ทศชาติชาดก
เรื่อง มโหสถบัณฑิต ผู้ยิ่งด้วยปัญญาบารมี
ตอนที่ 175
 
 

    จากตอนที่แล้ว อาจารย์ปุกกุสะได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพเจ้าเห็นว่าตายเสียก่อนนั่นแหละเป็นการดี เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของพระเจ้าจุลนีได้ ข้าพระองค์เห็นด้วยเกล้าว่าพวกเราควรดื่มยาพิษให้ตายเสียโดยพลัน พระเจ้าข้า”
 
    ส่วนอาจารย์กามินทะ ก็กราบทูลในทำนองเดียวกันว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์เห็นด้วยเกล้าว่า พวกเราเอาเชือกผูกคอให้ตาย หรือไม่ก็กระโดดลงบ่อน้ำให้ตายเสียดีกว่า พระพุทธเจ้าข้า”
 
    พระเจ้าวิเทหราช ก็ยังไม่ทรงโปรด จึงทรงหันไปตรัสถามทางอาจารย์เทวินทะ อาจารย์เทวินทะจึงทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์เห็นว่ามีเพียงมโหสถบัณฑิตเท่านั้น ที่จะช่วยพวกเราในยามคับขันครั้งนี้ได้ แต่หากว่ามโหสถไม่สามารถจะช่วยเหลือพวกเราได้แล้วล่ะก็ พวกเราถึงจะทำตามวิธีของท่านอาจารย์เสนกะ พระพุทธเจ้าข้า”

    เมื่อพระเจ้าวิเทหราช ได้ทรงสดับคำของอาจารย์เหล่านั้นแล้ว ก็ทรงตระหนักดีว่ามีเพียงมโหสถเท่านั้น ที่จะช่วยให้พระองค์รอดพ้นจากภัยในครั้งนี้ได้ แต่เมื่อไม่อาจจะตรัสอะไรได้มากไปกว่านี้ จึงได้แต่ทรงรำพึงออกมาว่า “เราผู้แสวงหาอุบายปลดเปลื้องทุกข์ ต้องการจะหนีไปให้พ้นจากที่นี้โดยเร็ว จึงสอบถามเหล่าราชบัณฑิต ด้วยหวังว่าจะเป็นที่พึ่งได้ในยามยาก แต่น่าอนาถใจจริงหนอ ถึงเวลาคับขันเจียนตายแล้ว เราก็ยังมองไม่เห็นทางรอดเลย เห็นที่คราวนี้เราคงต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถเป็นแน่”

    มโหสถบัณฑิต คิดในใจว่า “ถ้าเราปล่อยให้ทรงคร่ำครวญอยู่เช่นนี้ เห็นทีพระองค์จักต้องสิ้นพระชนม์เป็นแน่” จึงกราบทูลว่า “ขอพระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย พระพุทธเจ้าข้า หากข้าพระองค์ไม่อาจช่วยพระองค์ให้พ้นภัยครั้งนี้ได้ ปัญญาของข้าพระองค์จะมีไว้ทำไม การเป็นเสนาบดีของข้าพระองค์จะมีประโยชน์อะไร พระพุทธเจ้าข้า”

    ฝ่ายพระเจ้าวิเทหราช ได้ทรงสดับคำของมโหสถบัณฑิตแล้ว พระหฤทัยก็แช่มชื่นเบิกบาน แม้ทุกคนในที่นั้นก็ล้วนยินดีกันทั่วหน้า

    มโหสถกราบบังคมทูลต่อไปว่า “ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เหตุที่ข้าพระองค์ขอออกเดินทางมาที่นี่ก่อน ถ้ามิใช่เพื่อเตรียมหาหนทางช่วยเหลือฝ่าพระบาทให้รอดพ้นจากมหันตภัยในคราวนี้แล้ว ข้าพระองค์จะมาเพื่อประโยชน์อะไรกันเล่า ขอพระองค์โปรดทรงสบายพระทัยเถิด อย่าเกรงกลัวเลย ข้าพระองค์ได้เตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”

    พระเจ้าวิเทหราช ทรงสดับดังนั้นแล้ว พระหฤทัยก็เต็มตื้นไปด้วยความปีติยินดี ท้าวเธอทรงพระดำริว่า “พ่อมโหสถช่างจงรักภักดีต่อเราเหลือเกิน เธอไม่เคยทอดทิ้งเราจริงๆ”

    อาจารย์เสนกะ อดที่จะสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยถามมโหสถว่า “พ่อบัณฑิต แล้วนี่ท่านจะพาพวกเราหนีไปทางไหนกันเล่า”

    มโหสถจึงแจ้งว่า “ข้าพเจ้าได้เตรียมอุโมงค์ไว้เรียบร้อยแล้ว ขอให้ทุกคนได้เตรียมตัวให้พร้อมเถิด” ว่าแล้วมโหสถก็ได้เตรียมพกพระขรรค์ติดตัวไปด้วย แล้วสั่งให้ทหารของตนไปทำการเปิดประตูอุโมงค์ เพื่อรอรับเสด็จพระเจ้าวิเทหราช พร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพาร

    สิ้นคำสั่งของมโหสถ ทหารเหล่านั้นก็เข้าประจำที่อย่างว่องไว โดยได้โยกกลไกที่อยู่ด้านหน้าประตูอุโมงค์ ทันทีที่เปิดกลไกควบคุมทั้งหมดพร้อมกัน ประตูอุโมงค์ที่เหมือนถูกปิดตายมานาน ก็เปิดออกเองอย่างรวดเร็วพร้อมกับดวงไฟที่สว่างพรึบไปทั่วทั้งอุโมงค์ ภายในห้องทุกห้องที่เตรียมไว้ก็สว่างไสวงดงามดุจทิพยวิมาน

    ลำดับนั้น ทหารของมโหสถก็ได้มารายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ประตูอุโมงค์เปิดแล้ว กลไกทุกอย่างทำงานแล้ว มโหสถจึงกราบบังคมทูลพระเจ้าวิเทหราช เพื่อนำเสด็จพระองค์ลงจากพระมหาประสาท พร้อมด้วยเหล่าข้าราชบริพารอีกมากมาย ครั้นออกจากพระราชนิเวศน์แล้วมโหสถก็เดินนำเข้าไปที่ทางประตูเข้าอุโมงค์นั้นทันที

    ฝ่ายอาจารย์เสนกะ พอเริ่มออกเดินเท่านั้น ก็รีบถอดผ้าโพกศีรษะออก ค่อยๆปลดผ้านุ่งออกแล้วบรรจงผูกใหม่ให้มั่นคง

    มโหสถเหลือบไปเห็นกิริยาของอาจารย์เสนกะ จึงเอ่ยถามว่า “ท่านเสนกะ ท่านมัวทำอะไรอยู่น่ะ”

    อาจารย์เสนกะ ก็หันมาตอบว่า “ข้าพเจ้าก็เตรียมจะเดินลงอุโมงค์น่ะสิ ถึงต้องเปลื้องผ้าโพกหัว แล้วยักรั้งให้มั่นคง จะเดินได้สะดวกๆอย่างไรล่ะ”

    มโหสถยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า “ท่านเสนกะ ท่านน่ะอย่าได้สำคัญผิดไปว่าอุโมงค์ของข้าพเจ้าแคบ เสียจนต้องยอบตัวคุกเข่าคลานเข้าไปเลยนะ เพราะอุโมงค์นี้น่ะ สูงถึง 18ศอกเชียวนา ประตูก็กว้างขวาง ภายในก็โอ่อ่า หากท่านต้องการจะขี่ช้างไปก็เชิญ จะขี่ม้าไปก็ตามสะดวก หรือท่านจะแต่งกายอย่างไรก็ตามใจ แต่ก็ขอให้เดินนำหน้าท้าวเธอไปก็แล้วกัน”
 
    ว่าแล้ว ก็ให้อาจารย์เสนกะเดินนำหน้าพระราชาไป ส่วนตนก็ตามเสด็จรั้งท้าย เพื่อทูลเตือนพระองค์ให้รีบเสด็จโดยเร็วที่สุด เพราะขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ชั่วคืนเดียวเท่านั้น หากพระองค์มัวแต่ทรงชักช้า เสียเวลาทอดพระเนตรอุโมงค์ซึ่งประดับประดาอย่างอลังการอยู่ เกรงว่าจะไม่ทันการ

    ภายในอุโมงค์นั้น มโหสถก็ได้ให้คนจัดเตรียมของกินของเคี้ยวไว้พร้อมเสร็จสรรพ รอคอยให้ทุกคนหยิบเอาโภชนาหารเหล่านั้นไปตามชอบใจ บ้างก็กินไปพลาง บ้างดื่มไปพลาง ทั้งเพลิดเพลินเจริญใจกับการได้เดินชมอุโมงค์ ซึ่งประดับตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาตลอดทาง โดยเฉพาะพระเจ้าวิเทหราชนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินพระหฤทัยยิ่งนัก ราวกับกำลังเสด็จเข้าสู่เทวสภา จนมโหสถต้องคอยทูลเตือนพระองค์อยู่เรื่อยๆว่า “เชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทรีบเสด็จเถิด พระเจ้าข้า”

    ส่วนว่าเมื่อพระเจ้าวิเทหราช เสด็จไปถึงที่ปากทางออกของอุโมงค์แล้ว มโหสถได้เตรียมแผนการใดต่อไป เพื่อให้การเสด็จกลับสู่เมืองโดยปลอดภัย และสมพระทัยในทุกๆสิ่งที่เสด็จมาในครั้งนี้ โปรดติดตามตอนต่อไป
 
พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
บทความนี้พิมพ์จาก http://www.dmc.tv/pages/jataka/mahosathapandita175.html
เมื่อ 23 ธันวาคม 2557 12:06
สงวนลิขสิทธิ์ © 2547 - 2557 http://www.dmc.tv