พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนที่ 32 พระเจ้าสังขบรมจักรพรรดิ (4)

ครั้นภัททชิกุมารได้ฟังธรรมเทศนา และปล่อยใจตามพระสุรเสียงของพระพุทธองค์แล้ว ภัททชิกุมารก็สามารถทำพระนิพพานให้แจ้ง

บทความธรรมะ Dhamma Articles > ช่วงเด่นฝันในฝัน > ปกิณกธรรม > พระศรีอริยเมตไตรย์
[ 23 พ.ย. 2553 ] - [ ผู้อ่าน : 14317 ]
ทบทวนฝันในฝัน วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2553
ตอน พระศรีอริยเมตไตรย์ ตอนที่ 32 พระเจ้าสังขบรมจักรพรรดิ (4)
 
 
พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า
ตอนที่ 32 "พระเจ้าสังขบรมจักรพรรดิ (4)"
เรียบเรียงจากรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
 
        ความเดิมจากตอนที่แล้ว... นายช่างจักสานและลูกชายได้สร้างบรรณศาลาถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่อที่พระปัจเจกพุทธเจ้าจะได้อยู่จำพรรษา ณ ที่แห่งนั้นตลอดไตรมาส ซึ่งในภพชาติดังกล่าว...สองพ่อลูกคู่นี้ได้มีโอกาสนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาอยู่จำพรรษา ณ บรรณศาลาที่พวกตนสร้างถวายถึงเจ็ดพระองค์ เมื่อละโลกแล้ว สองพ่อลูกก็ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภูมิแต่เพียงอย่างเดียว ในภพชาติหนึ่ง...นายช่างจักสานผู้เป็นพ่อได้มาบังเกิดเป็นพระราชามีพระนามว่า “มหาปนาทะ”-ตลอดช่วงเวลาที่พระเจ้ามหาปนาทะทรงมีพระชนม์ชีพอยู่นั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยการหมั่นทำทานและสั่งสมบุญเอาไว้อย่างมากมายเป็นนิตย์ ครั้นละโลกแล้วก็ได้กลับไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามเดิม ครั้นกาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านมาจนถึงในยุคพุทธกาล ท่านเทพบุตรมหาปนาทะก็ได้ลงมาบังเกิดสร้างบารมีอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรชายของภัททิยเศรษฐี มีชื่อว่า “ภัททชิกุมาร” ผู้มีปราสาทสามฤดู
 
เมื่อถึงคราวที่ภัททชิกุมารจะย้ายออกจากปราสาท ชาวเมืองก็จะตื่นเต้น
 
        ในเวลาที่ภัททชิกุมาร จะย้ายจากปราสาทหลังหนึ่งไปอยู่ปราสาทอีกหลังหนึ่ง ก็จะมีเหล่าบริวารเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนดูแล นักฟ้อน นักดนตรี มาคอยห้อมล้อมคอยดูแลภัททชิกุมารไปทุกที่ เมื่อถึงคราวที่ภัททชิกุมารจะย้ายออกจากปราสาท ชาวเมืองก็จะตื่นเต้น และต่างชักชวนกันมาดูทรัพย์สมบัติและเหล่าขบวนบริวารของภัททชิกุมาร กันเป็นจำนวนมาก
 
 
        อยู่มาวันหนึ่ง ในระหว่างที่ภัททชิกุมารกำลังย้ายจากปราสาทหลังหนึ่งไปอยู่ปราสาทอีกหลังหนึ่งนั้น เดิมทีจะต้องมีชาวบ้านเป็นจำนวนมากมาเฝ้าดูการย้ายปราสาทของภัททชิกุมาร แต่ในคราวนี้กลับไม่มีชาวบ้านคนใดมาเฝ้าดูการย้ายที่อยู่ของภัททชิกุมารเลยสักคน
 
 
        ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ภัททชิกุมารเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่า “ในทุกๆครั้งที่เราจะย้ายจากปราสาทหลังหนึ่งไปสู่ปราสาทอีกหลังหนึ่ง ชาวบ้านจะต้องพากันมามุงดูเป็นจำนวนมาก แต่ทำไมหนอ...ในครั้งนี้กลับไม่มีใครมามุงดูเราเลยสักคน สงสัยจะต้องมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พวกชาวบ้านถึงหายหน้าไปกันหมด”
 
 
        เมื่อเหล่าบริวารได้ฟังเช่นนั้น จึงได้บอกความจริงกับภัททชิกุมารว่า “นาย...เหตุที่ทำให้ชาวบ้านไม่มามุงดูการย้ายปราสาทที่อยู่ของนาย เหมือนเมื่อครั้งที่ผ่านๆมา ก็เป็นเพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองของเราได้ประมาณสามเดือนแล้ว...”
 
 
        “...และในวันนี้ พระพุทธองค์จะทรงแสดงธรรมโปรดชาวเมืองเป็นวันสุดท้าย ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบแล้ว พระพุทธองค์ก็จะเสด็จไปยังเมืองอื่นต่อในทันที ดังนั้น ชาวเมืองทั้งหลายจึงรีบพากันไปฟังธรรมของพระพุทธองค์”
 
 
        ฝ่ายภัททชิกุมารเมื่อได้ฟังเหล่าบริวารกล่าวเช่นนั้น จึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ในเมื่อชาวบ้านทุกๆคนต่างเดินทางไปฟังธรรมของพระพุทธองค์ แล้วทำไม...เราถึงไม่ไปกับเขาบ้าง”-ว่าแล้ว ภัททชิกุมารก็ได้ตัดสินใจเดินทางไปฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยเหล่าบริวารทั้งหมด
 
 
        แต่ด้วยความที่มีมหาชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาฟังธรรมของพระพุทธองค์ในครั้งนี้ จึงทำให้ภัททชิกุมารและเหล่าบริวารจำต้องยืนฟังธรรมอยู่ท้ายแถว (ประมาณว่า...ไม่ว่าจะเป็นใคร แม้จะยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่ถ้ามาช้าก็ต้องยืนท้ายแถว เพราะการได้ฟังพระสัทธรรมของพระบรมศาสดา ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากอย่างยิ่ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็อยากที่จะฟังธรรมจากพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิดด้วยกันทุกคน)
 
 
        ครั้นภัททชิกุมารได้ฟังธรรมเทศนา และปล่อยใจตามพระสุรเสียงของพระพุทธองค์แล้ว ภัททชิกุมารก็สามารถทำพระนิพพานให้แจ้ง โดยการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทั้งๆที่ยืนอยู่ท้ายแถวนั้นเอง
 
 
        เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่าภัททชิกุมารได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงเรียกภัททิยเศรษฐีผู้เป็นบิดาของภัททชิกุมารมาเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า “ท่านมหาเศรษฐี...ในวันนี้บุตรของท่านได้บรรลุธรรมสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว บุตรของท่านควรจะบวชดีหรือควรจะปรินิพพานดี”
 
        สาเหตุที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงตรัสถามท่านภัททิยเศรษฐีเช่นนั้น ก็เพราะว่าธรรมดาของผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หากยังครองเพศภาวะเป็นคฤหัสถ์ กล่าวคือ...ไม่ได้ออกบวชอยู่ในเพศสมณะ ก็จะต้องปรินิพพานภายในเจ็ดวันนับจากวันที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ เพราะเพศภาวะของคฤหัสถ์ไม่สามารถที่จะรองรับได้
 
 
        ฝ่ายท่านเศรษฐีเมื่อได้ยินพระพุทธองค์ตรัสถามเช่นนั้น จึงได้กราบทูลไปว่า “ข้าพระองค์ยังไม่พร้อม และยังไม่อยากให้บุตรชายคนเดียวของข้าพระองค์ปรินิพพานในตอนนี้ ขอพระตถาคตเจ้าทรงเมตตาประทานการบวชให้แก่บุตรชายของข้าพระองค์ด้วยเถิด”
 
 
        ครั้นท่านภัททิยเศรษฐีตัดสินใจให้ภัททชิกุมารบวชแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงประทานการบวชให้แก่ภัททชิกุมารในกาลนั้นเอง เมื่อบวชแล้ว...ท่านภัททิยเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยาก็ได้มาถวายมหาสักการะใหญ่แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสงฆ์สาวก ติดต่อกันถึงเจ็ดวัน
ชม Video Scoop พระศรีอริยเมตไตรย์ ตอนที่ 32
 


http://goo.gl/N2qpl


พิมพ์บทความนี้

ไปหน้าทบทวนฝันในฝัน



บทความอื่นๆ ในหมวด

      เรื่องปลื้มๆ โครงการบรรพชาสามเณรทั่วไทย ตอน ผมจะบวชสองชั้นให้เป๊ะทั้งภายนอกและภายในครับ
      เกาะติดความปลื้มโครงการบรรพชาสามเณรทั่วไทย ตอน ว่าที่สามเณรเล็กหัวใจยิ่งใหญ่
      ผลปฏิบัติธรรมพระธรรมทายาทนานาชาติ (IDOP Winter)
      เกาะติดความปลื้มในโครงการบรรพชาสามเณรทั่วไทย ตอน พร้อมฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะเป็นสามเณรแท้
      เกาะติดสถานการณ์ชวนบวชทั่วไทย ตอน จะพลิกแผ่นดินไทยให้สว่างไสวเป็นแผ่นดินธรรม
      จดหมายจากใจสามเณรธรรมทายาท ตอน พร้อมฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะเป็นพระแท้
      จดหมายจากใจสามเณรธรรมทายาท ตอน บวชครั้งนี้เพื่อพ่อและแม่
      เกาะติดสถานการณ์ชวนบวชทั่วไทย ตอน ทุ่มสุดหัวใจ ชวนบวชทุกวันไม่เว้นวรรค
      เกาะติดสถานการณ์ชวนบวชทั่วไทย ตอน รวมพลังมุ่งชวนบวชไม่หยุดยั้ง
      เกาะติดสถานการณ์ชวนบวชทั่วไทย ตอน ไม่มีปัญหามุ่งเป้าพิชิตสามเณรแสนรูป
      ผลการปฏิบัติธรรมจากโครงการหน่อแก้วเปรียญธรรม
      เกาะติดสถานการณ์ชวนบวชทั่วไทย : ผนึกกำลัง 4 เขต ศรีเมืองเลย 2,000 รูป
      จดหมายจากธรรมทายาท IDOP