ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )
|
ความคิดเห็น
#1
|
|
|
โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า
สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์ โรคมะเร็งซึ่งถือกันว่าเป็นโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบัน ได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันว่ามีโครงสร้างของโมเลกุลเป็นอย่างไร ทำให้สามารถตรวจสอบอาการของมะเร็งได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อพบโมเลกุลของเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าเป็นโมเลกุลของมะเร็งแล้ว ก็รู้ได้โดยง่ายว่าเป็นมะเร็ง พวกฝรั่งเขาเก่ง โฆษณาเก่ง อะไรๆ ก็อ้างว่าเป็นผู้คิด ผู้รู้ หรือเป็นผู้คนพบ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นภูมิปัญญาของฝรั่ง อย่างดินปืนหรือเข็มทิศนั่นประไร คนจีนเขาคิดได้ก่อนร่วมสองพันปี ฝรั่งเอาไปพัฒนาแล้วอ้างเอาว่าเป็นต้นคิด แม้กระทั่งปืนกลอะไรนั่น ความจริงขงเบ้งได้คิดใช้ก่อนแล้วตั้งแต่เกือบสองพันปี ดังที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในสามก๊ก เซรุ่มหรือวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคและพิษหลายอย่าง ฝรั่งก็อ้างผูกขาดเอาว่าเป็นต้นคิด ทั้งๆ ที่ความจริงแนวความคิดในการผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วอย่างน้อยก็สองพันกว่าปี อันเซรุ่มหรือวัคซีนนั้นหลักการอันเป็นแนวคิดก็คือการใช้พิษฆ่าพิษหรือข่มพิษ มีการเอาพิษหรือเชื้อโรคไปบ่มไปเพาะ แล้วนำไปใช้ในการป้องกันหรือรักษาพิษหรือโรค ฝรั่งคิดเรื่องนี้ได้ในระยะเพียงประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้ แต่จีนคิดและใช้ความรู้เกี่ยวกับพิษข่มพิษหรือใช้พิษแก้พิษมาร่วมสองพันปีแล้ว ยาแผนโบราณของจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมากล้วนได้ใช้หลักพิษข่มพิษหรือพิษแก้พิษ ฝรั่งเคยเอายาจีนไปพิสูจน์แล้วออกข่าวโวยวายว่าเป็นยาที่กินไม่ได้เพราะมีสารพิษเจือปน ก็เพราะนัยดังกล่าวนี้เอง ทั้งๆ ที่ในการใช้บำบัดรักษาจริงๆ แล้ว สามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี ดังเช่นยารักษาโรคมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะลำไส้ที่มีชื่อว่าเปี่ยนเซฮวง หรือเพี้ยนจื่อ หวัง หากเอาไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามีสารพิษบางอย่างซึ่งฝรั่งถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ในการใช้บำบัดรักษาผู้เป็นโรคมะเร็งในหลายประเทศทั่วโลกปรากฏว่าใช้ได้ผลดี พรรคพวกคนหนึ่งเป็นโรคไวรัสบีที่ตับ ตัวเหลืองซีด เดินไม่ได้ กินไม่ได้ อีกไม่นานก็จะตายแล้ว แต่พอได้กินยาดังกล่าวเข้าประมาณ 20 เม็ด ก็เริ่มสามารถเดินได้ ครั้นกินไปได้ครบ 60 เม็ด ตัวที่เหลืองซีดก็หาย ผลตับก็ดีขึ้นและเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเราทรงพบหลักการบำบัดรักษาโรคทำนองเดียวกับ เซรุ่มหรือวัคซีนก่อนใครในโลก เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกในการใช้สอย และได้ผลจริง มีความแสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในพระสูตรและพระวินัย อย่าได้คิดว่าเป็นการค้นพบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หากเป็นการรู้เห็นด้วยญาณอันวิเศษ และปฏิบัติใช้ได้ผลมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นผลดีของโอสถวิเศษดังกล่าวนี้ จึงบัญญัติไว้ในพระวินัยให้เป็นวัตรปฏิบัติสำคัญ 1 ใน 3 ประการของภิกษุ พระภิกษุต้องมีวัตรปฏิบัติ 3 ประการคือ การถือไตรจีวรเป็นประจำอย่างหนึ่ง การบิณฑบาตอย่างหนึ่ง และการทำน้ำมูถเน่าฉันอีกอย่างหนึ่ง การบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือการออกกำลังกายในยามเช้า ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า morning walk หรือ จ็อกกิ้งอะไรก็ตามเถิด แต่แท้จริงแล้วก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเป็นปกติ เส้นสายได้คลี่คลาย ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งอาหาร โดยเฉพาะเวลาอุ้มบาตรแนบกับท้องน้อย ความอุ่นของบาตรพระที่มีข้าวสุกอยู่ในบาตร ได้เคล้าคลึงอยู่กับหน้าท้อง ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นสายและเลือดลมทั้งปวง ทำให้กายมีความเป็นปกติ เป็นอยู่สบาย แม้ในทางธรรมเล่าก็ทำให้ผู้เป็นพุทธบริษัทได้มีโอกาสทำบุญ บำรุงจิตใจให้อาบเอิบอยู่ด้วยบุญ จาคะ และการสละละวาง ประโยชน์ใหญ่หลวงอันเกิดแต่บิณฑบาตมีอยู่ดังนี้ ส่วนการทำมูถเน่าฉันนั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำ ดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา 90 วัน ก็ใช้ฉันได้ หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้ และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ หรือมีเพศวัยอะไร คนโบราณหรือคนที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี ก็คงเคยได้กินยาแผนโบราณที่ใช้น้ำปัสสาวะเด็กเป็นกระษัยยามาบ้างแล้ว นั่นเป็นเรื่องของคนที่ขยะแขยงน้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถ พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองย่อมมีมาแต่เหตุว่า อาการของโรคใดๆ ของคนใดคนหนึ่งย่อมต้องบำบัดรักษาด้วยน้ำมูถหรือน้ำปัสสาวะของผู้นั้น จะใช้ของผู้อื่นไม่ได้ มีผู้ใช้โอสถทิพย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในการบำบัดรักษาโรคหลายอย่างหลายชนิดตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน ตั้งแต่ป่วยเป็นไข้ เป็นฝีในท้อง เป็นโรคลำไส้ เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคอื่นๆ สารพัด ได้ทราบข่าวหลายกระแสและค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่า น้ำมูถเน่าหรือน้ำปัสสาวะนั้นสามารถบำบัดรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย เหตุที่มีการทดลองใช้น้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถเน่ารักษาโรคเอดส์เนื่องจากการรักษาแผนปัจจุบันนั้นเป็นอันสิ้นหวัง และยังไม่สามารถค้นพบยาขนานอื่นใดที่รักษาโรคเอดส์ได้อย่างแท้จริง จึงทำให้ผู้เป็นโรคเอดส์ที่ว่านี้ทอดอาลัยตายอยาก แล้วคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว ลองใช้โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป ครั้นทดลองเอามากินเพียง 10 กว่าวัน ลิ้นและปากที่เป็นฝ้ากินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้ พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ 6 เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณ เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน ค่อยๆ เดินได้ ออกกำลังกายได้ 8 เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน จึงกินต่อมาเรื่อยๆ 5 ปีผ่านไปแล้วบางราย 3 ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว ตรองดูเหตุผลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้พระภิกษุฉันน้ำมูถเน่าเป็นวัตร ก็คงเนื่องมาแต่ยุคพุทธกาลนั้นบ้านเมืองยังทุรกันดาร หมอก็คงหาลำบาก ยามพระภิกษุป่วยไข้จะหาหยูกยาที่ไหนมารักษา และวิธีที่ดีและง่ายที่สุด หาได้ทุกเมื่อทุกวันเวลาก็คือน้ำปัสสาวะของตนเอง เหตุที่ต้องใช้น้ำปัสสาวะของตนเองก็เพราะว่าน้ำปัสสาวะของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่กลั่นจากน้ำในกาย ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง และน้ำทุกชนิดในกายอันยาววาหนาคืบนี้ โดยไตเป็นกลไกในการขับกรอง โรคทั้งหลายในกายย่อมอาศัย ย่อมมีเหตุปัจจัยและย่อมมีผลเกี่ยวด้วยน้ำหลายชนิดดังกล่าวในกายของตัวเองนั่นเอง เป็นโรคอะไรน้ำในกายก็ย่อมมีสารอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของโรคนั้นอยู่ เมื่อผ่านการกลั่นกรองของไตกลายเป็นน้ำปัสสาวะแล้ว น้ำปัสสาวะนั้นจึงเหมือนกับเซรุ่มหรือวัคซีนที่พวกฝรั่งเพิ่งค้นพบในภายหลังนั่นแหละ เมื่อมองดังนี้ก็จะเห็นได้ว่าน้ำปัสสาวะของคนเราแท้จริงแล้วก็คือ เซรุ่มหรือวัคซีนที่ธรรมชาติประทานไว้ให้กับคนเรานั่นเอง เป็นเซรุ่มหรือวัคซีนธรรมชาติที่สามารถใช้ป้องกันบำบัดรักษาโรคประจำกายได้โดยอัตโนมัติ เป็นโรคอะไรหรือจะเป็นโรคอะไรร่างกายก็จะผลิตน้ำปัสสาวะ ที่เสมือนดังหนึ่งเซรุ่มหรือวัคซีนที่จะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคนั้นอย่างตรงตัวที่สุด อุปมาเหมือนกับการเอาพิษงูเห่าไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูเห่า หรือการเอาพิษงูจงอางไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูจงอางนั่นแล โรคเอดส์ก็ประกอบด้วยน้ำ มีเหตุมีปัจจัยจากน้ำ และก่อผลแก่น้ำอันมีอยู่ในกาย เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายคนเราจึงผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนที่รักษาโรคเอดส์ โดยการใช้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นในการบำบัดรักษาโรคเอดส์ให้หาย สมญานามของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพิจารณาศึกษาค้นคว้าในเรื่องไหนๆ ก็จะเห็นได้ถึงความรู้แจ้งโลกหรือความเป็นสัพพัญญูอย่างถ่องแท้ ได้ลองค้นคว้าตำรายาในพระไตรปิฎกก็ได้พบตำรายามากหลาย หากมีวันเวลาว่างและกองบรรณาธิการอนุญาตแล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องตำรายาในพระไตรปิฎก เพื่อเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์สักครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจก็คอยติดตามเอาเองก็แล้วกัน น้ำปัสสาวะสดอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องสกปรกโสมม คิดเสียว่าเหมือนกับน้ำลายที่อยู่ในปาก สามารถกลืนกินได้ฉันใด น้ำปัสสาวะก็ดื่มกินได้ฉันนั้น แต่เอาหละเพื่อความสะอาดช่วงต้นช่วงปลายอาจจะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่บ้างก็ทิ้งไปเสีย เอาแต่ตอนกลางดื่มเช้าหนหนึ่ง ก่อนนอนหนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นโอสถวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ และสามารถบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ในตนได้ทุกอย่าง รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด จะกินน้ำปัสสาวะเพื่อป้องกันรักษาโรคก็ได้ หรือถ้ารังเกียจก็คอยจนเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่หมอไม่รับรักษาแล้วค่อยทดลองกินก็ได้ ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยที่ยังประโยชน์ยิ่งแก่หมู่สัตว์จงประสิทธิ์ประสาทฤทธิ์ของโอสถทิพย ์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนทั้งปวงเทอญ สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์ ผู้จัดการ 31 มีนาคม 2545 22/2/2006 11:26
รูปที่แนบมาด้วย
|
|
ความคิดเห็น
#2
|
|
|
สาธุค่ะ
แต่กลางนี่หมายความว่าไงคะ 22/2/2006 17:18-------------------- เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที สุนทรพ่อ muralath2@hotmail |
|
ความคิดเห็น
#3
|
|
|
ที่ว่าปัสสาวะตอนกลางคือ เนื่องจากปัสสาวะตอนต้นจะปนเปื้อนกับเชื้อที่ปลายท่อมาก ไม่สะอาด ส่วนตอนปลายอาจมีตะกอนในกระเพาะปัสสาวะมาปนมาก จึงใช้ปัสสาวะตอนกลาง
นอกจากนี้ปัสสาวะตอนกลางยังเป็นมาตราฐานที่ทางการแพทย์ใช้ตรวจวินิจฉัยโรคอีกด้วย 23/2/2006 12:21 |
|
ความคิดเห็น
#4
|
|
|
แล้วต้องกินมากน้อยแค่ไหนจ๊ะถึงจะพอดี
23/2/2006 22:33 |
|
ความคิดเห็น
#5
|
|
|
มีความรู้เพิ่มเติม มาฝากครับ
ดื่มน้ำปัสสาวะ ทางเลือกบำบัดโรค โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กรกฎาคม 2548 17:11 น. แพทย์ระบุการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ บำบัดโรคปวดเรื้อรัง แผลไฟไหม้พุพอง มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ โดยใช้หลัก "พิษต้านพิษ" คล้ายกับการฉีดเซรุ่มถอนพิษงู ย้ำต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองเท่านั้น ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของสถานพยาบาลธรรมชาติบำบัด กล่าวในการบรรยายเรื่อง การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรค ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ว่า การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคมีตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในนิสสัย 4 คือ ปูติมุตตเภสัช -ยาจากน้ำมูตรเน่าหรือน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งที่สงฆ์พึงกระทำ การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองโดยดื่มก่อนนอนและดื่มตอนเช้าครั้งละ 100 ซี.ซี. ถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกใช้การบำบัดโรคแบบนี้โดยดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ รักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนประกอบของปัสสาวะเป็นน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2.5 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 2.5 การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคอธิบายได้ด้วยหลักฮีโมโอพาธี หรือ หลักพิษต้านพิษ เช่น ฉีดพิษงูทีละน้อย ๆ เข้ากระแสเลือดม้าจนได้ซีรั่มหรือน้ำเหลืองม้า กลายเป็นเซรุ่มฉีดแก้พิษงู นำพิษของต้นควินินที่ทำให้หนาวสั่น มาเป็นยารักษาไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น "หลวงปู่โง่น ซึ่งเป็นพระนักปฎิบัติ มีอายุยืนยาว ท่านก็ใช้น้ำปัสสาวะบำบัด มีประชาชนที่อยู่ใกล้วัดของพระดุษฎี เมธังกุโร จังหวัดชุมพร เลื่อมใสศรัทธาดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเหมือนกัน เขาก็สุขสบายดี ในภาวะที่คนเรายากจน โครงการ 30 บาทงบประมาณก็ไม่พอ เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนพึ่งตนเองได้ การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นการดื่มด้วยคามสมัครใจ ไม่มีใครบังคับได้ ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนยาหรือ วิตามิน เพราะต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเท่านั้น" นพ.บรรจบ ย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับพิษหรือโทษของการดื่มน้ำปัสสาวะ ในประเทศไทย ผู้ที่บอกว่า ดื่มน้ำปัสสาวะระวังโรคไตเพราะปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกจากร่างกายนั้น ผู้ที่พูดลักษณะนี้ควรมีหลักฐานมายืนยันด้วย อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน มะเร็ง ต้องรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบัน ปรับพฤติกรรม คือ หากต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออก มีข้อควรระวังคือ อย่าดื่มน้ำปัสสาวะของคนอื่น ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย "ชาวจีนมีความเชื่อว่า ดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชาย สำหรับคนอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลักการแพทย์พื้นบ้านไทย ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาดองเพื่อปรุงโอสถ เช่น ดองสมอไทย สมอภิเพก มะขามป้อม เป็นยาอายุวัฒนะ" .............. ปัสสาวะบำบัดโรคได้จริงหรือ? โดย Uncle fat 4 พฤศจิกายน 2547 09:33 น. เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาต่อเนื่องมาโดยตลอด สำหรับประเด็นเรื่องการดื่ม น้ำปัสสาวะ เพื่อรักษาโรค ฟังแล้ว...บ้างก็ว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นหนึ่งในการแพทย์ทางเลือกที่มีผู้ใช้จริงจำนวนหนึ่ง ใครที่เคยไปเมืองจีน คงจะเคยได้ยินเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะอยู่บ้าง โดยบอกว่า การดื่มน้ำปัสสาวะของเด็กผู้ชายช่วยทำให้คนที่ผอมแห้งแรงน้อยเจริญอาหารและมีสุขภาพดีขึ้น หรือเมื่อไม่น่านมานี้ก็มีหมอพื้นบ้านของไทยคนหนึ่งออกมาแนะนำให้นำน้ำปัสสาวะมาดองยาแล้วดื่ม ซึ่งก็มีคนในละแวกนั้นปฏิบัติตามอยู่ไม่น้อย ที่สำคัญคือ ในตำราการแพทย์แผนไทยก็มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะเอาไว้ด้วย ขณะที่คนที่ไม่เชื่อก็ชักสีหน้าขยะแขยง และบ่นพึมพรำออกมาอย่างหัวเสียว่า จะดื่มเข้าไปได้อย่างไร เพราะน้ำปัสสาวะนั้นเป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย แน่นอนว่า...เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ และจำเป็นที่จะต้องเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นกันไปเรื่อยๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการมองต่างมุมเช่นนี้ แม้ ผู้จัดการสุขภาพ เคยได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคมาพอสมควร แต่เพื่อความกระจ่างแจ้งก็จำเป็นที่จะต้องวางตัวเป็นกลาง และหา ผู้รู้ มาช่วยอธิบายกัน ซึ่งคิดสะระตะดูแล้ว ก็เห็นว่า คุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี น่าจะไขข้อข้องใจได้ คุณหมอบรรจบเล่าให้ฟังว่า ไม่เพียงแค่ตำรายาของจีนและไทยเท่านั้นที่มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ เพราะหากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า ในสมัยกรีกหรือเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่ผ่านมาก็พูดถึงเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค และเมื่อค้นลึกลงไปในคัมภีร์ไบเบิลก็มีบันทึกเอาไว้ว่า สูจงใช้น้ำจากน้ำพุภายในร่างกายของเจ้า... ในการบำบัดรักษาโรค ซึ่งก็หมายถึงน้ำปัสสาวะนั่นเอง ขณะที่ในอินเดียเองก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ปฏิบัติโยคะ ทีนี้ ในพุทธศาสนาของเรา...คุณหมอบรรจบเองเคยมีโอกาสได้คุยกับพระสงฆ์ที่มีความรู้ในทางธรรม และทำให้ได้ความรู้ว่า มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่บทหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า นิสัย 4 นิสัย 4 คือคำสอน 4 ข้อที่พระอุปัชฌาย์หรือพระผู้มีอาวุโสกว่าจะสั่งสอนอบรมให้กับพระบวชใหม่ว่า เมื่อเป็นพระแล้วควรจะปฏิบัติอะไรบ้าง และหนึ่งในนั้นก็คือ เมื่อเจ็บป่วยให้ดื่มยาดองน้ำปัสสาวะ พระสมัยก่อนเล่าให้หมอฟังว่า เวลาที่จะไปธุดงค์เผยแผ่ศาสนาตามป่าเขาต่างๆ หรือในที่ห่างไกล เมื่อเกิดเจ็บป่วยก็ใช้ยาดองน้ำปัสสาวะในการรักษาโรคกันทั้งนั้น เมื่อหมอฟังข้อมูลทั้งหมดแล้วก็ทำให้เกิดความสนใจและศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ จากนั้นคุณหมอบรรจบก็พยายามค้นหาข้อมูลจากแห่งความรู้ที่ปัจจุบันใช้กันอย่างเป็นสากล นั่นก็คือ อินเทอร์เน็ต โดยพิมพ์คำว่า URI THERAPHY เข้าไป ปรากฏว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะแยะมากมาย มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติหลายครั้ง ที่สำคัญคือ มีการประชุมว่าด้วยเรื่องนี้ในระดับโลกมาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกจัดที่อินเดีย ครั้งที่สองจัดขึ้นที่เยอรมนีและ ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2546 จัดที่บราซิล ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งมีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมนับเป็นพันๆ คนเลยทีเดียว คำถามใหญ่คำถามแรกในเวทีประชุมที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีอยู่ ในเมื่อน้ำปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย ดังนั้น ไม่น่าที่จะมีคุณสมบัติที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ในเรื่องนี้คำตอบมีอยู่ว่า....ปกติแล้วไตของมนุษย์นั้นมีหน้าที่ในการคัดเอาสิ่งของสกปรกออกจากร่างกาย ไตมีหน้าที่จัดสมดุล และขจัดส่วนเกินที่เกิดในร่างกาย เช่น ถ้าเราดื่มน้ำในวันนั้นมากเกินไป ก็มีการขับออกมาจากปัสสาวะ ถ้าเรากินเกลือมากเกินไป ก็ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ หรือถ้าวันไหนเรากินเนื้อสัตว์มากเกินไป ผลจากการย่อยเนื้อสัตว์ก็กลายเป็นยูเรียและขับออกมาทางปัสสาวะ และสิ่งที่ถูกขับออกมาไม่ใช่เป็นของสกปรก เกลือไม่ได้สกปรก ยูเรียที่เป็นกากโปรตีนก็ไม่ใช่ของสกปรก เพียงแต่เป็นสารที่เกินความต้องการของร่างกายในห้วงนั้น จึงมีการขับออกมา และจริงๆ แล้วปัสสาวะของคนกว่า 90-100% เป็น น้ำกลั่น ที่ไม่มีเชื้อโรค ผลสรุปของการประชุมยังบอกด้วยว่า เมื่อมีการศึกษาสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำปัสสาวะก็พบว่า มีเปอร์เซ็นต์ของยูเรียสูงสุด และยูเรียก็คือกากโปรตีนที่ย่อยสลายออกมา ซึ่งยูเรียเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่หลายอย่าง แต่บทบาทที่สำคัญคือเป็นสารฆ่าเชื้อโรค แถมเมื่อคลิ๊กไปคลิ๊กมาในอินเทอร์เน็ต คุณหมอบรรจบยังเจอข้อมูลด้วยว่า ในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลกระทั่งจำเป็นต้องตัดขาทิ้งเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ได้ตัดสินใจที่จะเอาผ้าก๊อซจุ่มน้ำปัสสาวะแล้ววางปิดแผล จากนั้นก็เปลี่ยนเช้า-เย็น บางรายถึงกับดื่มน้ำปัสสาวะด้วย ปรากฏว่า แผลนั้นดีวันดีคืนจนกระทั่งหาย เมื่อหาข้อมูลมาได้จนเต็มอิ่มแล้ว คุณหมอก็ทดลองและแนะนำในคนไข้ที่สมัครใจ คุณหมอบรรจบยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีลุงคนหนึ่งเป็นเบาหวานจนกระทั่งสีของนิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งถ้าไปโรงพยาบาลเมื่อไหร่มีสิทธิ์ถูกตัดนิ้วค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อลุงคนนี้มาหาก็ได้ให้คำแนะนำไปว่า น่าจะทดลองใช้น้ำปัสสาวะรักษาดู จากนั้นก็ได้แนะนำวิธีการไปว่า ก่อนนอนให้เก็บน้ำปัสสาวะปริมาณ 1 ใน 3 ของแก้วเพื่อเอาไว้ดื่ม ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ให้เก็บน้ำปัสสาวะปริมาณ 1 ใน 3 ของแก้วเพื่อเอาไว้ดื่มอีก แล้วก็ให้นำผ้าก็อตจุ่มน้ำปัสสาวะทำแผลเบาหวาน ปรากกฏว่าประมาณ 2 อาทิตย์แรกเบาหวานเริ่มควบคุมได้ พอครบเดือนแรกแผลเริ่มแห้ง และในเดือนที่สองเนื้อสีดำบนนิ้วก็ค่อยๆ หลุดออกมา และกลับคืนเหมือนนิ้วคนปกติ ซึ่งไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น วัตถุประสงค์ของการนำเสนอเรื่องปัสสาวะบำบัดโรคไม่ใช่เพื่อต้องการเชิญชวนให้คนทั้งโลก หรือคนไทยหันมาดื่มน้ำปัสสาวะกันเป็นล่ำเป็นสัน หรือเป็นกิจวัตรประจำวัน เพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลและการค้นคว้าต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่คุณๆ อาจจะยังไม่รู้ และสุดท้ายอาจจะเป็น ทางเลือก เมื่อพบทางตันกับการแพทย์แผนตะวันตกก็เป็นได้ ที่สำคัญคือ อยากจะย้ำว่า ไม่ควรดูถูกภูมิปัญญาทางการแพทย์ที่คนโบร่ำโบราณ ค้นคว้าและบันทึกเอาไว้ในตำรับต่างๆ เพราะแม้จะไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน นั่งยันและนอนยันว่าดีอย่างนั้น ปลอดภัยอย่างนี้ แต่ก็เป็นการทดลองใช้ จริง ในชีวิตประจำวัน ผ่านการทดสอบในคนจริงๆ มานับร้อยปี จนมีความมั่นใจว่า ได้ผล ไม่ใช่ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าหรือไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย พูดถึงเรื่องการเป็นทางเลือก ก็คงต้องขออนุญาตยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากเคสคนป่วย จากประสบการณ์ตรงของ คุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุลแห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กัน เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน คุณหมอบรรจบเล่าว่า... อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้คนหนึ่ง เป็นสาวนักกฎหมายประจำสักงานทนายความแห่งหนึ่งเข้ามาหา และบอกว่า คุณหมอคะ หนูกำลังกลุ้มอกกลุ้มใจอย่างมาก เพราะกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก แล้วก็อธิบายรายละเอียดในทุกแง่มุมออกมา สรุปก็คือสาวสวยคนนี้เธอชอบเลี้ยงแมว รักแมวมาก เลี้ยงแมวเอาไว้ในบ้านถึง 10 ตัว แล้วก็ออกลูกมาเยอะแยะไปหมด เสร็จปรากฏว่าไอ้เจ้าหมัดที่อยู่บนตัวแมวก็เล่นงานเจ้านายแสนสวยเข้าให้ คือรุมกัดจนกลายเป็นโรคแพ้หมัด ฉีดยาก็แล้ว กินยาก็แล้ว ก็ไม่หายสักที สร้างความกลัดกลุ้มใจในหัวอกหัวใจอยู่ไม่น้อย คุณหมอครุ่นคิดสะระตะอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ให้คำแนะนำไปว่า เอาอย่างนี้นะจ๊ะ หมอขอแนะนำให้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคดู คือก่อนนอนและตอนเช้าให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเอง แต่การดื่มจะต้องดื่มในในระดับปานกลางนะครับ คือให้ฉี่ทิ้งไปช่วงหนึ่งก่อนที่จะเอาภาชนะเก็บปัสสาวะเอาไว้ เพราะน้ำปัสสาวะชุดแรกที่ออกมาจะสัมผัสกับผิวหนังหรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศได้ และเวลาดื่มก็ให้ดื่มสักประมาณ 1 ใน 3 ส่วนของแก้ว หรือประมาณ 100 ซีซี เสร็จแล้วก็เอาน้ำปัสสาวะมาทาผื่นคันที่ขึ้นอยู่บนตัวแล้วปล่อยให้แห้ง ผลปรากฏว่า หลังจากสาวสวยรวยเสน่ห์รายนี้ทดลองใช้อยู่ประมาณ 1 เดือนรอยผื่นต่างๆ ที่เคยเป็นมาก็ค่อยๆ จางลง แล้วรอยใหม่ที่ถูกกัดก็ไม่เกิดการอักเสบอีกต่อไป และสุดท้ายเธอก็หายเป็นปกติ เป็นอันว่า นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการประสบความสำเร็จ ในการใช้น้ำปัสสาวะเป็นทางเลือกในการรักษาโรค ทีนี้ ก็มาถึงคำถามสำคัญซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสงสัย นั่นก็คือ แล้วตัวคุณหมอบรรจบเองเคยมีประสบการณ์กับตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นไปแนะนำคนนั้นทีคนนี้ที ในเรื่องนี้คุณหมอยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่ใคร่ได้ใช้เท่าใดนัก เพราะไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร เนื่องจากดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็มีประสบการณ์ตรงบ้างเหมือนกัน คือเคยเป็นเชื้อราที่เท้า เป็นฮ่องกงฟุต แล้วก็ใช้ปัสสาวะบำบัด ปรากฏว่า ประมาณ 1 เดือน อาการต่างๆ ก็หายไป สุดท้าย คุณหมอบรรจบย้ำว่า นี่เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางออก หาวิธีอื่นมาทั่วนาทาทิศแล้วก็ไม่หาย จึงให้คำแนะนำให้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคดู...ก็เท่านั้น ...ก่อนจะโบกมืออำลาและจบเรื่องปัสสาวะบำบัดโรค ก็อยากจะทิ้งข้อมูลเอาไว้สักนิด สำหรับคนที่สนใจจะศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ สามารถคลิ๊กเข้าไปได้ที่เว็บไซด์ www.mercola.com ที่จัดทำโดย ดร.เมอร์โคลา ซึ่งเรียนจบมาทางด้านธรรมชาติบำบัดโดยตรง และมีความรู้ที่น่าสนใจบรรจุเอาไว้มากมายทีเดียว 23/2/2006 22:53
รูปที่แนบมาด้วย
|
|
ความคิดเห็น
#6
|
|
|
QUOTE ให้ฉี่ทิ้งไปช่วงหนึ่งก่อนที่จะเอาภาชนะเก็บปัสสาวะเอาไว้ เพราะน้ำปัสสาวะชุดแรกที่ออกมาจะสัมผัสกับผิวหนังหรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศได้ วัตถุประสงค์ของการปัสสาวะออกไปช่วงหนึ่งก่อนที่ลึกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ประจำถิ่น ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ภายในผนังของท่อปัสสาวะ (urethra) อีกด้วยครับ 23/2/2006 23:38 |
|
ความคิดเห็น
#7
|
|
|
โมทนาสาธุด้วยครับ บทความรู้ยอดเยี่ยมมากครับ
มีรายละเอียดในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากมายเลยครับ QUOTE รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อหาท่อนนี้ถูกใจผมมากครับ จากผลการทดลองถ้าใครเป็นเบาหวาน หรือโรคเอดส์อยู่จะลองนำวิธีการรักษาด้วยน้ำปัสสาวะไปลองดูก็ได้นะครับ สาธุครับ ****อ้อ ถ้านำน้ำปัสสาวะไปต้มก่อนดื่มจะทำให้สารหรือตัวยาลดประสิทธิภาพลงไหมครับ กรณีที่เราไม่มั่นใจในความสะอาดหนะครับใครทราบช่วยตอบหน่อยนะครับ**** 23/2/2006 23:44-------------------- หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน |
|
ความคิดเห็น
#8
|
|
|
QUOTE อ้อ! ถ้านำน้ำปัสสาวะไปต้มก่อนดื่ม จะทำให้สารหรือตัวยาลดประสิทธิภาพลงไหมครับ? กรณีที่เราไม่มั่นใจในความสะอาดน่ะครับ ใครทราบช่วยตอบหน่อยนะครับ ความร้อนมีผลต่อสารบางตัวที่มีสรรพคุณอันเป็นประโยชน์ในน้ำปัสสาวะอย่างแน่นอนครับ 23/2/2006 23:55 |
|
ความคิดเห็น
#9
|
|
|
Oh boy, thank you kah and Sathu kah
24/2/2006 12:33-------------------- คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า : 1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ 4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง |
|
ความคิดเห็น
#10
|
|
|
อยากทราบในพระไตรปิฎก กล่าวเรื่องน้ำมูตรเน่านี้อยู่มากน้อยแค่ไหนครับมีตรงไหนบ้าง และน้ำมูตรเน่านี้แปลแล้วหมายถึงน้ำปัสสาวะแน่นอนแค่ไหนครับ..กลัวแปลมาผิดแล้วมาดื่มเข้าไป
แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าเป็นไปได้มากครับที่น้ำปัสสาวะเราจะสามารถรักษาโรคของเราได้จากหลายๆ ท่านที่ได้อธิบายมา 27/2/2006 10:13 |
|
ความคิดเห็น
#11
|
|
|
ยาวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากค่ะ
ขยันจังเลยค่ะ สาธุ 22/8/2006 15:34-------------------- เมื่อดวงตาปิดสนิมอย่างละมุน ไม่มีลุ้นเร่งจองมองที่หมาย ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง |
|
ความคิดเห็น
#12
|
|
|
ผฃมจะลองให้ผ้๔ปกครองนักเรียนลองดื่มดู แกป่วยนาน รักษาจนหมดเงินหมดทองมากแล้ว อีก 3 เดืทอน จะมาเล่าให้ฟังนะครับ mee br
27/9/2006 20:32 |
|
ความคิดเห็น
#13
|
|
|
ยาวจังเลยครับแต่ได่อะไรเยอะเลย
17/10/2006 20:55-------------------- กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ เป็นสรณะภายใน เทียงแท้ กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้ น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี |
|
ความคิดเห็น
#14
|
|
|
ผมดื่มมา4-5ปี เก๊าหายนอนหลับ สบาย ไมเกรน ก็หาย^^
10/12/2010 23:48 |
|
ความคิดเห็น
#15
|
|
|
สั้นๆ อ.หวังช่วยท่านเก่งเพราะรักษาให้รอดมาหลายรายแล้วจากที่หมอ ดร.ยังงงว่ารอดได้ไง....089-1289304 กทม
26/2/2011 22:38 |
![]() ![]() |
มี 3 คน กำลังอ่านกระทู้นี้ (ผู้มาเยือน 3 คน และ 0 อุ๊บอิ๊บ)
สมาชิก 0 คน คือ


ตอบกระทู้
ตั้งกระทู้ใหม่
พิมพ์กระทู้
ส่งให้เพื่อน
22/2/2006 11:26


