ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

Matrix คือ สังสารวัฏฏ์


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 27 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 25 February 2006 - 11:19 PM

ธรรมะจาก The Matrix Reloaded

The Matrix คืออะไร

ในอนาคตนั้นหุ่นยนต์ได้ครองโลกไปแล้ว
และมนุษย์ก็ถูกใช้เป็นแบตเตอรี่
เนื่องมาจากว่าในตัวมนุษย์นั้นมีไฟฟ้าสถิตย์อยู่
หุ่นยนต์จึงดูดไฟฟ้าสถิตย์นี้มาใช้

มนุษย์ส่วนมากในอนาคตที่ถูกหุ่นยนต์จับมาทำเป็นถ่านไฟฉายนี่ก็จะต้องไม่ตาย
ไม่งั้นไม่มีไฟ
พอไม่ตายก็ต้องมีการฝันเพราะสมองยังทำงานอยู่
ซึ่งโลกแห่งความฝันนี่คือ Matrix นั่นเอง

เหมือนการเขียนโปรแกรม ที่ต้องมี Matrix
หรือในการคำนวณเลขก็มี Matrix เหมือนกัน

แต่ทว่าตัวตนในโลกของ Matrix หรือโลกของความฝันนั้น
ก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะตัวตนใน Matrix
ถือได้ว่าเป็นวิญญาณหรือสัมปชัญญะของบุคคลผู้นั้น
ถ้าตายใน Matrix ก็ถือว่าวิญญาณสลายไป หรือสูญสัมปชัญญะ
ก็จะต้องตายในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยเหมือนกัน

matrix คือระบบที่ควบคุมมนุษย์ และโลกไว้
พวก นีโอ เป็นมนุษย์ที่ตื่นขึ้นจาก matrix เปรียบเสมือน
แฮคเกอร์ นะ มอเฟียซ ก็บอกอยู่แล้ว
แต่ที่เปรียบเหมือนไวรัสคือมนุษย์ทั้งหมดที่ สมิธพูดถึงไงว่า

มนุษย์คือไวรัสคือโรคร้ายของดาวดวงนี้มนุษย์ไม่ได้ปรับสภาพตนให้อยู่กับธรรมชาติ
แต่กลับใช้ทรัพยากรจดหมดและขยายพื้นที่เผ่าพันธุ์ไปเรื่อยๆ

เหมือนกัยไวรัสที่จัดการกับร่างกายของมนุษย์และแพร่กระจายไปทั่ว
แต่เหมือนไวรัสขาดมนุษย์ก็อยู่ไม่ได้เหมือนที่มนุษย์ขาดโลกก็อยู่ไม่ได้

..........

Matrix คือ สังสารวัฏฏ์

ข้อคิดธรรมะจากเรื่อง "เดอะแมทริกซ์ รีโหลด (The Matrix Reloaded)"
โดย เชน ไซแอน,
www.TheDailyEnlightenment.com

เผยแพร่บนเครือข่ายข่าวสารชาวพุทธ (The Buddhist News Network)
4 มิถุนายน 2546 ภาพยนตร์ไตรภาค เดอะแมทริกซ์ ( "เดอะแมทริกซ์รีโหลด" เป็นภาคที่สอง)
มีแง่มุมชวนคิดหลายอย่าง อาทิ

คำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตัวตน ,
อะไรคือความจริง ,
การเข้าถึงสัจจะและการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์


บทความนี้จึงเขียนขึ้นมาเพื่อชวนกันวิเคราะห์ภาพยนตร์ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา พี่น้องตระกูลวาโชว์สกี ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า

"มีอะไรหลายอย่างที่โดดเด่น และน่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและคณิตศาสตร์ ซึ่งติดตราตรึงใจเรามานาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกฎควอนตัมฟิสิกส์ และในแง่ที่ศาสตร์ทั้งสองมาบรรจบพบกัน"

บทความนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละฉากในภาพยนตร์มีความพยามยามดำเนินเรื่อง
ให้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาอย่างไร

ก่อนอื่นใคร่ขอบอกว่า นี่เป็นเพียงการเชื่อมโยงอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น
และไม่ได้มุ่งเน้นความถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างเคร่งครัด


แมทริกซ์เปรียบเสมือนสังสารวัฏฏ์


(คือ เราอาศัยอยู่ในโลก แต่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ถูกต้อง ด้วยจิตใจที่หลงผิดของเราเอง)
การถูกแมทริกซปิดบังให้มืดบอดไม่ใช่สิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับสมัยนี้ ถ้าเราไม่ได้รับการศึกษา เราก็คงจะเข้าใจว่าโลกแบน(เพราะตามันเห็นว่าแบนจริง ๆ )
หรือไม่ก็เข้าใจว่าพระอาทิตย์สว่างตอนเช้าแล้วดับตอนกลางคืน เพราะเชื่อสายตาของตนเอง

โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยสิ่งลวงตาลวงใจมากเหลือเกิน!
ฝันร้ายของนีโอ แม้ว่านีโอจะหวาดผวากับฝันร้ายซ้ำซากว่า ไตรนิตีถูกยิง ตอนที่เธอจะ "ตาย"

แต่เขาก็เชื่อว่า "มันจะไม่สิ้นสุด จนกว่ามันจะสิ้นสุด" เขาเชื่อเช่นนี้ เพราะเขายังไม่ได้เห็นเธอตายจริง ๆ

ข้อนี้ช่วยให้เราระลึกได้ว่า แม้สิ่งต่าง ๆ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรม
แต่ก็อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ตราบใดที่เรามี"ความเพียร"ในการกอบกู้สถานการณ์ให้เปลี่ยนแปลงไป

และตอนหนังใกล้จบ นีโอก็สามารถทำให้ไตรนิตี ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้
หลังจากที่เขาสามารถเข้าถึงภาวะใกล้ตายของเธอได้สำเร็จ

นีโอ ผู้มีเมตตาแต่ขาดปัญญา
แม้นีโอจะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาเป็นหนึ่งเดียว
ที่สามารถช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากแมทริกซ์ได้
แต่นีโอก็บอกกับไตรนิตีว่า "ผมเพียงอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง"

นีโอจึงเปรียบได้กับผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกรุณา แต่ขาดปัญญา
ไม่รู้ว่าจะนำพาสรรพสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ได้อย่างไร

ตรงนึ้เท่ากับช่วยย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาปัญญาควบคู่ไปกับ ความกรุณา

อุปมาเหมือนกับนกที่จะต้องมีสองปีก จึงสามารถบินได้
ศรัทธาที่มืดบอดของมอร์เฟียส หลายคนสงสัยว่า
ทำไมมอร์เฟียสจึงเชื่อมั่นในคำทำนายของโอราเคิลยิ่งนัก
เขาเชื่อตั้งแต่ในภาคแรก และยืนยันความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลรองรับ มาจนถึงภาค reloaded

ด้วยความเชื่ออันงมงายของมอร์เฟียส ลูกเรือทุกคนต่างเต็มใจปฏิบัติตามคำบัญชาของเขา
ด้วยความเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเขา
เขาคือผู้ที่ทำให้ประชาชนชาวไซออน (Zion) มีความหวัง
แต่แล้วในตอนจบของหนัง มันได้กลับกลายเป็นความสิ้นหวังไป
(แต่เราก็หวังว่านีโอจะสามารถช่วยชีวิตชาวไซออนได้ในภาคที่สาม)

ความเชื่อมั่นในคำทำนายของ"โอราเคิล" เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นในความยึดมั่นถือมั่นของมอร์เฟียส
ทำให้ได้เห็นความต้องการลึกๆ และ ความเชื่อมั่นของเขา
อย่างไรก็ตามในที่สุด ความ(ไม่)จริงก็ได้ปรากฏตามที่มันเป็น (ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อของใครๆ)

ตรงนี้ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าคนเราทั่วๆไปก็เหมือนกัน
คือจะเชื่อในสิ่งที่เราต้องการเชื่ออยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จริง
เราจำเป็นต้องการให้โอราเคิลมาบอกเราให้เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ หรือต้องการเชื่ออยู่แล้วหรือ!

ไม่จำเป็นเลย ใช่ไหม ฉะนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกตัวเอง
เพราะขาดปัญญา

เอเยนต์สมิธ คือ"มาร"
เอเยนต์สมิธ ซึ่งไล่ล่านีโออย่างไม่ลดละ อาจเปรียบได้กับมารในตัวนีโอเอง
ที่พยายาม "ฆ่า" เขา ด้วยการขัดขวางไม่ให้เขาบรรลุเป้าหมาย (คือการรู้แจ้งสัจธรรม)

ในภาคแรก นีโอไม่ได้ทำลายล้างเอเยนต์สมิธให้สิ้นซาก เขาจึงกลับมาได้ในภาคสอง

ตรงนี้บอกให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำจัดกิเลสมาร (ความโลภ ความโกรธ ความหลง)
ในตัวเราให้หมดสิ้นไป

การที่สมิธสามารถ "เนรมิตกาย" ขึ้นมาตั้งมากมาย อาจเทียบได้กับการที่เรายอมให้กิเลสมารเกิดขึ้น
ในใจของเราอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งพอ
และมักทำอะไรตามความเคยชิน
ไม่ทำด้วยความมีสติ เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม

ตอนที่นีโอหนีสมิธอีกครั้ง สมิธพูดว่า
"มันกำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว เหมือนครั้งก่อนเลย"

แต่ "กายเนรมิต" ของเขากลับพูดว่า
"ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว"

ตรงนี้บอกเราว่า การเวียนว่ายตายเกิด ทำให้เราต้องประสบเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถึงกระนั้น เรื่องแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด
และมีหลายครั้งที่เราสามารถพัฒนาเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ได้

ความเป็นซุปเปอร์แมนของนีโอ การที่นีโอเหาะได้เหมือนซุปเปอร์แมน
สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของจิตใจที่มีอำนาจเหนือวัตถุ (ฤทธิ์)
สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ (และดูเหมือนท้าทายกฎทางฟิสิกส์) ได้

อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากแมทริกซ์ได้โดยเด็ดขาด
เพราะอำนาจจิตไม่ได้นำมาซึ่งการรู้แจ้ง แต่เป็นเพียงผลพลอยได้ในกระบวนการฝึกจิตเท่านั้น (ตอน 2)

ชุดของนีโอ นอกจากเสื้อคลุมสีดำของนีโอจะใกล้เคียงกับชุดของเซ็นแล้ว
ใบหน้าของเขายังสงบนิ่งและสำรวมแบบพระแทบจะตลอดเวลาด้วย
สองเรื่องนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจไม่น้อย
ชาวไซออนเปรียบได้กับชาวพุทธ
พลเมืองชาวไซออน (ซึ่งเปรียบได้กับชาวพุทธ)
ยังเพียงอยู่บนเส้นทางสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ (การรู้แจ้ง) เท่านั้น
ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

เพราะอิสรภาพที่สมบูรณ์ (นิพพานในพระพุทธศาสนา) หมายถึง ความสงบระงับ ไม่มีความทะยานอยากอีกต่อไป ชาวไซออนส่วนใหญ่รู้ความจริงของแมทริกซ์ (ความจริงแห่งสังสารวัฏฏ์) ระดับหนึ่ง
ซึ่งอาจเทียบได้กับพระโสดาบันเท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จึงไม่สามารถบรรลุเสรีภาพที่แท้จริง
(สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด)

ส่วนชาวไซออนที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นให้ตื่นตัวและหลุดพ้น อาจเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์ในคติพระพุทธศาสนา
ไซออนล่มสลาย เปรียบได้กับพระธรรมอันตรธานสิ้น

การทำลายล้างไซออนจนหมดสิ้น อาจเปรียบได้กับการสิ้นยุคพระพุทธศาสนา
เพราะนั่นย่อมหมายความว่าไม่เหลือผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) แม้แต่คนเดียว


นีโออาจเปรียบเสมือนพระพุทธเจ้า ในบางกรณีอาจถือได้ว่านีโอมีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า
คือเป็นผู้ "หลุดพ้น" จากแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) โดยสิ้นเชิง
และสามารถกลับเข้าไปได้โดยไม่ถูกครอบงำ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้อื่น (สรรพสัตว์) ได้หลุดพ้นตาม
แต่นีโอกลับ "รู้แจ้ง" น้อยกว่าที่เราคิด จึงอาจเทียบได้กับพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยแรงจูงใจ (ความกรุณา)
แต่ขาดความรู้ (ปัญญา) ที่จะช่วยเหลือโลก นีโอสามารถปลุกเร้าให้ชาวไซออนตื่นตัวเท่านั้น
ไม่อาจดึงใครออกจากแมทริกซ์ได้ หากคนคนนั้นไม่ตั้งใจและเพียรพยายามด้วยตัวเอง
(ทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ทางเดินเท่านั้น เราจะเดินหรือไม่เดินเป็นหน้าที่ของเรา)

จิตใจที่จะสามารถหลุดพ้นได้ จึงต้องมีความปรารถนาและเพียรพยายามเป็นทุนเดิม ที่ปรึกษา (counsellor)
พูดถึงความว่างเปล่าของเครื่องจักร ที่ปรึกษาระบุว่า เครื่องจักรช่วยชาวไซออนทำงานมากมาย
เช่นทำให้เกิดแสงสว่าง ความร้อน และอากาศ แต่ก็มีเครื่องจักรบางอย่างมีเป้าหมายทำลายพวกเขาด้วย

ดังนั้น ลำพังเครื่องจักรเองจึงเสมือนเป็นสิ่งว่างเปล่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ การตั้งโปรแกรมหรือเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและควบคุมเครื่องจักรต่างหาก
ที่ทำให้เครื่องจักรดีหรือไม่ดี เหตุที่ฑูตสวรรค์ (seraph) ต้องประลองฝีมือ
ฑูตสวรรค์บอกนีโอหลังจากที่ประลองฝีมือกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใช่นีโอจริงหรือไม่ว่า

"คุณไม่อาจรู้จักใครได้อย่างแท้จริง จนกว่าคุณจะได้สู้กับเขา"

เราเองก็เช่นกัน เราจะไม่รู้จักตัวเราเองเลย หากเราเอาชนะตัวเองไม่ได้ เราต้อง "สู้" กับตัวเอง
เพื่ออิสรภาพและการรู้แจ้ง การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ


การที่นีโอสามารถหยั่งเห็นเนื้อในของแมทริกซ์ ว่าแท้จริงคือ
รหัสคำสั่งโปรแกรมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา

อาจเปรียบได้กับการหยั่งเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ของสิ่งต่าง ๆ การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ
โอราเคิลบอกนีโอหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องชะตาลิขิต เธอบอกด้วยว่า เธอรู้ทุกสิ่งที่กำลังจะเกิด
แต่เธอก็พูดขัดกับตัวเองว่า นีโอต้องเพิ่มพลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตที่ได้ "กำหนดตายตัว" แล้ว

นี่ย่อมแสดงว่า สิ่งที่ดูเหมือนได้ "ลิขิต" มาแล้ว แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ยังเปลี่ยนแปลงได้อีก
สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือมีขึ้น เพื่ออะไร?

โอราเคิลบอกนีโอว่า "สิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลบางอย่าง
" ข้อนี้ไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว


ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำลายและหลุดจากกงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
แต่บางคนอาจเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเหตุผลอย่างอื่น

ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า เราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรจึงมีได้หลากหลาย

สิ่งที่ควรคำนึงคือ คำตอบใดที่เราคิดว่าดีที่สุด ประเสริฐสุด แล้วดำเนินไปตามนั้น

ทำนองเดียวกัน มอร์เฟียสเองก็พูดว่า
"เราทุกคนมาอยู่ที่นี่ เพื่อทำสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเมื่อมาอยู่ที่นี่"
แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรา "ต้อง" ทำ เราเลือกได้ตลอดเวลาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า เป็นประโยชน์กว่า

ตอนหนึ่ง เอเยนต์สมิธบอกนีโอว่า ทั้งสองอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะหลุดพ้นจากแมทริกซ์ แต่เพราะไม่หลุดพ้นต่างหาก

ข้อนี้เป็นจริง เพราะแม้ว่าทั้งสองจะถอดออกจากแมทริกซ์แล้ว
แต่ถ้าพวกเขาเป็นอิสระจากแมทริกซ์จริง พวกเขาก็จะไม่ต่อสู้กัน

ดังนั้น การจะเป็นอิสระจากแมทริกซ์ได้ ยังต้องพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีก

merovingian พูดถึงความไม่มีกฎเกณฑ์ (เหตุ & ผล)
merovingian พูดอย่างอหังการว่า "ทางเลือกคือสิ่งลวง ที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้นสำหรับผู้ไม่มีอำนาจ"

เขาพูดขณะที่คิดว่าตัวเขาคือผู้มีอำนาจคนหนึ่ง ที่กำลังชักใยผู้อื่นอยู่ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า
เขาถูกภรรยาหักหลัง โดยเธอเลือกที่จะทำเอง และกว่าเขาจะรู้ ก็สายเสียแล้ว

มุมมองเรื่องนี้ของเขาจึงไม่ถูกต้อง แม้ว่าทางเลือกจะเป็นสิ่งลวง (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่)
ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เฉย ๆ ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม โดยไม่ดิ้นรนอะไร
เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่า ชะตาชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน

เขายังบอกด้วยว่า "สิ่งใดที่เกิดแล้ว ย่อมเกิดแล้ว ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น"

ข้อนี้ชัดเจนในตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการเดินทางข้ามเวลา
(ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะขัดกับกฎแห่งเหตุและผล)
สิ่งใดที่ปรากฏขึ้นแล้ว จะไม่ปรากฏก็ไม่ได้ หรือจะปรากฏเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน

ข้อคิดจากช่างทำกุญแจ ต่อข้อถามที่ว่า เขาจะไปไหน ขณะถูกไล่ล่า ช่างทำกุญแจตอบว่า
"ไปอีกทางหนึ่ง จะต้องมีอีกทางหนึ่งเสมอ"

คำตอบนี้ทำให้เราได้ข้อคิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด
เรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ และเราเลือกได้อย่างอิสระ
แม้ในสภาพการณ์ที่บีบรัด ช่างทำกุญแจบอกว่า

ประตูมีหลายบาน แต่ละบานเปิดสู่ "สถานที่" ที่ต่างกัน แต่จะมี "ประตูบานหนึ่งนำไปสู่ต้นกำเนิด
(แกนกลางของแมทริกซ์)"

ประตูบานนี้อาจเทียบได้กับประตูที่นำไปสู่แก่นแท้ของความจริง

นั่นคือพระไตรลักษณ์

และจะนำไปสู่อิสรภาพได้ในที่สุด

มอร์เฟียสพูดถึงเหตุผลแห่งการมีอยู่ มอร์เฟียสพูดก่อนที่จะ "ทำสงคราม" ขั้นเด็ดขาดว่า
"เราทุกคนสู้ศึกนี้มาชั่วชีวิต เราไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ ผมไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ ผมเชื่อว่าชะตาชีวิตลิขิตให้เรามาที่นี่"

สงครามที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือสงครามในจิตใจ ที่เรากำลังต่อสู้กับ "ตัวตน" ของเรา
แน่นอน เราไม่ได้ "อยู่ที่นี่" โดยบังเอิญ
แต่เป็นเพราะอำนาจกรรม ซึ่งจะเรียกว่า "ชะตากรรม" ก็ได้ ชักนำให้เรามาอยู่ที่นี่
แต่ถึงกระนั้น "ชะตากรรม" ในอนาคตก็อยู่ในมือของเรา เราสามารถกำหนดได้

สถาปนิกเปรียบได้กับอีโก้ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) คือสถาปนิก

ซึ่งในเรื่อง เขาเป็นผู้ที่มีความถือตัว เห็นแก่ตัว และชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ
ยอมรับความล้มเหลวไม่ได้ รวมทั้งที่เป็นของตัวเขาเอง ซึ่งเขาไม่เห็นว่านั่นเป็นความล้มเหลว จึงไม่ยอมรับ แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (ผู้อื่น)

เขาพูดว่า

ความหวังคือสิ่งลวง

แต่ตัวเขาเองก็มีความหวัง เขาหวังว่านีโอจะลบล้างและเริ่มต้นระบบที่บกพร่องใหม่อีกครั้งตามที่เขาต้องการ
ในเรื่องความสมบูรณ์แบบ เขาไม่น่าเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพราะยังทำให้จิตใจของเขาสมบูรณ์แบบไม่ได้

เขาเปรียบเหมือนพระเจ้าจอมปลอม ซึ่งเป็นเพียง "มนุษย์" เท่านั้น

สถาปนิกเปรียบเหมือนตัณหา สถาปนิกอ้างตนว่าเป็นผู้ออกแบบแมทริกซ์

ในทางพระพุทธศาสนา สถาปนิกหรือ
"นายช่างผู้สร้างเรือน"

คือตัณหา มีข้อน่าสังเกตคือ ในเรื่อง "Little Buddha" คีนูรีฟซึ่งแสดงเป็นพระพุทธเจ้า
(และในเรื่องเดอะแมทริกซ์แสดงเป็นนีโอ) ได้พูดกับตัณหาและเรียกตัณหาว่า
"นายช่างผู้สร้างเรือน" การที่นีโอพบกับสถาปนิกช่วยให้เขาตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเขา

สถาปนิกเปรียบได้กับตัณหา
เพราะเป็นผู้ผลักดันให้เราสร้างแมทริกซ์ - สร้างความยึดติดในสังสารวัฏฏ์

หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ตรัสว่า

"เรือนคืออัตภาพที่เกิดในภพนั้นๆ บ่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง
เราแสวงหา นายช่างคือตัณหาผู้สร้างเรือน
เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏฏ์สิ้นชาติมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป
ดูกรนายช่างผู้สร้างเรือน
บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนให้เราอีก
โครงเรือนคือกิเลสของท่าน เราหักเสียหมดแล้ว และยอดเรือนคืออวิชชาแห่งเรือนท่านเราทำลายแล้ว
จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว จักดับอยู่ในภพนี้เอง"

สถาปนิกพูดถึงนีโอ
นีโอ
"ทำไมผมมาอยู่ที่นี่?"

สถาปนิก
"ชีวิตของคุณคือผลรวมของส่วนเกินของสมการที่ไม่สมดุลในโปรแกรมแมทริกซ์
แล้วกลายมาเป็นสิ่งผิดปรกติในที่สุด ซึ่งแม้ผมจะพยายามเต็มที่แล้ว
แต่ก็กำจัดให้หมดไปไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือการคาดคิด
และจึงไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องมาอยู่ที่นี่ไง"

เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ภาวะของความไม่รู้นี้คือความหลงหรืออวิชชา
ตัวอวิชชานี้เองทำให้เราต้องเกิดใหม่ เราคือสมการที่ไม่สมดุล
เนื่องจากเรามีความหลง ความหลงทำให้เราเป็นสิ่งผิดปรกติของโลกนี้
แต่ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้ และถ้าขณะใดเราไม่ควบคุมตัวเราเอง ตัณหาหรือสถาปนิกก็จะมาควบคุม

สถาปนิกพูดถึงพลังของสิ่งเล็กน้อย

"… เห็นได้ชัดว่ามันเป็นความบกพร่องขั้นพื้นฐาน จึงก่อให้เกิดความผิดปรกติต่อระบบ
ซึ่งถ้าปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นภัยคุกคามระบบได้ ดังนั้น ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ
อาจสะสมและทวีความรุนแรงจนเป็นภัยพิบัติได้ โลกเราก็เช่นกัน
เราทุกคนต่างมีกรรมร่วมและเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แยกแยะลำบาก
การกระทำของคนคนหนึ่ง อาจนำมาซึ่งหายนะของโลก หรือช่วยเหลือโลกก็ได้

สถาปนิกพูดถึงความรับผิดชอบของนีโอ

สถาปนิกพูดกับนีโอว่า
"… ปัญหาก็คือ คุณพร้อมรับผิดชอบต่อการตายของทุกชีวิตในโลกนี้หรือไม่"

ในแง่นี้ นีโอเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งพยายามช่วยชีวิตสรรพสัตว์อย่างเต็มความสามารถ

สถาปนิกพูดถึงทางเลือก "สุดท้าย"

สถาปนิก "มีประตูสองประตู ประตูขวานำไปสู่ต้นกำเนิด และช่วยชาวไซออนได้
ประตูซ้ายพาคุณกลับไปสู่แมทริกซ์ ไปหาเธอ แต่เผ่าพันธุ์ของคุณก็สิ้นสุดด้วย

เราเองก็ต้องเลือกตลอดเวลา ทางเลือกมีสองทางเป็นอย่างน้อย
อยู่หรือไม่อยู่ ทำหรือไม่ทำ เราเลือกได้ว่าจะติดอยู่ในสังสาร หรือหลุดพ้นออกไป

สถาปนิกพูดถึงปฏิกิริยาลูกโซ่
"แต่เราก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะทำอะไรไม่ใช่หรือ?
ผมสามารถเห็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บ่งบอกว่าอารมณ์กำลังชนะเหตุผล
เพราะอารมณ์กำลังปิดตาคุณไม่ให้เห็นความจริง
ทั้งที่ความจริงนั้นออกจะเรียบง่ายและชัดเจน เธอกำลังจะตาย และคุณก็ไม่มีทางหยุดยั้งได ้

(*นีโอเดินไปเปิดประตูซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับที่สถาปนิกคาดคิด*)
นีโอทำให้สถาปนิกคาดการณ์ผิดพลาด โดยการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่สถาปนิกต้องการให้ทำ

เราเองแม้จะติดอยู่ในวงจรปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุและผล
แต่เราก็ทำลายวงจรนี้ได้ เราสามารถตัดวงจรการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการรู้แจ้งสัจธรรม

การที่นีโอเลือกประตูที่ช่วยชีวิตไตรนิตี เป็นการทำลายโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (การเกิดและการตาย) ได้เด็ดขาด หากเขาเลือกอีกประตูเพื่อช่วยชีวิตชาวไซออนตามที่ "ได้โปรแกรม" ไว้
ก็เท่ากับทำซ้ำรูปแบบเดิมที่คนก่อนเคยทำแล้ว (และนำไปสู่การเกิดใหม่ต่อไป)
การทำลายลูกโซ่ของนีโอ เท่ากับไปเปลี่ยนแปลงระบบ
และเป็นการช่วยมวลมนุษย์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดเสรีภาพที่แท้จริง

นีโอตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้แมทริกซ์บูท (เกิด) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
การเกิดใหม่โดยไม่มีอะไรก้าวหน้า หรือไม่มีอิสรภาพมากขึ้น เป็นสิ่งไร้ค่า
เพราะไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความสุขที่แท้จริง

สถาปนิกพูดถึงความหวัง

"ความหวังคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงผิดได้มากที่สุด มันทั้งทำให้คุณเข้มแข็งที่สุด และอ่อนแอที่สุดในเวลาเดียวกัน

ข้อนี้บอกเราว่า ความหวังจะเป็นความศรัทธาที่มืดบอดได้ หากไม่มีปัญญากำกับ

บทสนทนาทั้งหมดระหว่างนีโอกับสถาปนิก
ดูได้ที่ http://www.theantitr...p?articleid=108 ู่

ทำไมเลือกความจริง ไม่เลือกสิ่งลวง

เมื่อดูหนังเรื่องนี้ เราอาจถามตัวเองว่า
"ทำไมเราควรเลือกที่จะใช้ชีวิตในโลกแห่ง "ความจริง" ที่ดูออกจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน ทั้งที่มีโลกมายาที่น่าอภิรมย์กว่า

คำตอบคือ ก็เพราะโลกมายาไม่มีอยู่จริง ความสุขในโลกมายาจึงไม่จริงด้วย ความสุขที่แท้จริงมาจากการควบคุมชีวิตได้ทั้งหมด และสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจน (ปัญญา)

ชีวิตหรือความสุขในแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) ต้องขึ้นกับความเมตตาสงสารของแมทริกซ์ ซึ่งก็เหมือนกับที่เราต้องอิงอาศัยวัตถุ จึงจะมีความสุขได้ แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่แท้ต้องมาจากการมีจิตใจอิสระ ไม่ต้องอิงอาศัยหรือพึ่งพิงสิ่งใด เราเองก็ติดอยู่ในแมทริกซ์

เป็นไปได้ไหมว่า เราทุกคนล้วนเลือกที่จะเชื่อมต่อหรือติดอยู่ในแมทริกซ์เอง ไม่มีการบังคับใด ๆ มีอะไรปิดตาหรือลวงเราอยู่หรือเปล่า

ทำไมเราไม่หลุดพ้นเสียที? ทำไมต้องโหลดใหม่ หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งที่สอง

ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมภาคนี้จึงตั้งชื่อว่า เดอะแมทริกซ์ "รีโหลดเดด" - ก็เพราะระบบแมทริกซ์ได้รับการโหลดใหม่ (หรือเกิดใหม่) ทั้งระบบอีกครั้งนั่นเอง เราทุกคนก็ต้อง "โหลด" ประสบการณ์ใหม่หลายครั้ง จนกว่าจะแน่ใจ รู้แนวทางที่ถูกต้อง และหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด

ท้ายสุดนี้อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือเรื่อง วิวาทะ the matrix ของสำนักพิมพ์คุณพ่อ ดีมากเลยครับ

**** ภาพยนตร์เรื่องนี้ ชวนให้นึกถึง หมู่คณะที่สร้างบารมีเพื่อรื้อ Matrix หรือ สังสารวัฏฏ์ เนอะ ****

ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#2 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 25 February 2006 - 11:39 PM

Right....they use many religions as the script to the movie...most of it base on Buddhism though happy.gif
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#3 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 26 February 2006 - 01:33 AM

โอ้โหยาวววววววโคตรรรรรรเลยยครับพี่แดงดี กว่าจะอ่านจบหอบรับประทานเลยครับพี่


หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#4 extra

extra
  • Members
  • 409 โพสต์

โพสต์เมื่อ 26 February 2006 - 01:40 AM

สาธุค่ะ ลึกล้ำจริงๆ happy.gif

#5 มองอย่างแมว

มองอย่างแมว
  • Members
  • 722 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:NYC

โพสต์เมื่อ 26 February 2006 - 10:23 PM

ถึงแม้ว่าจะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับหลักแนวคิดของพุทธ
แต่ชื่อของตัวละครต่างๆ และชื่อเมืองนั้นนำมาจากของคริสต์ทั้งนั้นครับ

ตัวอย่าง คำว่า "The One" ที่ใช้เรียกนีโอนั้น เป็นคำใช้เรียกพระเจ้าหรือรูปแบบหนึ่งของพระเจ้า (ของคริสต์คือพระเยซู)

เมือง Zion ที่เป็นเืมืองมนุษย์สุดท้ายนั้น เป็นคำที่ใช้เรียกดินแดนแห่งพันธสัญญาหรือ The Promised Land ของคริสต์เช่นกัน

ดังนี้เป็นต้นครับ
"ฉุดมันเอาไว้ หยุดมันเอาไว้ ไม่ให้มันรวนเร ต้องหยุดนิ่งสุดใจ หยุดมันเอาไว้ ฉุดมันเอาไว้ ไม่ให้มันซวนเซ ต้องฉุดให้ใจหยุด"
- ไมโคร (เพลง หยุดมันเอาไว้)
"แค่หลับตา... (ลบเลือนทุกสิ่ง เหลือเพียงหนึ่งเดียว) เธอจะเห็นยามเธอหลับตา... (ใช้ใจสัมผัสและมองสิ่งนั้น) เธอจะเห็นตัวฉันเป็นอย่างที่เป็น"
- อุ๊ หฤทัย (เพลง แค่หลับตา)

#6 ฟ้ายังฟ้าอยู่

ฟ้ายังฟ้าอยู่
  • Members
  • 2511 โพสต์

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 12:25 AM

นีโอ เหมือนได้พระธรรมกายแล้วเลย ช่วยคนให้ฟื้นจากความตายก้อได้อ่ะ
"เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำจะเกิดมาทำไม
อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย.."
พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)


#7 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 12:31 AM

หรือ คริสต์กำลังซึบซาบพุทธ แล้วสร้างรูปแบบเฉพาะตนขึ้นมาสอน เรื่องกฏแห่งกรรม ครับ..กฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด มีสอนเฉพาะในพุทธศาสนาหรือเปล่่าครับ


#8 laity

laity
  • Members
  • 214 โพสต์

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 12:56 AM

กฏแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิด มีสอนเฉพาะในพุทธศาสนาหรือเปล่่าครับ
อย่าให้อุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางในชีวิตการสร้างบารมี และ
อย่าให้ความตั้งใจที่ดี เปลี่ยนแปลงไป กับกาลเวลา
เพราะเราไม่รู้ว่า่วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราอาจจะอยู่หรือตาย
สิ่งที่เอาไปได้มีแต่บุญกับบาปเท่านั้น ฉนั้น เราต้องอยู่กับวันนี้
วันที่เราบอกตัวเองว่า วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด ในวันหนึ่งของชีวิตการสร้างบารมีของเรา

โอไดบะ
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

#9 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 01:15 AM

ไม่ใช่ครับ ศาสนาอื่นก็มีกล่าวสอนอยู่เหมือนกัน อาทิเช่น ศาสนาพราหมณ์/ฮินดู แต่ที่ชัดเจนและตรงประเด็นตามหลักของเหตุและผลมากที่สุด คือ ศาสนาพุทธ ครับ

#10 ขอบฟ้า

ขอบฟ้า
  • Members
  • 65 โพสต์

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 08:57 AM


สาธุ เยื่ยมเลยค่ะ แต่ยาวววววววว ไปหน่อย

#11 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 07:35 PM

สาธุ
คิดได้ไงเนี่ย
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ





#12 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 28 February 2006 - 02:21 PM

*** คัดลอกมาทั้งนั้นแหละ

"คู่มือดู Matrix ให้รู้เรื่อง"


ต้องยอมรับว่า "เดอะ เมทริกซ์ เรฟเวลูชั่น" ภาพยนตร์แนวไซไฟ
หรือเชิงนิยายวิทยาศาสตร์ตอนล่าสุดและตอนจบของหนังเรื่องนี้
เป็นภาพยนตร์ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอคอย
แต่ที่ผ่านมา หลายเสียงจะบ่นว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง
แต่ถ้าดู "เอามัน" กับฉากแอ็คชั่นเหนือจริงก็คุ้มแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้ดูตอนสุดท้าย
และมีแผนจะไปชมภาพยนตร์เรื่อง เตรียมปูพื้นกันก่อน

เมทริกซ์เริ่มต้นเมื่อปี 2010-60 เป็นช่วงที่มนุษย์สร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์ที่เรียกว่า
"ฮิวแมนนอยด์" ขึ้นมาเพื่อใช้งาน หุ่นพวกนี้สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้เองไม่ต้องรอใครมาออกคำสั่ง
หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า "ปัญญาประดิษฐ์" (Artificial Intelligent)

หุ่นยนต์เอไอ เริ่มฉลาดมากขึ้นและหุ่นยนต์บางตัวเริ่มไม่พอใจนายมนุษย์
และก่อการประท้วงนายมนุษย์ นำมาซึ่งการปะทะกัน
สุดท้ายหุ่นยนต์ต้องหนีออกจากเมืองใหญ่ และไปตั้งชุมชนของตัวเอง
ซึ่งเรียกว่า "ซีโร่ วัน" เป็นดินแดนห่างไกลที่อยู่แถวตะวันออกกลาง

อาณาจักรซีโร่ วัน เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างมาก แต่สหประชาชาติไม่ยอมรับว่าอาณาจักรซีโร่
วันเป็นประเทศเอกราช และเป็นชนวนนำไปสู่การกีดกันสินค้าจากหุ่นยนต์
และนำมาซึ่งสงครามในที่สุด

ปี 2099 กองทัพหุ่นยนต์ยึดเมืองได้หลายแห่ง และมนุษย์เข้าตาจน
จึงทำลายชั้นบรรยากาศ ทำให้ทั่วท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยหมอกดำ
หวังไม่ให้หุ่นยนต์รับพลังงานจากแสงอาทิตย์

แต่มาตราการดังกล่าวก็ไม่สามารถทำลายหุ่นยนต์ได้
กองกำลังของหุ่นยนต์ได้จับมนุษย์มาเป็นเชลยเพื่อทำการทดลอง
จนในที่สุดก็พบว่า "แหล่งไฟฟ้าชีวภาพ"
ของมนุษย์สามารถเอามาใช้แทนพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้

ต่อมาเครื่องจักรได้สร้าง เมทริกซ์ขึ้นมาเพื่อยืดชีวิตมนุษย์
จะได้นำพลังงานไฟฟ้าจากมนุษย์มาใช้ได้นานขึ้น โดยมนุษย์พวกนี้จะอยู่ในสภาพหลับใหล

ปี 2105 มนุษย์คนแรกที่เรียกกันว่า "เดอะ วัน" ซึ่งถูกขังอยู่ในเมทริกซ์ เกิดเรียนรู้ว่า ตัวเขาสามารถใช้ความคิดย้ายตัวเองออกจากโลกแห่งความฝันได้
และได้หาทางหนีออกมาอยู่ร่วมกับฐานที่มั่นของมนุษย์ที่อยู่ใต้ดินที่เรียกว่า "ไซออน"
ช่วงปี 2105-2150 ได้มีการก่อตั้งขบวนการปลดแอกไซออนขึ้นมา
และเดอะ วัน ได้เสียชีวิตลงในกาลต่อมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

มอร์เฟียส และ ทรินิตี้ ซึ่งเกิดในมดลูกเมทริกซ์ได้หนีออกมาตั้งแต่ยังเล็ก
ทั้งคู่พบ "นีโอ" ซึ่งตอนนั้นนีโอเป็นพวกนักเจาะระบบ
ทั้งคู่ได้ช่วยนีโอออกมา และได้ต่อสู้กับ "สายลับสมิธ"
ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้กำจัดมนุษย์ที่สามารถพบข้อบกพร่องของเมทริกซ์
นีโอใช้ชีวิตอยู่ในไซออน และทำงานร่วมกับพวกขบถเพื่อต่อต้านเครื่องจักรกล
เขาได้พบกับ "สถาปนิก" ซึ่งเป็นโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอที่สร้างเมทริกซ์ขึ้นมา

สถาปนิกได้เปิดเผยให้นีโอรู้ว่า เมทริกซ์รู้ที่อยู่ของพวกมนุษย์ขบถในไซออนแล้ว
และมีเป้าหมายที่จะทำลายให้สิ้น เพื่อขจัด "ข้อบกพร่อง" หรือ "บัก" ของโปรแกรม
สถาปนิกกล่าวว่า ที่ผ่านมาไซออนถูกทำลายไปแล้ว 5 ครั้ง-หมายความว่า เมทริกซ์อาจเก่ากว่าที่นีโอเคยคิดไว้

เราอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นตัวปลุกกระแสความเชื่อศาสนาพุทธทั่วโลกจังเลย

…….


1) Agent Smith สายลับสมิทธ์ คือ คนที่ใส่แว่นตาดำ เป็นตัวแทน ของกิเลส ที่มีมากมายหลายรูปแบบ

2) Neo พระเอก ... สู้ ชก กับกิเลส (สมิทธ์) อย่างไม่ยอมแพ้...
.ทำให้นึกถึง คำสอนของ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ หลวงตา ที่เมตตาสอนเราให้ชกกิเลสให้กระเด็น
....สู้ แม้น กิเลส น้อยใหญ่ หยาบละเอียด
.....ถึง จุดๆ หนึ่ง กิเลส ...งง และ ยอมแพ้ไป
Neo ก็เข้า นิพพานไป

3) Sati สติ ...เด็กผู้หญิง ที่เมื่อเข้ามาในเรื่องแล้ว ทำให้พระเอก ได้ปัญญา
Sati ถูกพามาโดย ดอกเตอร์อินเดีย สองคนผัวเมีย..
นั่นคือ ทำกุศล ให้มากๆ ไว้ ...สร้างสติให้มากๆไว้ครับ

บางคน กุศลผลบุญไม่พอ สอนเรื่อง"สติ" สร้าง"สติ" เท่าไรก็ไม่เข้า"ใจ" เข้าแต่สมอง (สัญญา)..
ก็ยังอยู่ในขั้นบุญ แต่ ไม่เข้าใจ ก็ไม่เป็นไร ฝึกต่อไป ทำกุศล รักษาศีลต่อไปเถอะ...
มีโอกาสมากน้อยก็ทำไป...สักวัน กุศลนี่แหละ
จะพา ลูกสาว คือ "สติ" มาให้ ( ดังในหนังเรื่อง Matrix นี้)

ตอนจบ : Sati บอกว่า ดวงอาทิตย์ ที่สดใส...เป็น รางวัลให้ NEO นี่คือ สติมา ปัญญาก็สว่างไสว
บดบังความมืดออกไป
ตอนจบ : มีการถามว่า จะมี คนแบบ NEO มาอีกไหม..
คำตอบ คือ Yes..

4) พระเอก ตาบอด แต่ สามารถมองเห็นได้......
และ ตามเส้นทาง สามเส้นไป ( อาจจะหมายถึง พระรัตนตรัย เป็นที่พึ่ง)

5) กรรม คือ Trainer (ลุงแก่ๆ ผมยาว..คนขับรถไฟ).....ไม่มีใครสู้ลุงได้...
กรรมจะพาไปนรก ไปพบคนฝรั่งเศส...ที่มีภาพของคนในบาร์ เจาะหู เจาะปาก
.....จะไปภพไหน ก็ต้องให้กรรมพาไป

6) Oracle คือ นักพยากรณ์ ที่เป็นหญิงผิวดำ....หล่อนทำนายอนาคตได้...
.ดังนั้น จึงถูกตามล่า
ที่Oracle สอน Neo คือ กิเลส อยู่ในตัวเรานั่นเอง สู้ในตัวเรานี่เอง

7) นางเอก ชื่อ Trinity "ไตร" ทางคริสต์ คำว่า Trinity หมายถึง ตรีเอกานุภาพ
( พระบิดา พระบุตร พระจิต) ทางพุทธ ผมไม่แน่ใจว่า พี่น้องรัสเซีย ที่สร้างเรื่องนี้
จะหมายความถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือไม่

8) ถ้านางเอก ไม่ตาย.....พระเอก ก็คง ไม่คลายความกังวล
.......................
9) จากการพิจารณาเปรียบเทียบ..ในความเห็นผม....
โลกมนุษย์ คือ Matrix พวกเราแต่ละคน คือ แต่ละ File ..อาจจะเป็น ดอทฮิวแมนก็ได้นะ
.....โดยมี เทวดา ( ฝรั่ง ผมขาว เคราขาว ตอนจบของเรื่อง)
คอยดูแล ฝนฟ้า อากาศ ภูเขา โรคร้าย ฯลฯ อุปมา เราเป็น File
ในเกมส์ SimWolrd หรือ SimZoo

......สายตา ของเรา เห็น ภาพ ถ้าภาพนั้น เกิด ดับ 16 ภาพต่อวินาที ถ้าช้ากว่านี้ จะเห็น ภาพที่ไม่ต่อเนื่อง
ถ้าเร็วกว่านี้ จะเห็นภาพเกิดดับว่าต่อเนื่อง
( นึก ถึง ตอนที่เราเล่น โดยเอาหนังสือ มาเขียน การ์ตูน ลงในแต่ละหน้า....
เมื่อกรีดอย่างรวดเร็ว เราจะเห็น การ์ตูนเป็น Animation)

การเกิดดับ ตามหลักแล้ว ว่ากันว่า เป็น ล้านภาพต่อวินาที ...
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็น ต่างๆ จึงเกิดดับเร็วมาก เราดูไม่ทัน เราจึงนึกว่าจริง ว่าเที่ยง
....แต่ จริงๆแล้ว มันไม่เที่ยง มันเป็นสมมติ

...."ในเมื่อมันไม่เที่ยง มันก็ย่อมเป็นทุกข์ "

ลองสังเกต ด้วยการยกมือ ของท่านดู .. จริงๆ แล้ว การยกมือขึ้นมา แต่ละครั้ง...
ผมว่ามีเป็น ล้านๆ เฟรมของภาพ....
และความเร็วในการยกมือตอนเริ่มยก ตอนกลาง จนใกล้จะยกสุดทาง..ก็เร็วไม่เท่ากัน...

10) น่าทึ่ง ในพระมหาปัญญาขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้าไหมครับ....
หากเราคิดในแง่ ของการคิดแบบ Digital หรือ Binary ..."เกิดดับ" ก็คือ On OFF นั่นเอง .....
ภาพต่างๆ ที่เราเห็น หรือ ร่างกายของเรา คนสัตว์ สิ่งของ...เกิดดับ on off ตลอดเวลา....


.........อาการของใจ หรือ จิตเกิด ก็เป็น On OFF
ดังนั้น ถ้าอยากจะดับ ก็ทำจิตให้ OFF หรือ เป็น "ค่าศูนย์" ความว่างนั่นเอง.....จิตว่าง ดับสนิท..

...ผมคิดเล่นๆว่า.....
อภิญญาต่างๆ ก็เป็น หลัก Digital ...Binary system (On - off) นั่นเอง...เช่น
ถ้าเดินผ่านกำแพง....ผ่านในช่วง ที่ กำแพง off ด้วยกายที่เป็น off ดังนั้น "ศูนย์ ผ่าน ศูนย์"......
คิดให้ดูเล่นๆ อย่าได้จริงจังไป....ใครมีความคิดอะไร ก็ลองแลกเปลี่ยนกัน
.....หนังก็คือหนัง.....เพลงตอนจบของเรื่อง ร้องว่า "มายา.... มายา..."

11) เป้าหมาย การโพสต์ ของผมใน ครั้งนี้ คือ

"...ต้องการ แนะนำให้ นักสู้ ทั้งหลาย ในลานฯ จง ขยันชกกิเลส.... " ครับ...
สู้ ๆๆๆ แบบ Neo นั่นเอง โดยต้องมี "สติ" ......
เรื่อง Matrix นี้ ชัดเจนว่า "สติ ไม่มาปัญญาไม่เกิด"
ขอให้ทุกท่าน โชคดี...


http://dharma.school...-bin/bd_list.pl

.............

ไฟล์แนบ



#13 potisut

potisut
  • Members
  • 33 โพสต์

โพสต์เมื่อ 28 February 2006 - 10:49 PM

ถ้าสู่งายกับกิเลสอย่านั้นก็ดีสิคับแตว่ามันไม่ใช้คับ เราสู้กับกิเลสได้โดยการหยุดใจเท่านั้น
อนุโมทนา
จาก อนิยตโพธิสัตว์ผู้มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม


#14 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 28 February 2006 - 11:31 PM

ขอบใจคุณ xlmen ที่มีรูปมาฝากนะครับ

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ download แฟ้มที่แนบมา มีนานาทัศนะเชิงพุทธศาสตร์ ให้อีกยกครับ

............

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเข้าใจหนังเรื่อง Matrix ในแง่ของศาสนาและปรัชญา มากกว่าน่ะครับ

นีโอ เปรียบเสมือนกับพระพุทธเจ้า ใน Matrix ภาคแรก
ตอนที่พลังของนีโอเพิ่งตื่นขึ้นมา และสามารถหยุดกระสุนได้เป็นครั้งแรก
นีโอ สามารถมองเห็นทุกอย่างในโลกของ matrix เป็นตัวโค้ดสีเขียววิ่งไปวิ่งมาทั้งหมด
เปรียบเสมือนกับตอนที่พระเจ้าเพิ่งตรัสรู้ และเข้าใจในความเป็นไปของโลกทั้งหมด

นีโอก็เปรียบเสมือนเป็น พระเยซู ในตอนจบของ The Matrix Revolution
นีโอได้สละชีวิตตัวเองเพื่อปราบสมิธ แลกกับความสุขสงบของมนษย์ทุกคน

ภาพที่นีโอนอนกางแขนแล้วมีสายปลั๊กจากเครื่องจักรเสียบตามตัว
ดูไม่ต่างอะไรไปจากภาพที่พระเยซูถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์เลย

และตอนที่นีโอเดินไปหาเครื่องจักร โดยที่มีผ้ามัดไว้ที่ตาที่บอด
ก็ดูคล้ายๆกับมงกุฏหนามที่พระเยซูต้องสวมไว้บนหัว ก่อนที่จะถูกตรึงกางเขน

สถานีรถไฟ ที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกของมนุษย์และโลกของ Matrix ในทางศาสนาก็เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกของคนเป็นและโลกของวิญญาน

ในตอนนั้น นีโออยู่ในอาการโคม่า เรียกได้ว่าครึ่งเป็นครึ่งตาย
จึงต้องมาติดอยู่ในสถานีรถไฟนี้ รถไฟในฉากนี้ ที่จะพาคนจากโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่ง
ดูยังไงๆ ก็เหมือนกับ รถไฟทางช้างเผือกของญี่ปุ่นที่คนตายทุกคนจะต้องขึ้นเพื่อไปยังโลกของวิญญาน

ที่สถาปนิกบอกว่า Matrix นั้นถูกทำลาย และสร้างใหม่มาถึงห้าครั้งแล้ว
ก็เปรียบเสมือนหลักการของศาสนาฮินดู ที่จะมีพระศิวะ เป็นผู้สร้างโลก และเมื่อโลกนี้เกิดสกปรกหรือเสื่อมโทรม ก็จะมีมีอีกพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) เป็นผู้ทำลายโลก แล้วก็สร้างใหม่ แล้วทำลายใหม่ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ชุดเครื่องแบบสีดำที่นีโอใส่ ใน The Matrix Reloaded และ Revolution
ที่มีชายเสื้อยาวๆออกมา และปกเสื้อแข็งๆปิดตรงคอ
ดูยังไงๆ ก็เหมือนกับเครื่องแบบของหลวงพ่อ ในศาสนาคริสต์ และใน matrix ทั้งสามภาค จะเห็นว่านีโอจะสีหน้านิ่งและพูดด้วยเสียงที่เบานิ่งตลอดทั้งเรื่อง
แทบจะไม่มีการแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าหรือน้ำเสียงเลย
ก็คล้ายๆกับพระในศาสนาพุทธ ที่ต้องสำรวมกิริยาและคำพูด

ใน The Matrix ตอนแรก ฉากที่ มอร์เฟียสประลองฝีมือกับนีโอ ด้วยกังฟู
มอร์เฟียสได้พูดกับนีโอว่า
" I can only show you the door. You are the one who has to walk through it."
"ผมทำได้แค่ชี้นำทางให้คุณเท่านั้น แต่คุณต้องเป็นคนลงมืองกระทำเอง"
อันนี้เป็นคำสอนมาจากศาสนาพุทธ นิกายเซน โดยตรงเลย

ใน The Matrix Reloaded และ Revolution
การที่สมิธ สามารถใช้ร่างของผู้อื่นกอบปี้ตัวเองได้อย่างมากมาย สมิธก็เหมือนกับกิเลศและตันหาที่สามารถแพร่ระบาดและครอบงำจิตใจของมนุษย์ที่อ่อนแอ ได้อย่างง่ายดาย

แต่ใน The Matrix Reloaded สมิธ ไม่สามารถกอบปี้ตัวเองในร่างของนีโอได้
เพราะอย่างที่บอกว่า นีโอ ซึ่งกลายเป็น The One แล้ว
ก็เปรียบเสมือนกับพระพุทธเจ้าที่ได้ละเว้นซึ่งกิเลสทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว

มอร์เฟียสเคยบอกไว้ว่า ตอนที่ The One คนแรกได้เสียชีวิตลง
ทุกคนเชื่อว่าเค้าจะต้องกลับมาใหม่ (กลับชาติมาเกิด)
และมอร์เฟียสก็ได้ทุ่มเททั้งชีวิตในการตามหา The One คนใหม่
โดยหวังว่า The One คนใหม่จะช่วยนำทางและกอบกูอิสระภาพสู่มวลมนุษย์
อันนี้ก็คล้ายๆกับเวลาที่องค์ดาไลลามะเสียชีวิตลง
แล้วชาวทิเบทจะต้องออกตามหาร่างประสูติใหม่ขององค์ดาไลลามะ

ความคิดที่ว่า จิตใจ มีอำนาจเหนือร่างกาย ก็มาจากหลักการของศาสนาพราห์ม
การกระทำบางอย่างที่ อาจจะเหนือขอบเขตความสามารถของร่างกาย
แต่ถ้าหากว่าจิตใจเชื่อว่าเราสามารถทำได้ เราก็จะทำได้

เช่นการที่ ทรินิตี้ หรือมอร์เฟียสสามารถกระโดดได้ไกลเป็นหลายๆสิบๆเมตร
หรือสามารถใช้หมัดชกทะลุกำแพงคอนกรีต ก็เป็นผลมาจากการฝึกความเข้มแข็งของจิตใจ (ไม่ใช่ร่างกาย)

เช่นเดียวกับที่นักบวชในศาสนาพารห์มฝึกทรมานตนเองเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของจิตใจ
แล้วสามารถทำอะไรหลายๆอย่างที่เหลือเชื่อได้ แต่ทว่าความสามารถเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ในขอบเขตของกฏธรรมชาติ
ซึ่งแตกต่างจาก นีโอ นีโอผู้ซึ่งกลายเป็น The One (ในศาสนาพราห์มเทียบได้กับการบรรลุโสดาบัน) สามารถทำในสิ่งที่อยู่เหนือกฏของธรรมชาติได้ เช่น บินได้

..........


ชอบใจคนสร้างหนังที่พยายามสอดแทรกปรัชญาเข้าไปในหนังซึ่งเทียบเคียงได้กับศาสนาพุทธในหลายๆเรื่อง เชื่อว่ามีหลายท่านที่มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน ก็เลยขอเสนอมุมมองต่างๆๆกัน
ใครจะคิดอย่างไร คงต้องไปดูหนังกันเองแล้วละครับ... ผิดหรือถูกไม่มีในที่นี้ ครับ

1. เด็กหญิงตัวน้อย น่าจะเป็น ผู้ที่ผูกมัดโปรแกรมเมอร์หน้าตาเหมือนแขกไว้ให้วนเวียนอยู่ในภพ
เพื่อจะได้พบเห็นเด็กหญิงน้อย เป็นตัวแทน ความรัก ความสุข วงผูกมัด สัตว์โลกไว้ในบ่วง

สำหรับนีโอ มี ตรินีทีสาว นั้นหมายถึง
สมาธิหรือฌาน ซึ่งนีโอ ติดพันอยู่ ติดอยู่กับสุขในฌาน ทำให้ยังต้องการวนเวียนอยู่ในโลก
โปรแกรมเมอร์บอกนีโอว่า ผมก็เห็นในสายตาท่านมีสิ่งยึดติดอยู่เช่นกัน
ส่วนเจ้าโปรแกรมเมอร์หน้าเหมือนแขก หนีไม่พ้นบ่วงเพราะความรัก ยังต้องวนเวียนอยู่ในแมตริกนั้นเอง

2. จะเห็นว่าในภาคแรกๆนั้น นีโอนั้นยังติดอยู่ในสุขที่เกิดจากสมาธิ (หนังใช้ตัว ทรินิตี แทน สมาธิ หรือ ฌาน)
จะพยายามกลับมาที่เดิมให้ได้ ไม่ยอมพัฒนาต่อไป...

แต่จากประสบการณ์ที่พบกับโปรแกรมเมอร์ผู้แย้มเฉลยให้ทราบถึง สิ่งผูกพัน
ทำให้นีโอคิดพิจารณา และกลับไปคุยกับ ออราเคิล เพื่อหาคำตอบ
และได้รับว่า คำตอบนั้นต้องค้นหาด้วยปัญญาของตนเอง ไม่ใช่ปัญญาของผู้อื่น

3. ออราเคิล เปรียบเสมือนตัว ปัญญา และ ธรรมอันเอก
ซึ่งทำให้ทราบความแปรเปลี่ยนไปของสิ่งต่างๆ
เมื่อยังไม่มีปัญญาก็ต้องอาศัยจากผู้รู้ หรือ ปราชญ์
แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นในตนเอง

ภายหลังนีโอ สามารถสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นเอง
นอกจากนี้ ตอนจบ ออราเคิล พูดได้ดี ว่า
ไม่ใช่เพราะปัญญาที่รู้ทุกอย่าง แต่ปัญญาต้องมี ความเชื่อ
ซึ่งเป็น ความเชื่อแบบไม่มี วิจิกิจฉา ไม่ได้เชื่อแบบศรัทธา

4. ผู้ชายที่คุ้มกัน ออราเคิลหรือตัวปัญญา เป็น สัญญลักษณ์แทน ศีล
ปัญญาต้องถูกปกป้องด้วยศีล เพื่อไม่ให้ปัญญาถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

5.มอร์เฟียส เป็น สัญญลักษณ์ แทน ศรัทธา

6. ทรินิที สาวน้อย แปรตรงตัวว่า กลุ่มของสาม... น่าจะหมายถึงเป็นตัวแทนของ สมาธิ หนังเรื่องนี้ทำได้

คลาสิกมาก ตอนที่ให้ คนทั้งสาม คือ ศีล ศรัทธา และสมาธิ เผชิญหน้ากับ มาร
นักปฏิบัติธรรมที่นิยม สมถะภาวนา ใช้ ศีล สมาธิ ศรัทธา ทำบ่อยๆ

7. เครื่องจักรใช้แทน กิริยาจิต มีแต่การกระทำไม่มีจิตวิญญาน

8. หนังสร้างมุมมองให้เห็นว่า นีโอเดินทางไปเมืองเครื่องจักร พร้อม ทรินิตี
แสดงให้เห็นการเดินทางไปนั้นต้องอาศัย สมาธิ ซึ่งก็คือ ฌาน
(และท้ายสุดจะต้องถอนออกจากฌานเพื่อไปสู่การหลุดพ้น แยกจากทรินิตี
และถ้าแนบแน่นติดสุขกับ ฌาน ก็คงไม่ไปถึงเมืองที่ต้องการ )


9.นีโอ ตาบอด มองเห็น ตัวสายลับสมิท
แสดงให้เห็นว่า ตัวกิเลสตัณหา นั้นเห็นได้ด้วยตาภายใน คือ จิต

10. สมิท หายไปในตอนจบเพราะเมื่อไม่มีสิ่งยึดเกาะ กิเลสก็ไม่สามารถอยู่ได้
สมิทและนีโอ คือ คนเดียวกันในแต่ละภาคคือแทน ความดีและความชั่ว
ไม่มีความดี ก็ไม่มีความชั่ว ไม่มีความชั่ว ก็ไม่มีความดีปรากฎให้เห็นเช่นกัน

11.นีโอทำให้เกิดสมิท ขึ้นมาในตอนจบภาคหนึ่ง
(นักปฏิบัติธรรมพึงระวัง เมื่อยิ่งปฏิบัติมากขึ้น กิเลสก็จะละเอียดมากขึ้น
มีอำนาจมากขึ้น หลอกลวงเราได้เก่งหนักหนา กิเลสหยาบยังไม่น่ากลัวเท่ากิเลสที่ละเอียด
เพราะกิเลสละเอียดที่อยู่ลึกมีอำนาจมากกว่า เช่นเดียวกับเจ้า สมิทในภาคสาม)

12. ตอนจบ สาวน้อย สาติ สร้างภาพโลกที่สวยงาม ให้เห็นว่า โลกนี้สวยสดเพียงไร จะรีบหนีไปไหน อยู่ด้วยกันก่อน เหยื่อคนต่อไป....

.........

ผมก็รู้สึกเหมือนกันว่า คนสร้างเมตริกส์มีความรู้เรื่องพุทธศาสนาดีมากเลย
แต่ผมจำไม่ได้นะว่าภาค1 เป็นยังไง สงสัยต้องไปดูใหม่ซะแล้ว
แต่ภาค2 ดูไม่รู้เรื่องครับ มาพอรู้เรื่องอีกทีก็ภาคนี้แหละ

ผมว่า ที่เมตริกส์มี 2โลก
1 )โลกของนายสมิท ถ้าเปรียบเทียบ น่าจะเป็นโลกของความคิด จินตนาการ
อันเป็นส่วนของกิเลสที่เกิดขึ้น ภายในจาก ความคิดและจิตใจของตนเอง
ซึ่งในหนัง นายสมิท ก็เกิดจาก นีโอ มีมากมายนับด้วยร้อย ด้วยพัน
สุดท้ายในหนัง นายสมิท ตาย ด้วยการที่ นีโอ ถูกกลืนเป็น สมิท แล้วทำลายออกมาจากภายใน

มันก็เป็นคำตอบที่ว่า กิเลสทั้งหมด ถ้าเราจะทิ้งมัน เราต้องศึกษามันอย่างละเอียด
สังเกตุว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร และดับไปอย่างไร จนเราเป็นมัน
เราเข้าใจมัน แล้วก็วางเฉยต่อมัน รูปแบบนับล้านก็ไม่มีผลอะไรกับ เรา

2 )โลกแห่งความจริง ที่มีมนุษย์เครื่องยนต์เป็นศัตรู นั่นก็เปรียบเหมือนโลกแห่งความจริง
มนุษย์เครื่องยนต์ ก็เปรียบเหมือน กิเลสที่เกิดจากผัสสะ อายตนะ6
ป้อมที่ถูกเจาะ ก็เหมือนกับจิตใจของคน
เมื่อรับกับการกระทบภายนอกไม่ไหว ก็ปิดประตูพักรบ
แต่ก็ปิดไม่ได้ตลอด ต้องถูกกระทบตลอดเวลา

ตอนที่นีโอบุกเข้าเมืองเครื่องยนต์ แล้วเจอ มนุษย์เครื่องยนต์บุกหนักๆ
นีโอบอกแฟนเค้าว่า ศัตรูมีมาก ให้ขับเครื่องบินขึ้นไปสูงๆ มันจะตามเราไปไม่ได้
มันก็เหมือนกับในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละครับ
เรื่องกระทบมีมากมาย ถ้าเราแยกใจของเราไว้ต่างหาก
เราก็ไม่ทุกข์ ทางที่จะเอาชนะเค้าได้ก็คือแยกใจไว้ให้เหนือการกระทบ

ในหนัง นีโอ ก็ไม่สามารถเอาชนะมนุษย์เครื่องยนต์ได้ ต้องสงบศึก อยู่ด้วยกันอย่างมีสันติภาพ
มันก็เหมือนกับ ชีวิตเราในปัจจุบัน ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดจากการกระทบได้
ยังไงคุณก็ต้องอยู่กับผัสสะนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ตาม

ส่วนตอนสุดท้าย

จะเห็นว่า มนุษย์เครื่องยนต์ช่วยนีโอ กำจัด นายสมิท
ถ้าเราคิดกันแล้ว มันก็เหมือนเจริญสติปัตฐาน4 นั่นแหละ
คุณใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน เจริญสติอยู่ในปัจจุบัน
ก็เพื่อ กำจัด ความคิดฟุ้งซ่าน จินตนาการ ไม่ให้มีอดีตและอนาคตปรุงแต่ง
จนนายสมิทตายนั่นแหละ
.......................


#15 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 28 February 2006 - 11:43 PM

สาธุ... เอาเพียงหอมปากหอมคอก็พอนะครับ ประเดี๋ยวจะนอกประเด็น (เพราะนี่คือ บอร์ดธรรมะ ครับ)

#16 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 28 February 2006 - 11:54 PM

รับทราบ ครับ
ขออภัยทาน ที่เพลินไป


ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#17 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 01 March 2006 - 11:55 AM

lucky for the matrix got free advertising-publicity. Thank you for the text and the opinions kah!!
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#18 Somsakul V.

Somsakul V.
  • Members
  • 106 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:Nonthaburi, Thailand + Tochigi Japan
  • Interests:Personal Computer

โพสต์เมื่อ 02 March 2006 - 12:45 AM

ตาลาย

มีหลายสังคม บอกว่า เมตริกคือยังงั้น คือยังงี้

นักคอมพิวเตอร์ก็บอกว่า คือการสู้กันระหว่างไมโครซอฟ กับ ฟรีซอฟแวร์

บางคนก็บอกว่า คือ พี่แม้ว กับสนธิ ฮ่าๆๆๆ

แต่ผมว่า เมตริกคือเรื่องแต่ง
สังสารวัฏคือเรื่องจริง

คล้ายแต่ไม่เหมือน เหมือนแต่ไม่ใช่
ระวังให้ดี มันลวงตา ลวงใจ

#19 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 02 March 2006 - 06:33 PM

Could some one pls delete all this non realted to Dhamma pictures???
Pls remember that all the money that is using @ the Dhammakay foundation comes from hard earn money from the wat people!!
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#20 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 02 March 2006 - 07:34 PM

อะไรที่ไม่เกี่ยวกับธรรมะ เอาออกก็ดีนะ

#21 TERAWAAT

TERAWAAT
  • Members
  • 45 โพสต์

โพสต์เมื่อ 03 March 2006 - 02:41 PM

นี่ก็คือธรรมะ

ต้องเปิดใจกว้างๆ หน่อยเจ๊

เดี๋ยวคนมีการศึกษาเขาหนีไปที่อื่นกันหมดหรอก

#22 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 03 March 2006 - 07:06 PM

Thank you DMC board for listening and deleted the non related huge pictures and put the Matrix topic into one place.

Khun TERAWAAT we were talking about the huge pictues that was attached in the forum. It was getting out of hand and need to pull back into the right track. We were not talking about the text. And for those who have education in Dhamma or worldly education I believe they are not so easily --scare-- by this.
If you read every reply in here you will see what-s going on in here.
best regard, LiL-Faery

#23 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 04 March 2006 - 08:11 PM

OH my buddha

#24 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 โพสต์
  • Interests:N/A

โพสต์เมื่อ 04 March 2006 - 08:36 PM

MATLAB VS MATRIX.....

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#25 laity

laity
  • Members
  • 214 โพสต์

โพสต์เมื่อ 05 March 2006 - 12:58 AM

สำหรับผม Metrix ไกลจากเหตุผลไปเยอะ เป็นได้แค่หนังสนุก ๆ เป็นภาพมายาเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง

พุทธศาสนา เป็นเรื่องจริงของจริง เป็นเรื่องบนเหตุผล สำหรับผม casestudy ที่หลวงพ่อฝันในฝันสนุกกว่าเยอะ ได้คิดมากกว่า มีเหตุผลสนับสนุนชัดเจน
อย่าให้อุปสรรคใด ๆ มาขัดขวางในชีวิตการสร้างบารมี และ
อย่าให้ความตั้งใจที่ดี เปลี่ยนแปลงไป กับกาลเวลา
เพราะเราไม่รู้ว่า่วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เราอาจจะอยู่หรือตาย
สิ่งที่เอาไปได้มีแต่บุญกับบาปเท่านั้น ฉนั้น เราต้องอยู่กับวันนี้
วันที่เราบอกตัวเองว่า วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุด ในวันหนึ่งของชีวิตการสร้างบารมีของเรา

โอไดบะ
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

#26 ป่าน072

ป่าน072
  • Members
  • 371 โพสต์
  • Location:โคราช
  • Interests:การศึกษาต่อในวิชา วิทยาศาสตร์<br />วิศวะปิโตรเคมี

โพสต์เมื่อ 22 August 2006 - 04:57 PM

ตาลายเลยค่ะ
กว่าอ่านจบก็พรุ่งนี้เช้าแหล่ะค่ะ
อยากให้มีแบบสั้นกว่านี้ได้มั๊ยคะ
เมื่อดวงตาปิดสนิมอย่างละมุน
ไม่มีลุ้นเร่งจองมองที่หมาย
ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย
ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง

#27 ฉันจะติดตามเธอ

ฉันจะติดตามเธอ
  • Members
  • 135 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:วัดครับ
  • Interests:การฝึกตัวครับผม เรื่องน่ารู้ก็น่าสนใจนะ

โพสต์เมื่อ 23 August 2006 - 01:42 PM

อันนี้เป็นการคิดเชิงเปรียบเทียบน่ะครับผมว่า
ผมก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกันแต่ไม่ได้ละเอียดขนาดนี้
ขอขอบคุณในความรู้ต่างๆที่ได้หามาให้อ่านกันนะครับ
เราก็ต้องรู้ทั้งทางโลก ทางธรรมไปพร้อมๆกันน่ะครับ
เราก็เหมือนเด็กคนหนึ่ง ที่เพิ่งคลาน

#28 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2378 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

โพสต์เมื่อ 17 October 2006 - 09:00 PM

ยาวจังเลยครับแต่ข้อคิดอะไรเยอะเลยล่ะครับ
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี