พระอริยเจ้า

     การดำเนินชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยในสังสารวัฏ จะต้องรู้เท่าทันอาสวกิเลส รู้ว่าสิ่งใดเป็นบุญสิ่งใดเป็นบาปอกุศล แล้วดำรงตนให้อยู่ในเส้นทางแห่งบุญ เส้นทางแห่งความดี ความไม่รู้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิต เพราะถ้าไม่รู้สิ่งเหล่านี้แล้ว จะทำให้พลาดพลั้งไปทำบาปอกุศล ทำให้ชีวิตมัวหมอง เมื่อไม่รู้ก็ต้องแสวงหาผู้รู้  เข้าไปสอบถามในสิ่งที่สงสัย และที่สำคัญ คือต้องหมั่นเข้าไปหาผู้รู้ภายในคือพระธรรมกายด้วยวิธีการหยุดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพื่อแสวงหาความรู้แจ้งที่เกิดจากปัญญาอันบริสุทธิ์ แล้วเราจะเข้าถึงผู้รู้แจ้งภายใน และจะได้รับคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ ปัญหาต่างๆ ที่สงสัยก็จะหมดไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน โมหสูตร ว่า

"นตฺถญฺโ เอกธมฺโมปิ    เยเนวํ นิวุตา ปชา
         สํสรนฺติ อโหรตฺตํ         ยถา โมเหน อาวุฏา      
     เย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน    ตโมกฺขนฺธํ ปทาลยุ ํ  
    น เต ปุน สํสรนฺติ         เหตุ เตสํ น วิชฺชติ  

     ธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้หมู่สัตว์ถูกธรรมนั้นหุ้มห่อ แล้วท่องเที่ยวไปสิ้นกาลนาน เหมือนหมู่สัตว์ผู้ถูกโมหะหุ้มห่อแล้ว ไม่มีเลย ส่วนพระอริยสาวกเหล่าใด ละโมหะแล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว พระอริยสาวกเหล่านั้นย่อมไม่ท่องเที่ยวไปอีก เพราะอวิชชาอันเป็นต้นเหตุแห่งสงสาร ย่อมไม่มีแก่พระอริยสาวกเหล่านั้น"

     โลกนี้ถูกอวิชชา คือความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตห่อหุ้มเอาไว้ เหมือนเวลาที่เราเดินเข้าไปในห้องมืดๆ ไม่มีแสงสว่างจากภายนอก หรือมีก็เป็นเพียงแสงที่สลัวๆ เลือนๆ ลางๆ ทำให้มองไม่เห็นวัตถุต่างๆ ที่อยู่ภายใน 

     ความมืด คืออวิชชาได้ห่อหุ้มจิตใจของมนุษย์เอาไว้ ปิดบัง เห็น จำ คิด รู้ เอาไว้หมด แล้วเอาความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้ามาใส่ ให้หลงใหล เพลิดเพลิน เดินตามทางของพญามาร ที่คอยส่งกิเลสเข้ามาบังคับ เอิบอาบ ซึมซาบ ปนเป็น สวมซ้อน ร้อยไส้ ทำให้ต้องเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏเรื่อยไป อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

     การตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย มีภพชาติมาขวางกั้นความทรงจำของเรา ทำให้ไม่รู้ว่า เราเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน ไม่รู้จุดหมายปลายทางของชีวิต เหมือนเวลาที่เราเดินหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน หาทางออกไม่เจออย่างนั้น แต่ความหลงในชีวิตเป็นอันตราย และเป็นภัยร้ายแรงกว่าการเดินหลงป่าหรือหลงทางมากมายนัก เพราะเป็นเหตุให้ต้องทนทุกข์ทรมานในสังสารวัฏอีกยาวนาน โมหะ คือความหลงได้ห่อหุ้มสัตว์โลกเอาไว้ จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องสลัดให้หลุด เหมือนออกจากที่มืดไปสู่ที่แจ้ง ไปสู่แสงสว่างแห่งธรรมให้ได้

     ส่วนพระอริยสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านละโมหะได้แล้ว ทำลายข่ายแห่งความมืดได้แล้ว จึงไม่ต้องท่องเที่ยวไปอีก อวิชชาอันเป็นต้นเหตุแห่งสงสาร ก็ถูกท่านตัดขาด ตัดภพตัดชาติ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป พระอริยเจ้าก็คือผู้เข้าที่ถึงกายธรรม ตั้งแต่กายธรรมพระโสดาบันเป็นต้นไป ได้เป็นโสดาบันบุคคล หมายถึงผู้ถึงกระแสพระนิพพานแล้ว ตัดขาดจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการ คือสักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุให้ถือตัวถือตน วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย สีลัพพตปรามาส การถือมั่นในศีลพรตที่เป็นความเชื่อผิดๆ ก็หลุดหมด มาเกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

     พระอริยเจ้าที่มีคุณธรรมสูงขึ้นไปอีก คือ พระสกิทาคามี หมายถึงพระอริยเจ้าผู้มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก็จะเข้าสู่นิพพาน ท่านขจัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ อย่างได้หมด มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์ ราคะ โทสะ โมหะ ก็เบาบางลงมาก  หากเป็นพระอนาคามี คือผู้ที่ไม่ต้องมาสู่โลกนี้อีกแล้ว สามารถกำจัดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยได้หมดสิ้น เมื่อละโลกไปแล้ว ก็ไปเสวยสุขในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ตามกำลังความแก่อ่อนของอินทรีย์ จากนั้นก็บำเพ็ญเพียรต่อไปเพื่อให้ได้เข้าถึงอายตนนิพพาน

     สำหรับพระอรหันต์นั้น คือผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา กำจัดสังโยชน์เบื้องสูงได้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา คือความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ ท่านรู้แจ้งแทงตลอดหมด สังโยชน์เบื้องต่ำเบื้องสูงหลุดหมด สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ห่างไกลจากอาสวกิเลสทั้งมวล เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน คือดับกิเลส แต่เบญจขันธ์ของท่านยังอยู่ เมื่อละโลกไปแล้วก็เข้าสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน ดับขันธ์หมด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป

     พวกเราทั้งหลายก็มีเป้าหมายที่จะหลุดจะพ้นเหมือนอย่างพระอริยเจ้าผู้รู้ทั้งหลายเหล่านั้น แล้วการที่จะหลุดจะพ้น จะเข้าสู่ทางของพระอริยเจ้าได้นั้น ใจต้องหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ เพราะตรงนี้เป็นที่เดียวที่จะเป็นต้นทางไปสู่อายตนนิพพาน ถ้าใครเอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ ชีวิตจิตใจของคนนั้นจะเปลี่ยนไปในทางที่เจริญขึ้น จะประสบความสุขความสำเร็จในชีวิต

     เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายนี้สำคัญที่สุด จะเปลี่ยนแปลงชีวิตสัตว์โลกทั้งหลายให้เจริญขึ้น ให้วิวัฒนาการต่อไป จนกระทั่งถึงอายตนนิพพาน หลุดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยกิเลสอาสวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ หรืออวิชชา ที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจมาเป็นเวลายาวนาน จะขจัดให้หลุดร่อนออกไปหมด ด้วยใจที่หยุดนิ่งอย่างเดียว

     ถ้าหยุดใจได้สนิท จะยกฐานะจากความเป็นคน มาเป็นมนุษย์ผู้มีใจสูง คำว่าคน แปลว่าผู้ที่ยังวนอยู่ในบ่วงแห่งมาร ทำให้ไม่รู้อะไรไปตามความเป็นจริง มารเอากิเลสเอาอาสวะมาใส่ในใจ แล้วคน ให้วนติดอยู่ในบ่วงของมาร คือติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ผู้รู้ท่านจะเอาใจหยุดนิ่งไว้ แต่เดิมท่านก็เป็นผู้ไม่รู้เหมือนอย่างพวกเรานี่แหละ พอใจหยุดได้ก็เรียกว่า บุคคล หมายถึงผู้พ้นจากอาจม จากของเน่า จากบ่วงของมารได้ในระดับหนึ่งแล้ว พอเอาใจหยุดได้ถูกส่วนก็เปลี่ยนแปลงเป็นโคตรภูบุคคล เป็นผู้มีปัญญาเห็นแจ้ง จนกระทั่งครอบงำทำลายบ่วงของมารได้มากยิ่งขึ้น ถึงธรรมกายโคตรภูก็เป็นโคตรภูบุคคล

     พอถึงธรรมกายโคตรภูบุคคล ก็พ้นจากความเป็นมนุษย์ พ้นจากความเป็นทิพย์ พรหม อรูปพรหม ผู้รู้ท่านหยุดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไปตามลำดับ กระทั่งชำระให้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล คือผู้เจริญแล้ว หลุดล่อนจากกิเลสอาสวะต่างๆ มีความเจริญเต็มที่ เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พอท่านหยุดอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูงได้ กิเลสหลุดหมด เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ เข้าถึงความบริสุทธิ์บริบูรณ์

     หนทางแห่งความบริสุทธิ์ ที่จะไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้านี้ เป็นหนทางแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ถ้าหากว่าเอาใจมาหยุดนิ่งอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้แล้ว ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน ก็ให้หยุดอยู่ตรงนี้ไว้ เราจะเปลี่ยนจากความเป็นคนเป็นมนุษย์ มาเป็นโคตรภูบุคคล เป็นอริยบุคคล เป็นอริยเจ้า เข้าไปอย่างนี้ หยุดไปตามลำดับ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกาย เราคือธรรมกาย ธรรมกายคือเรา ถ้าเป็นอย่างนี้ได้แล้ว จะเห็นพระนิพพาน

     เพราะฉะนั้นพระนิพพานไม่ใช่เห็นกันง่ายๆ แล้วการที่เข้าไปถึงพระพุทธเจ้าได้ ใจต้องสะอาดบริสุทธิ์จริงๆ เห็นกายในกายเข้าไปตามลำดับจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายอรหัต ดังนั้นถึงธรรมกายเมื่อไร ก็จะได้เห็นพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น เห็นท่านได้ชัดเจนทีเดียว กายท่านใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร มีรัศมีสว่างไสวยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน เป็นธรรมอันละเอียด เห็นแล้วก็ชุ่มชื่นใจ เบิกบานใจ มีธรรมปีติเกิดขึ้น

     เพราะฉะนั้น เราต้องทำความเข้าใจในจุดประสงค์ของการมาเกิดให้ดีว่า เราจะมาสั่งสมบุญบารมี เพื่อไปสู่นิพพาน มาชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต มีคำโบราณที่ท่านสอนเอาไว้ว่า “นํ้าขึ้นให้รีบตัก” โบราณท่านให้ดูธรรมชาติใกล้เคียงว่า เวลานํ้าลง ไปตักแล้วมีแต่โคลนตม ตักก็ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าตักตอนที่นํ้าขึ้น เราจะได้นํ้าที่ใสสะอาด จะเอามาอาบ มาดื่ม เอามาใช้อะไรต่างๆ จะได้เต็มที่ นํ้าขึ้นให้รีบตักมีความหมายอย่างนี้ ถ้าหมายเอาทางโลกก็คือ ในขณะที่เรามีกำลังกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินในทางสุจริต  

     ในทางธรรม ในขณะที่เรายังอยู่ในวัยหนุ่มวัยสาว หูตายังดี อวัยวะต่างๆ ยังแข็งแรง เป็นสิ่งที่พอเหมาะ ที่เราจะรีบตักตวง สั่งสมบุญบารมีให้เต็มที่ ไม่ใช่เอาหูที่ยังดีๆ อยู่ไปฟังในสิ่งที่ไร้สาระ แต่ควรจะเอามาฟังธรรมะ ที่เป็นเครื่องชำระจิต ให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ถ้าเราจะเอาหูที่ใช้การไม่ได้แล้วไปตักตวงบุญ ซึ่งก็อยู่ในช่วงวัยชรา คือช่วงที่นํ้าลงแล้ว จะฟังธรรมก็ไม่ถนัด จะมองพระผู้เป็นเนื้อนาบุญก็มองไม่ค่อยชัด จะทำอะไรก็ขลุกขลักไปหมด ทำให้หนทางพระนิพพานต้องห่างไกลออกไปอีก

     ถ้าเรายังหนุ่มยังสาว กำลังวังชายังแข็งแรงอยู่ เราได้ใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมี อย่างนี้จึงจะถูกหลักธรรมของคนโบราณที่ว่า “นํ้าขึ้นให้รีบตัก” คือตักตวงบุญบารมีให้ได้เต็มที่ แล้วเราจะจากโลกนี้ไปอย่างผู้มีชัยชนะ แม้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไปสู่อายตนนิพพานไม่ได้ เราจะได้พักกลางทาง คือมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป พอถึงเวลาก็ลงมาสร้างบารมีกันต่อ  

     เพราะฉะนั้น ให้ทุกท่านใช้วันเวลาที่ผ่านไป ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งให้ได้ทุกๆ วัน จนกว่าจะเข้าถึงพระธรรมกาย มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่งที่ระลึกกันทุกๆ คน

 

พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี

นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)  
 
* มก. เล่ม ๔๕ หน้า ๑๐๖

 

บทความนี้พิมพ์จาก http://www.dmc.tv/pages/dhamma_for_people/พระอริยเจ้า.html
เมื่อ 28 มิถุนายน 2560 07:05
สงวนลิขสิทธิ์ © 2547 - 2560 http://www.dmc.tv