ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

"จิตใจ" ควบคุมทุกระบบ


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 3 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 tooyarihc

tooyarihc
  • Members
  • 10 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 26 August 2013 - 03:21 PM

จิตใจ
ควบคุมทุกระบบ

 

นักจิตวิทยาเชื่อว่า จิตใจคนเรานั้นมี 2 ระดับ
จิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

 

จิตใจทำงานอย่างไร?
เหตุใดจึงมีอิทธิพลมากนัก?
     นักจิตวิทยาเชื่อว่า จิตใจคนเรานั้นมี 2 ระดับ คือ
     1. จิตสำนึก ...มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนเราประมาณ 7%
     2. จิตใต้สำนึก ...มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนเราประมาณ 93%

 

จิตสำนึก
     จะทำหน้าที่คิดคำนวนแยกแยะหาเหตุผลต่างๆ ที่รับรู้มาทางประสาทสัมผัส 5 คือ "ตา หู จมูก ลิ้น กาย"

 

จิตใต้สำนึก
     เป็นที่รองรับอุปนิสัย กล่าวคือ อุปนิสัยในความคิดของจิตสำนึก ที่รับสิ่งต่างๆ มาทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 จะจมดิ่งลงสู่จิตใต้สำนึก "มันจะก่อประโยชน์ ถ้าอุปนิสัยคิดไปในทางบวก" และตรงกันข้าม "มันจะก่อให้เกิดโทษ ถ้าอุปนิสัยเป็นไปในทางลบ"

 

     พฤติกรรมของเรานั้น เช่น "จะดีหรือเลว เข้มแข็งหรืออ่อนแอ ความเชี่ยวชาญในทักษะใดๆ" เป็นต้น "จิตใต้สำนึกมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมทั้งหลาย" รวมทั้ง "การทำงานของจิตใต้สำนึกด้วย"

 

 

     เมื่อมีการสัมผัสต่างๆ กระตุ้นจากภายนอก ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย การรับรู้ต่างๆ จะถูกส่งไปตามเส้นประสาท พื่อถ่ายทอดไปยังสมองสมองจะแปลงสัญญาณเหล่านี้โดยลำพังไม่ได้การรับรู้เป็นหน้าที่ของจิตสำนึกในขณะที่เราไม่รู้สึกตัว เช่น "เวลานอนหลับ" ตาและหูของเรายังรับแสงและเสียงได้ แต่เราไม่รู้ตัวเลยเพราะจิตสำนึกไม่ทำงาน เมื่อจิตสำนึกรับสิ่งใดเข้ามา "มันจะส่งไปยัง...จิตใต้สำนึก" ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลต่างๆ "เพราะจิตใต้สำนึกทำงานตลอดเวลา...ไม่มีเวลานอนหลับพักผ่อน"

 

 

     ข้อมูลต่างๆ ที่เก็บสะสมไว้ในจิตใต้สำนึก ไม่จำเป็นจะต้องผ่านจิตสำนึกเสมอไป "ข้อมูลอาจจะถูกส่งไปที่จิตใต้สำนึกได้โดยตรง" ดังนั้น "ระหว่างที่เรานอนหลับเราไม่รู้ว่ามีเสียงอะไรมาเข้าหูเรา แต่จิตใต้สำนึกรู้และรับหมด เราจึงอาศัยวิธีนี้ในการสอนบางสิ่งบางอย่างแก่เด็กได้" และเรียกวิธีนี้ว่า "การเรียนระหว่างนอนหลับ พอเด็กตื่นขึ้นมาเขาก็ยังจดจำบางส่วนได้บ้าง" ดังนั้น พ่อแม่ทะเลาะและด่าทอกันด้วยคำหยาบ ทุกสิ่งที่พ่อแม่พูด "จะถูกเก็บสะสมไว้ในจิตใต้สำนึกของเด็ก" และสักวัน "มันจะโผล่ออกมาจากความทรงจำทำให้เด็กกลุ้มอกกลุ้มใจหรือกลายเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ได้"

 

 

     จิตใต้สำนึก "จะเป็นขุมแห่งอุดมคติ...ความคิดสร้างสรรค์...เป็นคลังแห่งความทรงจำและไม่เคยลืม" เกินกว่าความสามารถทางเทคโนโลยี จะค้นคว้าหามูลได้ แต่ทว่า "หากเราสามารถทำจิตสำนึกให้สงบได้ เราก็สามารถรับเครื่องหมาย จากจิตใต้สำนึกได้ ดึงข้อมูลต่างๆ ออกมาใช้ได้"

 

 

     จิตใต้สำนึก "จะกระตุ้นการทำงานของระบบอัตโนมัติต่างๆ ในร่างกายของคนเรา" เช่น การเต้นของหัวใจ การสูบฉีดโลหิต การหายใจ ระบบย่อยอาหาร การดูดซึม การหลั่งสารต่างๆ การกำจัดของเสีย เป็นต้น เมื่อเรารับประทานขนมปังชิ้นหนึ่งจิตใต้สำนึกจะแปลงรูปขนมปังชิ้นนี้พร้อมกับส่งไปยังเนื้อเยื้อ กล้ามเนื้อ กระดูกและกระแสโลหิต "ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มหัศจรรย์เกินกว่าขอบเขตความรอบรู้ของมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดบนโลกนี้"

 

 

     จิตใจ เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนและสิ่งสำคัญ "เพียงแค่อารมณ์เปลี่ยนเท่านั้นก็จะมีผลทันทีต่อชีวิตของคนเรา" เช่น เวลาที่คนเราโกรธนั้นทางการแพทย์พบว่า...

 

 

     เมื่อเกิดขึ้นคราวใด "ก็จะทำให้ชีวิตของคนเราสั้นลงทุกครั้ง" เนื่องจาก "ระบบต่างๆ ของอวัยวะภายใน เกิดการแปรปรวนอย่างหนักทั้งระบบ เช่น การเต้นของหัวใจ ระบบสูบฉีดโลหิต ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายหรือการหลั่งสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย" เป็นต้น

 

 

     ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ... อารมณ์ที่สงบเยือกเย็นแจ่มใสมีความสุขอย่างสิ้นเชิง !

 

 

ดังนั้น การฝึกจิตโดยการทำสมาธิ
"จึงมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างแท้จริง"

 

จากหนังสือ

 

 

วิทยาศาสตร์ทางใจ

 

- - - - - - - - - - - - -

เรียบเรียงโดย พระอาจารย์สุวิเชียร อุตฺตมพนโธ



#2 skynoi

skynoi
  • Admin
  • 601 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 26 August 2013 - 03:45 PM

ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว :D



#3 WISH

WISH
  • Moderators
  • 3579 โพสต์

โพสต์เมื่อ 27 August 2013 - 09:30 AM

ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว

 

นิสัยเป็นนายของใจ


ทำไมต้อง หาคำตอบ ณ แดนไกล ลืมหรือไร ว่าอยู่ใกล้ DMC

#4 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3258 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 27 August 2013 - 10:37 AM

ขอเติมบ้าง  ในเมื่อนิสัยเป็ยนายของใจ  

 

เราก็มาทำสิ่งนี้กันดีกว่าครับ

 

วิธีสร้างนิสัยดีๆ ให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง
 
หากเราต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างยั่งยืน พระพุทธศาสนามีหลักธรรมใดที่ใช้ในการพัฒนาตนเองให้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ?
 
Answer คำตอบ
 
        คนเราไม่ว่าจะทำอะไร ก่อนอื่นต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต่อเรื่องนั้น ๆ ก่อน การจะสร้างนิสัยดี ๆ ที่นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตก็เช่นกัน ต้องเริ่มจากความเข้าใจถูกในสิ่งที่เป็นบ่อเกิดของความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก 
 
        เพราะ ความเข้าใจถูก เป็นเหตุให้เกิดความคิดถูก เพราะ ความคิดถูก เป็นเหตุให้เกิดคำพูดถูกหรือคำอธิบายถูก เพราะ คำพูดถูก เป็นเหตุให้เกิดการกระทำถูก เพราะการกระทำถูก เป็นเหตุให้เกิดการประกอบอาชีพถูก คืออาชีพที่สุจริต เพราะ การประกอบอาชีพถูก เป็นเหตุให้เกิดความพยายามถูก คือพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาตนให้เป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะ ความพยายามถูก เป็นเหตุให้เกิดความมีสติถูก คือมีนิสัยระมัดระวังในการทำการงานต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด เพราะ ความมีสติถูก เป็นเหตุให้เกิดความตั้งใจถูก คือมีนิสัยตั้งใจทุ่มเททำการงานให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี 
 
        ผลจากการกระทำที่ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ จึงเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ดี ก่อให้เกิดความเข้าใจถูกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก หมุนวนเป็นวงจรให้เกิดความคิดถูก คำพูดถูก การกระทำถูกยิ่งขึ้น ประกอบอาชีพถูกยิ่งขึ้น มีความพยายามถูกยิ่งขึ้น มีความระมัดระวังถูกยิ่งขึ้น มีความตั้งใจถูกยิ่งขึ้น นี่คือกระบวนการสร้างนิสัยและคุณธรรมในจิตใจของอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเริ่มต้นด้วยความเข้าใจถูกหรือสัมมาทิฐิ
 
     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สัมมาทิฐิ คือ ความเข้าใจถูกในเรื่องความเป็นจริงของโลกและหลักการดำเนินชีวิต ซึ่งอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม 
 
      พระองค์ทรงอุปมาว่า แสงเงินแสงทองจับที่ขอบฟ้าในเวลาใด ย่อมเป็นนิมิตหมายว่าดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นโผล่พ้นขอบฟ้าในเวลานั้น  ผู้ที่มีสัมมาทิฐิมั่นคงอยู่ในใจก็เช่นกัน เปรียบประหนึ่งมีแสงเงินแสงทองส่องสว่างอยู่ในใจ ย่อมเป็นนิมิตหมายว่าผู้นั้นจะมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตอยู่บนเส้นทางธรรม 
 
ความเข้าใจถูกที่สำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต มีดังนี้
 
      เข้าใจถูกว่า ทานมีผลจริง คือ ชีวิตจะเป็นสุขได้ด้วยการแบ่งปัน ปันกันกิน ปันกันใช้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี 
 
      เข้าใจถูกว่า การสงเคราะห์มีผลจริง คือ ชีวิตจะเป็นสุขได้ด้วยการช่วยเหลือกันโดยเฉพาะยามทุกข์ยากลำบาก เพื่อแก้ไขบรรเทาทุกข์เหล่านั้น 
 
      เข้าใจถูกว่า การบูชายกย่องคนดีมีผลจริง คือ ชีวิตจะเป็นสุขได้ด้วยการยกย่องคุณความดีที่มีของกันและกัน เพื่อส่งเสริมคนดีและการทำความดีให้มั่นคงและแพร่หลายในสังคม 
 
      เข้าใจถูกว่า ผลแห่งกรรมดีและผลแห่งกรรมชั่วมีจริง คือ ชีวิตจะเป็นสุขได้ ต่างคนต่างต้องเว้นจากกรรมชั่ว เลือกทำแต่กรรมดี การอยู่ร่วมกันจะต้องไม่ประพฤติลำเอียง คือไม่ทำด้วยอคติ ด้วยรัก ด้วยชัง ด้วยโลภ ด้วยหลง 
 
        ความเข้าใจถูก เรื่องที่ ๑-๔ นี้ เป็นหลักการกระทำเพื่อการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งจะเรียกว่า นิสัยที่ดี ๔ ประการก็ได้ เพราะการกระทำเหล่านี้เมื่อผู้ใดยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตแล้ว ผู้นั้นย่อมทำตามหลักนั้นบ่อย ๆ ทุกวันจนติดเป็นนิสัย อาจกล่าวว่าผู้นั้นได้ติดตั้งโปรแกรมบุญให้แก่ตัวเองแล้วก็ย่อมได้
 
     หลักในการดำเนินชีวิต ๔ ข้อ ที่พุทธองค์ให้ไว้ หากว่าโดยหลักธรรมแล้วจะได้ว่า ชีวิตอยู่ด้วยการแบ่งปัน นั่นคือจะต้องมีเมตตา ชีวิตจะต้องช่วยกันยามตกทุกข์ได้ยาก นั่นคือจะต้องมี กรุณา ชีวิตจะมีแต่เพื่อนดี ต้องยกย่องคนดี นั่นคือจะต้องมีมุทิตา และชีวิตจะสงบสุขต้องให้ความเป็นธรรม นั่นคือจะต้องมี อุเบกขา หลักธรรมทั้ง ๔ ข้อนี้ เรียกว่า พรหมวิหาร ๔ ดังนั้นแม้เราเป็นมนุษย์ ก็ต้องฝึกหลักธรรมของการเป็นพรหมเข้าใจถูกว่า โลกนี้มีจริง หมายถึง โลกอย่างย่อก็คือตัวของเรานั้นมีที่มา ความสุขหรือทุกข์ ความเจริญหรือเสื่อมที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เกิดจากผลกรรมที่ตนเองกระทำไว้ในอดีตชาติ และช่วงเวลาตั้งแต่เกิดมาจนถึงนาที   ที่แล้วมาในชาตินี้ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามหลักการดำเนินชีวิตที่ดี ๔ ข้อเบื้องต้นได้ดีมากน้อยแค่ไหน            ก็จะกลายเป็นผลกรรมดีที่เกิดขึ้นในชีวิตปัจจุบันมากเท่านั้น 
 
       เข้าใจถูกว่า โลกหน้ามีจริง หมายถึง เมื่อตายแล้วไม่ได้สาบสูญ แต่ยังมีที่ไปเกิดใหม่ในสัมปรายภพ   แต่จะไปเกิดเป็นอะไร อยู่ที่ไหน ก็เป็นไปตามความสมควรแก่กรรมที่ทำเอาไว้ในปัจจุบันจนกระทั่งวันตาย  ว่าได้ปฏิบัติตนถูกต้องตามหลักการดำเนินชีวิต ๔ ประการ ได้มากน้อยหรือผิดพลาดประการใด รวมกับ       ผลกรรมในอดีตชาติที่ยังตามมาส่งผลสมทบกับชีวิตในปรโลกอีกด้วย
 
        เข้าใจถูกว่า มารดามี หมายถึง มีพระคุณต่อบุตรจริง เพราะเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ต้นแบบกายมนุษย์ และสิ่งสำคัญคือนิสัยดีของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นเอง จำเป็นต้องได้มารดาเป็นผู้ปลูกฝังและถ่ายทอดนิสัยประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักการดำเนินชีวิต ๔ ประการนั้นให้แก่บุตร ในทางตรงกันข้ามมารดาก็มีโทษ หากไม่ได้ปลูกฝังหรือถ่ายทอดนิสัยดีให้ แต่กลับปลูกฝังหรือถ่ายทอดนิสัยเสียให้แก่บุตร 
 
        เข้าใจถูกว่า บิดามี หมายถึง มีพระคุณต่อบุตรและมีโทษต่อบุตรได้เช่นกัน ในทำนองเดียวกับมารดา 
 
       เข้าใจถูกว่า โอปปาติกะมี หมายถึง สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นแล้วโตเต็มที่ในทันใด โดยไม่ต้องอาศัยมารดาบิดา          เป็นผู้ให้กำเนิด เมื่อตายก็ไม่มีซากปรากฏ เช่น เทวดาและสัตว์นรก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสวรรค์มีจริง นรกมีจริง 
 
       เข้าใจถูกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้งโลก พ้นโลกแล้วด้วยพระองค์เอง และสอนให้ผู้อื่นพ้นตาม           มีจริง พระอรหันต์สาวกผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วพ้นทุกข์ตามได้มีจริง 
 
       ความเข้าใจถูกทุกประการข้างต้นก็คือความเป็นไปของโลกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาตรัสสอน เพื่อให้ชาวโลกได้รู้ตาม จะได้ดำเนินชีวิตในเส้นทางที่ปลอดภัย 
 
       จากความเข้าใจถูกเหล่านี้ เมื่อเข้าไปอยู่ในใจของผู้ใดอย่างกลั่นกล้า ก็จะกลายเป็นสัมมาทิฐิ คือ ความเข้าใจถูกในเรื่องความเจริญรุ่งเรืองของชีวิตตามความเป็นจริง ส่งผลให้เกิดความคิดชอบ การกล่าววาจาชอบ การกระทำชอบ การประกอบอาชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระมัดระวังชอบ ความตั้งใจมั่นชอบยิ่ง ๆ ขึ้นไป กลายเป็นนอตแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ขันเกลียวแน่นเข้า ๆ ด้วยการปฏิบัติให้ถูกและทำซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนเป็นนิสัยได้ 
 
       เมื่อใดที่สัมมาทิฐิถูกปฏิบัติจนกลายเป็นนิสัยประจำตัวของบุคคลนั้น ชีวิตของผู้นั้น ก็จะบังเกิดแสงเงินแสงทองขึ้นมา ชีวิตของผู้นั้นย่อมหวังได้ซึ่งความเจริญรุ่งเรืองในธรรมไปตลอดชีวิต
 
เครดิตจาก   http://www.kalyanami...l.php?page=2175

สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ