ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
* * * - - 1 คะแนน

ถามเรื่อง เหตุที่ทำให้เราได้ทำบุญ และการได้บุญโดยอัตโนมัติ ครับ


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 5 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 study

study
  • Members
  • 2 โพสต์

โพสต์เมื่อ 19 July 2014 - 02:09 AM

ข้อมูลที่ผมทราบมา ก็คือว่า
 

1. ถ้าเราสร้างวัด ใครที่เข้าไปทำบุญที่เกี่ยวข้องกับวัดนี้ เราก็มีส่วนได้บุญด้วยทั้งหมด เพราะเราเป็นเหตุให้เขาได้บุญ

แค่มีคนไปกวาดลานวัด เราก็ได้บุญด้วย เพราะเราเป็นเหตุ
การให้ธรรมะเป็นทาน เช่น ถ้าเราไปสอนใครสวดมนต์ แล้วเขานำไปสวด ทุกครั้งที่เขาสวด เราก็มีส่วนได้บุญด้วย เพราะเราเป็นเหตุ
การสร้างพระพุทธรูป พระพุทธรูปบางองค์อยู่ได้เป็นหลายร้อยปี

ภายในระยะเวลาหลายร้อยปีนั้น ใครมาทำบุญกับพระพุทธรูปองค์นี้ คนสร้างจะมีส่วนได้บุญทั้งหมด เพราะเป็นเหตุให้เขาได้ทำบุญ
ส่วนบุญจากการที่ลูกบวช พ่อแม่จะได้โดยอัติโนมัติ
 

2. ในบางกรณี การที่เราอุทิศบุญไม่ถูกวิธี อาจอุทิศให้ศัตรู แล้วกลายเป็นว่า เขามีกำลังมากขึ้นที่จะกลับมาทำร้ายเรา

 

 

ส่วนเหตุการณ์ที่จะถาม คือ

 

ถ้าเมื่อก่อน เราเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องธรรมะหรือการสร้างบุญกุศลเลย ใช้ชีวิตทางโลก มีทุกข์บ้างแต่ก็ไม่มาก
พอเวลาผ่านไป ชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ทุกข์มากขึ้น เริ่มมองว่า คงเป็นเรื่องของกรรมเก่า
และได้พยามศีกษาธรรมะ จากที่ไม่รู้อะไรเลยก็ค้นคว้า ใช้เวลาหลายปีได้ความรู้มาไม่น้อย ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี
และได้ความรู้เกี่ยวกับวิธีทำบุญ และก็ได้ลงมือสร้างบุญ
หวังให้อานิสงส์บุญช่วยลดบาปหนักกลายเป็นเบา หรือให้บุญมีกำลังให้บาปตามไม่ทัน
เหมือนการวิ่งแข่งที่แพ้ไม่ได้ ศัตรูเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ หมายเราถึงชีวิต ถ้าเราแพ้ก็คือตาย
 

ผ่านมาหลายปี แม้เหนื่อยและท้อแต่ก็หยุดทำบุญไม่ได้เลย เพราะบาปวิ่งไล่ตามมาติดๆ
เราต้องสู้โดยการสร้างบุญ บุญเป็นเหมือนพลังให้เราวิ่งหนี และต้องวิ่งได้เร็วและไกล
เป็นความกดดันที่ต้องแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ความเป็นความตายอยู่ใกล้แค่นี้
จีงต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ในหลายปีที่ผ่านมา สร้างบุญกุศลมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ทั้งทาน ศีล ภาวนา
 

 

 

คำถาม คือ
 

1. การที่ชีวิตผมพลิกผันเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง จากคนไม่ใฝ่ธรรมเลย กลายเป็นมาศึกษาปฏิบัติจนมีความรู้ในพุทธศาสนาและสร้างบุญกุศลได้มากมาย นี้เป็นเพราะชะตาชีวิตผมเอง ว่าเกิดมาเพื่อสร้างบารมี

หรือว่าที่คนโลกๆอย่างผมเข้าหาธรรมะได้เป็นเพราะศัตรูไล่ล่า เขาเป็นเหตุให้ผมดิ้นรนพัฒนาตัวเองหรือเปล่า เขาทวงบุญคุณผมได้หรือไม่

จะเหมือนกรณีการสร้างวัดและให้ธรรมทานดังที่กล่าวข้างต้นหรือไม่

 

2. บุญกุศลที่ผมสร้างมามากมายจากการที่ผมพยามจะเอาชนะเขา เขาจะมีส่วนในบุญนั้นโดยอัตโนมัติหรือไม่

จะเหมือนกรณีบุญที่ลูกบวชแล้วพ่อแม่ได้โดยอัตโนมัติหรือไม่

 

 

 

ขอบคุณครับ

 

 



#2 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 19 July 2014 - 12:42 PM

ตอบในประเด็นข้อที่บอกว่า ถ้าอุทิศบุญให้ศัตรู เขาจะมาทำร้ายเรา นั้น ในทางพระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนแบบน่ะครับ

 

ในทางพระพุทธศาสนานั้น สอนให้อุทิศบุญให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรกับเรา และเป็นศัตรูกับเราน่ะครับ แม้แต่ในบทสวดมนต์ทำวัตรเย็น ก็จะมีการอุทิศบุญให้กับมาร (สรรพสัตว์ที่เป็นศัตรูเรา) ด้วยครับ อีกทั้ง ในท้ายบทสวดมนต์ทำวัตรเย็นยังระบุว่า ด้วยผลบุญที่อุทิศให้มารด้วยเช่นนี้ ขอบุญนั้นดลบันดาลให้ "มาร" ทำอะไรเราไม่ได้ ด้วยล่ะครับ

 

ทั้งนี้เพราะ บุญที่ได้รับจากการที่เขาอุทิศบุญให้ ไม่มีทางสู้บุญที่เราทำเองได้ครับ นั่นคือ เมื่อเราอุทิศบุญให้ ศัตรู ย่อมชื่อว่า เราเป็นผู้ทำบุญ(ด้วยตัวเราเอง) เพราะการนึกอุทิศบุญ เป็นหนึ่งในการสร้างบุญ(ด้วยตัวเอง) ที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการครับ ส่วนผู้ได้เราอุทิศให้ เป็นเพียงผู้รับส่วนบุญจากเรา แม้เขาจะมีบุญมากขึ้น แต่จะน้อยกว่าเรามากๆ ครับ เพราะเราทำ(อุทิศ)ด้วยตัวเราเอง เราไม่ได้ฝากให้เพื่อน อุทิศ ให้ศัตรู แทนเรา

ลองเปรียบเทียบผลดีผลเสียนะครับ
1) เราทำบุญ แต่ไม่อุทิศให้ศัตรู แม้ว่า ศัตรูจะไม่ได้บุญอุทิศ(จากเรา) แต่เราก็ไม่ได้มีบุญเพิ่ม(จากการนึกอุทิศบุญ) เช่นกัน

2) เราทำบุญ แต่อุทิศบุญให้ศัตรู แน่นอนว่า ศัตรูจะมีบุญเพิ่มนิดนิด(ถ้าเขารับบุญนั้นได้) แต่เรามีบุญเพิ่มมากกว่าเขามากมาย แน่นอน เพราะทำเอง เข้าใจไหมครับ ส่วนคำถามเดี๋ยวค่อยตอบนะครับ เพราะได้เวลาทำงานแล้ว


ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#3 study

study
  • Members
  • 2 โพสต์

โพสต์เมื่อ 19 July 2014 - 01:38 PM

ขอบคุณที่สละเวลามาแบ่งปันความรู้ครับผม ถ้ามีอะไรจะแนะนำเพิ่มเติมยังไงก็ขอความกรุณาด้วยครับ ขอบคุณมากครับ



#4 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3260 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 19 July 2014 - 06:41 PM

จริงๆ  ผมเห็นคำถามตั้งแต่เริ่มโพสต์แล้วครับ  แต่ผมงง  และสับสน  กับความเข้าใจของท่านเจ้าของกระทู้  จนผมหาทางไปไม่ถูก  ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี  ก็เลยอ่านซ้ำไป  ซำ้มาเกือบ 20 รอบ  

 

เหมือนๆ  จะเข้าใจว่า  ท่านเจ้าของกระทู้ เข้าใจในเรื่องกฏแห่งกรรม  กฏของความจริงของชีวิต  ที่ว่า  เราเกิดมาเพราะบุญและบาปส่งผล  สิ่งที่เราเป็นอยู่  เป็นสิ่งที่ได้รับการวางผังให้เป็นไปมาแล้ว  และสิ่งที่เราทำปัจจุบันจะเป็นผังชีวิตให้เราต่อไปในอนาคต

 

แต่อีกส่วนหนึ่ง  ท่านเจ้าของโพสต์ จะพูดทำนองที่ว่า  ที่เป็นมาเป็นไป  มีใคร  หรือ  อะไร  ที่มากระทำให้เกิดการเป็นไปอย่างนั้น  ถึงขนาดใช้คำว่า ศัตรูไล่ล่า  ซึ่งผมยิ่งสับสนว่าท่านจินตนาการไปถึง ใคร  หรือ  อะไร  กันแน่

 

ในส่วนของท่านหัดฝันตอบไว้  ค่อนข้างชัดเจนดีแล้ว  ผมคงจะเสริมอะไรเข้าไปไม่ได้อีก  เพียงอยากจะขอแนะนำท่านเจ้าของกระทู้ว่า  อยากให้ลืมเรื่องที่มีใคร  หรือ  อะไร  มาเป็นศัตรูกับเราเสียเถิดครับ  ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดในตอนนี้  สู้เอาเวลาที่เรามานั่งกังวลกับเรื่องที่เราไม่ชัดเจนแบบนี้  มาสั่งสมบุญ  บารมีจะดีกว่า  นั่งคิดเรื่องพวกนี้ 5 นาที  กับนั่งสัมมา อะระหัง 5  นาที  คุณค่าของเวลาต่างกันเยอะครับ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา  เป็นผลมาจากการกระทำของตัวเราล้วนๆ ครับ  ใคร หรือ อะไร  ก็ไม่สามารถทำให้เรื่องเหล่านั้น  อยู่ๆ  ก็เกิดขึ้นมาได้  

 

การอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศล  เหมือนเราเปิดโรงทาน  คนดี  หรือคนดีน้อย  สามารถมารับบริจาคทานในส่วนนี้ได้กันทุกคน  เมื่อทานไปแล้ว  ใครสำนึกในบุญ  ก็จะเอาไปเป็นพลังในการทำดี  กรรมดีก็จะบังเกิดแก่เขา  ยิ่งเราทราบเรื่อง  ไปแสดงมุทิตากับเขา  เขาก็จะยิ่งปลื้มในความดี   ยิ่งมีกำลังในการทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป  เราเองเห็นคนที่มารับบริจาคทานจากเราไปแล้ว  สามารถไปทำความดีอื่นๆ ต่ออีก  ใจเราก็จะยิ่งปลื้มในสิ่งที่เราทำ  

 

ใครที่ทานไปแล้ว  มีจิตคิดอกุศล  เอาพลังไปใช้ในทางไม่ดี  เขาก็จะติดวิบากกรรมในส่วนนี้ติดตัวข้ามภพ ข้ามชาติไป  เรารับรู้ว่าเรื่องที่เขาทำไม่ดี  เราก็วางอุเบกขาซะ  ไม่ชื่นชม  ไม่ยินดี   สิ่งที่เกิดกับเขาก็จะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเราเลยแม้แต่น้อยครับ  เพราะเราไม่ได้เอาใจไปผูกพันกับสิ่งที่เขากระทำ

 

ค่อยๆ ศึกษากันไปครับ  พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนเป็นคำพูด หรือตัวอักษรได้  เราต้องหมั่นปฏิบัติและใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง  ต่อไปเราก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งเองครับ

 

ขออนุโมทนาบุญกับบุญทุกๆ บุญที่ท่านเจ้าของกระทู้ได้ทำมาดีแล้วด้วยครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ

#5 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 20 July 2014 - 04:17 PM

เพิ่งมีจังหวะเวลาว่าง อิอิ ขอบคุณ คุณทศพล มาช่วยตอบนะครับ ดังที่คุณทศพลว่าไว้น่ะครับ ว่าตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีชะตาชีวิตมากำหนกความเจริญหรือเสื่อมให้เรา อีกทั้งไม่เกี่ยวกับศัตรูด้วยครับ

การที่คนเราจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นกับว่า สะสมเหตุแห่งความเจริญหรือเสื่อมมาน่ะครับ เหตุแห่งความเจริญ ได้แก่วุฒิธรรม 4 ประการ คือหาครูดี ฟังคำครู คิดตามครู ปฏิบัติตามคำครู โดยสรุปเหตุแห่งความเจริญ คือ คบกัลยาณมิตร นั่นเอง

ส่วนเหตุแห่งเสื่อม ก็ คบคนพาลนั่นเอง ทำไมบางช่วงชีวิตตกต่ำ มีศัตรูไล่ล่า ก็เพราะบาปจากการคบคนพาลชาติอดีต และปัจจุบัน มาส่งผล ส่วนแล้วทำไมกลับมาเจริญได้ อ๋อ ก็บุญจากการคบคนดี ปฏิบัติวุฒิธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันมาส่งผลไงล่ะครับ
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#6 Tian Ai

Tian Ai
  • Members
  • 716 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 20 July 2014 - 06:06 PM

เพิ่งมีจังหวะเวลาว่าง อิอิ ขอบคุณ คุณทศพล มาช่วยตอบนะครับ ดังที่คุณทศพลว่าไว้น่ะครับ ว่าตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีชะตาชีวิตมากำหนกความเจริญหรือเสื่อมให้เรา อีกทั้งไม่เกี่ยวกับศัตรูด้วยครับ

การที่คนเราจะเจริญหรือเสื่อมขึ้นกับว่า สะสมเหตุแห่งความเจริญหรือเสื่อมมาน่ะครับ เหตุแห่งความเจริญ ได้แก่วุฒิธรรม 4 ประการ คือหาครูดี ฟังคำครู คิดตามครู ปฏิบัติตามคำครู โดยสรุปเหตุแห่งความเจริญ คือ คบกัลยาณมิตร นั่นเอง

ส่วนเหตุแห่งเสื่อม ก็ คบคนพาลนั่นเอง ทำไมบางช่วงชีวิตตกต่ำ มีศัตรูไล่ล่า ก็เพราะบาปจากการคบคนพาลชาติอดีต และปัจจุบัน มาส่งผล ส่วนแล้วทำไมกลับมาเจริญได้ อ๋อ ก็บุญจากการคบคนดี ปฏิบัติวุฒิธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันมาส่งผลไงล่ะครับ

Krap kob pra koon of Dhammatan via k.Huud Fun and K. Tuppe mak ka. sadhu sadhu sadhu ka


8-)