กุมมาสปิณฑชาดก ชาดกว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยในการแย้มสรวลของพระองค์ ” “ ดูกร อานนท์ กุมาริกาผู้นี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้ ” https://dmc.tv/a26771

บทความธรรมะ Dhamma Articles > นิทานชาดก 500 ชาติ
[ 13 ม.ค. 2564 ] - [ ผู้อ่าน : 17080 ]

ชาดก 500 ชาติ

กุมมาสปิณฑชาดก-ชาดกว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส

พระนางมัลลิกาและสหายเตรียมตัวเดินทางไปเก็บดอกไม้ในสวน

พระนางมัลลิกาและสหายเตรียมตัวเดินทางไปเก็บดอกไม้ในสวน
  
        ในสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี พระนางมัลลิกาเทวี
เป็นธิดาของหัวหน้าคนจัดดอกไม้ในนครสาวัตถี มีรูปร่างผิวพรรณงดงาม รวมถึงเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด เมื่อพระนางมีอายุ ๑๖ พรรษา
 
พระนางมัลลิกาได้น้อมถวายขนมกุมมาสแด่พระศาสดา
 
พระนางมัลลิกาได้น้อมถวายขนมกุมมาสแด่พระศาสดา
 
        วันหนึ่งขณะที่พระนางและสหายกำลังไปสวนดอกไม้ เพื่อเก็บดอกไม้ให้กับบิดานางได้เอาขนมกุมมาส ๓ ก้อนใส่กระเช้าดอกไม้ไปด้วย “ มัลลิกา
ไปเก็บดอกไม้กันเถอะ ” “ เดี๋ยวข้าเอาขนมกุมมาสไปด้วยดีกว่า เผื่อหิวเราก็จะได้กินกัน ” เมื่อออกจากพระนครแล้ว นางเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสาวกกำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร
 
พระอานนท์ได้ทูลถามถึงเหตุที่พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์
 
พระอานนท์ได้ทูลถามถึงเหตุที่พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์
 
        นางจึงนำขนมกุมมาสเข้าไปถวาย “ นิมนต์พระศาสดาเจ้าค่ะ ” เมื่อได้ถวายขนมกุมมาสแล้วพระนางยังยืนอยู่ไม่ไปไหน เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา
ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เถระจึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงสาเหตุที่ทรงแย้มพระโอษฐ์ “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยในการแย้มสรวลของพระองค์ ”
 
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบพระอานนท์ถึงเรื่องของพระนางมัลลิกา
 
พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบพระอานนท์ถึงเรื่องของพระนางมัลลิกา
 
        “ ดูกร อานนท์ กุมาริกาผู้นี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้ ” พระนางมัลลิกา
ไปถึงสวนดอกไม้ร้องเพลงไปพลางเก็บดอกไม้ไปพลาง ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลพ่ายแพ้ในการสู้รบกับพระเจ้าอชาตศัตรูจึงทรงม้าเสด็จหนีมา
ถึงสวนดอกไม้ เมื่อได้ยินเสียงเพลงก็เกิดความพอพระทัยต่อเจ้าของเสียงจึงเสด็จเข้าไปหา
 
พระนางมัลลิกาได้เก็บดอกไม้ในสวนพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย
 
พระนางมัลลิกาได้เก็บดอกไม้ในสวนพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย
 
        “ ใครมาร้องเพลงแถวนี้กันนะ ช่างไพเราะเหลือเกิน ” เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลได้พบและพูดคุย จึงได้ทราบว่าพระนางยังไม่มีสามี เย็นวันนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล
ก็มารับพระนางไปอภิเษกสมรสและแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี ด้วยความเป็นผู้มีปัญญาและความเฉลียวฉลาดพระนางจึงเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าปเสนทิโกศล
เป็นอย่างมาก
 
พระเจ้าปเสนทิโกศลพ่ายทัพเสด็จหนีผ่านมาทางสวนดอกไม้
 
พระเจ้าปเสนทิโกศลพ่ายทัพเสด็จหนีผ่านมาทางสวนดอกไม้
 
        เรื่องที่พระนางทรงถวายขนมกุมมาส ๓ ก้อนแด่พระศาสดา แล้วส่งผลให้พระนางได้เป็นอัครมเหสีนั้นเป็นที่กล่าวถึงกันทั่วพระนคร แม้ในกลุ่มพระภิกษุทั้งหลาย
ก็พากันตั้งข้อสนทนาเรื่องนี้ที่ธรรมสภา “ เรื่องของพระนางมัลลิกาเทวีช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ ”
 
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้แต่งตั้งให้พระนางมัลลิกาเป็นอัครมเหสีของพระองค์
 
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้แต่งตั้งให้พระนางมัลลิกาเป็นอัครมเหสีของพระองค์
 
        “ นี่ เพราะผลของการถวายขนม ๓ ก้อนแก่พระศาสดาโดยแท้ ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาได้ฟังเรื่องที่เหล่าสาวกสนทนากันถึงความอัศจรรย์
ของการถวายขนมกุมมาส จึงทรงตรัสกับเหล่าภิกษุว่า “ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย การที่พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนมกุมมาส
แก่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์เดียว

เหล่าสงฆ์สาวกได้พากันพูดถึงเรื่องของพระนางมัลลิกา
 
เหล่าสงฆ์สาวกได้พากันพูดถึงเรื่องของพระนางมัลลิกา
     
        แล้วทรงได้รับความเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกศลเพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นผู้มีพระคุณมาก ส่วนบัณฑิตในกาลก่อนได้ถวายขนมกุมมาสจืด
ไม่ผสมเกลือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ผสมน้ำอ้อยแก่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วได้รับสิริราชสมบัติในแคว้นกาสีประมาณ ๓ โยชน์ ในอัตภาพที่ ๒
เพราะผลการถวายขนมนั้น ”
 
พระศาสดาทรงนำอดีต<a href=http://www.dmc.tv/articles/jataka.html title='นิทาน' target=_blank><font color=#333333>นิทาน</font></a>มาตรัสเล่าแก่เหล่าภิกษุสงฆ์
 
พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าแก่เหล่าภิกษุสงฆ์
 
         พระศาสดาทรงนำเรื่องในอดีตมาสาทกดังนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพารานสี พระโพธิสัตย์เกิดในตระกูลของ
คนยากจนตระกูลหนึ่ง เติบโตแล้วอาศัยอยู่กับเศรษฐีคนหนึ่ง ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีวิต
 
พระโพธิสัตย์รับจ้างทำงานและได้อาศัยอยู่กับเศรษฐีคนหนึ่งในนครพาราณสี
 
พระโพธิสัตย์รับจ้างทำงานและได้อาศัยอยู่กับเศรษฐีคนหนึ่งในนครพาราณสี
 
       “ เดี๋ยวเจ้าทำงานกันเสร็จแล้วก็ช่วยเอาของไปส่งที่ตลาดด้วยนะ ” “ ได้ ขอรับ ” วันหนึ่งขณะที่พระโพธิสัตย์มาจากตลาด ได้ถือขนมกุมมาสมา ๔ ก้อน
เพื่อจะกินเป็นอาหารเช้า เมื่อเดินไปทำงานได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์กำลังเสด็จไปทางนครพารานสีก็อยากถวายขนมที่มี

พระโพธิสัตย์ได้นำขนมกุมมาส ๔ ก้อนเพื่อที่จะกินเป็นอาหารเช้า
 
พระโพธิสัตย์ได้นำขนมกุมมาส ๔ ก้อนเพื่อที่จะกินเป็นอาหารเช้า
  
        จึงเข้าไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีขนมกุมมาส ๔ ก้อน ข้าพระองค์ขอถวายขนมเหล่านี้ ขอพระองค์ทั้งหลาย
จงทรงรับเถิด บุญนี้จักมีแก่ข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์และความสุขตลอดกาลนาน ” เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ ทรงรับนิมนต์แล้วพระโพธิสัตย์ก็ตกแต่ง
อาสนะ ๔ ที่

พระโพธิสัตย์ได้น้อมถวายขนมกุมมาสของตนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า    

พระโพธิสัตย์ได้น้อมถวายขนมกุมมาสของตนแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า
 
        โดยพูนทรายขึ้นลาดกิ่งไม้และพาดเปลือกไม้ไว้บนกองทรายเหล่านั้น นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ประทับนั่ง แล้วก็เอากระทงใบไม้ตักน้ำมาหลั่งทักษิโณทก
วางขนมกุมมาส ๔ ก้อนลงในบาตร ๔ ใบ “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาสเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าความจนขอจงอย่ามีเลย
ขอให้การถวายทานนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการบรรลุ สัพพัญญุตญาณด้วยเถิด ”
 
พระปัจเจกพุทธเจ้าฉันขนมเสร็จแล้วก็เสด็จกลับไปยังเขานันทมูล
 
พระปัจเจกพุทธเจ้าฉันขนมเสร็จแล้วก็เสด็จกลับไปยังเขานันทมูล
  
        พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสวยขนมกุมมาสทันที หลังจากเสวยเสร็จแล้วทรงทำอนุโมทนาแล้วได้ทรงเหาะไปยังเขานันทมูล พระโพธิสัตย์น้อมกราบแล้ว
ยังคงความปีติใจในการทำทานครั้งนี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นละสายตาไปแล้วก็กลับไปที่ทำงานของตน “โชคดีอะไรเช่นนี้ ช่างเป็นบุญของเราจริง ๆ ”
 
พระโพธิสัตย์ได้กำเนิดในครรภ์ของอัครมเหสีพระเจ้าพาราณสี
 
พระโพธิสัตย์ได้กำเนิดในครรภ์ของอัครมเหสีพระเจ้าพาราณสี
 
        แม้พระโพธิสัตย์ทำกรรมเพียงเท่านี้ แต่รำลึกทานนั้นไปตลอดอายุจนแก่กรรมแล้วก็ถือกำเนิดในครรภ์ของอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี พระญาติทั้งหลาย
ได้ถวายพระนามว่า พรหมทัตกุมาร เมื่อพรหมทัตกุมารเริ่มเดินได้ ก็สามารถระลึกอดีตชาติของตนได้ รู้ว่าชาติก่อนตนเป็นลูกจ้างในนครนี้
 
พรหมทัตกุมารสามารถระลึกอดีตชาติของตนได้
 
พรหมทัตกุมารสามารถระลึกอดีตชาติของตนได้
   
        เมื่อเดินไปทำงานได้ถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและได้ถือกำเนิดในที่นี่เพราะผลของกรรมนั้น “ ที่เราเกิดมาเป็นโอรสของกษัตริย์
ก็เพราะผลของการถวายขนมกุมมาสแก่พระปัจเจกพุทธเจ้านี่เอง ” ต่อมาเมื่อพรหมทัตกุมารทรงเจริญวัยแล้วเสด็จไปยังนครตักศิลา ทรงเรียนศิลปะทุกอย่างแล้ว
เสด็จกลับมา ทรงแสดงศิลปะที่ทรงศึกษามานั้นแก่พระราชบิดา ทำให้พระราชบิดาทรงพอพระราชหฤทัย ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอุปราช

พรหมทัตกุมารได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นอุปราช
 
พรหมทัตกุมารได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นอุปราช
 
        “ ดีมาก พรหมทัตกุมารลูกพ่อ พ่อจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นอุปราช ” ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชบิดาทรงสวรรคต พรหมทัตกุมารก็ได้ขึ้นครองราชย์แทน เหล่าอำมาตย์
ได้นำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลผู้ทรงเลอโฉมมาถวายให้เป็นพระอัครมเหสีของพระองค์ ในวันฉลองวันฉัตรมงคลของพระองค์ ชาวเมืองได้พากันตกแต่งเมือง
ทั้งเมืองให้เหมือนเมืองสวรรค์
 
เหล่าอำมาตย์ได้นำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลมาถวายเป็นพระอัครมเหสีของพรหมทัตกุมาร
 
เหล่าอำมาตย์ได้นำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลมาถวายเป็นพระอัครมเหสีของพรหมทัตกุมาร
 
        เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรพสกนิกรทั้งหลายที่พากันยืนเฝ้า รวมถึงข้าราชบริพารพร้อมด้วยสมบัติพัสถานมากมาย ก็ทรงรำลึกถึงกุศลกรรมที่ตนบำเพ็ญ
ไว้ในปางก่อนแล้ว “ ราชสมบัติแก้วแหวนเงินทอง ช้างม้าวัวควาย ผืนแผ่นดินเหล่านี้เป็นของเราทั้งนั้น นี่เพราะกรรมดีที่เราทำไว้ในชาติก่อน ” เมื่อพระองค์
ทรงรำลึกถึงผลกรรมนั้นแล้วก็ทรงเปี่ยมไปด้วยความปีติ ทรงขับเพลงที่ทรงอุทานออกมาท่ามกลางมหาชน
 
พรหมทัตกุมารได้เฝ้ามองชาวเมืองตกแต่งบ้านเรือนกันอย่างสวยงามในวันฉลองฉัตรมงคล
 
พรหมทัตกุมารได้เฝ้ามองชาวเมืองตกแต่งบ้านเรือนกันอย่างสวยงามในวันฉลองฉัตรมงคล
 
       “ ได้ยินว่าการทำสามีจิกรรมในพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่า อโนมทัศสีมีคุณไม่น้อยเลย เชิญดูผลแห่งก้อนขนมกุมมาสแห้ง ไม่มีรสเค็ม ส่งผลให้เราได้ช้าง ม้า
วัว ทรัพย์ ข้าวเปลือกเป็นอันมากนี้ ตลอดทั้งแผ่นดินทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลแห่งก้อนขนมกุมมาส ” ชาวเมืองได้ยินเสียงขับร้อง
ก็คิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด นับแต่นั้นมาชาวเมืองต่างก็พากันขับร้องเพลงนั้นไปทั่วทั้งเมือง
 
พรหมทัตกุมารได้ร้องเพลงรำลึกถึงผลกรรมของตนด้วยความปลื้มใจ
 
พรหมทัตกุมารได้ร้องเพลงรำลึกถึงผลกรรมของตนด้วยความปลื้มใจ
 
       “ เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของพระราชา ” “ พวกเรามาร่วมร้องเพลงนี้ด้วยกันเถอะ ” “ ที่ไหน ๆ ก็ร้องกัน นี่เป็นเพลงฮิตติดชาร์ตเชียวนะ เฮอะ เฮอะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ”
เมื่อเวลาผ่านไปชาวเมืองก็ยังร้องเพลงของพระราชากันอยู่ พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์ทรงทราบความหมายของเพลงนั้น แต่ไม่กล้าทูลถามจนกระทั่งวันหนึ่ง
พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่งของพระนางจึงคิดจะมอบรางวัลให้
 
ชาวเมืองต่างพากันร้องเพลงของพรหมทัตกุมาร
 
ชาวเมืองต่างพากันร้องเพลงของพรหมทัตกุมาร
 
        “ น้องหญิงพี่จะให้รางวัลตอบแทนความดีของเจ้า เจ้าต้องการสิ่งใดก็ขอมาเถิด ” “ หม่อมฉันไม่ต้องการสิ่งใด แต่หากพระองค์จะประทานให้ ขอพระองค์
ทรงบอกความหมายของเพลงที่ทรงแต่งขึ้นด้วยเถิด ” “ ได้สิ แต่พี่จะไม่บอกน้องเพียงคนเดียว แต่จะตีกรองป่าวร้องให้ชาวพารานสีมาฟัง ” พระราชาทรงให้มี
การตีกรองป่าวร้องแจ้งเรื่องที่จะบอกความหมายของเพลงให้แก่ชาวเมืองพาราณสี ชาวเมืองต่างให้ความสนใจเข้ามาฟังเป็นอันมาก
 
อัครมเหสีได้สอบถามความหมายของเนื้อเพลงที่พรหมทัตกุมารได้ทรงร้อง
 
อัครมเหสีได้สอบถามความหมายของเนื้อเพลงที่พรหมทัตกุมารได้ทรงร้อง
 
        เมื่อทุกคนมากันพร้อม พระมเหสีจึงทูลถามอีกครั้ง “ ขอเสด็จพี่จงตรัสบอกความหมายของเพลงที่ทรงร้องด้วยเถิดเพค่ะ ” พระราชาเล่าเรื่องอดีตชาติที่ตนได้ถวาย
ขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์ และด้วยกรรมนั้นจึงทำให้พระองค์ได้เสวยราชสมบัตินี้ “ การถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
ในชาตินั้น ทำให้เราได้ครองราชย์สมบัติในชาตินี้ ”

พรหมทัตกุมารได้ทรงเล่าอดีตชาติที่ตนได้ถวายขนมกุมมาสให้ประชานชนของตนได้ฟัง
 
พรหมทัตกุมารได้ทรงเล่าอดีตชาติที่ตนได้ถวายขนมกุมมาสให้ประชานชนของตนได้ฟัง
 
         พระเจ้าพรหมทัตได้เล่าผลกรรมของตนแล้วทรงทราบว่าพระราชเทวีก็ทรงระลึกชาติได้เช่นกัน จึงทรงทูลถามพระมเหสีถึงกรรมดีในอดีตชาติที่ทำให้ชาตินี้
พระนางมีสิริโฉมงดงามหาหญิงใดเทียบเคียงมิได้ “ น้องหญิงพี่เองก็สงสัยชาติก่อนเจ้าทำผลกรรมใด จึงทำให้เจ้ามีรูปโฉมงดงามเช่นนี้ ” พระนางจึงได้ทูลต่อ
พระราชา โดยทรงกำหนดด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติของตน
     
        “ ชาติก่อนหม่อมฉันเป็นทาสี ทำงานรับใช้ตระกูลพ่อค้าในนครสาวัตถี ได้ถวายภัตตาหารของหม่อมฉันแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า และก็ยังระลึกกรรมดีนี้
ตลอดอายุจนถึงแก่กรรมแล้ว ชาตินี้จึงเกิดเป็นพระธิดาของพระมเหสีของพระเจ้าโกศลในนครสาวัตถีนั้นเพค่ะ  พระราชาและพระมเหสีทั้งสองพระองค์นั้น
ครั้นตรัสกรรมเก่าแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาทรงให้สร้างศาลา ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่กลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตูพระราชวัง ๑ แห่ง มหาทานนี้
เป็นที่รับรู้กันทั่วทั้งชมพูทวีป ทรงรักษาศีล รักษาอุโบสถตลอดชีวิต พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดกว่า

 
 
 
พระราชเทวีในครั้งนั้น กำเนิดเป็น พระนางพิมพา
พระราชา เสวยพระชาติเป็น พระพุทธเจ้า
 
 
 




พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      สกุณีคติชาดก ชาดกว่าด้วยไม่หากินไกลถิ่น
      สุราปานชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการดื่มสุรา
      อนุสาสิกชาดก ชาดกว่าด้วยเรื่องดีแต่พูด
      กูฏวาณิชชาดก ชาดกว่าด้วยหนามยอกเอาหนามบ่ง
      นังคลีสชาดก ชาดกว่าด้วยคนพาลกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว
      ทัพพปุบผาชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการโต้เถียงกัน
      นันทิวิสาลชาดก ชาดกว่าด้วยการใช้วาจาไพเราะ
      กัลยาณธรรมชาดก ชาดกว่าด้วยผู้มีกัลยาณธรรม
      กปิชาดก ชาดกว่าด้วยการโกหกหลอกลวง
      ขรัสสรชาดก ชาดกว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง
      อุจฉังคชาดก ชาดกว่าด้วยหญิงผู้มีใจรักพี่รักน้อง
      อันตชาดก ชาดกว่าด้วยที่สุด ๓ ประเภท