ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

รู้จักความรักสักนิด...ก่อนคิดจะ “รัก” สักครั้ง (จบ)


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 6 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 niwat

niwat
  • Members
  • 1420 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 07 July 2007 - 11:11 AM


รู้จักความรักสักนิด...ก่อนคิดจะ “รัก” สักครั้ง (3/3)</SPAN></SPAN>

รักตนซ่อนเร้นไว้...สำคัญ
ความรักอีกประเภทที่น่าสนใจและยอมรับไว้แต่โดยดีว่ามีอยู่ในมนุษย์ทุกคนก็คือ
ความรักที่ทุกคนมีให้กับตนเองเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะเผื่อแผ่ความรักไปให้คนรอบข้าง
คนที่ไม่รู้จักรักตนเอง ไฉนเลยจะรู้จักรักคนอื่นได้ เพราะสุขทุกข์ที่เกิดแก่ตนมีตนนั่นแล
เป็นผู้รองรับความรู้สึกเหล่านั้น ในเรื่องของความรักตนนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้อรรถา
ธิบายไว้ว่า อย่างไรจึงชื่อว่ารู้จักรักตน อย่างไรจึงชื่อว่าไม่รู้จักรักตน

ผู้ประพฤติสุจริตกาย วาจา ใจ ชื่อว่ารักตน เพราะความรักย่อมทำความดี ความเจริญ
ให้แก่ผู้ที่ตนรัก หากทำร้ายตนเองด้วยการประพฤติทุจริต กาย วาจา ใจ เป็นการแสวงหา
ทุกข์ใส่ตนจะเรียกว่ารักตนได้อย่างไร ดังนั้น ผู้ที่รักตนเองจึงประกอบบุญกุศลอยู่เป็นนิจ
เพื่อให้บุญนั้นติดตามตน สร้างสุข และอิ่มเอิบในบุญตลอดเวลา

มีเรื่องราวของคนที่รักกัน หากยอมรับความเป็นจริงต่อกันและกันในพระไตรปิฎกก็คือ
พระเจ้าปเสนทิโกศลและนางมัลลิกา ครั้งหนึ่งบนปราสาทอันงดงาม พระเจ้าปเสนทิโกศล
ได้ตรัสถามนางมัลลิกาผู้เป็นราชเทวีและได้รับคำตอบว่า คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ไม่มี
แก่หม่อมฉันดอก และได้ย้อนถามพระสวามีว่า มีแก่พระองค์บ้างหรือ ครั้งนั้นพระเจ้า-
ปเสนทิโกศลเองก็ยอมรับว่าคนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนย่อมไม่มีแม้แก่ฉัน เช่นกัน

แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ในหมู่ผู้ศึกษาพระไตรปิฎกว่า ความรักที่กษัตริย์และ
ราชเทวีคู่นี้มีให้แก่กันนั้น ไม่ได้น้อยกว่าคู่ใดในประวัติศาสตร์ความรักเลย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถาสรุปความว่า บุคคลค้นหาด้วยจิตตลอดทุกทิศ
ไม่ได้พบใครซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหนๆเลย สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รักตนมากเช่นนั้น
เหมือนกันเพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

บทสรุปดังกล่าว แสดงให้เห็นวิถีทางที่ถูกต้องของความรักที่แท้ของมนุษย์ เพราะมนุษย์
มีความรักในตนเองทุกคน เรารักตนเอง ผู้อื่นก็รักตนเองเช่นเดียวกับเรา ดังนั้น การจะมี
ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็คือ การที่ต่างคนต่างเคารพในความรักของกันและกัน


หยุดทุกดวงใจ....ไว้ด้วยความรัก
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราจะพบว่า ความรักแต่ละประเภท มีเรื่องปลีกย่อยที่ก่อ
ให้เกิดความแตกต่างมากมาย ในความรักของหนุ่มสาว มีทั้งความจริงใจและหลอกลวง
มีความสุขและความทุกข์ ความรักของพ่อแม่ลูก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นความรักที่บริสุทธิ์สะอาด
ก็ยังมีข้อขัดแย้งบางประการเกิดขึ้นเป็นข้อยกเว้น เช่นพ่อแม่ที่ไม่รักลูก หรือลูกอกตัญญู

แต่มีอีกความรักหนึ่งซึ่งเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เกิดจากมหากรุณาอย่างแท้จริง ไม่มีแง่มุมใด
ให้คลางแคลงสงสัย หรือมีเลศนัยใดเป็นข้อแม้ นั่นคือความเมตตาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่ทรงประทานให้แก่มนุษยโลก ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ พระพุทธองค์
ทรงเสียสละความสุขของตนด้วยความอดทนเพื่อพระโพธิญาณที่จะเจือจานมนุษยโลก
ในภายภาคเบื้องหน้า

ตั้งแต่ครั้งเป็นสุเมธดาบส ผู้ทอดตนเป็นสะพานให้พระพุทธเจ้าทีปังกรและหมู่สงฆ์ใช้เดิน
ข้ามฝั่ง ด้วยความเมตตาที่กำหนดไว้ในใจว่า เมื่อได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จักให้
มนุษย์และเทวดาทั้งหลายข้ามฝั่งด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่ของตน ความตั้งใจนี้ไม่เคย
เปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะผ่านเส้นทางสร้างบารมีด้วยความยากลำบากเพียงใด นั่นคือใจกรุณา
ที่มีให้แก่ชาวโลก การสร้างบารมี ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปโดยไม่เบี่ยงเบนเป้าหมายที่จะ
รื้อสัตว์ขนสัตว์สู่ฝั่งพระนิพพาน เพียงเท่านี้ ก็ถือเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงอย่างหาผู้ใด
เสมอเหมือนมิได้แล้ว

ยิ่งเมื่อเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ สามารถตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง เข้าถึงธรรม
อันไพบูลย์ที่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างถาวร ความหลุดพ้นบังเกิดแก่พระพุทธองค์ หาก
ไม่อาศัยความกรุณาใหญ่แก่หมู่สัตว์ พระพุทธองค์คงยึดดำริเดิมที่จะไม่เสียเวลาประกาศธรรม
ให้เหน็ดเหนื่อยเพราะทรงเล็งเห็นแล้วว่า ธรรมที่พระพุทธองค์บรรลุเป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายผู้มี
ราคะ โทสะครอบงำแล้วไม่อาจจะเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ

แต่เมื่ออาศัยมหากรุณา พระพุทธองค์ได้ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุอีกครั้ง จึงพบว่าสัตว์
ทั้งหลายนั้น มีทั้งที่มีธุลีในตาน้อย สามารถเข้าถึงธรรมได้จึงได้ทรงประกาศธรรม และถ่าย
ทอดสู่พระสาวก ตกทอดมาเป็นธรรมอันวิจิตรจนมาถึงปัจจุบันให้เราซึ่งเป็นชนรุ่นหลังจาก
พระพุทธองค์ถึงกว่า ๒๕๐๐ ปี มีโอกาสได้พบกับความสุขอันเกิดจากธรรมอำไพ นี่คือที่สุด
ของความรัก ที่มนุษย์จะพึงได้รับในชีวิต ความเมตตาที่ทรงกรุณาชี้เส้นทางแห่งความสุข
ที่แท้จริงไว้ โดยไม่ต้องแสวงหา

จึงเป็นความรัก ความเมตตาที่ควรค่าแก่การบูชา....ตลอดกาล

Ref:วารสารกัลยาณมิตร เดือนกุมภาพันธ์ 2542 - นภาพร วรสายัณห์




#2 บี

บี
  • Members
  • 151 โพสต์

โพสต์เมื่อ 08 July 2007 - 09:43 PM

อนุโมทนาบุญด้วยครับ

#3 sunshining

sunshining
  • Members
  • 111 โพสต์

โพสต์เมื่อ 09 July 2007 - 09:10 AM

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

#4 ปัจเจกชน บนทางสายกลาง

ปัจเจกชน บนทางสายกลาง
  • Members
  • 4109 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:จ. สงขลา

โพสต์เมื่อ 14 July 2007 - 12:14 PM

ขอกราบอนุโมทนาบุญกับคุณ niwat ด้วยนะครับ สาธุ

#5 suppy001

suppy001
  • Members
  • 2210 โพสต์

โพสต์เมื่อ 29 October 2007 - 06:18 AM

สาธุครับ

#6 krittiya

krittiya
  • Members
  • 77 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:56ถถนฟากอง อ.เมือง จ.น่าน

โพสต์เมื่อ 02 November 2007 - 02:40 PM

สาธุค่ะ

#7 Nee-Sansanee 2

Nee-Sansanee 2
  • Members
  • 883 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 04 October 2010 - 10:28 PM

สาธุกับบทความดี ๆ นี้ด้วยค่ะ

"รักแล้วต้องเคารพสิทธิของกันและกัน"