ผลการปฏิบัติธรรม

กัลยาณมิตร ลำภา ฮอล์ม และ ด.ช. ภุชงค์ ออล์ม (เดนมาร์ก)

    ลูกชื่อ ลำภา ฮอล์ม ลูกพระธัมฯ จากฝั่งจั๊ดแลนด์ (แผ่นดินใหญ่) ประเทศเดนมาร์ก อายุ 43ปี มาอยู่ที่นี่ได้ 16ปีแล้ว อาชีพพยาบาลพิเศษ แต่งงานกับชาวเดนมาร์ก มีลูกด้วยกัน 3คน คนโต ชื่อ ด.ช.ภุชงค์ 10ขวบ เรียนอยู่ ป.3 คนกลางชื่อ ด.ญ. สกุลตลา 8ขวบ คนสุดท้อง ด.ญ.แคทลียา 3ขวบ

 
 
    ตั้งแต่ ภุชงค์เด็กๆ เขาชอบพระพุทธศาสนา เวลาที่ตัวลูกกลับเมืองไทย ภุชงค์จะชอบขอของขวัญเป็นพระห้อยคอ ด้ายสายสิญจน์ ภุชงค์จะเรียนรู้ได้เร็ว มีความคิดเป็นระบบ ภุชงค์สามารถใช้คอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดได้ตั้งแต่ 2ขวบกว่า ชอบเล่นอินเตอร์เน็ต
 
    เมื่ออายุ 3ขวบ ตอนลูกขับรถพาภุชงค์ผ่านโรงงานแห่งหนึ่ง เขาถามว่า “นี่คืออะไร” ลูกตอบว่า “โรงงานบำบัดน้ำเสีย” ภุชงค์ถามว่า “แล้วมันทำอะไรบ้าง” ลูกแกล้งตอบไปว่า “ไม่รู้สิ...แล้วทำอะไรบ้างล่ะ” เท่านั้นแหละ ภุชงค์ก็อธิบายกระบวนการอย่างละเอียด ลูกตกใจมาก รีบถามกลับทันทีว่า “แล้วหนูรู้ได้ไง” ภุชงค์ตอบว่า “พ่อเคยอธิบายให้ผมฟัง”
 
    ภุชงค์เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ต้องคุยด้วยเหตุด้วยผลมาตลอด ภุชงค์ชอบสารคดีมาก เช่น สารคดีสัตว์ใต้ทะเล ก็สามารถจำได้หมดว่า สัตว์เหล่านี้ Species อะไรวิวัฒนาการอย่างไร อธิบายให้คนอื่นฟังได้ และภุชงค์เคยถามลูกว่า "โลกเรา สร้างได้อย่างไร" ลูกต้องหาคำตอบทั้งในมุมวิทยาศาสตร์และมุมศาสนาด้วย

    ภุชงค์ ฝึกคาราเต้ ตั้งแต่ 3-4ขวบ อาจารย์สอนครั้งเดียว ก็สามารถจำท่าได้หมดเลย ชอบเล่นดนตรี แต่ภุชงค์ไม่ถนัดการวาดรูปเลย เมื่อกลางปีที่แล้วใบความประพฤติจากโรงเรียนบอกว่า ภุชงค์มีความคิดและคำพูดที่เป็นผู้ใหญ่เกินตัว ทำให้ประสบปัญหาในชั้นเรียนเพราะเพื่อนคนอื่นพัฒนาตามไม่ทัน เวลาครูถามอะไรในห้อง ภุชงค์จะยกมือตอบตลอดและตอบถูกด้วย ภุชงค์มักมีเพื่อนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เพื่อนอายุมากสุดคือ 21ปี และเพื่อนซี้ที่สุดจะอยู่ ป.5 ภุชงค์สามารถนั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่ โดยผู้ใหญ่จะลืมไปว่า นั่งคุยกับเด็ก

    ปลาย ปี พ.ศ.2548 ลูกได้เจอปัญหาหลายด้านประดังเข้ามา ต้องสูญเสียบุคคลที่รักทั้งจากเป็นและจากตาย ทำให้ลูกเสียใจ ลูกเคยเห็นหลายคนที่พบปัญหาแล้วไม่สามารถตัดสินใจ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ กลายเป็นโรคกลุ้มต้องพึ่งยาทุกวัน แต่ลูกอยากจะหาวิธีอื่นจึงมาหาวิธีนั่งสมาธิ
 
    จากนั้น คุณครูเบญจา ชาวไทยซึ่งชอบนั่งสมาธิ ได้แนะนำให้มาที่ วัดพุทธโคเปนเฮเกน (ศูนย์สาขาวัดพระธรรมกาย) ครั้งแรกที่มาถึงลูกเห็นทุกคนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้อบอุ่นใจ เหมือนกลับบ้านตัวเอง ได้รับคำตอบทุกอย่างชัดเจน ทำให้ศรัทธาในหมู่คณะมาก

    วันนั้น พระอาจารย์แนะนำให้ลูกนั่งสมาธิ โดยนึกถึงดวงแก้วเป็นครั้งแรก ลูกก็หลับตาผ่อนคลายร่างกาย แต่ยังไม่ได้นึกถึงอะไร พอใจเริ่มสงบ ก็ปรากฏภาพของพระภิกษุมีอายุรูปหนึ่ง ที่ลูกไม่รู้จักขึ้นมา ลูกก็งงเพราะได้รับคำแนะนำให้นึกดวงแก้ว แต่ลูกกลับเห็นแต่พระภิกษุรูปนี้ ลูกก็มองท่าน ท่านก็มองลูก
 
    ผ่านไป 1 ชม. ลูกเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า “พอหลับตา ไม่เห็นดวงแก้วใสๆเลยค่ะ เห็นแต่พระภิกษุมีอายุรูปหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จักมาก่อน ลูกพยายามสลัดภาพนั้นออกจากความคิด แต่ภาพกลับชัดขึ้นทุกทีค่ะ” พระอาจารย์ถามว่า “พระภิกษุรูปไหน” สักครู่ ท่านก็ไปนำเอารูปของพระเดชพระคุณหลวงปู่ วัดปากน้ำฯ มาให้ดู ลูกเอ่ยปากออกมาทันทีว่า “นี่แหละ... พระรูปนี้ค่ะ” หลังจากนั้น ลูกตัดสินใจเปิดบ้านให้หมู่คณะได้มาใช้ปฏิบัติธรรม เวลาเดินทางที่มาฝั่งจั๊ดแลนด์

    ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 พระอาจารย์เดินทางมาติดดาวธรรมที่บ้านของลูก ทำให้เด็กๆของลูกทั้ง 3คน ได้ฝึกสมาธิเป็นครั้งแรกในชีวิต ลูกจะช่วยแปลเป็นภาษาเดนมาร์ก เด็กๆตั้งใจมาก นั่งตัวตรง นิ่งสงบ ประมาณ 20-30นาที พอออกจากสมาธิ ขณะที่ทุกคนลืมตาขึ้นมา หน้าจอ DMC กำลังฉายภาพแสดงฐานที่ตั้งของใจทั้ง 7ฐานพอดี ภุชงค์รีบสะกิดลูกด้วยความตื่นเต้นว่า “แม่ครับ ผมเห็นภาพนี้ ตอนที่ผมหลับตาเมื่อกี๊ครับ”
 
 
    ลูกจึงถามภุชงค์ว่า “เมื่อ กี๊นั่งสมาธิ ลูกเห็นอะไรบ้างเหรอ” ภุชงค์ตอบว่า “ผมเห็นพระใสๆ Buddha ใสเหมือนแก้ว นั่งอยู่ในกลางท้อง มีแสงสว่างนวลรอบตัวท่าน แล้วผมก็เห็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง อายุ 47-48ปี นั่งขัดสมาธิในที่โล่งๆคล้ายอวกาศ” (ตอนนั้นลูกคิดว่า "เป็นไปได้อย่างไร...เป็นไปไม่ได้") แต่ลูกก็ถามต่อว่า “เห็นหน้าชัดมั๊ยลูก” เขาตอบว่า “ชัดครับ แต่แปลกจังที่หน้าตาพระสงฆ์เหมือนผมมาก แต่เป็นผมอายุ 47-48ปี ” ลูกถามเขาต่อไปว่า “แล้วหน้าตาพระสงฆ์ท่าน ดุมั้ย” เขาตอบว่า “ไม่ดุครับแม่ หน้าตาท่านดูเฉยๆ ท่านมองผมเฉยๆ แล้วก็มีเสียงแผ่วๆ ช้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกมาจากท่าน ผมจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่คำสุดท้ายว่า “หัง” ผมไม่รู้ว่ามีเสียงออกมาได้ยังไง”
 
    ลูกยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ถามต่อไปว่า “ตอนได้ยินเสียง ลูกกลัวมั๊ย” ภุชงค์ตอบว่า “ผมไม่กลัว ผมฟังแล้วมีความสุขครับ” ลูกพยายามเปลี่ยนประเด็น “นั่งสมาธิแล้วรู้สึกยังไงบ้างลูก” เขาตอบว่า “ผมรู้สึกสงบ สบายไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นลักษณะของสันติ มีความสุขมากครับ” ลูกถามว่า “ความสุขเป็นแบบไหน” ก็ได้รับคำตอบว่า “เป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ แต่เป็นความสุขที่แม่ต้องสัมผัสเองครับ” ลูกแปลกใจมาก คิดว่าเป็นไม่ได้เลยที่ภุชงค์จะเห็นตัวเอง เขาจินตนาการไปหรือเปล่า จึงถามเพื่อความแน่ใจว่า “เห็นจริงๆ เหรอลูก” เขายืนยันว่า “เห็นจริงๆ ครับแม่” ลูกถามย้ำอีกครั้งว่า “โกหกหรือเปล่า” ภุชงค์ยืนยันหนักแน่นว่า “ผมไม่เคยโกหกแม่นะครับ” ที่เล่ามานี้ คือ ประสบการณ์การนั่งสมาธิครั้งแรกในชีวิตของภุชงค์

    ส่วน สกุลตลา ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ นึกดวงดาวใสๆ ที่กลางท้อง แล้วเธอก็เห็นเป็นเศียรพระ แล้วก็กลายเป็นพระทั้งตัว ไม่อ้วนไม่ผอม ใส่ผ้าเหลือง มีแสงสว่างออกมารอบตัวท่าน ท่านนั่งอย่างสงบ เธอบอกว่า "มีใจสงบดี" ส่วน แคทรียา อายุแค่ 3ขวบ แต่ก็สามารถนั่งสมาธิได้นานเท่ากับพี่ๆ นั่งตัวตรง ไม่กระดุกกระดิก แล้วก็บอกว่า "สบาย"

    หลังจากนั้น 2อาทิตย์ ลูกก็พาเด็กๆมาที่ศูนย์เป็นครั้งแรก ภุชงค์บอกว่า “วันนี้ผมนั่งสมาธิ เห็นพระสงฆ์ที่หน้าตาเหมือนผม ท่านสงบ...แล้วในกลางพระสงฆ์ก็มีพระใสๆ อยู่ตรงนี้ (มือชี้ไปกลางหน้าอก) แม่ขึ้นไปดูชั้นบนสิครับ” (พระประธานอยู่ชั้น2 ของศูนย์) ลูกไม่เข้าใจทำไมภุชงค์เห็นพระสงฆ์ที่หน้าเหมือนตัวเองอีกแล้ว จึงพูดกับภุชงค์ไปว่า “ลืมภาพพระสงฆ์ไปได้แล้วลูก” เขาตอบว่า “ลืมไม่ได้ครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะจำ แต่พระสงฆ์ที่หน้าตาเหมือนผม ขึ้นมาเองในสมาธิ ผมไม่ได้คิด หลับตาเฉยๆก็ขึ้นมาเอง” ลูกถามว่า “แน่ใจนะลูก” เขาตอบว่า “ชัวร์มาก หน้าตาพระสงฆ์เหมือนผม ไม่ใช่เด็ก ท่านสงบ และผมมีความสุขมากๆ ครับแม่”

    หลังจากภุชงค์นั่งสมาธิและมาวัด ได้มีใบความประพฤติจากโรงเรียนบอกว่า “ภุชงค์ อายุ 10ขวบ แต่การพูดและความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ฉลาด และช่วงนี้ภุชงค์เปลี่ยนไป เงียบ ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เพราะปกติชอบไปเล่นกับเพื่อนๆ”

    ลูกจึงถามภุชงค์ว่า “เดี๋ยวนี้เวลาอยู่โรงเรียนลูกทำอะไรบ้าง” เขาตอบว่า “ช่วงพัก 15นาที หรือพักกลางวัน ถ้าเพื่อนซี้ผมไม่มาโรงเรียน ผมก็ไม่อยากเล่น ผมจะหลบตัวเข้าโรงยิม” ลูกถามต่อไปว่า “ไปทำอะไรตรงนั้นล่ะลูก” เขาตอบว่า “ผมไปนั่งสมาธิครับ” เมื่อลูกถามเขาว่า “แล้วทำไมช่วงนี้ลูกเงียบไปล่ะ ไม่เหมือนภุชงค์คนเดิม” เขาตอบมาว่า “ไม่เป็นไรครับแม่ ผมสุขสบายดี แม่ไม่ต้องตกใจ ผมเบื่อที่เห็นเพื่อนเล่น ใช้เวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เวลาผมนั่งสมาธิผมสามารถจำอะไรได้เยอะมากขึ้น ผมมีความสุขครับแม่”

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อคะ ลูกๆเขามีความสุขกันมากขึ้น ซึ่งก็เหมือนกับตัวลูก เพราะแต่ก่อนลูกจะเครียดมาก เหมือนอยู่ในนรก เวลากลับมาถึงบ้าน ลูกจะเครียดแล้วก็นั่งร้องไห้ เปิด TV ดูหนังวันละ 4-5ชม. จนจำตารางหนังว่า วันไหนมีอะไร รู้ได้หมด แต่เดี๋ยวนี้กลับมาบ้าน เปิดดู DMC ทันที ก่อนนอนก็ฟังเสียงของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มีความสุขมากๆ ลูกชอบสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอน ประโยคหนึ่งว่า “ทุกคนนั่งสมาธิได้ ไปถึงจุดละเอียดได้ อย่าคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ทุกคนทำได้ อย่าคิดว่าเฉพาะคนที่มีบุญเท่านั้นที่นั่งสมาธิได้ ถ้าเราฝึกใจเราเองให้สงบ ทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสดใสไปด้วย”

    ตอนนั้น ลูกคิดว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นพระที่มีแค่ผ้าจีวร บาตรใบเดียว แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้ให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กับประชาชนทั้งโลก ให้เขาได้พบความสุขที่แท้จริง ส่วนตัวลูกแม้มีทุกอย่างทั้งความรู้ ความสามารถ การศึกษา มีเงินทองใช้จ่ายได้คล่อง แต่กลับไม่มีความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว” ทำให้ฉุกคิดได้ว่า ความสุขแท้จริง คือ ความสุขที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ มาจากการนั่งสมาธิทำให้ตัวเองสงบ สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อสอนเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้โดยไม่หวังผลตอบแทน

    ลูกกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่ให้ชีวิตใหม่กับลูก พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นต้นแบบการสร้างความดีอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
 
    ส่วนภุชงค์ ได้ฝากข้อความมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยค่ะ ดังนี้ “ผมขอฝากความรัก ความคิดถึงมาให้หลวงพ่อด้วย และอนุโมทนาบุญที่หลวงพ่อได้ทำให้ผมมาพบกับเส้นทางนี้ ขออย่าให้มีอุปสรรคมาขัดขวางในการบวชของผม (จะมีการบวชเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2549 ที่ศูนย์เดนมาร์ก) เลยครับ ผมรอการบวชมานานมาก”
บทความนี้พิมพ์จาก http://www.dmc.tv/pages/world_meditation/denmark_holm.html
เมื่อ 19 เมษายน 2557 06:17
สงวนลิขสิทธิ์ © 2547 - 2557 http://www.dmc.tv