม่สนใจคำทัดทานบ้าง บึ้งใส่ อสม.บ้าง หรือแอบซุกใส่ย่าม ใส่กระเป๋า ใส่ถุงเข้าไปบ้าง ..ฯลฯ  เมื่อกฎระเบียบของพระราชาฯ ทหารยังกล้าฝ่าฝืน แล้วเราจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมเป็นหมู่คณะด้วยกันได้อย่างไรครับ?  อสม. ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งคำสั่งนี้มาจากพระราชาฯ โดยตรงด้วยซ้ำ อสม.ไม่ได้คิดเอง ตั้งกฎขึ้นมาเอง .. แต่ทหารผู้ฝ่าฝืนกลับละเลยกฎระเบียบของท่าน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ท่านก็ได้ทำไปเสียแล้ว...

 

...หลวงพ่อทัตตะ เคยพูดจริงจังกับ อาสาสมัคร( อสม.) ไว้ครั้งนึง ไม่ขอบอกว่าสถานที่ใดละกันครับ.. ท่านบอกว่า " ถ้าพวกมุง ทำไม่ได้ ... ก็ให้คนอื่นมาทำ" ... ดังนั้น อสม. นั้นยังไงก็ต้องทำ ต้องรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าทำไม่ได้ ก็ควรให้คนที่กล้า หรือแข็งกว่ามาทำแทน แต่กฎระเบียบจะไม่มีหย่อนยาน ..เด็ดขาด...!!! ^_^

 

...ผมก็ขออนุโมทนาบุญ กับ ทหารของพระราชา ท่านที่เป็นทหารแท้ๆ คือ "ว่ายังไง ว่าตามกัน!!"  ... กฎระเบียบอย่างไรก็ปฏิบัติตาม แม้อารมณ์นั้นจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจแต่ก็ปฏิบัติตาม..  ขอให้ท่านได้มีบารมีไปถึงที่สุดแห่งธรรมสมความปรารถนาเถิด เพราะท่านไม่เพียงแต่เป็นทหารนักรบกล้าตีฝ่าแนวหน้าอย่างไม่ย่อแท้แล้ว ท่านยังเป็นทหารกล้าที่รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด.....   แต่.. สำหรับท่านที่ ยังไม่ได้ปฏิบัติตาม หรือไม่อยากปฏิบัติตาม ทั้งที่ไม่เข้าใจ หรือไม่อยากจะเข้าใจ ก็ขอให้ท่านโปรดเห็นใจกันเถิด

 

....อสม. คือ อาสา มาทำหน้าที่ เขาไม่ได้รับเงินทอง สิ่งของใดๆเลยตอบแทนนะครับ.. (ท่านที่เข้าใจผิดเข้าใจใหม่นะ) นอกจากไม่ได้รับแล้ว ก็ยังไม่อยากรับด้วย มีแต่อยากให้ และไม่อยากรบกวนใดๆของวัดฯ ..... และ อสม. ก็ต้องรักษาหน้าที่ของตน เพราะได้รับมอบหมายมาแบบนี้ แม้ไม่ทำ ก็จะมีคนอื่นมาทำแทนแน่นอน .. แต่ จำนวน อสม ไม่ได้เยอะพอจะทำหลายๆสิ่งให้ท่านสาธุชนพอใจได้ตลอดนะครับ ก็พยายามกันเต็มที่แล้ว ทั้งประชุมแล้ว สรุปงานแล้ว ฯลฯ  ก็ตั้งใจอยากให้ดีขึ้นเรื่อยๆนั่นแหละครับ..

 

...นี้ก็เป็นเพียงเสียงเล็กๆ เบาๆ จากอาสาสมัครคนนึง ที่อยากให้ทุกท่านที่อ่าน ได้บุญกันไปเต็มๆ แบบใจใสๆ คือ ถ้ามีความอดทน และให้อภัยนำหน้า และยังมีปณิธานเดียวกัน และมีระเบียบไปพร้อมๆกันแล้ว  ก็ขอให้ ว่าอย่างไร ว่าตามกันเถิดครับ และขอยืนยันว่า .. "รอยยิ้มของสาธุชน  คือ กำลังใจที่ดีที่สุดที่มีต่ออาสาสมัครทุกๆคน" .. จริงๆ คำว่า "เหนื่อย" ก็คือ เหนื่อยนะครับ  เวลาผมเหนื่อยมากๆ หิว ร้อน เมื่อย ฯลฯ แต่พอเจอสาธุชนยิ้มให้ หรือเดินมาขออนุโมทนาบุญด้วย  ผมก็มีแรงรับบุญต่อเยอะเลย เหมือนว่า คำว่า "บุญ" ให้หวนกลับมาแทนที่คำว่า "เหนื่อย" เหล่านั้นได้จริงๆ......




#190417 ตักบาตรลอยฟ้า

โพสต์เมื่อ โดย ดินสอแห่งธรรม บน 30 November 2013 - 09:23 PM ใน เว็บบอร์ด DMC

^_^ ...เป็นเช้าทีี่อากาศดีมาก และชายคาของระเบียง 2 ก็บดบังใ้ห้ร่มแก่สาธุชนได้แบบพอดี เป๊ะๆ  น่าอัศจรรย์จริงๆ