ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า รักษาโรคร้าย ร้าย


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 14 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 22 February 2006 - 11:26 AM

โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้า

สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์


โรคมะเร็งซึ่งถือกันว่าเป็นโรคร้ายแรงในยุคปัจจุบัน
ได้ถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันว่ามีโครงสร้างของโมเลกุลเป็นอย่างไร
ทำให้สามารถตรวจสอบอาการของมะเร็งได้ง่ายขึ้น
เพราะเมื่อพบโมเลกุลของเซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าเป็นโมเลกุลของมะเร็งแล้ว
ก็รู้ได้โดยง่ายว่าเป็นมะเร็ง

พวกฝรั่งเขาเก่ง โฆษณาเก่ง อะไรๆ ก็อ้างว่าเป็นผู้คิด ผู้รู้
หรือเป็นผู้คนพบ แล้วเหมารวมเอาว่าเป็นภูมิปัญญาของฝรั่ง
อย่างดินปืนหรือเข็มทิศนั่นประไร คนจีนเขาคิดได้ก่อนร่วมสองพันปี
ฝรั่งเอาไปพัฒนาแล้วอ้างเอาว่าเป็นต้นคิด

แม้กระทั่งปืนกลอะไรนั่น ความจริงขงเบ้งได้คิดใช้ก่อนแล้วตั้งแต่เกือบสองพันปี
ดังที่มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในสามก๊ก

เซรุ่มหรือวัคซีนในการรักษาป้องกันโรคและพิษหลายอย่าง ฝรั่งก็อ้างผูกขาดเอาว่าเป็นต้นคิด
ทั้งๆ ที่ความจริงแนวความคิดในการผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนไม่ใช่เรื่องใหม่
หากเป็นเรื่องที่มีมานานแล้วอย่างน้อยก็สองพันกว่าปี
อันเซรุ่มหรือวัคซีนนั้นหลักการอันเป็นแนวคิดก็คือการใช้พิษฆ่าพิษหรือข่มพิษ
มีการเอาพิษหรือเชื้อโรคไปบ่มไปเพาะ แล้วนำไปใช้ในการป้องกันหรือรักษาพิษหรือโรค

ฝรั่งคิดเรื่องนี้ได้ในระยะเพียงประมาณไม่กี่ร้อยปีมานี้
แต่จีนคิดและใช้ความรู้เกี่ยวกับพิษข่มพิษหรือใช้พิษแก้พิษมาร่วมสองพันปีแล้ว ยาแผนโบราณของจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนมากล้วนได้ใช้หลักพิษข่มพิษหรือพิษแก้พิษ

ฝรั่งเคยเอายาจีนไปพิสูจน์แล้วออกข่าวโวยวายว่าเป็นยาที่กินไม่ได้เพราะมีสารพิษเจือปน
ก็เพราะนัยดังกล่าวนี้เอง ทั้งๆ ที่ในการใช้บำบัดรักษาจริงๆ แล้ว สามารถใช้ได้ผลเป็นอย่างดี

ดังเช่นยารักษาโรคมะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะลำไส้ที่มีชื่อว่าเปี่ยนเซฮวง หรือเพี้ยนจื่อ หวัง หากเอาไปพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่ามีสารพิษบางอย่างซึ่งฝรั่งถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ในการใช้บำบัดรักษาผู้เป็นโรคมะเร็งในหลายประเทศทั่วโลกปรากฏว่าใช้ได้ผลดี

พรรคพวกคนหนึ่งเป็นโรคไวรัสบีที่ตับ ตัวเหลืองซีด เดินไม่ได้ กินไม่ได้
อีกไม่นานก็จะตายแล้ว แต่พอได้กินยาดังกล่าวเข้าประมาณ 20 เม็ด ก็เริ่มสามารถเดินได้
ครั้นกินไปได้ครบ 60 เม็ด ตัวที่เหลืองซีดก็หาย ผลตับก็ดีขึ้นและเป็นปกติจนถึงทุกวันนี้

พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเราทรงพบหลักการบำบัดรักษาโรคทำนองเดียวกับ
เซรุ่มหรือวัคซีนก่อนใครในโลก เป็นวิธีที่ง่าย สะดวกในการใช้สอย และได้ผลจริง
มีความแสดงไว้อย่างชัดเจนทั้งในพระสูตรและพระวินัย
อย่าได้คิดว่าเป็นการค้นพบโดยการทดลองทางวิทยาศาสตร์
หากเป็นการรู้เห็นด้วยญาณอันวิเศษ และปฏิบัติใช้ได้ผลมาแล้วกว่าสองพันห้าร้อยปี

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นผลดีของโอสถวิเศษดังกล่าวนี้
จึงบัญญัติไว้ในพระวินัยให้เป็นวัตรปฏิบัติสำคัญ 1 ใน 3 ประการของภิกษุ
พระภิกษุต้องมีวัตรปฏิบัติ 3 ประการคือ
การถือไตรจีวรเป็นประจำอย่างหนึ่ง
การบิณฑบาตอย่างหนึ่ง
และการทำน้ำมูถเน่าฉันอีกอย่างหนึ่ง

การบิณฑบาตเป็นวัตรก็คือการออกกำลังกายในยามเช้า ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า morning walk
หรือ จ็อกกิ้งอะไรก็ตามเถิด แต่แท้จริงแล้วก็คือการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
ที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเป็นปกติ เส้นสายได้คลี่คลาย ได้ทั้งเหงื่อ ได้ทั้งอาหาร

โดยเฉพาะเวลาอุ้มบาตรแนบกับท้องน้อย ความอุ่นของบาตรพระที่มีข้าวสุกอยู่ในบาตร
ได้เคล้าคลึงอยู่กับหน้าท้อง

ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นสายและเลือดลมทั้งปวง ทำให้กายมีความเป็นปกติ เป็นอยู่สบาย แม้ในทางธรรมเล่าก็ทำให้ผู้เป็นพุทธบริษัทได้มีโอกาสทำบุญ บำรุงจิตใจให้อาบเอิบอยู่ด้วยบุญ
จาคะ และการสละละวาง ประโยชน์ใหญ่หลวงอันเกิดแต่บิณฑบาตมีอยู่ดังนี้

ส่วนการทำมูถเน่าฉันนั้นก็คือการเอาน้ำปัสสาวะของตนเองทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาแต่กลางน้ำ
ดองกับลูกสมอหรือมะขามป้อมก็ได้ หมักบ่มไว้เป็นเวลา 90 วัน ก็ใช้ฉันได้
หรือจะฉันสดโดยรองเอาแต่เฉพาะช่วงกลาง ทิ้งหัวทิ้งท้ายก็ได้
และนี่เป็นวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีผลในการป้องกัน บำบัด และรักษาโรคที่มีผลชะงัด
พิสูจน์เมื่อใดก็ใช้ได้เมื่อนั้น ได้ผลเมื่อนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนในลัทธิศาสนาใดๆ หรือมีเพศวัยอะไร

คนโบราณหรือคนที่มีอายุเกินกว่า 45 ปี
ก็คงเคยได้กินยาแผนโบราณที่ใช้น้ำปัสสาวะเด็กเป็นกระษัยยามาบ้างแล้ว
นั่นเป็นเรื่องของคนที่ขยะแขยงน้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถ

พระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้ใช้น้ำปัสสาวะของตนเองย่อมมีมาแต่เหตุว่า
อาการของโรคใดๆ ของคนใดคนหนึ่งย่อมต้องบำบัดรักษาด้วยน้ำมูถหรือน้ำปัสสาวะของผู้นั้น
จะใช้ของผู้อื่นไม่ได้

มีผู้ใช้โอสถทิพย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าในการบำบัดรักษาโรคหลายอย่างหลายชนิดตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบัน
ตั้งแต่ป่วยเป็นไข้ เป็นฝีในท้อง เป็นโรคลำไส้ เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง มะเร็ง และโรคอื่นๆ สารพัด

ได้ทราบข่าวหลายกระแสและค่อนข้างจะแน่ชัดแล้วว่า น้ำมูถเน่าหรือน้ำปัสสาวะนั้นสามารถบำบัดรักษาโรคเอดส์ได้ด้วย เหตุที่มีการทดลองใช้น้ำปัสสาวะหรือน้ำมูถเน่ารักษาโรคเอดส์เนื่องจากการรักษาแผนปัจจุบันนั้นเป็นอันสิ้นหวัง และยังไม่สามารถค้นพบยาขนานอื่นใดที่รักษาโรคเอดส์ได้อย่างแท้จริง

จึงทำให้ผู้เป็นโรคเอดส์ที่ว่านี้ทอดอาลัยตายอยาก แล้วคิดว่าไหนๆ ก็จะตายแล้ว
ลองใช้โอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าบ้างจะเป็นไรไป
ครั้นทดลองเอามากินเพียง 10 กว่าวัน
ลิ้นและปากที่เป็นฝ้ากินอะไรไม่ได้ก็เริ่มกินน้ำได้คล่องคอแล้วค่อยๆ กินอาหารได้

พอกินอาหารได้ความซูบซีดผอมแห้งแรงน้อยก็ค่อยๆ หาย
เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นโดยลำดับ 6 เดือนผ่านไปเนื้อหนังมังสาผิวพรรณ
เริ่มเหมือนผู้คนมากกว่าที่เหมือนเปรตดังแต่ก่อน ค่อยๆ เดินได้ ออกกำลังกายได้

8 เดือนผ่านไปก็มั่นใจว่าโอสถวิเศษของพระพุทธเจ้าสามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายได้อย่างแน่นอน

จึงกินต่อมาเรื่อยๆ 5 ปีผ่านไปแล้วบางราย 3 ปีผ่านไปแล้วก็สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติยิ่งขึ้น
หรือเหมือนกับคนปกติแล้ว

ตรองดูเหตุผลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าวางพุทธบัญญัติให้พระภิกษุฉันน้ำมูถเน่าเป็นวัตร
ก็คงเนื่องมาแต่ยุคพุทธกาลนั้นบ้านเมืองยังทุรกันดาร หมอก็คงหาลำบาก
ยามพระภิกษุป่วยไข้จะหาหยูกยาที่ไหนมารักษา

และวิธีที่ดีและง่ายที่สุด หาได้ทุกเมื่อทุกวันเวลาก็คือน้ำปัสสาวะของตนเอง
เหตุที่ต้องใช้น้ำปัสสาวะของตนเองก็เพราะว่าน้ำปัสสาวะของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่กลั่นจากน้ำในกาย
ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง และน้ำทุกชนิดในกายอันยาววาหนาคืบนี้

โดยไตเป็นกลไกในการขับกรอง โรคทั้งหลายในกายย่อมอาศัย ย่อมมีเหตุปัจจัยและย่อมมีผลเกี่ยวด้วยน้ำหลายชนิดดังกล่าวในกายของตัวเองนั่นเอง
เป็นโรคอะไรน้ำในกายก็ย่อมมีสารอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยของโรคนั้นอยู่

เมื่อผ่านการกลั่นกรองของไตกลายเป็นน้ำปัสสาวะแล้ว
น้ำปัสสาวะนั้นจึงเหมือนกับเซรุ่มหรือวัคซีนที่พวกฝรั่งเพิ่งค้นพบในภายหลังนั่นแหละ

เมื่อมองดังนี้ก็จะเห็นได้ว่าน้ำปัสสาวะของคนเราแท้จริงแล้วก็คือ
เซรุ่มหรือวัคซีนที่ธรรมชาติประทานไว้ให้กับคนเรานั่นเอง

เป็นเซรุ่มหรือวัคซีนธรรมชาติที่สามารถใช้ป้องกันบำบัดรักษาโรคประจำกายได้โดยอัตโนมัติ
เป็นโรคอะไรหรือจะเป็นโรคอะไรร่างกายก็จะผลิตน้ำปัสสาวะ
ที่เสมือนดังหนึ่งเซรุ่มหรือวัคซีนที่จะมีผลต่อการบำบัดรักษาโรคนั้นอย่างตรงตัวที่สุด

อุปมาเหมือนกับการเอาพิษงูเห่าไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูเห่า หรือการเอาพิษงูจงอางไปทำเซรุ่มรักษาพิษงูจงอางนั่นแล
โรคเอดส์ก็ประกอบด้วยน้ำ มีเหตุมีปัจจัยจากน้ำ และก่อผลแก่น้ำอันมีอยู่ในกาย

เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายคนเราจึงผลิตเซรุ่มหรือวัคซีนที่รักษาโรคเอดส์ โดยการใช้น้ำปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นโรคเอดส์นั้นในการบำบัดรักษาโรคเอดส์ให้หาย

สมญานามของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่าเป็นผู้แจ้งโลกนั้น ไม่ว่าจะคิดจะพิจารณาศึกษาค้นคว้าในเรื่องไหนๆ ก็จะเห็นได้ถึงความรู้แจ้งโลกหรือความเป็นสัพพัญญูอย่างถ่องแท้
ได้ลองค้นคว้าตำรายาในพระไตรปิฎกก็ได้พบตำรายามากหลาย

หากมีวันเวลาว่างและกองบรรณาธิการอนุญาตแล้วก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องตำรายาในพระไตรปิฎก
เพื่อเป็นธรรมทานแก่เพื่อนมนุษย์สักครั้งหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจก็คอยติดตามเอาเองก็แล้วกัน

น้ำปัสสาวะสดอย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องสกปรกโสมม คิดเสียว่าเหมือนกับน้ำลายที่อยู่ในปาก
สามารถกลืนกินได้ฉันใด น้ำปัสสาวะก็ดื่มกินได้ฉันนั้น แต่เอาหละเพื่อความสะอาดช่วงต้นช่วงปลายอาจจะมีกลิ่นอันน่ารังเกียจอยู่บ้างก็ทิ้งไปเสีย
เอาแต่ตอนกลางดื่มเช้าหนหนึ่ง ก่อนนอนหนหนึ่งก็ถือได้ว่าเป็นโอสถวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ และสามารถบำบัดรักษาโรคที่มีอยู่ในตนได้ทุกอย่าง

รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน
บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค

ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน
ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด
ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด

จะกินน้ำปัสสาวะเพื่อป้องกันรักษาโรคก็ได้
หรือถ้ารังเกียจก็คอยจนเป็นโรคใดโรคหนึ่งที่หมอไม่รับรักษาแล้วค่อยทดลองกินก็ได้

ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัยที่ยังประโยชน์ยิ่งแก่หมู่สัตว์จงประสิทธิ์ประสาทฤทธิ์ของโอสถทิพย
์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่คนทั้งปวงเทอญ

สิริอัญญา, ข้างประชาราษฎร์
ผู้จัดการ 31 มีนาคม 2545

รูปภาพแนบ

  • R446_6.jpg


#2 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 22 February 2006 - 05:18 PM

สาธุค่ะ

แต่กลางนี่หมายความว่าไงคะ
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ




muralath2@hotmail

#3 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 12:21 PM

ที่ว่าปัสสาวะตอนกลางคือ เนื่องจากปัสสาวะตอนต้นจะปนเปื้อนกับเชื้อที่ปลายท่อมาก ไม่สะอาด ส่วนตอนปลายอาจมีตะกอนในกระเพาะปัสสาวะมาปนมาก จึงใช้ปัสสาวะตอนกลาง

นอกจากนี้ปัสสาวะตอนกลางยังเป็นมาตราฐานที่ทางการแพทย์ใช้ตรวจวินิจฉัยโรคอีกด้วย



#4 Nu

Nu
  • Members
  • 224 โพสต์

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 10:33 PM

แล้วต้องกินมากน้อยแค่ไหนจ๊ะถึงจะพอดี

#5 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 10:53 PM

มีความรู้เพิ่มเติม มาฝากครับ

ดื่มน้ำปัสสาวะ ทางเลือกบำบัดโรค
โดย ผู้จัดการออนไลน์
27 กรกฎาคม 2548 17:11 น.

แพทย์ระบุการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ บำบัดโรคปวดเรื้อรัง
แผลไฟไหม้พุพอง มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ โดยใช้หลัก "พิษต้านพิษ" คล้ายกับการฉีดเซรุ่มถอนพิษงู
ย้ำต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองเท่านั้น ใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เจ้าของสถานพยาบาลธรรมชาติบำบัด กล่าวในการบรรยายเรื่อง
การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรค ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ว่า

การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคมีตั้งแต่สมัยพุทธกาลโดยพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในนิสสัย 4 คือ
ปูติมุตตเภสัช -ยาจากน้ำมูตรเน่าหรือน้ำปัสสาวะเป็นสิ่งที่สงฆ์พึงกระทำ

การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองโดยดื่มก่อนนอนและดื่มตอนเช้าครั้งละ 100 ซี.ซี. ถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกใช้การบำบัดโรคแบบนี้โดยดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดอาการปวดเรื้อรัง เช่น
ปวดหลัง ปวดข้อ ปวดไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ
รักษาโรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน มะเร็ง ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง
ใช้ผ้าชุบน้ำปัสสาวะปิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

ส่วนประกอบของปัสสาวะเป็นน้ำร้อยละ 95 ยูเรียร้อยละ 2.5 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 2.5 การใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคอธิบายได้ด้วยหลักฮีโมโอพาธี หรือ หลักพิษต้านพิษ เช่น
ฉีดพิษงูทีละน้อย ๆ เข้ากระแสเลือดม้าจนได้ซีรั่มหรือน้ำเหลืองม้า กลายเป็นเซรุ่มฉีดแก้พิษงู
นำพิษของต้นควินินที่ทำให้หนาวสั่น มาเป็นยารักษาไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น

"หลวงปู่โง่น ซึ่งเป็นพระนักปฎิบัติ มีอายุยืนยาว ท่านก็ใช้น้ำปัสสาวะบำบัด
มีประชาชนที่อยู่ใกล้วัดของพระดุษฎี เมธังกุโร จังหวัดชุมพร
เลื่อมใสศรัทธาดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเหมือนกัน เขาก็สุขสบายดี ในภาวะที่คนเรายากจน
โครงการ 30 บาทงบประมาณก็ไม่พอ เศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนพึ่งตนเองได้
การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นการดื่มด้วยคามสมัครใจ ไม่มีใครบังคับได้
ไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนยาหรือ วิตามิน เพราะต้องดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเท่านั้น"

นพ.บรรจบ ย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยเกี่ยวกับพิษหรือโทษของการดื่มน้ำปัสสาวะ
ในประเทศไทย ผู้ที่บอกว่า ดื่มน้ำปัสสาวะระวังโรคไตเพราะปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกจากร่างกายนั้น ผู้ที่พูดลักษณะนี้ควรมีหลักฐานมายืนยันด้วย

อย่างไรก็ตาม น้ำปัสสาวะบำบัดโรคเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน มะเร็ง ต้องรักษาด้วยการแพทย์ปัจจุบัน ปรับพฤติกรรม คือ
หากต้องผ่าตัดก็ต้องผ่าตัดเนื้อร้ายออก มีข้อควรระวังคือ
อย่าดื่มน้ำปัสสาวะของคนอื่น ผู้ที่มีโรคระบบทางเดินปัสสาวะ มีประจำเดือน
ไม่ควรดื่มน้ำปัสสาวะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาด้วย

"ชาวจีนมีความเชื่อว่า ดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชาย สำหรับคนอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หลักการแพทย์พื้นบ้านไทย ใช้น้ำปัสสาวะเป็นยาดองเพื่อปรุงโอสถ เช่น ดองสมอไทย สมอภิเพก มะขามป้อม เป็นยาอายุวัฒนะ"

..............

ปัสสาวะบำบัดโรคได้จริงหรือ?
โดย Uncle fat
4 พฤศจิกายน 2547 09:33 น.

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาต่อเนื่องมาโดยตลอด สำหรับประเด็นเรื่องการดื่ม “น้ำปัสสาวะ” เพื่อรักษาโรค ฟังแล้ว...บ้างก็ว่าเป็นเรื่องจริงและเป็นหนึ่งในการแพทย์ทางเลือกที่มีผู้ใช้จริงจำนวนหนึ่ง
ใครที่เคยไปเมืองจีน คงจะเคยได้ยินเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะอยู่บ้าง โดยบอกว่า การดื่มน้ำปัสสาวะของเด็กผู้ชายช่วยทำให้คนที่ผอมแห้งแรงน้อยเจริญอาหารและมีสุขภาพดีขึ้น หรือเมื่อไม่น่านมานี้ก็มีหมอพื้นบ้านของไทยคนหนึ่งออกมาแนะนำให้นำน้ำปัสสาวะมาดองยาแล้วดื่ม ซึ่งก็มีคนในละแวกนั้นปฏิบัติตามอยู่ไม่น้อย

ที่สำคัญคือ ในตำราการแพทย์แผนไทยก็มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะเอาไว้ด้วย

ขณะที่คนที่ไม่เชื่อก็ชักสีหน้าขยะแขยง และบ่นพึมพรำออกมาอย่างหัวเสียว่า จะดื่มเข้าไปได้อย่างไร เพราะน้ำปัสสาวะนั้นเป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย

แน่นอนว่า...เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ และจำเป็นที่จะต้องเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นกันไปเรื่อยๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าทางสติปัญญาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการมองต่างมุมเช่นนี้

แม้ “ผู้จัดการสุขภาพ” เคยได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคมาพอสมควร แต่เพื่อความกระจ่างแจ้งก็จำเป็นที่จะต้องวางตัวเป็นกลาง และหา “ผู้รู้” มาช่วยอธิบายกัน
ซึ่งคิดสะระตะดูแล้ว ก็เห็นว่า “คุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล”
แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี น่าจะไขข้อข้องใจได้

คุณหมอบรรจบเล่าให้ฟังว่า ไม่เพียงแค่ตำรายาของจีนและไทยเท่านั้นที่มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ เพราะหากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า

ในสมัยกรีกหรือเมื่อประมาณ 2,000 ปีที่ผ่านมาก็พูดถึงเรื่องการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรค
และเมื่อค้นลึกลงไปในคัมภีร์ไบเบิลก็มีบันทึกเอาไว้ว่า “สูจงใช้น้ำจากน้ำพุภายในร่างกายของเจ้า...
ในการบำบัดรักษาโรค” ซึ่งก็หมายถึงน้ำปัสสาวะนั่นเอง

ขณะที่ในอินเดียเองก็มีเหมือนกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่ปฏิบัติโยคะ

ทีนี้ ในพุทธศาสนาของเรา...คุณหมอบรรจบเองเคยมีโอกาสได้คุยกับพระสงฆ์ที่มีความรู้ในทางธรรม
และทำให้ได้ความรู้ว่า มีคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่บทหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่า “นิสัย 4”

นิสัย 4 คือคำสอน 4 ข้อที่พระอุปัชฌาย์หรือพระผู้มีอาวุโสกว่าจะสั่งสอนอบรมให้กับพระบวชใหม่ว่า
เมื่อเป็นพระแล้วควรจะปฏิบัติอะไรบ้าง และหนึ่งในนั้นก็คือ เมื่อเจ็บป่วยให้ดื่มยาดองน้ำปัสสาวะ

“พระสมัยก่อนเล่าให้หมอฟังว่า เวลาที่จะไปธุดงค์เผยแผ่ศาสนาตามป่าเขาต่างๆ หรือในที่ห่างไกล เมื่อเกิดเจ็บป่วยก็ใช้ยาดองน้ำปัสสาวะในการรักษาโรคกันทั้งนั้น เมื่อหมอฟังข้อมูลทั้งหมดแล้วก็ทำให้เกิดความสนใจและศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ”

จากนั้นคุณหมอบรรจบก็พยายามค้นหาข้อมูลจากแห่งความรู้ที่ปัจจุบันใช้กันอย่างเป็นสากล
นั่นก็คือ “อินเทอร์เน็ต” โดยพิมพ์คำว่า URI THERAPHY เข้าไป
ปรากฏว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะแยะมากมาย
มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติหลายครั้ง

ที่สำคัญคือ มีการประชุมว่าด้วยเรื่องนี้ในระดับโลกมาแล้ว 3 ครั้ง
ครั้งแรกจัดที่อินเดีย
ครั้งที่สองจัดขึ้นที่เยอรมนีและ
ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2546 จัดที่บราซิล
ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้งมีทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมนับเป็นพันๆ คนเลยทีเดียว

คำถามใหญ่คำถามแรกในเวทีประชุมที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีอยู่
ในเมื่อน้ำปัสสาวะเป็นของเสียที่ขับออกมาจากร่างกาย
ดังนั้น ไม่น่าที่จะมีคุณสมบัติที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

ในเรื่องนี้คำตอบมีอยู่ว่า....ปกติแล้วไตของมนุษย์นั้นมีหน้าที่ในการคัดเอาสิ่งของสกปรกออกจากร่างกาย
ไตมีหน้าที่จัดสมดุล และขจัดส่วนเกินที่เกิดในร่างกาย เช่น
ถ้าเราดื่มน้ำในวันนั้นมากเกินไป ก็มีการขับออกมาจากปัสสาวะ
ถ้าเรากินเกลือมากเกินไป ก็ถูกขับออกมาทางปัสสาวะ
หรือถ้าวันไหนเรากินเนื้อสัตว์มากเกินไป

ผลจากการย่อยเนื้อสัตว์ก็กลายเป็นยูเรียและขับออกมาทางปัสสาวะ
และสิ่งที่ถูกขับออกมาไม่ใช่เป็นของสกปรก

เกลือไม่ได้สกปรก ยูเรียที่เป็นกากโปรตีนก็ไม่ใช่ของสกปรก
เพียงแต่เป็นสารที่เกินความต้องการของร่างกายในห้วงนั้น
จึงมีการขับออกมา และจริงๆ แล้วปัสสาวะของคนกว่า 90-100% เป็น “น้ำกลั่น” ที่ไม่มีเชื้อโรค

ผลสรุปของการประชุมยังบอกด้วยว่า
เมื่อมีการศึกษาสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำปัสสาวะก็พบว่า มีเปอร์เซ็นต์ของยูเรียสูงสุด
และยูเรียก็คือกากโปรตีนที่ย่อยสลายออกมา
ซึ่งยูเรียเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่หลายอย่าง แต่บทบาทที่สำคัญคือเป็นสารฆ่าเชื้อโรค

แถมเมื่อคลิ๊กไปคลิ๊กมาในอินเทอร์เน็ต คุณหมอบรรจบยังเจอข้อมูลด้วยว่า ในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นแผลกระทั่งจำเป็นต้องตัดขาทิ้งเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้
ได้ตัดสินใจที่จะเอาผ้าก๊อซจุ่มน้ำปัสสาวะแล้ววางปิดแผล จากนั้นก็เปลี่ยนเช้า-เย็น
บางรายถึงกับดื่มน้ำปัสสาวะด้วย ปรากฏว่า แผลนั้นดีวันดีคืนจนกระทั่งหาย

เมื่อหาข้อมูลมาได้จนเต็มอิ่มแล้ว คุณหมอก็ทดลองและแนะนำในคนไข้ที่สมัครใจ

คุณหมอบรรจบยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีลุงคนหนึ่งเป็นเบาหวานจนกระทั่งสีของนิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีดำ ซึ่งถ้าไปโรงพยาบาลเมื่อไหร่มีสิทธิ์ถูกตัดนิ้วค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อลุงคนนี้มาหาก็ได้ให้คำแนะนำไปว่า
น่าจะทดลองใช้น้ำปัสสาวะรักษาดู

จากนั้นก็ได้แนะนำวิธีการไปว่า ก่อนนอนให้เก็บน้ำปัสสาวะปริมาณ 1 ใน 3 ของแก้วเพื่อเอาไว้ดื่ม ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ให้เก็บน้ำปัสสาวะปริมาณ 1 ใน 3 ของแก้วเพื่อเอาไว้ดื่มอีก
แล้วก็ให้นำผ้าก็อตจุ่มน้ำปัสสาวะทำแผลเบาหวาน
ปรากกฏว่าประมาณ 2 อาทิตย์แรกเบาหวานเริ่มควบคุมได้
พอครบเดือนแรกแผลเริ่มแห้ง และในเดือนที่สองเนื้อสีดำบนนิ้วก็ค่อยๆ หลุดออกมา
และกลับคืนเหมือนนิ้วคนปกติ ซึ่งไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอเรื่องปัสสาวะบำบัดโรคไม่ใช่เพื่อต้องการเชิญชวนให้คนทั้งโลก
หรือคนไทยหันมาดื่มน้ำปัสสาวะกันเป็นล่ำเป็นสัน หรือเป็นกิจวัตรประจำวัน
เพียงแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลและการค้นคว้าต่างๆ ที่เป็นภูมิปัญญาในอีกแง่มุมหนึ่ง
ที่คุณๆ อาจจะยังไม่รู้ และสุดท้ายอาจจะเป็น “ทางเลือก”
เมื่อพบทางตันกับการแพทย์แผนตะวันตกก็เป็นได้

ที่สำคัญคือ อยากจะย้ำว่า ไม่ควรดูถูกภูมิปัญญาทางการแพทย์ที่คนโบร่ำโบราณ
ค้นคว้าและบันทึกเอาไว้ในตำรับต่างๆ
เพราะแม้จะไม่ได้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน นั่งยันและนอนยันว่าดีอย่างนั้น

ปลอดภัยอย่างนี้ แต่ก็เป็นการทดลองใช้ จริง ในชีวิตประจำวัน
ผ่านการทดสอบในคนจริงๆ มานับร้อยปี จนมีความมั่นใจว่า ได้ผล
ไม่ใช่ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าหรือไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

พูดถึงเรื่องการเป็นทางเลือก ก็คงต้องขออนุญาตยกตัวอย่างเพิ่มเติมจากเคสคนป่วย
จากประสบการณ์ตรงของ คุณหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุลแห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กัน
เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน

คุณหมอบรรจบเล่าว่า...
อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไข้คนหนึ่ง เป็นสาวนักกฎหมายประจำสักงานทนายความแห่งหนึ่งเข้ามาหา
และบอกว่า คุณหมอคะ หนูกำลังกลุ้มอกกลุ้มใจอย่างมาก เพราะกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก แล้วก็อธิบายรายละเอียดในทุกแง่มุมออกมา

สรุปก็คือสาวสวยคนนี้เธอชอบเลี้ยงแมว รักแมวมาก เลี้ยงแมวเอาไว้ในบ้านถึง 10 ตัว
แล้วก็ออกลูกมาเยอะแยะไปหมด เสร็จปรากฏว่าไอ้เจ้าหมัดที่อยู่บนตัวแมวก็เล่นงานเจ้านายแสนสวยเข้าให้
คือรุมกัดจนกลายเป็นโรคแพ้หมัด ฉีดยาก็แล้ว กินยาก็แล้ว ก็ไม่หายสักที
สร้างความกลัดกลุ้มใจในหัวอกหัวใจอยู่ไม่น้อย

คุณหมอครุ่นคิดสะระตะอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ให้คำแนะนำไปว่า
เอาอย่างนี้นะจ๊ะ หมอขอแนะนำให้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคดู

คือก่อนนอนและตอนเช้าให้ดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเอง แต่การดื่มจะต้องดื่มในในระดับปานกลางนะครับ คือให้ฉี่ทิ้งไปช่วงหนึ่งก่อนที่จะเอาภาชนะเก็บปัสสาวะเอาไว้
เพราะน้ำปัสสาวะชุดแรกที่ออกมาจะสัมผัสกับผิวหนังหรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศได้
และเวลาดื่มก็ให้ดื่มสักประมาณ 1 ใน 3 ส่วนของแก้ว หรือประมาณ 100 ซีซี เสร็จแล้วก็เอาน้ำปัสสาวะมาทาผื่นคันที่ขึ้นอยู่บนตัวแล้วปล่อยให้แห้ง

ผลปรากฏว่า หลังจากสาวสวยรวยเสน่ห์รายนี้ทดลองใช้อยู่ประมาณ 1 เดือนรอยผื่นต่างๆ
ที่เคยเป็นมาก็ค่อยๆ จางลง แล้วรอยใหม่ที่ถูกกัดก็ไม่เกิดการอักเสบอีกต่อไป
และสุดท้ายเธอก็หายเป็นปกติ

เป็นอันว่า นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการประสบความสำเร็จ
ในการใช้น้ำปัสสาวะเป็นทางเลือกในการรักษาโรค

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามสำคัญซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงเกิดความสงสัย นั่นก็คือ แล้วตัวคุณหมอบรรจบเองเคยมีประสบการณ์กับตัวเองบ้างหรือเปล่า เห็นไปแนะนำคนนั้นทีคนนี้ที

ในเรื่องนี้คุณหมอยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า
โดยส่วนตัวแล้วไม่ใคร่ได้ใช้เท่าใดนัก เพราะไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไร
เนื่องจากดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีอยู่แล้ว แต่ก็มีประสบการณ์ตรงบ้างเหมือนกัน
คือเคยเป็นเชื้อราที่เท้า เป็นฮ่องกงฟุต แล้วก็ใช้ปัสสาวะบำบัด
ปรากฏว่า ประมาณ 1 เดือน อาการต่างๆ ก็หายไป

สุดท้าย คุณหมอบรรจบย้ำว่า นี่เป็นตัวอย่างของคนที่ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางออก
หาวิธีอื่นมาทั่วนาทาทิศแล้วก็ไม่หาย จึงให้คำแนะนำให้ทดลองใช้น้ำปัสสาวะบำบัดโรคดู...ก็เท่านั้น

...ก่อนจะโบกมืออำลาและจบเรื่องปัสสาวะบำบัดโรค ก็อยากจะทิ้งข้อมูลเอาไว้สักนิด สำหรับคนที่สนใจจะศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ
สามารถคลิ๊กเข้าไปได้ที่เว็บไซด์

www.mercola.com

ที่จัดทำโดย ดร.เมอร์โคลา ซึ่งเรียนจบมาทางด้านธรรมชาติบำบัดโดยตรง
และมีความรู้ที่น่าสนใจบรรจุเอาไว้มากมายทีเดียว

…………

รูปภาพแนบ

  • 15.jpg


#6 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 11:38 PM

QUOTE
ให้ฉี่ทิ้งไปช่วงหนึ่งก่อนที่จะเอาภาชนะเก็บปัสสาวะเอาไว้
เพราะน้ำปัสสาวะชุดแรกที่ออกมาจะสัมผัสกับผิวหนังหรือเชื้อโรคต่างๆ บริเวณอวัยวะเพศได้

วัตถุประสงค์ของการปัสสาวะออกไปช่วงหนึ่งก่อนที่ลึกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ประจำถิ่น ซึ่งเจริญเติบโตอยู่ภายในผนังของท่อปัสสาวะ (urethra) อีกด้วยครับ


#7 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 11:44 PM

โมทนาสาธุด้วยครับ บทความรู้ยอดเยี่ยมมากครับ
มีรายละเอียดในสิ่งที่เป็นประโยชน์มากมายเลยครับ

QUOTE
รสชาติของน้ำปัสสาวะของแต่ละคนและที่เป็นโรคแต่ละโรคย่อมแตกต่างกัน
บ้างมัน บ้างหวาน บ้างเค็ม บ้างเปรี้ยว บ้างจืด บ้างมีกลิ่นฉุน บ้างขื่น บ้างเหมือนกลิ่นสับปะรด ก็ถือเสียเถิดว่านั่นเป็นยาแต่ละขนานสำหรับโรคแต่ละโรค

ส่วนการทำน้ำมูถเน่านั้น ให้ใช้น้ำปัสสาวะตอนเช้าและตอนก่อนเข้านอน
ทิ้งหัวทิ้งท้ายเอาเฉพาะส่วนกลาง ดองใส่โหลไว้ ใส่สมอหรือมะขามป้อมแล้วปิดฝาให้มิดชิด
ถ้วน 90 วันแล้วก็ดื่มกินได้ ทั้งรสชาติดีและรักษาโรคได้ทุกชนิด

โดยเฉพาะเนื้อหาท่อนนี้ถูกใจผมมากครับ จากผลการทดลองถ้าใครเป็นเบาหวาน หรือโรคเอดส์อยู่จะลองนำวิธีการรักษาด้วยน้ำปัสสาวะไปลองดูก็ได้นะครับ สาธุครับ

****อ้อ ถ้านำน้ำปัสสาวะไปต้มก่อนดื่มจะทำให้สารหรือตัวยาลดประสิทธิภาพลงไหมครับ กรณีที่เราไม่มั่นใจในความสะอาดหนะครับใครทราบช่วยตอบหน่อยนะครับ****
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#8 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 23 February 2006 - 11:55 PM

QUOTE
อ้อ! ถ้านำน้ำปัสสาวะไปต้มก่อนดื่ม จะทำให้สารหรือตัวยาลดประสิทธิภาพลงไหมครับ? กรณีที่เราไม่มั่นใจในความสะอาดน่ะครับ ใครทราบช่วยตอบหน่อยนะครับ

ความร้อนมีผลต่อสารบางตัวที่มีสรรพคุณอันเป็นประโยชน์ในน้ำปัสสาวะอย่างแน่นอนครับ

#9 LiL' Faery

LiL' Faery
  • Members
  • 1160 โพสต์
  • Location:@ Time : Europe
  • Interests:Basic and Advance Meditation;วิชชา ธรรมกาย<br />Birth Day : 19 January

โพสต์เมื่อ 24 February 2006 - 12:33 PM

Oh boy, thank you kah and Sathu kah happy.gif
คุณครูไม่ใหญ่ บอกว่า :
1. อดีตที่ผิดพลาด ลืมให้หมด 2. บาปทุกชนิดไม่ทำเพิ่มเด็ดขาด 3. หมั่นนึกถึงบุญอย่างสม่ำเสมอ
4. บุญทุกบุญทำให้เข้มข้นทับทวี 5. ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย

ขออนุโมทนาบุญด้วยนะค่ะ _/|\_ สาธุ สาธุ สาธุ ^_^ ด้วยรักจากใจ ด้วยห่วงใย จากใจจริง

#10 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 27 February 2006 - 10:13 AM

อยากทราบในพระไตรปิฎก กล่าวเรื่องน้ำมูตรเน่านี้อยู่มากน้อยแค่ไหนครับมีตรงไหนบ้าง และน้ำมูตรเน่านี้แปลแล้วหมายถึงน้ำปัสสาวะแน่นอนแค่ไหนครับ..กลัวแปลมาผิดแล้วมาดื่มเข้าไป
แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าน่าเป็นไปได้มากครับที่น้ำปัสสาวะเราจะสามารถรักษาโรคของเราได้จากหลายๆ ท่านที่ได้อธิบายมา

#11 ป่าน072

ป่าน072
  • Members
  • 371 โพสต์
  • Location:โคราช
  • Interests:การศึกษาต่อในวิชา วิทยาศาสตร์<br />วิศวะปิโตรเคมี

โพสต์เมื่อ 22 August 2006 - 03:34 PM

ยาวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากค่ะ
ขยันจังเลยค่ะ
สาธุ
เมื่อดวงตาปิดสนิมอย่างละมุน
ไม่มีลุ้นเร่งจองมองที่หมาย
ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย
ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง

#12 meebr

meebr
  • Members
  • 1 โพสต์

โพสต์เมื่อ 27 September 2006 - 08:32 PM

ผฃมจะลองให้ผ้๔ปกครองนักเรียนลองดื่มดู แกป่วยนาน รักษาจนหมดเงินหมดทองมากแล้ว อีก 3 เดืทอน จะมาเล่าให้ฟังนะครับ mee br

#13 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2378 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

โพสต์เมื่อ 17 October 2006 - 08:55 PM

ยาวจังเลยครับแต่ได่อะไรเยอะเลย
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี

#14 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 10 December 2010 - 11:48 PM

ผมดื่มมา4-5ปี เก๊าหายนอนหลับ สบาย ไมเกรน ก็หาย^^

#15 *บอกต่อ*

*บอกต่อ*
  • Guests

โพสต์เมื่อ 26 February 2011 - 10:38 PM

สั้นๆ อ.หวังช่วยท่านเก่งเพราะรักษาให้รอดมาหลายรายแล้วจากที่หมอ ดร.ยังงงว่ารอดได้ไง....089-1289304 กทม