ประเทศที่เจริญแล้วอย่าง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก เขียนภาษาอังกฤษไม่ได้อย่างไร เพราะ ที่ผ่านมามีคนอเมริกันมากถึง 40 ล้านคน ก็ยังมีปัญหาในการอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ ตามเกณฑ์ตามที่รัฐ กำหนด ผลทำให้รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ต้องตั้งคณะกรรมการวิจัยการอ่านระดับชาติ (National Reading Research Panel) มาทำวิจัย ถึงสาเหตุของความล้มเหลวของระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยได้วิเคราะห์ วิจัย วิธีการสอน ในอดีตย้อนกลับไปประมาณ 30 ปี เพื่อหาวิธีใหม่ที่สอนอ่านได้ผลและไม่เปลืองงบประมาณรัฐ



ทำไมจึงอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ?

ผลงานวิจัยนี้สรุปว่า ปัญหาการอ่าน เขียน ภาษาอังกฤษไม่ได้ตามเกณฑ์ เป็นเพราะวิธีการสอนภาษาอังกฤษ ที่เน้นสอนอ่านเป็นคำ ที่เรียกว่า whole language ซึ่งได้ใช้มาเกือบ 100 ปีแล้ว ปรากฏว่าไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะเน้นการสอนอ่าน ด้วยความจำประกอบรูปภาพ ทำให้เด็กมีปัญหาในการอ่านคำใหม่ๆ ที่ครูไม่เคยสอน เช่น อ่านไม่ออก ไม่ชัด ไม่ถูกต้อง จึงต้องใช้ศาสตร์แห่งการเดาสุ่ม (guesswork) มาช่วยเมื่อต้องอ่านบทอ่านใหม่ๆ ที่ครูไม่ได้สอนมาก่อน

งานวิจัยด้านการอ่าน สรุปด้วยว่า วิธีที่ได้ผลที่สุดที่จะให้ผู้เรียนอ่านภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำ ด้วยความมั่นใจ ต้องเริ่มจากการสอนให้ผู้เรียนรู้จักแยกแยะหน่วยเสียงภาษาอังกฤษ หรือถอดรหัสเสียงทั้งหมด 42 เสียง ทั้งที่มีสระแค่ 5 ตัว และพยัญชนะ 26 ตัวก่อน ที่จะอ่านเป็นคำ และเมื่อเอาหน่วยเสียง มาเชื่อมกับ ตัวอักษร ผู้เรียนสามารถที่จะอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายและชัดถ้อยชัดคำ ด้วยสำเนียงมาตรฐาน เหมือนเจ้าของภาษาต้นแบบ แม้ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศมาก่อน

ดังนั้น จึงมีการปัดฝุ่น เอาหลักสูตร โฟเนติคส์ (Phonetics) ในประเทศไทย เป็นวิชาที่ใช้สอนผู้ที่เรียนวิชา ภาษาศาสตร์ ระดับปริญญาตรี โท และเอก เพื่อมาประกอบอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ ให้มาเป็นหลักสูตร โฟนิคส์ (Phonics) ที่สามารถสอนเด็กระดับอนุบาลหรือก่อนอนุบาลได้ให้เข้าใจ

วิธีการสอนอ่านภาษาอังกฤษด้วยโฟนิคส์ที่ได้ผล มีหลายวิธี แต่พบว่าวิธีที่ได้ผลที่สุด คือสอนโฟนิคส์ที่ทำกันตรงๆ มีระบบเป็นลำดับตามขั้นตอน (explicit, systematic, sequential & direct instruction) เช่น สอนแยกเสียงพยัญชนะทีละเสียง สระทีละเสียง โดยเสียงสั้น และยาว ต้องแยกจากกัน ก่อนจะสอน การประสมคำ หรือการออกเสียงคำควบกล้ำ ไม่ใช่การสอนออกเสียงที่แทรกกับบทอ่านหรือบทสนทนา หรือ ไวยากรณ์ที่ทำกันในโรงเรียนไทยในปัจุบัน

ผลสรุปนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางด้านการเรียนรู้ของสมอง (brain-based learning) ของมหาวิทยาลัยเยล ได้ทำการสแกนสมองของผู้เรียนภาษาอังกฤษ พบว่าหลักสูตรโฟนิคส์ที่เป็นระบบ ช่วยกระตุ้นเซลสมอง ทำให้มีการสร้างเส้นใยสมองใหม่ และทำให้เส้นใยสมองเดิมแตกตัว และเบ่งบานอย่างถาวร เนื่องจากมีเลือดไปสูบฉีดในสมอง ส่วนที่รับรู้ภาษามากขึ้น ทำให้เกิดเป็นสีแดงในภาพ ที่สแกนออกจากเครื่องสแกนสมอง MRI ต่างจากภาพสแกนสมองของเด็กที่เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีอื่น เช่น ถูกสอนให้ออกเสียงเมื่ออยู่ในระหว่างการสอนบทสนทนา หรือบทอ่าน ซึ่งภาพที่ได้จากการสแกนสมองไม่ได้ แสดงให้เห็นร่องรอยว่าสมองได้รับการกระตุ้นเลย

ผลสรุปคือ ผู้เรียนที่เรียนภาษาอังกฤษ ด้วยการเริ่มต้นจากการเรียนโฟนิคส์ ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจะมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษสูงกว่า ผู้ที่ถูกสอนด้วยวิธีอื่น มูลนิธิเล็งเห็นว่าวิธีการที่จะเผยแพร่การเรียนการสอน โฟนิคส์ให้แก่ครูสอนภาษาอังกฤษไทย และนักเรียนไทยให้ได้มาตรฐานเดียว และเร็วที่สุด และ ครอบคลุมผู้เรียนมากที่สุด ต้องใช้ไอซีทีมาช่วย จึงได้ทำวิจัยจุดแข็งจุดอ่อนของโปรแกรมการเรียนโฟนิคส์ ออนไลน์ หรือระบบเครือข่ายมากกว่าสิบหลักสูตรในสหรัฐ และติดต่อขอความร่วมมือจากองค์กรในสหรัฐ ที่พร้อมให้บริการในประเทศไทยที่สุด มูลนิธิได้ลงนามสัญญาความร่วมมือกับองค์กรเอกชน HEC Readings จากสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมการสอนอินเท็นซีฟ โฟนิคส์ (intensive phonics) อัจฉริยะ ที่สอนเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งครู ผู้สอนภาษาอังกฤษ ให้อ่านภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็ว และชัดถ้อยชัดคำ ด้วยสำเนียงมาตรฐาน ภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยผู้เรียนสามารถฝึกได้ในบรรยากาศสบายๆ ที่บ้าน สำนักงาน หรือโรงเรียนผ่านอินเตอร์เน็ตได้ไม่จำกัดเวลาใน 24 ชั่วโมง
 
 
 
ที่มา-
 
บทความนี้พิมพ์จาก http://www.dmc.tv/pages//2008-02-25-2.html
เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2557 18:03
สงวนลิขสิทธิ์ © 2547 - 2557 http://www.dmc.tv