ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

คำว่า คนพุทธคืออะไรลองมาช่วยกันตอบหน่อยนะจ๊ะ++++


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 27 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 JOYSA

JOYSA
  • Members
  • 234 โพสต์

โพสต์เมื่อ 06 March 2006 - 08:21 PM

คำว่า คนพุทธคืออะไรลองมาช่วยกันตอบหน่อยนะจ๊ะ++++

#2 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 06 March 2006 - 08:28 PM

ผู้รู้เห็นไปตามความจริง
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ





#3 สิริปโภ

สิริปโภ
  • Members
  • 1766 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:เรื่องลึกลับ

โพสต์เมื่อ 06 March 2006 - 09:12 PM

ชาวพุทธ คือผู้ที่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า
อะไรคือทุกข์ อะไรคือสาเหตุ และรู้วิธีการดับทุกข์
จึงน้อมเอาคำสอนมาปฏิบัติ ด้วยวิธีการ ที่พระองค์ทรงสอน
คือ..
ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์




#4 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 06 March 2006 - 11:24 PM

ชาวพุทธคือสาวก ผู้เป็นสาวกต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ค้านคำสอนของท่าน ไม่ตั้งตัวเป็นศาสดาองค์ใหม่ตัดสินพระไตรปิฎกว่าผิดด้วยความเห็นผิด ไม่กล่าวตู่พุทธพจน์ ไม่เสริมเติมแต่งพุทธพจน์ ธรรมใดที่ตถาคตไม่ได้แสดงก็ไม่ควรแสดง เป็นต้น

คนที่ไม่เชื่อว่ามี นรก สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน ไม่เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายต้องตกอยู่ในกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อผลของการทำบุญ ไม่เชื่อผลของการทำบาป ไม่เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อการตรัสรู้ของเหล่าพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ไม่เชื่อว่านิพพานมีจริง ปฏิบัติตนเลวทรามทั้งกับตนเองและผู้อื่น เขาผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าครับ

สาวกต้องไม่หูเบาเชื่อง่าย โดยต้องไตร่ตรองพิจารณา พิสูจน์ ทดลองคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนเชื่อ

ผู้เป็นสาวกต้องไม่เรียนมากจนกลายเป็นเถรใบลานเปล่า แต่ต้องปฏิบัติให้ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

สาวกที่แท้จริงจะต้องไม่ไปอบาย มีสุคติเป็นอย่างน้อย มีนิพพานเป็นที่สุด

สาวกเทียมต้องเสวยสุขในนรก สัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย เพราะไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

ชาวพุทธที่ดีพึงปฏิบัติตามหลักธรรมของท่านย่อๆ คือ ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้บริสุทธิ์
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#5 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 12:03 AM

ชาวพุทธที่ดี (ในทัศนคติของผม) คือ ผู้ที่สามารถน้อมนำเอาคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติ และสามารถซึมซับเอาคำสอนเหล่านั้น ให้เข้าไปสู่ก้นบึ้งแห่งจิตใจได้ และในยามที่ต้องประสบกับสถานการณ์คับขัน หรืออารมณ์อันไม่น่าพอใจ ก็สามารถน้อมนำเอาธรรมะของพระพุทธองค์ มาเป็นเครื่องเตือนสติและข่มใจ มิให้เผลอไผลซัดส่ายไปในอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ พุทธศาสนิกชนที่ดีต้องมีศรัทธาเดินหน้า มีสัมมาทิฏฐิและสัมมาปัญญาคอยกำกับตามหลังอยู่เสมอ อีกทั้งการกระทำและคำพูดนั้น ต้องเสมอกันด้วย กล่าวคือ พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น ต่อหน้าประพฤติเช่นไร ลับหลังประพฤติเช่นนั้น ดังนี้

#6 นิ่งๆ นุ่มๆ

นิ่งๆ นุ่มๆ
  • Members
  • 618 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 12:07 AM

ต้องหยุด (เป็นตัวสำเร็จ)
อย่าทำตัวเหมือนเรือ ที่เก็บขยะในมหาสมุทร ใครเขาจะพูดอะไร จะว่าอะไรเราให้ใจขุ่น ก็อย่าไปสนใจ ปากก็ของเขา ความคิดก็ของเขา อย่าเอามาแบกไว้ เพราะสุดท้ายเรือจะล่มอยู่กลางมหาสมุทร ไปไม่รอด
น้าจี้

#7 VCO

VCO
  • Members
  • 322 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 02:09 AM

ผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง

#8 ฟ้ายังฟ้าอยู่

ฟ้ายังฟ้าอยู่
  • Members
  • 2511 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 11:21 AM

ในทะเบียนบ้านเขียนไว้ว่า

"นับถือศาสนา : พุทธ"
"เกิดมาว่าจะมาหาแก้ว พบแล้วไม่กำจะเกิดมาทำไม
อ้ายที่อยากมันก็หลอก อ้ายที่หยอกมันก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย.."
พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)


#9 Trai072

Trai072
  • Members
  • 225 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 11:35 AM

^^~*

คำว่าคนพุทธ ผมว่าเป็นการเรียกกลุ่มบุคคลที่กระทำตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของตนเอง

เปรียบว่า คนเขา คนหมู่เกาะ ฯ กลุ่มบุคคลเหล่านี้ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองครับ

เพราะฉะนั้น คนพุทธ ควรดำเนินตามวิธีชาวพุทธ ที่พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านทรงให้แนวปฏิบัติไว้แล้วใช่มั้ยครับ ...

แต่ถ้าเรายังมองไม่ออก ก็เชิญชวน ดู DMC นะครับ

แล้วเราจะได้รับรู้ ถึงวิถีคนพุทธอย่างแท้จริง ครับ

ขอกราบอนุโมทนาบุญนะครับ ... สาธุ ... ครับ


ปล. ก็มีภาพ ของคนพุทธกลุ่มหนึ่งที่ได้ปฏิบัติ กันมาอย่างจริงจังและยาวนานครับ

แหล่งข้อมูล ก็ www.DMC.tv ครับ ^^~*

ไฟล์แนบ

  • แนบไฟล์  138_S_1_.jpg   68.5K   38 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  142_S_1_.jpg   166.29K   35 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  144_S_1_.jpg   186.4K   36 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  54_L_1_.jpg   228.66K   33 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  55_L_1_.jpg   297.17K   40 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  112_S_1_.jpg   133.47K   36 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  134_S_1_.jpg   164.38K   34 ดาวน์โหลด


#10 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 12:22 PM

ผมไปเจอมาในนี้อะครับ คนที่ใช้ชื่อ"ชาวพุทธคนหนึ่ง" จริงๆผมเคยเห็นเขาเอามาโพสใน######ละเอียดกว่านี้แต่มันหายไปแล้วเห็นเขาว่าสติจะเป็นตัวกำกับในอารมณ์ตลอดเวลา แล้วใช้ปัญญาเป็นตัวแทงตลอดเพื่อให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาดับไป

http://www.bpct.org/...&id=286&catid=7


สมาธิ 40 วิธีครับ
http://www.dhammatha...ncentrate03.php

และในสมาธิ 40 วิธี(ซึ่งเป็นลักษณะของสมถะกรรมฐาน) ก็ควรเจริญไปพร้อมกับวิปัสนากรรมฐาน โดยการนำปัญญาที่ไม่ยึดติดกับวิชาสมถะกรรมฐานใดๆไปตรวจสอบดูอารมณ์ของตนขณะปฏิบัติสมาธิ เมื่อใดก็ตามที่รู้เท่าทันอารมณ์ก็ดับในอารมณ์นั้นทำเช่นนี้บ่อยจนเป็นนิสัยก็จะระงับอารมณ์ต่างๆได้เอง ไม่มีอารมณ์เกิดดับขึ้นมาอีกเพราะขัดเกลาจนเป็นนิสัยไปแล้วเหลือเพียงจิตที่สงบนิ่งเพียงจิตเดียวที่ไม่มี การปรุงแต่งจากอารมณ์อีก


http://84000.org/tip...299&pagebreak=0
"
ยังมีอันนี้อีกไม่ทราบว่าพวกท่านมีความเห็นว่ายังไงบ้างกับคำพูดของชาวพุทธคนหนึ่งในwebboard bpct
"
จากความคิดของผมนะครับ
สำหรับสมาธิบางอย่างใช้อารมณ์ในการปรุงแต่งจิตให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงยึดอารมณ์นั้นเป็นสำคัญในการทำสมาธิ อาจฟังดูเหมือนขัดแย้งกับจุดมุ่งหมายที่ใช้กำจัดอารมณ์ แต่ถ้าพิจรณาให้ดีแล้ว สาเหตุที่พระพุทธองค์ยังทรงแนะนำก็คงเป็นเพราะการปรุงแต่งจิตบางอย่างเป็นการปรุงแต่งอารมณ์ชนิดหนึ่งเพื่ อทำร้ายอารมณ์อีกชนิดหนึ่งเช่น

ตัวอย่างที่1
อย่างอสุภะ 10เป็นการปรุงแต่งจิตแห่งความรู้สึกรังเกียจให้เกิดความรู้สึกรังเกียจในราคะ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการปรุงแต่งจิตเพื่อทำลายการปรุงแต่งจิตที่เกิดจากราคะก็ว่าได้จัดได้ว่าเป็นแนวทา งอีกอันหนึ่งที่ดีสำหรับ ผู้ที่ทำสมาธิแล้วถูกเบียดเบียนจากราคะ
(ในความเห็นของผมนะครับข้อเสียคือทำให้เกิดความกลัว)

ตัวอย่างที่2 อนุสติ 10
ขอยก6ข้อบนมาก่อนนะครับ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ เหมาะสำหรับคนที่เกิดอาการกลัวเพราะต้องนั้งสมาธิในที่เปลี่ยวจึงปรุงแต่งอารมณ์ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งในนี ้มาปกปักรักษาเพื่อให้สามารถรักษาสมาธิในที่นั้นได้
(ในความเห็นของผมนะครับข้อเสียคือทำให้เกิดโมหะ บางครั้งอาจลามไปถึงความถือดี อวดตัว) "
แต่โดยส่วนตัวผม ผมกับรู้สึกว่ามันฟังดูเรียบง่าย(แต่ปฏิบัติยากจัง)

#11 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 12:26 PM

อ้อลืมบอกไปที่ผมบอกว่าคุณ"ชาวพุทธคนหนึ่ง"ที่สอนไม่เหมือนคือที่บอกว่าของเราเป็นพุทธานุสติซึ่งพระพุทธองค์ไม่ทรงเน้น แต่พระพุทธองค์ทรงเน้นอานาปานสติเป็นหลักตามวรรคที่สองผมอ่านดูแล้วรู้สึกแปลกใจเลยอยากถามอะไรหน่อยอะครับ???

#12 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 12:31 PM

โทษทีลืมโพสส่วนที่ผมพูดถึงครับ

"แล้วที่พระพุทธองค์ทรงเน้นไปที่อานาปานสติมากที่สุดเพราะการทำสมาธิแบบอื่นมักก่อให้เกิดภาวะโมหะได้ง่ายท ั้งนี้เนื่องจากสมาธิบางอย่างใช้อารมณ์ในการปรุงแต่งจิตให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงยึดอารมณ์นั้นเป็นสำคัญในก ารทำสมาธิ ผิดกับอานาปานสติซึ่งใช้สติเป็นตัวยึดสภาวะสังขารในตัวเราแล้วจึงก่อเกิดเป็นสมาธิ แล้วจุดประสงค์สุดท้ายในการทำสมาธิจริงๆก็เพื่อกำจัดอารมณ์แห่งการปรุงแต่งจิตซึ่งจะก่อให้เกิดความฟุ้งซ่ าน(อุทธัจจะ)ไม่ใช่หรือครับ ผมเลยเข้าใจว่าอานาปานสติน่าจะดีที่สุด ก็ไม่รู้นะครับ "


#13 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 03:46 PM

หลวงพ่อสดช่วงที่ท่านนั่งสมาธิท่านก็ฝึกอานาปานุสติครับ แต่เนื่องจากผู้ที่จะฝึกอานาปานุสติได้นั้นจะต้องมีสมาธิที่สูงมากเนื่องจากลมเป็นของละเอียดรู้เห็นได้ยาก การรวมจิตให้สงบเป็นหนึ่งเดียวจึงต้องใช้สมาธิที่สูงมากครับ ถ้าสมาธิไม่ได้ก็จะได้เพียงความสงบกาย วาจา ใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ

สำหรับกสิณนั้นเป็นกสิณภาพสังเกตได้นึกได้ ย่อมจะทำให้จิตรวมเป็นสมาธิได้ง่ายกว่าการพิจารณาลมหายใจอยู่แล้วครับ แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่จริตของแต่ละบุคคลนะครับ ไม่จำเป็นต้องฝึกอานาปานุสติหมดทุกคนครับ

สำหรับแนววิชชาธรรมกายนั้นเป็นการฝึกอาโลกสิณ คือ กสิณแสงสว่างซึ่งมีในวิสุทธิ์มรรคครับ อย่ากังวลใจไปเลยครับ
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#14 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 04:51 PM

สำหรับเรา นิยามของ"ชาวพุทธ"คือ
"ผู้ไม่ประมาทในการสร้างบารมี"

#15 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 05:15 PM

ขอใช้ชื่อ นักล่ามารแล้วกันครับ

มั่วแล้วคุณxlmen
อาโลกสิณเป็นอันเดียวกันกับ กสิณแสงสว่าง คือการเพ่งแสงสว่างที่ลอดช่องหลังคาลงมากระทบพื้น หรือฝาผนังเป็นวงกลม หรืออาจจะประยุกต์ใช้แสงอย่างอื่นก็ได้ โดยทำความรู้สึกถึงความสว่าง ไม่ใช่เพ่งที่สีของแสงนั้น ซึ่งแสงดังกล่าวที่เพ่งจะต้องไม่มีรูปหรือวัตถุใดๆอยู่ในแสงนั้นไม่งั้นจะเป็นการเพ่งแสงขาวได้ยังไง

ขออ้างเวปนี้นะครับ
http://www.konmeungb...asin10/alo.html

แต่ที่หลวงพ่อท่านสอนนี้ให้จับถึงดวงธรรมกายที่เห็นเป็นพระพุทธรูปอยู่เลยไม่ใช่หรือครับ

อ้อแล้วที่ผมพูดนี้หมายถึงแสงขาวนะครับไม่ใช่วัตถุสีขาวเดี๋ยวจะกลายเป็นกสิณสีขาวไป ที่ให้เพ่งแสงขาวนี้ก็เพราะหากเพ่งนานๆตาจะแยกสเปรกตรัมสีได้ไม่เชื่อลองดูครับ

#16 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 05:31 PM

QUOTE
อ้อแล้วที่ผมพูดนี้หมายถึงแสงขาวนะครับไม่ใช่วัตถุสีขาวเดี๋ยวจะกลายเป็นกสิณสีขาวไป ที่ให้เพ่งแสงขาวนี้ก็เพราะหากเพ่งนานๆตาจะแยกสเปรกตรัมสีได้ไม่เชื่อลองดูครับ

เกือบไปนะครับ เกือบไป ผมกะแย้งแล้วเชียว เพราะกสิณสีขาว คือ โอทาตกสิณ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับอาโลกกสิณ ขอทิ้งท้ายไว้ว่า กสิณที่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ได้แก่ แสงสว่าง (อาโลกกสิณ) ไฟ (เตโชกสิณ) และสีขาว (โอทาตกสิณ) ครับ


#17 JOYSA

JOYSA
  • Members
  • 234 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 March 2006 - 08:31 PM

อนุโมทนาบุญทุกคำตอบเลยจ๊ะ+++++++++

#18 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 08 March 2006 - 12:30 PM

งั้นสรุปแล้วตกลงวิชาธรรมกายนี้เป็นอะไรกันแน่ครับอาโลกสิณหรือพุทธานุสติ

#19 VCO

VCO
  • Members
  • 322 โพสต์

โพสต์เมื่อ 08 March 2006 - 02:58 PM

QUOTE
เกือบไปนะครับ เกือบไป ผมกะแย้งแล้วเชียว เพราะกสิณสีขาว คือ โอทาตกสิณ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับอาโลกกสิณ ขอทิ้งท้ายไว้ว่า กสิณที่เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประการ ได้แก่ แสงสว่าง (อาโลกกสิณ) ไฟ (เตโชกสิณ) และสีขาว (โอทาตกสิณ) ครับ


ทำไมถึงมีแค่ 3 ประการหละค่ะ แล้ววิธีอื่น ๆ มีไว้ทำไมกันหละ เอาไว้ฝึกขั้นต้นหรือค่ะ
ขอบคุณค่ะ


#20 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 08 March 2006 - 10:53 PM

QUOTE
งั้นสรุปแล้วตกลงวิชาธรรมกายนี้เป็นอะไรกันแน่ครับ อาโลกกสิณหรือพุทธานุสติ

ได้ทั้งสองครับ

QUOTE
ทำไมถึงมีแค่ 3 ประการหละค่ะ

ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเข้าใจนะครับ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงคำจำกับความของคำว่า วิปัสสนา เสียก่อน คำๆ นี้มีความหมายว่า การเห็นอันวิเศษครับ ซึ่งองค์กสิณที่เกื้อหนุนต่อการรู้เห็นธรรมอันละเอียด สุขุม ประณีต (โดยตรง) นั้น พระวิปัสสนาจารย์ท่านว่า กสิณ ๓ กองนี้แล เหมาะสมที่สุดครับ

QUOTE
แล้ววิธีอื่น ๆ มีไว้ทำไมกันหละ เอาไว้ฝึกขั้นต้นหรือค่ะ

คุณ VCO ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนนะครับว่า ขณะนี้ผมกำลังพูดเน้นถึงรายละเอียดของสมถกรรมฐานในส่วนของกสิณ ๑o แต่ถ้าหากจะถามผมว่า

วิธีอื่นนั้นมิได้เกื้อหนุนต่อการเจริญวิปัสสนาหรือ? คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ
และที่ถามว่ามีเอาไว้เพื่อฝึกขั้นต้นหรือเปล่า? ตอบว่า ถูกต้องครับ เพราะสมถกรรมฐานทั้ง ๔o วิธีนั้น ล้วนเป็นฐานในการปรับใจให้หยุดนิ่งภายในให้ได้เสียก่อน เพราะหากยังหยุดนิ่งไม่ได้ ก็ยังเข้าภูมิของสมถะไม่ได้อยู่นั่นเอง และเมื่อยังเข้าภูมิของสมถะไม่ได้ การรู้เห็นอันวิเศษ (ซึ่งต้องอาศัยใจหยุดนิ่ง (สมถกัมมัฏฐาน) เป็นพื้นฐาน) จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? จริงไหมครับ?


#21 VCO

VCO
  • Members
  • 322 โพสต์

โพสต์เมื่อ 08 March 2006 - 11:01 PM

อ้อ เริ่ม get แล้ว ขอบคุณค่ะ สาธุ

#22 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 09 March 2006 - 03:26 PM

อ้อ เกลือบลืมไป แล้วก็ขอบคุณสำหรับคำตอบคุณเกียรติก้องธรณินทร์ ด้วยคร้าบ~~~บ

#23 kiat

kiat
  • Members
  • 1 โพสต์

โพสต์เมื่อ 09 March 2006 - 08:36 PM

คนพุทธ คือคนที่ละวาง ไม่ยึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรานะ และพร้อมที่จะเมตตา สงเคราะห์ชนทั่วไป ด้วยจิตที่บริสุทธิ์เปี่ยมด้วยปัญญา

#24 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 10 March 2006 - 06:46 AM

oh ah!! I like it like it when we discuss it like this! Sathu with everybody kah!! happy.gif
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#25 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 12 March 2006 - 07:53 AM

เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ เรื่อง บาป บุญ มีจริง

#26 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 27 March 2006 - 05:14 PM

คนพุทธ คือไม่ใช่ อิสลาม หรือ คริสต์ แต่คริสต์ หรือ อิสลาม อาจจะมีความเป็นพุทธได้

#27 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 31 March 2006 - 02:39 PM

รูปฌาน คือ ภาพที่สามารถนำมากำหนดเพื่อให้เกิดเป็นสมาธิและทำให้เกิดองค์ฌานได้
อรูปฌาน คือ การไม่กำหนดนิมิตเป็นอารมณ์มีการกำหนดอารมณ์ของอากาศบ้าง วิญญาณบ้าง ความว่างบ้างเป็นอารมณ์ให้เกิดสมาธิและองค์ฌาน

กสิณ ๔๐ จัดเป็นการฝึกในระดับ รูปฌาน สิ่งที่ตาเห็นได้จัดเป็นรูปที่มากระทบจักขุประสาท ส่งต่อให้จักขุวิญญาณรับรู้


หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#28 jane_072

jane_072
  • Members
  • 539 โพสต์

โพสต์เมื่อ 29 June 2007 - 01:01 PM

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยนะครับ...สาธุๆๆ