ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
* * * * * 1 คะแนน

วงจรอายุขัยของมนุษย์


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 11 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 21 April 2006 - 02:21 AM

จักกวัตติสูตร

[๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลายเมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึง ความแพร่หลาย ปาณาติบาตก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย มุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลง เหลือ ๔๐,๐๐๐ ปี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปีบุรุษคนหนึ่งขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป เขาช่วยกันจับบุรุษนั้นได้แล้ว จึงแสดงแก่พระราชาผู้กษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกพร้อมด้วยกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้าบุรุษผู้นี้ขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาพากันกราบทูลอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอจึงตรัสคำนี้กะบุรุษนั้นว่า พ่อบุรุษ ได้ยินว่า เธอขโมยเอาทรัพย์ของคนอื่นไปจริงหรือ บุรุษนั้นได้กราบทูล คำเท็จทั้งรู้อยู่ว่า ไม่จริงเลยพระพุทธเจ้าข้า ฯ

***ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี สัตว์บางพวกมีวรรณะดี สัตว์บางพวกมีวรรณะไม่ดี ในสัตว์ทั้งสองพวกนั้น สัตว์พวกที่มีวรรณะไม่ดีก็เพ่งเล็งสัตว์พวกที่มีวรรณดี ถึงความประพฤติล่วงในภรรยาของคนอื่น

[๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลายเมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย กาเมสุมิจฉาจารก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อกาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้างบุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕,๐๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ธรรม ๒ ประการคือผรุสวาจาและสัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๒ ประการถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๕,๐๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒,๐๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี อภิชฌาและพยาบาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่ออภิชฌาและพยาบาทถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒,๕๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑,๐๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอยแม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๕๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๕๐๐ ปี ธรรม ๓ ประการคือ อธรรมราคะ ๑ วิสมโลภ ๒ มิจฉาธรรม ๓ ก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย เมื่อธรรม๓ ประการถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อพวกเขาเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๕๐๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๕๐ ปี บางพวกมีอายุ ๒๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๒๕๐ ปี ธรรมเหล่านี้คือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะความไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย ฯ

****ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังพรรณนามานี้ เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์ให้แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็ได้ถึงแก่ความแพร่หลาย
เมื่อความขัดสนถึงความแพร่หลาย อทินนาทานก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่ออทินนาทานถึงความแพร่หลาย ศัสตราก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อศัสตราถึงความ
แพร่หลาย ปาณาติบาตถึงความแพร่หลาย เมื่อปาณาติบาตถึงความแพร่หลายมุสาวาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อมุสาวาทถึงความแพร่หลาย ปิสุณาวาจาก็ได้
ถึงความแพร่หลาย เมื่อปิสุณาวาจาถึงความแพร่หลาย กาเมสุมิจฉาจารก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อกาเมสุมิจฉาจารถึงความแพร่หลาย ธรรม ๒ ประการคือ ผรุสวาจาและสัมผัปปลาปะก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่อธรรม ๒ ประการถึงความแพร่หลายอภิชฌาและพยาบาทก็ได้ถึงความแพร่หลาย เมื่ออภิชฌาและพยาบาทถึงความ
แพร่หลาย มิจฉาทิฐิก็ได้ถึงความแพร่หลาย

เมื่อมิจฉาทิฐิถึงความแพร่หลายธรรม ๓ ประการคือ อธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรม ก็ได้ถึงความแพร่หลาย
(๑) ความกำหนัดในฐานะอันไม่ชอบธรรม (๒) ความโลภไม่เลือก (๓) ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจผิดธรรมดา

เมื่อธรรม ๓ ประการถึงความแพร่หลาย ธรรมเหล่านี้ คือ ความไม่ปฏิบัติชอบในมารดา ความไม่ปฏิบัติชอบในบิดา ความไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ ความไม่ปฏิบัติ
ชอบในพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลายเมื่อธรรมเหล่านี้ถึงความแพร่หลาย แม้อายุของสัตว์เหล่านั้นก็เสื่อมถอย แม้
วรรณะก็เสื่อมถอย เมื่อสัตว์เหล่านั้นเสื่อมถอยจากอายุบ้าง เสื่อมถอยจากวรรณะบ้าง บุตรของมนุษย์ที่มีอายุ ๒๕๐ ปี ก็มีอายุถอยลงเหลือ ๑๐๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักมีสมัยที่มนุษย์เหล่านี้มีบุตรอายุ ๑๐ ปี ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕ ปี จักสมควรมีสามีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี รสเหล่านี้คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และเกลือ จักอันตรธานไปสิ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์ มีอายุ๑๐ ปี หญ้ากับแก้ ๑ จักเป็นอาหารอย่างดี [i]ดูกรภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนข้าวสุกข้าวสาลีระคนกับเนื้อสัตว์ จักเป็นอาหารอย่างดี ในบัดนี้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี หญ้ากับแก้ก็จักเป็นอาหารอย่างดี ฉันนั้นเหมือนกัน[/i]

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี กุศลกรรมบถ ๑๐ จักอันตรธานไปหมดสิ้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ จักรุ่งเรืองเหลือเกิน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ๑๐ ปี แม้แต่ชื่อว่ากุศลก็จักไม่มี และคนทำกุศลจักมีแต่ไหน ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี คนทั้งหลายจักไม่ปฏิบัติชอบในมารดา จักไม่ปฏิบัติชอบในบิดา จักไม่ปฏิบัติชอบในสมณะ จักไม่ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ จักไม่ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล เขาเหล่านั้นก็จักได้รับการบูชา และได้รับการสรรเสริญ เหมือนคนปฏิบัติชอบในมารดา ปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ในบัดนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี เขาจักไม่มีจิตคิดเคารพยำเกรงว่า นี่แม่ นี่น้า นี่พ่อ นี่อา นี่ป้า นี่ภรรยาของอาจารย์ หรือว่านี่ภรรยาของท่านที่เคารพทั้งหลาย สัตว์โลกจักถึงความสมสู่ปะปนกันหมด เปรียบเหมือนแพะ ไก่ สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ๑๐ ปี สัตว์เหล่านั้นต่างก็จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน มารดากับบุตรก็ดี บุตรกับมารดาก็ดี บิดากับบุตรก็ดี บุตรกับบิดาก็ดี พี่ชายกับน้องหญิงก็ดี น้องหญิงกับพี่ชายก็ดี จักเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่ากันอย่างแรงกล้า นายพรานเนื้อเห็นเนื้อเข้าเกิดความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

[๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๑๐ ปี จักมีสัตถันตรกัปสิ้น ๗ วัน มนุษย์เหล่านั้นจักกลับได้ความสำคัญกันเองว่าเป็นเนื้อ ศัสตราทั้งหลายอันคมจักปรากฏมีในมือของพวกเขา พวกเขาจะฆ่ากันเองด้วยศัสตราอันคมนั้นโดยสำคัญว่า นี้เนื้อ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น สัตว์เหล่านั้น บางพวกมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราอย่าฆ่าใครๆ และใครๆ ก็อย่าฆ่าเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะ หรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ เขาพากันเข้าไปตามป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ระหว่างเกาะหรือซอกเขา มีรากไม้และผลไม้ ในป่าเป็นอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่ตลอด ๗ วัน เมื่อล่วง ๗ วันไป เขาพากันออกจากป่าหญ้าสุมทุมป่าไม้ ระหว่างเกาะซอกเขา แล้วต่างสวมกอดกันและกัน จักขับร้องดีใจอย่างเหลือเกินในที่ประชุม
ว่า สัตว์ผู้เจริญ เราพบเห็นกันแล้ว ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือๆ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น สัตว์เหล่านั้น จักมีความคิดอย่างนี้ว่า เราถึงความสิ้นญาติอย่างใหญ่เห็นปานนี้ เหตุเพราะสมาทานธรรมที่เป็นอกุศล อย่ากระ
นั้นเลยเราควรทำกุศล ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นปาณาติบาต ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาจักงดเว้นจากปาณาติบาต จักสมาทานกุศล
ธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม เขาจักเจริญด้วยอายุบ้างจักเจริญด้วยวรรณะบ้าง เมื่อเขาเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตร
ของมนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุ ๑๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นสัตว์เหล่านั้นจักมีความคิดอย่างนี้ว่า เราเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรม อย่ากระนั้นเลย เราควรทำกุศลยิ่งๆ ขึ้นไป ควรทำกุศลอะไร เราควรงดเว้นจากอทินนาทาน ควรงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ควรงดเว้นจากปิสุณาวาจา ควรงดเว้นจากผรุสวาจา ควรงดเว้นจากสัมผัปปลาปะ ควรละอภิชฌา ควรละพยาบาทควรละมิจฉาทิฐิ ควรละธรรม ๓ ประการ คืออธรรมราคะ วิสมโลภ มิจฉาธรรมอย่ากระนั้นเลยเราควรปฏิบัติชอบในมารดา ควรปฏิบัติชอบในบิดา ควรปฏิบัติชอบในสมณะ ควรปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ควรประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล ควรสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เขาเหล่านั้นจักปฏิบัติชอบในมารดาปฏิบัติชอบในบิดา ปฏิบัติชอบในสมณะ ปฏิบัติชอบในพราหมณ์ ประพฤติ
อ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล จักสมาทานกุศลธรรมนี้แล้วประพฤติ เพราะเหตุที่สมาทานกุศลธรรมเหล่านั้น เขาเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วย
วรรณะบ้าง
เมื่อเขาเหล่านั้นเจริญด้วยอายุบ้าง เจริญด้วยวรรณะบ้าง บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๘๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๑๖๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๑๖๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๓๒๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๓๒๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๖๔๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๖๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔,๐๐๐ ปี บุตร
ของคนผู้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘,๐๐๐ ปี บุตรของคนมีอายุ ๘,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี
จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ปี บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ฯ

ที่มา : http://84000.org/tip...1&A=1189&Z=1702

......อายุขัยได้ลดลงมาตามลำดับตั้งแต่ 80,0000 > 40,000 > 20,000 > 10,000 > 5,000>2,500>1,000>500>250>100>10 ปีตามลำดับ ไขลงเป็นเป็นวัฎฎะ ถ้าอายุเพิ่มขึ้นเป็นวิวัฎฎะ

ขออภัยยาวหน่อยนะครับ ถ้าใครอ่านไหวก็ค่อยๆ อ่านไปทีละน้อยละกันครับ ถ้าจำได้ละเอียดแม่นๆ จะได้อ่านรอบเดียวไม่ต้องอ่านซ้ำอีกครับ
ขอให้เจริญในธรรมะสมบัติกันทุกท่านครับสาธุ

#2 Jakariki

Jakariki
  • Members
  • 25 โพสต์

โพสต์เมื่อ 22 April 2006 - 08:45 AM

ยาวเเต่สนุกดี

#3 niwat

niwat
  • Members
  • 1420 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 24 April 2006 - 09:25 PM

จากหนังสือเราคือใคร เรียบเรียงโดยป้าหวิน (อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล)

ในสมัยต้นกัป มนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าทวีปใด มีอายุถึงอสงไขยปีทั้งสิ้น เพราะจิตใจของคนสมัยนั้น มีกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ น้อยและเบาบางมาก ถึงแม้จะมีก็เป็นกิเลสอย่างละเอียด ไม่ใช่ชนิดหยาบ ที่ปรากฏออกมาเป็นทุจริต จิตใจจึงมีกุศลเจตนาเกิดอยู่มาก เมื่อมนุษย์เปี่ยมด้วยคุณธรรม อุตุ(ดินฟ้าอากาศ) และอาหาร ที่เป็นเครื่องอาศัยของมนุษย์ จึงสมบูรณ์ดีไม่ขาดตกบกพร่อง จึงเป็นเหตุให้มนุษย์อายุยืนอยู่ได้ถึงอสงไขยปี หมายความว่านับอายุกันแทบไม่ได้ (บางแห่งเขียนเอาไว้ว่า จำนวนอสงไขย คือ ๑ ตามด้วยเลขศูนย์ ๑๔๐ ตัว)
ครั้นต่อมา เหล่ามนุษย์ในทวีปทั้ง ๔ เกิดมีอกุศลจิตขึ้นในสันดาน เพิ่มขึ้นๆ อำนาจของอกุศล ทำให้อุตุและอาหารต่างๆ เปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากเดิม กล่าวคือเมื่อหนาวก็หนาวเกินควร เมื่อร้อนก็ร้อนเกินควร ฤดูฝน ฝนก็ตกผิดปกติ มากไปบ้าง น้อยไปบ้าง คุณค่าที่มีอยู่ในอาหาร(โอชารส) ลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้กระทบกระเทือน ทำให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์เสื่อมถอยลง เป็นเหตุให้อายุขัยลดลงเรื่อยๆ ตามลำดับ เมื่ออายุขัยลดลงถึง ๑,๐๐๐ ปี คนที่อยู่ในอุตตรกุรุทวีปหยุดคงที่อยู่เพียงนั้น อายุขัยไม่ลดลงอีก เพราะไม่มีกิเลสเพิ่มขึ้น ในทำนองเดียวกัน อายุขัยของพวกปุพพวิเทหทวีป คงที่อยู่ ๗๐๐ ปี อปรโคยานทวีป อายุขัยหยุดคงที่อยู่ ๕๐๐ ปี
มีแต่ชาวขมพูทวีปเท่านั้น มีอายุขัยลดลงเรื่อยๆ เพราะมีกิเลสเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด และจะลดลงจนกระทั่งมีอายุขัยเหลืออยู่เพียง ๑๐ ปี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน สุตตันตมหาวรรค ด้วยพระบาลี
“โย ภิกขเว จิรํ ชีวติ โสวัสสสตํ ชีวติ อัปปํ วา ภิยโย ทุติยํ วัสสสตํ น ปาปุณาติ”
แปลความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดมีอายุยืน ผู้นั้นย่อมมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และบางคนก็เกินกว่า ๑๐๐ ปี ไปเล็กน้อยก็เป็นได้ แต่ไม่ถึง ๒๐๐ ปี

ในสมัยพุทธกาลเรานี้ อายุขัยของมนุษย์ในโลกเรา(ชมพูทวีป) มีกำหนด ๑๐๐ ปี และถือกันว่าอายุขัยจะลดลง ๑ ปี ทุกๆ ระยะ ๑๐๐ ปี ขณะนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานล่วงไปแล้ว ๒๕๐๐ ปีเศษ อายุจึงลดลงประมาณ ๒๕ ปี ยุคปัจจุบันมนุษย์โลกเรา จึงน่าจะมีอายุขัยประมาณ ๗๕ ปี ถ้าจะมีผู้ใดอายุยืนกว่านั้นได้ ก็คงไม่เกิน ๒ เท่า แต่กระนั้นยังถือเป็นกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวไม่ได้ คงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของมนุษย์ในสมัยนั้นๆ กล่าวคือยุคใดเวลาใด มีผู้ตั้งอยู่ในศีลธรรมมาก เวลานั้นอายุขัยของมนุษย์ก็ไม่ลดลง และอาจจะมีอายุเกินกว่าอายุขัย ในเวลานั้นด้วยซ้ำไป
เมื่ออายุขัยของมนุษย์ในชมพูทวีป ลดลงจนถึง ๑๐ ปี อาหารทั้งปวงที่มีรสชาติดีจะหมดไป อาหารที่เป็นข้าวสำหรับนกกินในยุคนี้ จะกลายเป็นอาหารอันประเสริฐในยุคนั้น เด็กหญิงอายุเกิดมาได้ ๕ ปี จะมีสามีและบุตรได้ ไม่มีการทำบุญสร้างกุศลใดๆ แม้คำว่าบุญหรือกุศล ก็ไม่มีใครรู้จัก มีแต่อกุศลกรรมบท ๑๐ ครอบงำสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ปราศจากหิริ โอตตัปปะ อันเป็นโลกปาลธรรม-ธรรมคุ้มครองโลก คือผู้คนมีความเป็นอยู่เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีการรู้จักมารดา-บิดา ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ประพฤติผิดกาเมสุมิจฉาจารต่างๆ เช่นเดียวกับสัตว์ ในยุคนั้นมนุษย์ทั้งหลาย มีความอาฆาตเบียดเบียนกันยิ่งนัก เข่นฆ่ากันเองได้หมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตร สนิทสนมกันเพียงใด ไม่รู้จักความเมตตาปราณี เป็นเวลาที่ในสันดานสัตว์ เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ
ในเวลาดังนี้ มหาภัย ๓ อย่าง จะบังเกิดขึ้น คือ
+ทุพภิกขันตรกัป ความอดอยากยากแค้น
+สัตถันตรกัป รบราฆ่าฟันกันเอง
+โรคันตรกัป โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายเบียดเบียน

โดยเฉพาะอายุในสมัย อายุขัยมนุษย์เพียง ๑๐ ปีนั้น ผู้คนปรากฏมีโทสะกล้าแข็งที่สุด สัตถันตรกัป ย่อมบังเกิดขึ้น เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกันเป็นโกลาหล จับสิ่งของใดได้ แม้ต้นไม้ใบหญ้าก็จะถูกใช้เป็นอาวุธไปจนสิ้น มนุษย์ในโลกจะพากันล้มตาย นับประมาณมิได้ สัตถันตรกัปบังเกิดขึ้นเป็นเวลา ๗ วัน เป็นไปทั่วทุกแห่งหน ส่วนผู้พอมีปัญญาอยู่บ้าง จะหาเสบียงจนพอเพียงสำหรับ ๗ วัน หลบหนีซ่อนตัวอยู่ตามห้วยหุบเขาที่ห่างไกล จนรอดพ้นจากภัยอันตรายนั้น ในระหว่าง ๗ วันที่ผู้คนทำการเข่นฆ่ากันอยู่ พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นจะนองไปด้วยโลหิต ซากศพเกลื่อนกลาดน่ากลัว
เมื่อพ้น ๗ วันไปแล้ว สงบสงัดจากเสียงการสู้รบ คนทั้งหลายที่หนีไปซ่อนเร้น จึงพากันออกมา เมื่อเห็นกันเข้าเกิดความสังเวชสลดใจ รักใคร่เอ็นดูสงสารซึ่งกันและกัน มีจิตใจอ่อนโยน เห็นโทษของอกุศล มีโทสะ เป็นต้น จึงร่วมใจปรึกษาหารือกัน เริ่มประกอบกุศลกรรม แรกทีเดียวเริ่มเว้นจากการฆ่าฟัน คือปาณาติบาตก่อน เพราะเห็นโทษภัยจากการเข่นฆ่าที่ผ่านมา
เมื่อคนทั้งหลายเว้นจากการฆ่าสัตว์ บุตรหลานของคนเหล่านั้น จึงมีอายุขัยยืนขึ้นเท่าตัว คือ ๒๐ ปี และบุตรหลานของผู้คนเหล่านี้ ก็ชักชวนพากันประกอบกุศลกรรมอื่นๆ เพิ่มขึ้น มีเว้นจากอทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท พูดส่อเสียด พูดหยาบช้า พูดเพ้อเจ้อ ตลกคะนองไร้ประโยชน์ เว้นจากอภิชฌาวิสมโลภะ ไม่ยินดีอยากได้ทรัพย์สมบัติของผู้อื่น โดยไม่ชอบธรรม เว้นการพยาบาทปองร้ายผูกเวรซึ่งกันและกัน เว้นจากมิจฉาทิฎฐิ ผู้คนพากันสมาทานรักษากุศลกรรมบท ๑๐ ละเว้นอกุศล ๓ ประการ คือ
- ความกำหนัดยินดี ในสิ่งผิดประเพณี
- ยินดีในเครื่องอุปโภคบริโภค ที่ไม่ชอบธรรม และ
- มีความเห็นผิด ที่เป็นมิจฉาธรรม
ทั้งชวนกันปฏิบัติต่อบิดามารดา สมณพราหมณ์ เป็นอันดี กระทำความเคารพในผู้เฒ่าผู้แก่ของตระกูล คนทั้งหลายบำเพ็ญกุศลธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป นานาประการดังนี้
อายุของผู้คนเหล่านั้นจึงเพิ่มขึ้น รุ่นละเท่าตัวเรื่อยๆ จนกระทั่งถึง ๘๐,๐๐๐ ปี เมื่ออายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี สตรีกว่าจะเป็นสาวมีสามีได้ เมื่ออายุประมาณ ๕๐๐ ปี โรคภัยในยุคนี้มีเพียง ๓ ประการ คือ ความหิว ความง่วง และความแก่ชรา และอายุขัยยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอสงไขยปี
เมื่ออายุขัยของมนุษย์ถึงอสงไขยปี ทำให้ไม่ใคร่ได้เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย โดยง่าย จึงเกิดความประมาท มีทิฎฐิและมานะบังเกิดขึ้น กิเลสเริมเกิดตามมา อกุศลกรรมต่างๆ ก็เกิดมีขึ้นเป็นลำดับๆ อายุขัยของมนุษย์จึงเริ่มลดลงอีก จนกระทั่งเหลือ ๘๐,๐๐๐ ปี
ในเวลาอายุขัยของมนุษย์เหลือ ๘๐,๐๐๐ ปี นี้เอง พระศรีอาริยเมตไตรย จะมาอุบัติบังเกิดขึ้นในมนุษย์โลก ดังมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ ในจักกวัตติสูตร ในสุตตันตปาฏิกวรรค ความว่า

“อสีติวัสส สหัสสายุเกสุ ภิกขเว มนุสเสสุ เมตเตยโย นาม ภควา โลเก อุปปัชชิสสติ”
แปลความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในยุคที่มีมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เมตเตยะ เป็นผู้มีโชค จะอุบัติขึ้นในโลก ฉะนั้น
พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ องค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้


#4 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 25 April 2006 - 12:03 AM

QUOTE
ในยุคนั้นมนุษย์ทั้งหลาย มีความอาฆาตเบียดเบียนกันยิ่งนัก เข่นฆ่ากันเองได้หมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตร สนิทสนมกันเพียงใด ไม่รู้จักความเมตตาปราณี เป็นเวลาที่ในสันดานสัตว์ เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ

โมทนาสาธุด้วยครับ จะเห็นได้ว่าในยุคสมัยนั้นคำว่า หิริ-โอตัปปะ ก็เลือนหายไปจากใจมนุษย์เสียแล้ว
แม้เราๆ ท่านๆ จะยังไม่สามารถหมดกิเลสได้ทันทีแต่อย่างน้อยก็ขอให้มีความเกรงกลัวและละอายต่อบาปให้มากกันเถอะครับ
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#5 แก้วประเสริฐ

แก้วประเสริฐ
  • Members
  • 513 โพสต์

โพสต์เมื่อ 25 April 2006 - 04:15 PM

แล้วพระที่มีอายุ 400 ปีในยุคปัจจุบันทำไมท่านจึงมีอายุไขยืนยาวกว่า
อายุไขมนุษย์ในยุคปํจจุบัน

#6 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 โพสต์

โพสต์เมื่อ 25 April 2006 - 06:02 PM

QUOTE
แล้วพระที่มีอายุ 400 ปีในยุคปัจจุบันทำไมท่านจึงมีอายุไขยืนยาวกว่า
อายุไขมนุษย์ในยุคปํจจุบัน

นาฬิกาชีวิตท่านเดินช้ากว่าของมนุษย์ในปัจจุบันครับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือจิตท่านสงบลึกมากกว่าคนที่
ปกติไม่ได้ฝึกจิต ทำให้คลื่นสมองของท่านและเซลล์ต่างๆ ในร่างกายทำการเผาผลาญหรือเสื่อมช้ากว่าคน
ปกติครับ
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#7 VCO

VCO
  • Members
  • 322 โพสต์

โพสต์เมื่อ 25 April 2006 - 07:38 PM

โอ้อย่างนี้เองรึเปล่าที่ทำให้หลวงพ่อถึงดูหนุ่ม ดูแจ่มใส มีความสุขอยู่เสมอ

ไม่เหมือนสาว ๆ บางคนที่ถือคติ สวยด้วยแพทย์ (ศัลยกรรม) ฮ่า ๆ

#8 CEO

CEO
  • Members
  • 577 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย

โพสต์เมื่อ 29 April 2006 - 01:00 AM

QUOTE
แล้วพระที่มีอายุ 400 ปีในยุคปัจจุบันทำไมท่านจึงมีอายุไขยืนยาวกว่า
อายุไขมนุษย์ในยุคปํจจุบัน

อาจเป็นเพราะท่านได้อธิษฐานให้มีอายุยืนจนพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพุทธธันดรข้างหน้าครับ
สร้างบารมีทุกวินาที
แม้ชีวิตนี้ก็ให้ได้

#9 BOG-BOG

BOG-BOG
  • Members
  • 293 โพสต์

โพสต์เมื่อ 11 May 2006 - 07:59 AM

ได้ความรู้จากพ่อหมออุ้ยม่ใช่ต้อง.................ได้ความรู้จากพี่อ๊อฟ เพิ่มขึ้นดีจังเลยจ๊ะ...สาธุกับสาระน่าอ่านความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อนให้บ๊อกๆได้รู้นะจ๊ะ

#10 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 25 May 2006 - 08:34 PM

เมื่อโลกเสื่อม ก็เสื่อมอยู่นาน 100 ปี ลด 1 ปี
แต่เมื่อเจริญกลับเร็ว บุตรจะอายุเป็น 2 เท่าของบิดา มารดา

วัฏฏะนี้ใครสร้าง แฟร์ไหม ควรไหมที่จะรื้อเสียให้หมด?
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ





#11 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2378 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

โพสต์เมื่อ 23 September 2006 - 04:09 PM

ไปหากันจากใหนกันมาเนี้ย
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี

#12 ปัจเจกชน บนทางสายกลาง

ปัจเจกชน บนทางสายกลาง
  • Members
  • 4109 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:จ. สงขลา

โพสต์เมื่อ 20 March 2007 - 09:11 AM

ขอกราบอนุโมทนาบุญครับ สาธุ