ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

วัตถุนิยม (MATERIALISM)


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 5 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 tooyarihc

tooyarihc
  • Members
  • 10 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 21 August 2013 - 04:31 PM

วัตถุนิยม (MATERIALISM)
พวกวัตถุนิยมเชื่อว่า... เรื่องของจิตทั้งหมด
เป็นผลผลิตจากการทำงานของสมองทั้งสิ้น

ปรากฎการณ์ทางจิต (MENTAL PHENOMENA)
ในทัศนะของพวกวัตถุนิยม (MATERIALISTS.)
 
     พวกวัตถุนิยมเชื่อว่า... เรื่องของจิตทั้งหมด เป็นผลผลิตจากการ
ทำงานของสมองทั้งสิ้น
(EPIPHENOMENON) ในแง่ของความเป็นวัตถุ "คนกับก้อนดินไม่ต่างกัน"

ความเชื่อเรื่องจิตในพระพุทธศาสนา
ต่างจากความเชื่อเรื่องจิตของพวกวัตถุนิยม

 

     จิต... คำๆ นี้ถูกบัญญัติชื่อร้องเรียกแทนหลายอย่างเช่น "ใจ จิตใจมโนหทัย"
     ในพระพุทธศาสนาเชื่อว่า... จิตหรือใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากใจทั้งสิ้น พฤติกรรมทางกาย วาจา และการนึกคิดต่างๆ ล้วนเกิดจากใจบงการ หรือบังคับบัญชาอยู่ มิใช่เกิดจากสมองของมนุษย์ "สมองเป็นเพียงทางผ่านของใจ หากสมองดีก็จะทำให้การรับส่งข้อมูลข่าวสารจากใจ มีประสิทธิภาพดีขึ้นเท่านั้น" แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการนึกคิดปรุงแต่งหรือจดจำสิ่งต่างๆ เลย แม้กระทั้งการรับรู้การเห็น การฟัง การดมกลิ่น การลิ้มรส หรือการสัมผัสทางการก็ตาม "ทว่าเป็นเพียงเครื่องมือของใจเท่านั้นเอง"

 

     ส่วนพวกวัตถุนิยมเชื่อว่า... ปรากฎการณ์ทางจิตนี้ เป็นเพียงปรากฎการณ์ทางการภาพ ที่ซับซ้อนมากกว่าวัตถุทั่วไป เช่น ก้อนหิน ก้อนดิน สมุด ปากกา ดินสอ

 

     ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดมาจากก้อนวัตถุที่สลับซับซ้อนมาก ที่เรียกว่า "สมอง" ในแง่ความเป็นวัตถุ "คนกับก้อนดินไม่ต่างกัน" จะต่างกันก็เพียง แค่คุณสมบัติ ของสสารที่มารวมกันเป็นก้อนวัตถุเท่านั้น

จิตใจเป็นสิ่งละเอียด
ไม่อาจค้นพบด้วยวิทยาศาสตร์กายภาพ

 

     วิทยาศาสตร์การภาพ... มีแนวคิดที่เป็นลักษณะวัตถุนิยม แยกตัวจากศาสนาและอภิปรัชญา ที่สามารถพิสูจน์ได้จากประสาทสัมผัส 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ปฎิเสธความมีอยู่ของ "จิต หรือ ใจ" ในพระพุทธศาสนาเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การภาพ

     ดังนั้น...จึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "จิตใจ" และ "การฝึกจิตใจ"

     หากย้อนศึกษาประวัติชีวิต... ของบุคคลสำคัญหรือผู้มีชื่อเสียงที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เราจะต้องประหลาดใจที่บุุคคลเหล่านี้มักจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับการ "ฝึกจิตใจโดยการทำสมาธิ" ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่วิธีการใดก็วิธีการหนึ่งเสมอ เช่น
 
     ...เจ้าชายสิทธัตถะ องค์พระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน
(พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรม เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิต คือการเจริญสมาธิ และวิปัสสนาภาวนา)

     ...โทมัส อัลวา เอดิสัน, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้นำทางวิทยาศาสตร์ของโลก
     ...พอลล์ แมคคาร์ทนีย์ ผู้มีชื่อเสียงทางด้านดนตรี
     ...เฮนรี ฟอร์ด, แอนดรูว์ คาร์เนกี, ดับบลิว คลีเมนต์สโตน นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่
     ...แจ็ค นิคลอส นักกอล์ฟผู้ยิ่งใหญ่
     ฯลฯ

หากเราถามบุคคลทั้งหลายว่า
ทำสมาธิไปทำไม?

 

     เราคงจะได้ตอบ ที่แตกต่างกันออกไปมากมาย แต่ส่วนหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันก็คือ "การทำสมาธิจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนทางจิตใจ และนำพลังงานทางจิตที่มีค่ามหาศาลของมนุษย์ออกมาใช้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตที่แต่ละบุคคลได้ตั้งเป้าหมายไว้"

     ดังนั้น เป้าหมายของการทำสมาธิแต่ละคน จึงแตกต่างกันออกไปเช่น
     ...เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
     ...เพื่อสติที่สมบูรณ์ไม่ฟุ้งซ่าน
     ...เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
     ...เพื่อการศึกษาเล่าเรียน
     ...เพื่อการทำงาน
     ...เพื่อการกีฬา
     ...เพื่อความคิดสร้างสรรค์
     ...เพื่อความพ้นทุกข์พบสุขอันเกษม คือ การทำพระนิพพานให้แจ้ง
     ฯลฯ

 

     ปัจจุบัน ชาวโลกหันมาฝึกสมาธิกันมาก เนื่องจากเขาค้นพบว่าการทำสมาธิสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตของเขาได้โดยตรง "เป็นการแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ จิตใจ" สมาธิสามารถทำให้คุณภาพของจิตใจสูงขึ้น ปัญหาทั้งปวงจึงถูกแก้ไขตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
 
     โลกของเราทุกวันนี้...โรคที่พบมากที่สุดมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ
"โรคเครียด" ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับจิตใจโดยตรง "ความเครียดเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาทั้งปวง" ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสภาพร่างกายและพฤติกรรมของคนเรา สร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงต่อชาวโลก จนไม่อาจจะประเมินค่าได้

 

     ความเครียด... เป็นสมุฏฐานสำคัญทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ มากมาย เช่น โรคจิต โรคประสาท โรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหาร โรคความดันโลหิต โรคอัมพฤกษ์ หรือโรคอัมพาต เป็นต้น

 

     แม้กระทั่งพฤติกรรมต่างๆ ของคนเรา... ความเครียดก็ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงไม่แพ้กัน เช่นปัญหาการเรียน ปัญหาการทำงาน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการอย่าร้าง การติดสุรา การติดยาเสพติด หรือแม้แต่ปัญหาการฆ่าตัวตาย เป็นต้น

ดังนั้น ชาวโลกทุกวันนี้จึงหันมาฝึกสมาธิกันมาก "เพราะสามารถแก้ไขปัญหาชีวิตโดยตรง และสามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"

แพทย์เมริกันใช้สมาธิ
ในการรักษาโรคอย่างได้ผล

 

     หน้าปกนิตยสาร TIME...ฉบับที่ 12 พฤษภาคม 2540 ได้ลงภาพ DR. ANDREW WEIL ผู้เป็นแพทย์จากมหาวิทยาลัย HARVARD และ THE NEW YORK TIME BEST SELLER ยังได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ SPONTANEOUS HELLING (หายด้วยตัวเอง)

     หนังสือเล่มนี้พิมพ์จำหน่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2539 และเล่มใหม่เอี่ยมอีกเล่มหนึ่ง ออกจำหน่ายเมื่อ 14 มีนาคม 2540 ชื่อ 8 WEEKS TO OPTIMUM HEALTH (รักษาสุขภาพอย่างยอดเยี่ยม ภาพใน 8 สัปดาห์) หนังสือเล่มนี้เพียงชั่วเวลา 2 เดือน ขายได้มากถึง 650,000 เล่ม ซึ่งนับว่าเป็นหนังสือที่ขายดีเยี่ยมที่สุดในบรรดาหนังสือที่ขายดีที่สุดทั้งหลายนอกจากนั้น เฉพาะ E-MAIL แต่ละสัปดาห์ที่ติดต่อเข้ามาถึง DR. WEIL นั้น มากเป็นจำนวนพันๆ รายจนรับไม่ไหว ปัจจุบัน DR. WEIL แทบจะหาเวลาว่างไม่ได้เลย ได้กลายเป็นดาราวิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ มากมาย เพราะความสำเร็จในการใช้หลักของธรรมชาติ "ใช้หลักของสมาธิภาวนาแทนการรักษาอย่างที่หมอทั่วๆ ไปรักษา"

     และยิ่งไปกว่านั้นในวงการศึกษาวิชาแพทย์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ มากมาย ได้เชิญ DR. WEIL ให้เป็นที่ปรึกษา เช่น ที่คณะแพทย์ของมหาวิทยาลัย ARIZOMA ให้ตั้งทุนให้แก่นักศึกษาเพื่อการศึกษาวิชาแพทย์ผสมผสานแบบใหม่นี้ (INIEGRATIVE MEDICINE)
     DR. WEIL ยังได้จักเตรียมทำหลักสูตรใหม่ สำหรับนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามแบบฉบับของเขาเองตามคำเรียกร้องอีกด้วย

 

แพทย์ไทยกับการรักษาโรค
ด้วยอำนาจการสวดมนต์ และการรักษาโรคด้วยจิตใจ

 

     ในหนังพิมพ์รายวันไทยโพสต์... ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 8 มิถุนายน 2540
และวันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม 2540 ได้ลงบทความที่เขียนโดย
"น.พ.ประสาน ต่างใจ" เรื่อง "อำนาจการสวดมนต์ และการรักษาโรคด้วยจิตใจ" บทความทั้ง 2 เรื่่องได้อ้างหลักฐานพยานบุคคลต่างๆ "ส่วนใหญ่เป็นแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสหรัฐอเมริกา"
     น.พ. ประสาน ต่างใจ ได้เขียนไว้ดังนี้  :-
     ทุกวันนี้มีเอกสารการวิจัยทางแพทย์ และวิทยาศาสตร์มากมายในวารสารที่มีชื่อเสียงของโลก ที่แสดงอย่างชัดเจนและโดยปราศจากข้อสงสัยเลยว่า คนเราที่เป็นคนธรรมดาๆ ไม่จำเป็นฝึกวิชาอะไรพิเศษ
"ก็อาจใช้จิตใจของตนเองไปบังคับหรือทำให้อิทธิพล ต่อการเต้นของหัวใจ ต่อความดันเลือด ต่อการผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดต่อต้านหรือกินเชื้อโรค หรือ ต่อการเพิ่มจำนวนประสิทธิภาพของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ที่ต่อสู้กับโรคมะเร็งหรือเอดส์ ที่เรียกว่า ที - เซลล์. ได้"

     ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...
     ปัจจุบันนี้มีพยานหลักฐานมากมายได้แสดงให้เห็นว่า
"การสวดมนต์เพื่อรักษาโรคร้ายนั้นไม่ว่าจะเป็นการแสดงอย่างเชื่อมั่นของตนเองเพื่อตนเองแล้ว แม้การสวดมนต์หรือการตั้งจิตอธิษฐานในทางบวก (INTERCESSORY) เพื่อรักษาผู้อื่นทั้งๆ ที่ผู้อื่นไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลย ก็ยังให้ผลทางการรักษาได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นเดียวกัน"

ประชาชนทั่วโลก
ล้วนหันเข้าหาการปฎิบัติทางจิต

 

     จากข้อมูลของการสำรวจคุณค่าและความหมายของชีวิต (THE WORLD VALUE SURVEY) "ได้ทำการสำรวจประชาชนของประเทศต่างๆ 43 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมประชากร 70 เปอร์เซ็นต์ของโลก" ในช่วงสองปี คือ 1990 - 1991 รวมทั้งรายงานการสำรวจขององค์กรสถาบัน และโดยสื่อต่างๆ กว่า 10 รายงานในช่วงหลังจากนั้น โดยเฉพาะปี 1997 ได้มีการสำรวจอย่างละเอียดที่สหรัฐอเมริกา สรุปเป็นทัศนคติหรือวิสัยทัศน์ที่กำลังเกิดขึ้น และแนวโน้มที่จะต้องเป็นไปในเวลาข้างหน้า ดังนี้

     ประชาชนทั่วไปมีความเบื่อหน่ายต่อโครงสร้างขององค์กรทางสังคมทุกองค์กร โดยไม่ยกเว้นรวมทั้งสถาบันทางศาสนา "แต่ประชาชนไม่เบื่อหน่ายความเป็นศาสนา" (RELIGIOUSNESS) กลับตรงกันข้าม... ประชาชนหันมาค้นหาและเชื่อต่อ "สัมผัสจากภายใน" (INNERSUBJICTIVE SENSE) ต่อความถูกต้องชอบธรรม "ที่รู้จากภายใน" มากขึ้น ทุกวันนี้ชาวตะวันตก "หันมาสะท้อนความคิด" (REFLEXIVE INTROSPECTIVE) และ "ทำสมาธิเพิ่มขึ้นจนน่าแปลกใจ"

     การสำรวจในปี 1996 ... พบว่าชั่วเวลาเพียงไม่กี่ปีมานี้ คนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ "ทำสมาธิเป็นประจำถึง 19 เปอร์เซ็นต์"

     การสำรวจในปี 1997 ... พบว่าคนอเมริกันส่วนมาก (63 เปอร์เซ็นต์) คิดว่าศตวรรษใหม่ควรเป็นการเริ่มต้นของ "สหัสวรรษของการปฎิบัติทางจิต" เช่น "การสวดมนต์ การนั่งสมาธิ และการสะท้อนความคิด สำรวจตนเองจากภายใน" (REFLEXION) มีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่ตอบว่าศตวรรษใหม่จะต้องสนุกให้มาก เที่ยวให้มาก อีก 12 เปอร์เซ็นต์ ต้องการทำทั้ง ๒ อย่าง

 


ชาวตะวันตก ...ที่หันมาแสวงหาประสบการณ์
ภายในด้วยการสะท้อนความคิด เชื่อว่า

"วิวัฒนาการทางจิตผ่านตัวตนสู่ธรรมจิตสู่การ
หลุดพ้นนั้น เป็นเรื่องซับซ้อน เฉพาะตัวและจะเป็น
ผลของการปฎิบัติจิตที่ลึกล้ำ"

 

 

 

จากหนังสือ

 

 

 

วิทยาศาสตร์ทางใจ

 

 

- - - - - - - - - - - - -

 

เรียบเรียงโดย พระอาจารย์สุวิเชียร อุตฺตมพนโธ

 

 

 



#2 skynoi

skynoi
  • Admin
  • 598 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 21 August 2013 - 04:39 PM

อืมม :D



#3 usr37400

usr37400
  • Members
  • 4 โพสต์

โพสต์เมื่อ 22 August 2013 - 11:26 AM

อืม...  ดีจังเลยครับ ถ้าหาที่ update ได้ยิ่งกว่านี้จะยิ่งดีมากๆเลยครับ... เปิดหูเปิดตาชาวพุทธ ความจริงแล้วก็น่าแปลกนะครับ ผมเคยคิดว่าแม้มนุษย์ไม่รู้เรื่องเลยเกี่ยวกับคุณสมบัติพิเศษ(ที่เรียกว่า อภิญญา 6) ที่มีอยู่ในตัวเองแต่ยังทำไม่ได้ ยังเข้าไม่ถึง แต่พวกเขาก็จะพยายามคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ทางด้านวัตถุออกมาเป็นเครื่องช่วยอำนวยความสะดวก โดยมีแนวโน้มไปในทางเดียวกับการมีอภิญญาเกือบทั้งหมด...ดังเช่น

     ๑.อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้ เหาะ-เครื่องบิน, ดำดิน-เจาะอุโมงค์รถไฟใต้ดิน, ล่องหน-ยังทำไม่สำเร็จ

     ๒.หูทิพย์ -โทรศัพท์

     ๓.รู้ใจ รู้ความคิด -ยังไม่สำเร็จ

     ๔.ระลึกชาติ (ย้อนอดีต)- เครื่องบันทึกเสียงบันทึกภาพเคลื่อนไหว

     ๕.ตาทิพย์ - ทีวี, เทคโนโลยี 3G, 4G แบบ realtime, หรือgoogle street view 

     ๖.อาสวักขยญาณ -ยังไม่มี

แม้ว่าจะยังมีข้อจำกัดอีกมากมายสำหรับการพัฒนาด้านวัตถุเพื่อเดินตามแนวทางอภิญญา๖ แต่ก็น่าสงสัยว่า แท้จริงแล้วอาจเป็นไปได้ว่า หลายๆอย่างที่มนุษย์รังสรรค์ขึ้นมา อาจถูกผลักดันหรือถูกกระตุ้นมาจากดวงปัญญาภายใน หรือจากกายละเอียดภายในที่เรียกร้องมาตลอด ในเมื่อหนทางที่ถูกต้องแท้จริงถูกปิดบัง ก็เลยปะทุผลงานออกมาทางวัตถุแทน

      อย่างไรก็ตามได้ข้อคิดอีกประการหนึ่งว่า... แม้มนุษย์จะได้โอกาสชิมลองหรือสัมผัสกับเทคโนโลยีคล้ายๆ กับมีอภิญญาเล็กๆ ก็ไม่สามารถ "ลดกิเลส" ให้น้อยลงไปได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่า แม้ผู้ได้บางอภิญญา ดังเช่นพระเทวทัต สามารถแปลงร่างเป็นงู ได้ ก็ยังมีกิเลสท่วมหัวใจ คิดปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าได้...  ประเด็นสำคัญของการมีอภิญญาข้อ ๑-๕ ก็คือ เรามีไว้เพื่อเป็นเครื่องมือ เป็นอุปกรณ์ในการส่งเสริมให้งานสร้างบุญบารมีให้ดีขึ้นง่ายขึ้นสมบูรณ์ขึ้น ลดระยะเวลาทำความเข้าใจธรรมะของพระพุทธองค์ได้มากขึ้น นั่นเอง...

     แหะๆ.....  คนละเรื่องเลยครับกับหัวข้อ....   ขออภัยนะครับ... แชร์ความคิดครับผม...  



#4 tooyarihc

tooyarihc
  • Members
  • 10 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 23 August 2013 - 10:29 AM

สาธุฯ



#5 Tung

Tung
  • Admin
  • 195 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 23 August 2013 - 10:37 PM

เก่งจัง 

วัดพระธรรกมาย วัตถุนิยม จริงหรือ ?? 

 

เขียนเชื่อมโยงให้หน่อยสิ



#6 คุณชายรัชชานนท์

คุณชายรัชชานนท์

    มีหลายอย่างที่หาคำตอบ

  • Members
  • 75 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 24 August 2013 - 04:42 PM

วัตถุนิยม?