ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

ใครสนใจ Big Bang Theory เชิญทางนี้ครับ


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 14 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 27 November 2006 - 10:07 PM

คือ ผมมีภาพเกี่ยวกับ Big Bang แต่มีพื้นฐานความรู้เรื่องนี้น้อยมากๆ

ท่านใดสนใจเชิญ มาให้ความรู้ เกี่ยวกับการกำเนิดจักรวาล / Big Bang ในทัศนะของนักดาราศาสตร์

เพื่อเทียบกับการกำเนิดโลกและจักรวาล ในพระพุทธศาสนา ครับ

ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

รูปย่อ

  • 011bigbang_1024x768.jpg
  • 01.gif
  • 020BigBangTheory.gif
  • 0100CMB_Timeline150.jpg
  • 500_f02slide01.jpg


#2 ชาร์ป

ชาร์ป
  • Members
  • 985 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ปทุมธานี

โพสต์เมื่อ 28 November 2006 - 02:37 PM

อธิบายด้วยยยย T-T

#3 MIHARU

MIHARU
  • Members
  • 620 โพสต์
  • Interests:พระพุทธศาสนา<br />วิทยาศาสตร์

โพสต์เมื่อ 28 November 2006 - 05:03 PM

กำเนิดโลก
คอลัมน์รู้ไปโม้ด
โดยน้าชาติ ประชาชื่น


อยากทราบเรื่องกำเนิดโลก

ตอบทฤษฎีที่พูดกันอยู่คือ มีการเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงหรือ Big Bang ของกลุ่มดาวขนาดใหญ่ในอวกาศ ทำให้กลุ่มดาวกาแล็กซี่กระจัดกระจายออกจากกัน ซึ่งโลกก็เป็นหนึ่งในดาวนับล้านๆๆที่โคจรอยู่ในระบบสุริยจักรวาล แต่ที่โลกมีสิ่งมีชีวิตเพราะมีปัจจัยสำคัญๆ ได้แก่ น้ำและออกซิเจน

ข้อมูลคล้ายกันที่เคยตอบ

โลกและดาวนพเคราะห์อื่นๆ ร่วมชะตาเกิดพร้อมๆกันตามสมมติฐานของที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อ เอ็ดวิน ฮับเบิล ค้นพบในปี ค.ศ.1920 พบว่าเมื่อ 15,000 ล้านปีมาแล้ว ในจักรวาลมีการระเบิดอย่างรุนแรงมโหฬารมีก๊าซพวยพุ่งออกมา ภายหลังก็กลายเป็นกาแล็กซี ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ รวมถึงดวงอาทิตย์ โลกและดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 เขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Big Bang

ฮับเบิ้ลพบด้วยว่า หลังการระเบิดที่เหมือนกับกระสุนปืนใหญ่แตกออกกลางอากาศนั้น กาแล็กซีทั้งหลายก็เคลื่อนที่หนีออกจากกันอย่างรวดเร็ว กาแล็กซีที่เคลื่อนที่เร็วมากเท่าใด ก็จะอยู่ไกลมากเท่านั้น สำหรับดวงอาทิตย์ที่เป็นดาวฤกษ์จะมีอายุราว 10,000 ล้านปี ส่วนดาวฤกษ์ที่หนักกว่าดวงอาทิตย์ 20 เท่า ก็จะอยู่ได้ 20 ล้านปี สรุปว่าดาวฤกษ์แต่ละดวงจะมีอายุต่างกันไปตามมวลของแต่ละดวง

สำหรับดาวเคราะห์ เช่น โลก ดาวพุธ ศุกร์ อังคาร ฯลฯ ก็เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ที่โคจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์ที่เป็นจุดศูนย์กลาง การค้นพบดาวเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้พบพร้อมกันทีเดียว แต่ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอาจมีมากกว่า 9 ดวงก็เป็นได้

เพิ่มเติมข้อมูลหลุมดำ

ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง อยากทราบว่าดวงไหนเกิดก่อนเพื่อนและมีอายุยาวนานกว่าเพื่อน แล้วถ้าหากเราพลัดเข้าไปในหลุมดำ ร่างกายของเราจะมีอันตรายอย่างไรบ้าง/ไนซ์ซ่า

ตอบ ต้องย้อนไปถึงเรื่องกำเนิดจักรวาลเลยทีเดียว ตามทฤษฎีล่าสุดที่เชื่อกันนั้น จักรวาลเกิดจากการระเบิดตัวอย่างแรงในกาแล็กซีหรือที่เรียกว่าบิ๊ก แบง (Big Bang) การระเบิดทำให้ดาวต่างๆแตกกระจายออกมาพร้อมๆกัน จะให้บอกว่าดวงไหนเกิดก่อนดวงไหนคงไม่ได้ แต่การค้นพบว่ามีดาวดวงไหนก่อนหลังล่ะก็ยังพอเป็นได้

สำหรับหลุมดำนั้น ยังไม่มีใครเข้าไปถึง เพราะยังเป็นปริศนาแห่งห้วงอวกาศอยู่ แม้ว่าหลังๆนี้จะมีผลการศึกษาไขปริศนาออกมาได้มากแล้วว่า หลุมดำมีสนามแม่เหล็กพลังสูงมาก สามารถดูดกลืนดาวใกล้เคียงเข้าไปได้

(26 พ.ย. 2545)


MIHARU ว่า นั่งทำวิชชาไปหาความจริงด้วยตัวเองเลยดีกว่ามั้ยอ่ะ หรือลองถามจากท่านที่เรียนจักรวาลวิทยาดูน่าจะได้รู้อะไรสนุกๆกว่านี้ wink.gif
Relax & Alert

#4 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 28 November 2006 - 05:28 PM

ขอขอบคุณ MIHARUจัง ที่นำความรู้มาฝากนะครับ

QUOTE
MIHARU ว่า นั่งทำวิชชาไปหาความจริงด้วยตัวเองเลยดีกว่ามั้ยอ่ะ

แหมถ้าได้แบบนั้นก็คงเยี่ยมยอดไปเลยครับ happy.gif happy.gif happy.gif
แต่ตอนนี้ยังฝึก หยุด ให้ หยุด อยู่เลยครับ red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif

QUOTE
หรือลองถามจากท่านที่เรียนจักรวาลวิทยาดูน่าจะได้รู้อะไรสนุกๆกว่านี้

ท่านใดที่เรียน DOU วิชา จักรวาลวิทยา แวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างสิครับ สาธุ
ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#5 เป็นหนึ่ง

เป็นหนึ่ง
  • Members
  • 354 โพสต์

โพสต์เมื่อ 29 November 2006 - 07:42 AM

ในวิชาจักรวาลวิทยา(ทางวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์) บิ๊กแบง (Big Bang - การระเบิดครั้งใหญ่) เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงการก่อกำเนิด วิวัฒนาการ และรูปร่างของเอกภพ แนวคิดรวบยอด คือ การนำความรู้จากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป กับผลจากการสังเกตการณ์ที่พบว่าดาราจักรทั้งหลายต่างกำลังเคลื่อนที่ออกจากกัน มาคาดหมายสภาพของเอกภพทั้งในอดีตและอนาคต สิ่งที่พบ คือ ในอดีตเอกภพมีอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงกว่าปัจจุบัน. เรานำคำว่า "บิกแบง" มาใช้ทั้งในความหมายแคบ ๆ ที่หมายถึงการระเบิดใหญ่ อันเป็นเวลาที่เอกภพเริ่มขยายตัว และในความหมายทั่วไปที่หมายถึงแบบจำลองการกำเนิด และวิวัฒนาการของเอกภพที่กำลังได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง

ที่มา http://th.wikipedia..../wiki/บ%...B8ง]

บิ๊กแบง หรือการระเบิดใหญ่คือจุดเริ่มต้นของเวลาและเอกภพ(รวมถึงพลังงานและสสารทั้งหมด) ณ จุดเริ่มต้นของเวลา สสารอยู่ในรูปของพลังงาน เพราะฉะนั้นอุณหภูมิใกล้จุดเริ่มต้นจึงสูงมาก

1 วินาทีหลังบิ๊กแบง อุณหภูมิจะลดลงเป็นประมาณหนึ่งหมื่นล้านองศาหรือประมาณหนึ่งพันเท่าของอุณหภูมิใจกลางดวงอาทิตย์ สถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงขนาดนี้ คือใจกลางของระเบิดไฮโดรเจน

วินาทีหลังการระเบิดใหญ่เอกภพมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นโฟตอน อิเล็กตรอน และนิวตริโน (อนุภาคที่เบามากที่มีผลกระทบเฉพาะแรงอ่อนและแรงโน้มถ่วง) รวมทั้งปฏิอนุภาคทั้งสามและโปรตอนกับนิวตรอนอีกจำนวนหนึ่ง

ขณะที่เอกภพขยายตัวต่อไป อุณหภูมิลดต่ำลง อัตราการผลิตคู่ของอิเล็คตรอน-แอนตี้อิเล็กตรอนจากการชนกันจะลดต่ำกว่าอัตราการทำลายโดยการรวมตัว ดังนั้นอิเล็กตรอนและแอนตี้อิเล็กตรอนส่วนมากจะรวมตัวได้โฟตอนออกมามากขึ้นเหลืออิเล็กตรอนไว้จำนวนน้อยเท่านั้น แต่นิวตริโนและแอนตี้นิวตริโนจะไม่รวมกัน เพราะอนุภาคทั้งสองมีปฏิกิริยาต่อกัน และมีปฏิกิริยากับอนุภาคอื่น ๆ อย่างอ่อน ๆ มาก ดังนั้นจึงยังคงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ ถ้าเราตรวจพบนิวตริโน-แอนตี้นิวตริโนได้ ก็จะเป็นการพิสูจน์เอกภพยุคต้น ๆ ที่ดีมาก บางทีนิวตริโนอาจจะเป็น “วัตถุมืด” ซึ่งมีแรงโน้มถ่วงเพียงพอที่จะทำให้เอกภพหยุดขยายตัวแล้วหดตัวลงอีกครั้งหนึ่ง

ประมาณ 100 วินาที หลังบิ๊กแบง อุณหภูมิจะลดลงเป็นหนึ่งพันล้านองศา หรือเท่ากับอุณหภูมิภายในดาวฤกษ์ร้อนที่สุด ณ อุณหภูมินี้โปรตอนและนิวตรอนจะไม่มีพลังงานมากพอที่จะหลุดพ้นจากแรงดึงดูดแบบนิวเคลียร์ที่รุนแรงได้ จึงเริ่มยึดกันกลายเป็นนิวเคลียสดิวทีเรียมซึ่งประกอบด้วยโปรตอน 1 ตัว และนิวตรอน 1 ตัว นิวเคลียสของดิวทีเรียมอาจรวมกับโปรตอนและนิวตรอนตัวอื่น ๆ ต่อไป กลายเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม ซึ่งประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 ตัว นอกจากนี้ยังเกิดธาตุหนักขึ้นอีก 2 ธาตุคือ ลิเทียม และ เบอริลเลียม เราสามารถคำนวณตามโมเดลบิ๊กแบงได้ว่า ประมาณหนึ่งในสี่ของโปรตอนและนิวตรอน จะกลายเป็นฮีเลียมและไฮโดรเจนหนัก (ดิวทีเรียม) กับธาตุอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง (น้อยมาก) นิวตรอนที่เหลือจะสลายตัวกลายเป็นโปรตรอน ซึ่งก็คือนิวเคลียสของอะตอมไฮโดรเจน นั่นเอง

ภายในเพียง 2-3 ชั่วโมง หลังการระเบิดใหญ่ การผลิตฮีเลียมและธาตุอื่น ๆ จะหยุดลง หลังจากนั้นเอกภพจะขยายตัวโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก เป็นเวลาล้านปี เมื่ออุณหภูมิลดลงเป็น 2-3 พันองศา และอิเล็กตรอนกับนิวเคลียสทั้งหลายมีพลังงานไม่มากพอที่จะหลุดพ้นจากแรงดึงดูดแม่เหล็กไฟฟ้าจึงยึดเหนี่ยวกันกลายเป็นอะตอมของธาตุต่าง ๆ เอกภพจะขยายตัวต่อไปอีก และเย็นตัวลงด้วย แต่สำหรับบริเวณที่มีความหนาแน่นมากกว่าส่วนเฉลี่ย การขยายตัวจะช้าลงโดยแรงโน้มถ่วงจากภายนอกจะทำให้ส่วนที่กำลังยุบตัวหมุนเล็กน้อย เมื่อบริเวณที่ยุบตัวลงมีขนาดเล็กลง การหมุนจะเร็วขึ้นเหมือนกับนักเล่นสเกตน้ำแข็งจะหมุนตัวเร็วขึ้นถ้าหดแขนเข้าหาตัว ในที่สุดก็จะหมุนเร็วจนทำให้เกิดความสมดุลกับแรงโน้มถ่วง นี่คือกำเนิดของดาราจักร ที่มีรูปร่างเหมือนจานที่กำลังหมุน บริเวณอื่นซึ่งไม่หมุนจะกลายเป็นดาราจักรแบบรูปไข่

เมื่อเวลาผ่านไป ก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียม ภายในดาราจักรจะแยกกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะหดตัว เพราะ แรงโน้มถ่วง ขณะหดตัวลงอะตอมของก๊าซจะชนกันทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นจนสูงมากพอที่จะทำให้เกิด ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ ซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้มีความดันสูง จนต้านแรงโน้มถ่วงไว้ได้ วัตถุก็จะอยู่ในภาวะสมดุลเช่นนี้เป็นเวลานานเรียกว่า ดาวฤกษ์ อย่างเช่น ดวงอาทิตย์ของเรา ซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นฮีเลียม และแผ่รังสีในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ความร้อนและแสงสว่าง เป็นต้น

วิวัฒนาการของดาวฤกษ์เป็นไปตามขนาด ดาวฤกษ์ที่โตมากมวลสารมาก จำเป็นต้องมีอุณหภูมิภายในสูงกว่า เพื่อทำให้เกิดความดันที่สามารถต้านแรงโน้มถ่วงที่สูงกว่าได้ ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์จะดำเนินไป อย่างรวดเร็ว จนทำให้ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนหมดในเวลาอันสั้นเพียงร้อยล้านปี หลังจากนั้นดาวจะหดตัวลงเล็กน้อย และขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นต่อไปอีก ก็จะเป็นจังหวะที่ฮีเลียมหลอมรวมกัน เป็นธาตุที่หนักขึ้น เช่น คาร์บอน หรือออกซิเจน

ดาวขนาดใหญ่มาก ๆ จะมีใจกลางที่ยุบตัวลง เข้าสู่สภาวะความหนาแน่นสูงมาก เช่น ดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ ในขณะที่ส่วนภายนอกของดาวระเบิดอย่างรุนแรง เรียกว่า ซูเปอร์โนวา ซึ่งสว่างกว่าดาวทั้งหลายใน ดาราจักรนั้น ๆ ธาตุหนักบางธาตุที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายของชีวิตดาวฤกษ์จะถูกสาดกระจายออกสู่อวกาศ ในดาราจักร กลายเป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์รุ่นใหม่ต่อไป ดวงอาทิตย์ของเรามีธาตุหนักที่เกิดในลักษณะนี้ 2% ทั้งนี้เพราะดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์รุ่นที่ 2 หรือรุ่นที่ 3 เกิดเมื่อ 5 พันล้านปีมาแล้ว จากเนบิวลาที่หมุนวนอันเป็นซากของซูเปอร์โนวา ก๊าซส่วนใหญ่หลอมตัวกันกลายเป็นดาวเคราะห์

ระยะเริ่มแรกโลกร้อนมากและไม่มีบรรยากาศ เมื่อนานเข้าจึงเย็นตัวลง และเกิดบรรยากาศที่มาจากก๊าซในก้อนหิน บรรยากาศดั้งเดิมของโลกไม่เหมือนในปัจจุบัน ไม่มีออกซิเจน มีแต่พวกที่เป็นพิษต่อชีวิตของมนุษย์ เช่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์ อย่างไรก็ตามยังมีรูปแบบของสิ่งมีชีวิตโบราณ ซึ่งอยู่ภายใต้สภาวะที่เต็มไปด้วยก๊าซพิษ เป็นที่เชื่อกันว่าชีวิตแรกเกิดในทะเล อาจเกิดจากการรวมตัวของ อะตอมเล็ก ๆ เป็นโครงสร้างใหญ่ เรียกว่า โมเลกุลยักษ์ ซึ่งสามารถดึงเอาอะตอมอื่น ๆ ในทะเลให้รวมกันเป็นโมเลกุลยักษ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงมีโมเลกุลชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้นทวีคูณอย่างรวดเร็ว ชีวิตแรก ๆ บริโภคสารต่าง ๆ รวมทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แล้วคายออกซิเจนออกมา สิ่งนี้เปลี่ยนบรรยากาศทีละน้อย จนเป็นอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น เช่น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ของมนุษย์

ดังนั้น มนุษย์จึงมีองค์ประกอบที่เป็นธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากดาวฤกษ์ทั้งสิ้น เราจึงมาจากดวงดาว โดยเฉพาะดาวฤกษ์รุ่นหลัง ๆ ที่มีธาตุหนักเพิ่มขึ้นแล้ว

ที่มา http://dnfe5.nfe.go....ar/sc31-4-4.htm


อ่านเพิ่มเติม
http://www.vcharkarn...icle.php?Aid=74
http://www.sci.nu.ac...rdPDF/daris.pdf
I just gotta get out of this prison cell.
Someday I'm gonna be free.

#6 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 29 November 2006 - 12:06 PM

ขอขอบคุณ ท่าน เป็นหนึ่ง อย่างมาก ที่ค้นความรู้มาฝากนะครับ
แหะๆ บอกตรงๆว่า อ่านเข้าใจได้นิดหน่อยเองครับ red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif

แต่ก็พอเห็นภาพรวมของจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งในจักรวาล
ตามทฤษฎีและทัศนะของนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ได้บ้าง นิดๆครับ

สังเกตว่า สิ่งที่เหมือนกันเป็นหนึ่ง เอ๊ย ประการหนึ่งว่า

ในการอธิบายภาพรวมของจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งในจักรวาล
ทั้งความรู้ในพุทธศาสตร์
ที่ได้มาจาก พุทธญาณและความรู้แจ้ง ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า

และความรู้ทางวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์
ที่ได้มาจากทฤษฎีการคิดค้น ค้นคิด การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การทดลอง การสังเกตผล
และนานาทัศนะของนักนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์

ทั้ง 2 ศาสตร์กล่าวตรงกันว่า
จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนเกี่ยวกับเรื่อง

ธาตุ

QUOTE
อย่างไรก็ตามยังมีรูปแบบของสิ่งมีชีวิตโบราณ ซึ่งอยู่ภายใต้สภาวะที่เต็มไปด้วยก๊าซพิษ
เป็นที่เชื่อกันว่าชีวิตแรกเกิดในทะเล อาจเกิดจากการรวมตัวของ อะตอมเล็ก ๆ เป็นโครงสร้างใหญ่
เรียกว่า โมเลกุลยักษ์
ซึ่งสามารถดึงเอาอะตอมอื่น ๆ ในทะเลให้รวมกันเป็นโมเลกุลยักษ์มากขึ้น
เพราะฉะนั้นจึงมีโมเลกุลชีวิตเช่นนี้เกิดขึ้นทวีคูณอย่างรวดเร็ว

ชีวิตแรก ๆ บริโภคสารต่าง ๆ รวมทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แล้วคายออกซิเจนออกมา
สิ่งนี้เปลี่ยนบรรยากาศทีละน้อย จนเป็นอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งช่วยให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้น เช่น
ปลา สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ของมนุษย์

ดังนั้น มนุษย์จึงมีองค์ประกอบที่เป็นธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย
ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากดาวฤกษ์ทั้งสิ้น เราจึงมาจากดวงดาว


แต่ผมสงสัยเรื่อง บรรดา ธาตุ ทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบและกล่าวถึงว่า
การที่ธาตุทั้งหลายรวมกันทำให้เกิด โมเลกุลชีวิต ขึ้นมาได้

ถามว่า

1 ) ธาตุ มีชีวิต หรือไม่

2 ) ถ้า ธาตุ มีชีวิต มีธาตุอะไรบ้างที่จัดว่า มีชีวิตครับ

3 ) และถ้า ธาตุ ไม่มีชีวิต ธาตุทำให้เกิด โมเลกุลชีวิต ได้อย่างไรครับ

ที่ถามนี้ไม่ได้เจตนาให้ฟุ้งซ่าน ในเรื่องอจินไตยนะครับ
เพียงอยากทราบว่า
ในองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีการค้นคว้า ค้นพบคำตอบเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ

หากท่านเป็นหนึ่ง หรือผู้มีความรู้เรื่องนี้ ท่านใดทราบ ถ้าจะกรุณาเล่าให้ฟัง จะขอบคุณยิ่งครับ

อ้อ ที่สนใจเรื่องเหล่านี้บ้าง ก็เพราะว่า
อยากทราบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ว่า ตามทันความรู้ที่มีในพุทธศาสตร์แค่ไหนแล้ว


และยิ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าใกล้ความรู้ที่มีในพุทธศาสตร์มากเท่าไหร่

ก็ยิ่งทำให้ความรู้แบบ นามธรรมในพุทธศาสตร์
มีการอธิบายขยายความให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้มากขึ้น


โดยเฉพาะเมื่อนักฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ ที่ชาวโลกยอมรับ นับถือความรู้
หันมาสนใจศึกษาความรู้ที่มีในพระพุทธศาสนา
จนยอมรับว่า
ความรู้ที่มีในพระพุทธศาสนา มีมากและก้าวหน้ากว่าความรู้ในทางวิทยาศาสตร์

จนยอมรับว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมีอยู่จริงแน่ๆ

เพราะความรู้ที่ลึกซึ้งขนาดที่นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้า ทดลองมาหลายร้อยปี
มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ยังตามความรู้ที่มีในพระพุทธศาสนาไม่ได้เลย

และเมื่อได้เริ่มทดลองนั่งสมาธิ ( Practice Meditation )
ได้พบความสงบทางใจ

เมื่อบรรดานักวิทยาศาสตร์ หันมานั่งสมาธิควบคู่คิดค้น ค้นคิด ทำการทดลอง
ก็ทำให้คิดได้ลุ่มลึก รอบคอบ วินิจฉัยทฤษฎีตรงประเด็น
นำไปสู่การประดิษฐกรรมใหม่ๆที่เป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

เมื่อคนมีความรู้ระดับแนวหน้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา + นั่งสมาธิ (Practice Meditation)

ก็ยิ่งทำให้คนที่มีความรู้แนวหลังๆ
เห็นคุณค่าพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

่มวลมนุษย์มาสนใจ ศึกษาความรู้ในพระพุทธศาสนา

ซึ่งเป็นศาสนาที่รวมความรู้สากล
ที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับมนุษย์ทุกเชื้อชาติ ทุกความเชื่อ
+ นั่งสมาธิ (Practice Meditation)


เฮ้อ
ผมฝันหวานเกินไปหรือเปล่านี่


สรุปว่า หากท่านใดมีความรู้หรือสนใจตอบคำถาม

1 ) ธาตุ มีชีวิต หรือไม่

2 ) ถ้า ธาตุ มีชีวิต มีธาตุอะไรบ้างที่จัดว่า มีชีวิตครับ

3 ) และถ้า ธาตุ ไม่มีชีวิต ธาตุทำให้เกิด โมเลกุลชีวิต ได้อย่างไรครับ

เรียนเชิญแวะมาให้ความรู้ด้วยนะครับ

ถ้าไม่มีใคร ผมก็คงจบคำถามในกระทู้นี้ เพราะ
MIHARUจัง และท่าน เป็นหนึ่ง
ได้นำความรู้เรื่อง Big bang theory มาตอบ
ให้ผมพอเข้าใจภาพรวมบ้างตามสติปัญญาที่มีอยู่นิดเดียว น่ะครับ

รูปย่อ

  • EUniexpansion.gif
  • imagesimagem36.jpg

ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#7 เป็นหนึ่ง

เป็นหนึ่ง
  • Members
  • 354 โพสต์

โพสต์เมื่อ 29 November 2006 - 10:26 PM

สวัสดีครับพี่dangdee
ขอตอบแบบผู้ไม่มีความรู้เท่าไหร่นะครับ และขอตอบในมุมของวิทยาศาสตร์เท่านั้นนะครับ ส่วนทางพุทธศาสตร์ คงต้องรบกวนให้พี่dangdee ลองไปค้นกัณฑ์เทศของพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำอ่านดูนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ ท่านกล่าวถึงเรื่อง "ธาตุเป็น ธาตุตาย" ไว้หลายแห่งทีเดียวครับ


QUOTE(dangdee)
สรุปว่า หากท่านใดมีความรู้หรือสนใจตอบคำถาม

1 ) ธาตุ มีชีวิต หรือไม่

2 ) ถ้า ธาตุ มีชีวิต มีธาตุอะไรบ้างที่จัดว่า มีชีวิตครับ

3 ) และถ้า ธาตุ ไม่มีชีวิต ธาตุทำให้เกิด โมเลกุลชีวิต ได้อย่างไรครับ



ในทางวิทยาศาสตร์

ธาตุ(elements) หมายถึง สารบริสุทธิ์เนื้อเดียวที่ไม่สามารถแยกออกเป็นสารอื่นได้โดยทางเคมี ปัจจุบันธาตุมี 110 กว่าธาตุ

ธาตุแบ่งออกได้เป็น 3 สถานะ
1. ของแข็ง ได้แก่ เงิน เหล็ก ทองแดง กำมะถัน เป็นต้น
2. ของเหลว ได้แก่ โบรมีน ปรอท เป็นต้น
3. แก๊ส ได้แก่ ฮีเลียม โฮโดรเจน ออกซิเจน คลอรีน

อ้างอิงจาก http://www.thaigoodv...5/no10/tad.html


ธาตุคือ สารซึ่งประกอบด้วยอะตอมชนิดเดียวกัน มีธาตุที่ค้นพบแล้ว 109 ธาตุ เป็นธาตุที่อยู่ในธรรมชาติ 89 ธาตุ นอกจากนี้เป็นธาตุที่สังเคราะห์ขึ้น มีธาตุบางชนิดที่ไม่ค่อยจะทำปฏิกิริยา เช่นทองคำที่เกิดจากธาตุบริสุทธิ์ แต่ธาตุส่วนมากมักเกิดกับรูปสารประกอบกับธาตุอื่นๆ

ธาตุสามัญและมีอยู่มาก

ไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นธาตุสามัญที่สุด พบเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดทฤษฎีบิกแบง ไฮโดรเจนกับฮีเลียมมีอยู่ 97% ในมวลของดวงดาว และเท่าที่ทราบเป็นธาตุที่มากที่สุดในจักรวาลด้วย

1_7.gif

ธาตุในร่างกาย

ส่วนต่างๆของร่างกายประกอบด้วยไฮโดรเจน ออกซิเจน คาร์บอนและไนโตรเจน ส่วนกระดูกประกอบด้วยแคลเซียม ธาตุทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวเป็นองค์ประกอบประมาณ 98% ของร่างกาย ธาตุอื่นๆ เช่น ทองแดง เหล็ก และสังกะสี มีอยู่จำนวนน้อย แต่ธาตุเหล่านี้สำคัญต่อชีวิตในการมีสุขภาพที่ดี น้ำหนักตัวของร่างกาย 50% เป็นน้ำ

1_9.gif

อ้างอิงจาก http://www.rmutphysi...t1/element1.htm


จากข้อมูลข้างต้น ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว จัดว่า ธาตุไม่มีชีวิตครับ แต่ธาตุมีพลังงานทางนิวเคลียร์ ซึ่งพลังงานทางนิวเคลียร์นี่เอง ทำให้ธาตุสามารถทำงานได้ คือสามารถเกิดปฏิกริยาทางเคมีเป็นสารใหม่ๆได้ และปฏิกริยาทางเคมีนี่เองครับ ที่ทำให้ธาตุเกิดเป็นโมเลกุลชีวิตได้

ธาตุพื้นฐานที่สามารถทำให้เกิดโมเลกุลชีวิตได้ ได้แก่ ไฮโดรเจน(H) คาร์บอน( C ) ไนโตรเจน(N) และออกซิเจน(O) ซึ่งธาตุทั้ง 4 ตัวนี้ จะรวมตัวกันเป็นอนุภาคพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า กรดอะมิโน ซึ่งกรดอะมิโนนี้ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโปรตีน ที่จะพัฒนาเป็น DNA ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://th.wikipedia....rg/wiki/ก%...น

และเมื่อมีพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต คือ DNA เกิดขึ้น DNA ต่างๆเหล่านี้ก็จะพัฒนาเป็นโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น โดยการเกิดปฏิกริยากับธาตุอื่นๆอีก จนเกิดเป็นเซลล์พื้นฐานขึ้น และเซลล์พื้นฐานก็พัฒนาซับซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ จากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวจนกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากปฏิกริยาทางเคมีทั้งสิ้น(ปฏิกริยาทางเคมีในสิ่งมีชีวิตเรียกว่า "ชีวเคมี") ดังนั้น ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็คือธาตุต่างๆ ที่มารวมตัวกัน และเกิดปฏิกริยาชีวเคมีต่อกันนั่นเองครับ ซึ่งปฏิกริยาชีวเคมีนี้ จะเกิดภายในสิ่งมีชีวิตอยู่ตลอดเวลา จนกว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะตาย เมื่อตายแล้วปฏิกริยาชีวเคมีต่างๆก็จะหยุดลง ธาตุต่างๆก็จะถูกผู้ย่อยสลาย(ในทางชีววิทยา ได้แก่ แบททีเรีย เห็ด รา ต่างๆ เป็นต้น) แบ่งแยกและเปลี่ยนแปลงเป็นสารอื่นๆต่อไป หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่จบสิ้นครับ
I just gotta get out of this prison cell.
Someday I'm gonna be free.

#8 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 30 November 2006 - 09:32 AM


ขอขอบคุณ ท่าน เป็นหนึ่ง อย่างมาก ที่ค้นความรู้มาฝากนะครับ
แหะๆ บอกตรงๆว่า อ่านเข้าใจได้นิดหน่อยเองครับ
red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif red_smile.gif

แต่ก็พอเห็นภาพรวมของจุดเริ่มต้นของการกำเนิดชีวิตในจักรวาล
ตามทฤษฎีและทัศนะของนักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ได้บ้าง นิดๆครับ

ขอบคุณ ท่าน เป็นหนึ่ง ครับ สาธุ

รูปย่อ

  • hdjpgA4elemen.jpg
  • fsEleCpdMixALL.gif

ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#9 Light or White

Light or White
  • Members
  • 55 โพสต์
  • Location:donmueng, Bangkok 10210

โพสต์เมื่อ 30 November 2006 - 07:57 PM

ผมมีความรู้พื้นฐานเรื่อง big bang น้อยมาก ขออ่านอย่างเดียว

#10 Omena

Omena
  • Members
  • 1409 โพสต์
  • Location:44/5 หมู่ 10 ตำบลหนองอ้อ ถนนเพชรเกษม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี 70110

โพสต์เมื่อ 03 December 2006 - 05:36 AM

big bang นี่เป็นทฤษฏีของคุณ stphen hawking ซึ่งก็ตามชื่อเลยว่าเป็นแค่ทฤษฎีค่ะ

เขาเชื่อว่าจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด (นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่กลัวความคิดที่ว่าจักรวาลมีจุดกำเนิดและมีจุดดับ)


ตามนั้นแล้ว ในตอนนี้ จักรวาลกำลังอยู่ในช่วงขยายออก เมื่อขยายไปจนถึงจุดที่มีแต่อวกาศ มันก็จะค่อยรวมตัวกันใหม่อย่างช้าๆๆๆๆ
แล้วเมื่อรวมตัวกัจนถึงจุดที่มีแต่โมเลกุลอัดแน่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันก็จะระเบิดออก

เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตั้งแอดีตไปจนถึงอนาคต
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ




muralath2@hotmail

#11 Peacefulness ™

Peacefulness ™
  • Members
  • 1145 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:On the planet Earth.
  • Interests:Almost everything that helps me to become better and better; especially, the Grestest Dharma of the Lord Buddha

โพสต์เมื่อ 03 December 2006 - 06:27 AM

unsure.gif laugh.gif happy.gif
ข้าพเจ้าขออนุญาติเพิ่มเติม ข้อมูลให้แก่ ทุกๆท่าน ได้พิจารณากันตามสะดวก นะครับ
เรื่อง DNA ไม่ยากอย่างที่คิดนะครับ ถ้าท่านใด ใคร่อยากจะลองอ่าน ศึกษา ในยามพักผ่อน (เล่นๆ)
DNA
To download the full detail of DNA is here.
[attachmentid=10866]
Professor Stephen Hawking
ผู้ซึ่งมีหลายๆ ท่านให้การยกย่อง ราวกับเป็น Albert Einstein แห่งยุคปัจจุบัน

.

ที่มาของภาพด้านบน คลิ๊กที่นี้
.
According to my understanding, click here to see his official personal website

.
Albert Einstein
ที่มาของภาพด้านบน คลิ๊กที่นี้
.

.
สำหรับ ท่านผู้สนใจ ด้านนี้ ข้าพเจ้าขอแนะนำ: Imperial College Astronomical Society คลิ๊กที่นี้

[attachmentid=10867]
.
.
.
ข้าพเจ้าขออนุญาตรวมเรียนรู้ ด้วยอีกหนึ่งคนนะครับ happy.gif smile.gif laugh.gif
ข้าพเจ้าขอ ขอบคุณ ท่าน dangdee สำหรับ กระทู้ที่น่าสนใจ นี้
ข้าพเจ้าขอ ขอบคุณ ทุกๆท่าน สำหรับ ทุกๆ ความคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์ แก่ข้าพเจ้าครับ happy.gif smile.gif laugh.gif

ไฟล์แนบ

  • แนบไฟล์  DNA.pdf   1.63MB   775 ดาวน์โหลด
  • แนบไฟล์  69_KAN.zip   3.99MB   368 ดาวน์โหลด

ขอเชิญร่วม อนุโมทนาบุญ งานบุญกฐินพระราชทาน ที่ วัดปากน้ำภาษีเจริญ คลิ๊กที่นี้
ขอเชิญร่วม อนุโมทนาบุญ งานบุญกฐินพระราชทาน ที่ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก คลิ๊กที่นี้
.

Who am I?__>>> CLick Here <<< to see my answer Post # 7

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

For any inquiries please

.

รวมภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า:
คลิ๊กที่นี้
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ ได้รับ ภาพทั้งหมดของ คำสอนคุณยาย ฉบับรวมเล่ม และภาพ (ฉบับสมบรูณ์)
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ D/L 157 files, 557.61 MB, ธรรมมะเทศนา มงคล 38 โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว)
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ D/L 58 files, 120.99 MB, for easy listening dharmas.
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ D/L 121 really-good-to-read e-books, 295.67 MB.
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ Download โปรแกรม Free Download Manager ช่วย Download ไฟล์ใหญ่ๆ ต่างๆ ฟรีครับฟรี
คลิ๊กที่นี้ เพื่อ Download โปรแกรม Acrobat Reader V.5
.
ที่มา: คลิ๊กที่นี้ ปล. สืบเนื้องมาจาก กระทู้นี้ โพสต์โดย ท่าน ฟ้าร้าง
.
เรื่อง การสร้างบารมีของพระโพติสัตว์ เข้าใจได้ไม่ยาก โปรดลอง คลิ๊กที่นี้
.
สนใจอ่าน

The basic knowledge of Buddhism to become a better buddhist Edition 2 คลิ๊กที่นี้

(With some english explanation)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

"Do not confuse having a career with having a life"
-= Hillary Clinton =-.... >>>>>>>
CLicK HeRe <<<<<< To Be wisher, To Be smarter, and To Know Better !!!
Lastest Revised: 16/12/2006 | 08:43 PM

#12 MIHARU

MIHARU
  • Members
  • 620 โพสต์
  • Interests:พระพุทธศาสนา<br />วิทยาศาสตร์

โพสต์เมื่อ 05 December 2006 - 05:47 PM

QUOTE
อ้อ ที่สนใจเรื่องเหล่านี้บ้าง ก็เพราะว่า
อยากทราบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ว่า ตามทันความรู้ที่มีในพุทธศาสตร์แค่ไหนแล้ว

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ที่คลุกคลีอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพมาพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเกี่ยวกับมะเร็ง (เพราะตอนนี้ก็ทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ค่ะ happy.gif)

ขอตอบว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ตอนนี้ ยังตามความรู้ที่มีในพระพุทธศาสนาไม่ทันค่ะ ยังห่างกันอีกมากๆๆๆๆๆๆ แค่วิธีการเรียนรู้ก็ห่างกันหลายขุมแล้วค่ะ

พระพุทธศาสนาก้าวไกลไปถึงขนาดวิธีการป้องกันการเกิด การดับทุกข์ ซึ่งไม่ว่าโรคใดก็ใช้วิธีเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ใฝ่ฝันมากที่สุด ต้องการหาต้นตอของทุกๆโรคจริงๆ แบบที่ว่า ถ้าเกิดโรคมา จัดการกับต้นตออันนี้แหละ จบ ไม่ว่าจะโรคใดก็ตาม

ทำได้แค่บรรเทาในบางโรคเท่านั้นแหละค่ะ ต่อให้ถอดรหัส DNA ได้ (ซึ่งก็ถอดได้แล้วตอนนี้) แต่ถ้ายังอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม ก็หลีกหนีกรรมไปไม่พ้นหรอกค่ะ

วิทยาศาสตร์ยังเด็กๆค่ะ ห่างไกลพระพุทธศาสนาอีกมาก เพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดค่ะ
Relax & Alert

#13 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 08 December 2006 - 11:16 AM

มีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Big bang

ว่าด้วยจักรวาลยุคใหม่และพลังงานมืด

โดย ดริส สามารถ
หน่วยวิจัยฟิสิกส์รากฐานและจักรวาลวิทยา
มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

ไฟล์แนบ


ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#14 เคยเข้าวัด

เคยเข้าวัด
  • Members
  • 1296 โพสต์
  • Interests:สร้างบุญบารมีอย่างยวดยิ่ง ตราบเท่าชีวีหมดอายุขัย

โพสต์เมื่อ 08 December 2006 - 02:08 PM

ก่อนอื่นต้องขอบอกคุณเจ้าของกระทู้ก่อนนะครับ ว่าทฤษฎีบิ๊กแบงนั้นเป็นทฤษฎีที่มนุษย์ตั้งหรือคิดขึ้นมา เพื่ออธิบายว่าเอกภพเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งในความหมายของคำว่าเอกภพนั้น ครอบคลุมไปหมดทั่วแสนโกฏิอนันตจักรวาล แต่ในพระพุทธศาสนานั้นมีบอกไว้เพียงการกำเนิดเกิดขึ้นและดับไปของจักรวาลเพียงจักรวาลเดียว ดังนั้น ถ้าจะเอามาเปรียบเทียบกันคงจะไม่ได้หรอกนะครับ

ความรู้เรื่องบิ๊กแบงนั้น ผมเองก็มีอยู่เพียงน้อยนิดจึงไม่อาจที่จะบอกอะไรได้มาก จะบอกได้ก็เพียงความคิดสงสัยในความคิดของผมที่ขัดแย้งกับหลักความเชื่อทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ความคิดที่ขัดแย้งของผมมีดังนี้ครับ

1. หลายท่านคงทราบว่าอวกาศ เป็นสถานที่ที่ปราศจากแรงดึงดูด ปราศจากบรรยากาศ และการรวมตัวกันของเทหะวัตถุ หรือมวลอะตอมของสสารนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีแรงดึงดูดของวัตถุซึ่งเกิดจากสนามแม่เหล็กแรงโน้มถ่วงเป็นหลัก และบรรยากาศที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอะตอมจนกลายเป็นอนุภาคให้เกิดการยึดติดกันของมวลสาร
ในทฤษฎีบิ๊งแบงค์นั้นอธิบายไว้ว่า เอกภพเกิดจากกรระเบิดครั้งใหญ่จนกลายเป็นก๊าซและฝุ่นละอองเล็กๆในอวกาศ และเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองเหล่านั้นเกิดเป็นจักรวาล ซึ่งมันฟังดูขัดกับหลักแรงดึงดูดของสสารเป็นอย่างมาก ในอวกาศที่ปราศจากบรรยากาศซึ่งเป็นตัวกลางในการเคลื่อนที่ของอะตอม และไม่มีแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นตัวกลางในการยึดเกาะของโมเลกุลเช่นนั้น จะเกิดการรวมตัวกันของอนุภาพของฝุ่นละอองและก๊าซในอวกาศได้อย่างไร นี่เป็นความสงสัยข้อแรกของผม

2. เนื่องจากในอวกาศปราศจากแรงดึงดูด และบรรยากาศที่ก่อให้เกิดการรวมตัวกันของอนุภาค ดังนั้น หากเกิดการระเบิดในสภาวะที่ไม่มีแรงดึงดูดหรือไร้นําหนัก วัตถุหรืออนุภาคที่กระจายออกมาจากการระเบิดจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงและคงที่ เนื่องจากไม่มีฟริคชั่น(แรงเสียดทาน)ของบรรยากาศ และวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงที่มีความเร็วเทียบได้กับความเร็วแสงนั้น ไม่มีทางที่จะสามารถจับกลุ่มหรือรวมตัวกันได้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นการกระทบกันของอนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากกว่า ซึ่งอนุภาคที่เคลื่อนที่กระทบกันด้วยแรงจากการระเบิดย่อมไม่มีทางที่จะเกิดการรวมตัวได้อย่างแน่นอนจริงไหมครับ นี่เป็นข้อสงสัยของผมข้อที่2

3. วัตถุจะเกิดสภาวะมีแรงดึงดูดได้นั้นจะต้องมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเองในระดับหนึ่ง เช่นโลกหมุนรอบตัวเอง แรงเหวี่ยงของโลกทำให้เกิดแรงดึงดูดในระดับหนึ่ง พอที่จะดึงดูดให้วัตถุติดกับผิวโลกได้ ดวงอาทิตย์ก็มีแรงดึงดูดเนื่องจากการหมุนรอบตัวเองในระดับหนึ่ง จึงทำให้มีแรงดึงดูดเพียงพอที่จะดึงดูดดาวบริวารให้สามารถโคจรอยู่รอบตัวมันได้ และเนื่องด้วยอวกาศปราศจากแรงดึงดูดนี้เอง จึงทำให้การโคจรและการหมุนรอบตัวเองของดาวแต่ละดวงเป็นไปอย่างคงที่ ดังนั้นจึงทำให้ผมเกิดคำถามที่3ขึ้นมาว่า วัตถุใดๆก็ตามหากเราปล่อยให้ลอยอยู่ในอวกาศ มันจะลอยนิ่งอยู่กับที่ไม่มีการหมุนวนให้เกิดแรงดึงดูดหากไม่มีแรงภายนอกมาช่วยให้เกิดการหมุน หากเป็นเช่นนี้แล้ววัตถุที่ลอยอยู่กับที่เช่นนี้จะจะเกิดแรงดึงดูดขึ้นมาได้งั้นหรือ และหากเกิดการระเบิดจากบิ๊กแบงจริงๆ ซึ่งผมมั่นในว่าต้องรุนแรงกว่าระบิดนิวเครียร์เสียอีก เท่ากับว่าวัตถุหรืออนุภาคที่เกิดจากระเบิดครั้งนั้นจะต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างตําคือความเร็วเหนือเสียงเป็นแน่ และวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาดนี้ จะสามารถรวมตัวเกิดเป็นหมู่ดาวได้ยังไง จริงไหมครับ

ทั้งสามข้อนี้เป้นเพียงความคิดที่ผมรู้สึกขัดแย้งไปจากนักดาราศาสตร์เท่านั้นนะครับ แต่ก็ไม่คิดว่าผมจะคิดถูกและนักดาราศาสตร์คิดผิด เพียงแต่หากลองคิดดีๆแล้วทฤษฎีบิ๊กแบงมันจะขัดกับหลักการทางฟิสิกข์อยู่น่ะครับ ถ้าท่านใดมีความรู้รบกวนช่วยแก้ต่างในปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งของผมทีแล้วกันนะครับ

1) พระปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 20 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 4 อสงไขย กับ แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระสมณโคมสัมมาสัมพุทธเจ้า (อย่างน้อยที่สุด)
2) พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 40 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 8 อสงไขย กับ แสนมหากัป) (อย่างน้อย)
3) พระวิริยาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 80 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 16 อสงไขย กับ แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป้าหมาย

#15 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 09 September 2008 - 11:10 AM

มี clip vdo ของ YouTube มาเสริมความรู้ครับ

The Birth of the Universe Big Bang and Beyond
http://www.youtube.c...feature=related

Birth of the Solar System
http://www.youtube.c...feature=related

Big bang
http://www.youtube.c...feature=related
ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม