ขุรปุตตชาดก ชาดกว่าด้วยการทำตนให้ไร้ประโยชน์

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าโลมเร้า แล้วทรงซักถามภิกษุนั้น “ จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึก ” “ จริงพระเจ้าค่ะ ” “ เธอกระสันอยากสึกเพราะเหตุอะไร ” “ เพราะภรรยาเก่าพระเจ้าค่ะ ” “ ดูกรภิกษุหญิงนี้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เธอไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเธอกำลังจะกระโดดเข้าไฟตายเพราะอาศัยหญิงนี้ แต่อาศัยบัณฑิตจึงได้ชีวิตไว้ ” https://dmc.tv/a26280

บทความธรรมะ Dhamma Articles > นิทานชาดก 500 ชาติ
[ 28 ก.ค. 2563 ] - [ ผู้อ่าน : 395 ]

ชาดก 500 ชาติ

ขุรปุตตชาดก-ชาดกว่าด้วยการทำตนให้ไร้ประโยชน์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
  
       ในสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าโลมเร้า แล้วทรงซักถามภิกษุนั้น
“ จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึก ” “ จริงพระเจ้าค่ะ ” “ เธอกระสันอยากสึกเพราะเหตุอะไร ” “ เพราะภรรยาเก่าพระเจ้าค่ะ ”
 
ภิกษุหนุ่มผู้มีความต้องการอยากที่จะสึกเหตุเพราะภรรยาเก่ารุมเร้า
 
ภิกษุหนุ่มผู้มีความต้องการอยากที่จะสึกเหตุเพราะภรรยาเก่ารุมเร้า
 
       “ ดูกรภิกษุหญิงนี้ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่เธอไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนเธอกำลังจะกระโดดเข้าไฟตายเพราะอาศัยหญิงนี้ แต่อาศัยบัณฑิต
จึงได้ชีวิตไว้ ” พระศาสดาตรัสดังนี้แล้วจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาทก
 
พระศาสดาทรงตรัสเล่าอดีต<a href=http://www.dmc.tv/articles/jataka.html title='นิทาน' target=_blank><font color=#333333>นิทาน</font></a> ขุรปุตตชาดก ให้แก่ภิกษุหนุ่มได้ฟัง
 
พระศาสดาทรงตรัสเล่าอดีตนิทาน ขุรปุตตชาดก ให้แก่ภิกษุหนุ่มได้ฟัง
 
       ในอดีตกาลพระเจ้าเสนกะครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี ครั้งนั้นพระเจ้าเสนกะเสด็จประพาสเมือง มีนาคราชตนหนึ่งกำลังเที่ยวจับเหยื่อบนบกกินอยู่
เด็กชาวบ้านกลุ่มหนึ่งผ่านมาเห็นก็เข้าใจว่าเป็นงู จึงช่วยกันเอาไม้ทุบตี “ นี่แน่ะเจ้างู ตีให้ตาย ๆ

พระเจ้าเสนกะแห่งนครพาราณสี
 
พระเจ้าเสนกะแห่งนครพาราณสี
 
      พวกเจ้ามาช่วยข้าตีมันหน่อยสิ เจ้างูนี่ตัวใหญ่นัก คงลักขโมยกินไก่ชาวบ้านมาไม่น้อย นี่แน่ะต้องโดนแบบนี้ ” พระราชาเสด็จไปถึงที่นั่นพอดีเห็นเด็ก
กำลังทำร้ายงูก็เลยเกิดความสงสารจึงรับสั่งห้ามไว้และให้ปล่อยมันไป
 
เด็ก ๆ กำลังช่วยกันรุมตีงูใหญ่ตัวหนึ่ง
 
เด็ก ๆ กำลังช่วยกันรุมตีงูใหญ่ตัวหนึ่ง
 
       “ เจ้าหนู พวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่ ” “ พวกข้ากำลังตีงูนี่อยู่พระเจ้าค่ะ ” “ พวกเจ้าอย่าได้รังแกสัตว์เช่นนี้ จงปล่อยมันไปเสียเถิด ” ฝ่ายนาคราช
เมื่อรอดชีวิตก็กลับไปยังนาคพิภพของตน “ พระราชาองค์นี้เป็นผู้มีเมตตา สมควรที่เราต้องตอบแทนคุณ ”
 
พระเจ้าเสนกะเสด็จผ่านมาทางที่เด็ก ๆ กำลังรุมตีงูใหญ่
 
พระเจ้าเสนกะเสด็จผ่านมาทางที่เด็ก ๆ กำลังรุมตีงูใหญ่
 
      ครั้นเวลาเที่ยงคืนนาคราชได้จำแลงตนเข้าเฝ้าพระราชาถึงที่บรรทมแล้วได้มอบแก้วแหวนเงินทองให้พระเจ้าเสนกะพร้อมผูกมิตรภาพเป็นพระสหายกัน
“ ข้าพระองค์นำแก้วแหวนเงินทองเหล่านี้มาเพื่อตอบแทนที่ทรงช่วยชีวิตข้าพระองค์ไว้ ”
 
พระเจ้าเสนกะทรงรับสั่งให้เด็ก ๆ ปล่อยงูไป
 
พระเจ้าเสนกะทรงรับสั่งให้เด็ก ๆ ปล่อยงูไป
 
       นับแต่นั้นนาคราชก็มาเยี่ยมพระเจ้าเสนกะผู้เป็นสหายในยามดึกทุกคืน และได้มอบหมายให้นาคมานวิกานางหนึ่งผู้ไม่อิ่มในกามคุณมาประจำอยู่
ข้างพระเจ้าเสนกะเพื่อคอยปกป้องดูแลพระองค์พร้อมกับมอบมนต์บทหนึ่งให้พระราชาไว้ใช้ในคราวไม่เห็นนางนาคตนนั้น
 
งูใหญ่หรือนาคราชได้กลับมายังเมืองของตนหลังจากที่ถูกปลดปล่อย
 
งูใหญ่หรือนาคราชได้กลับมายังเมืองของตนหลังจากที่ถูกปลดปล่อย
     
       นางนาควิกานางนี้ข้าพระองค์มอบหมายให้คอยดูแลปกป้องพระองค์ หากไม่เห็นนางเมื่อไหร่ ท่านจงร่ายมนต์นี้ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเสนกะ
เสด็จประพาสสวนหลวงพร้อมด้วยบริวารขณะลงเล่นน้ำอยู่นั้นนางนาคเห็นงูน้ำตัวหนึ่งแล้วเกิดความใคร่จึงแปลงร่างเป็นงูเสพสมกันอยู่
 
นาคราชได้เล่าถึงความดีของพระเจ้าเสนกะที่ได้ช่วยชีวิตของตนไว้
 
นาคราชได้เล่าถึงความดีของพระเจ้าเสนกะที่ได้ช่วยชีวิตของตนไว้
 
       “ ทำอะไรอยู่จ๊ะพ่องูรูปหล่อ มานี่สิข้ามีอะไรจะให้เจ้าดู ” ฝ่ายพระเจ้าเสนกะเมื่อไม่ทรงเห็นนางนาคจึงร่ายมนต์ที่พญานาคราชสอนไว้  “ นางนาคมานวิกา
เจ้าอยู่ไหน สงสัยเราต้องร่ายมนต์ให้นางปรากฏตัวสะแล้ว ” เมื่อพระราชาร่ายมนต์จบนางนาคก็กลายร่างเป็นมนุษย์กำลังทำอนาจารอยู่
 
นาคราชได้แวะมาเยี่ยมเยียนพระเจ้าเสนกะในทุกค่ำคืน
 
นาคราชได้แวะมาเยี่ยมเยียนพระเจ้าเสนกะในทุกค่ำคืน
 
       ทำให้พระเจ้าเสนกะทรงกริ้วใช้ซีกไม้ไผ่ตีนาง “ นางนาคผู้ไม่รู้จักอิ่มในกาม ไม่รู้จักอดกลั้นใจเลย เจ้าต้องได้รับโทษแน่ ๆ นี่แน่ะ ” “ โอ้ย โอ้ย เจ็บ
หากท่านทำร้ายข้าเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ขออยู่ดูแลท่านอีก ” นางนาคออกจากพระราชอุทยานกลับไปยังนาคพิภพด้วยความโกรธที่พระราชาลงโทษตน 
 
นาคราชได้มอบนางนาคมานวิกาให้คอยปกป้องและอยู่รับใช้พระเจ้าเสนกะ
 
นาคราชได้มอบนางนาคมานวิกาให้คอยปกป้องและอยู่รับใช้พระเจ้าเสนกะ
  
       เมื่อมาถึงนาคพิภพก็เข้าเฝ้าพญานาคราช “ เกิดเรื่องอะไรเจ้าถึงมาที่นี่ได้ ” “ พระเจ้าเสนกะพระสหายของพระองค์เฆี่ยนตีหม่อมฉันจนต้องหนีมา
ดูรอยแผลพวกนี้ซิเพค่ะ ” “ หนอย พระเจ้าเสนกะทำร้ายคนของเราได้ เสียแรงที่เราเป็นสหายกันมา ”
 
นางนาคมานวิกาได้พบกับงูน้ำสุดหล่อนางเลยกลายร่างกลับเป็นงูเพื่อเสพสมกับงูน้ำนั้น    

นางนาคมานวิกาได้พบกับงูน้ำสุดหล่อนางเลยกลายร่างกลับเป็นงูเพื่อเสพสมกับงูน้ำนั้น
 
       พญานาคราชไม่ทราบความจริงที่เกิดขึ้นเพียงได้เห็นแผลของนางนาคก็โกรธ เรียกทหารนาค ๔ ตนมา แล้วสั่งให้ไปทำลายที่นั่งบรรทมของพระเจ้าเสนกะ
“ พวกเจ้าทั้ง ๔ จงไปพ่นพิษทำลายพระที่นั่งบรรทมของพระเจ้าเสนกะเสียให้สิ้น ” ทหารนาคทั้ง ๔ มาถึงห้องบรรทมหมายจะทำลายพระที่นั่งบรรทมเสีย

พระเจ้าเสนกะเห็นนางนาคหายไปเลยร่ายมนต์เรียกนาง
 
พระเจ้าเสนกะเห็นนางนาคหายไปเลยร่ายมนต์เรียกนาง
  
       ก็ได้ยินพระราชาตรัสเล่าให้ราชเทวีฟังถึงเรื่องที่นางนาคมานวิกากลับยังนาคภพ ทหารนาคทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็กลับไปรายงานยังพญานาคราช
“ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เพราะเราฟังความข้างเดียวจนเกือบทำร้ายสหายเสียแล้ว ” พญานาคราชรู้สึกผิดต่อพระเจ้าเสนกะ
 
พระเจ้าเสนกะเห็นนางนาคทำอนาจารกับงูน้ำเลยใช้ไม้ตีเพื่อลงโทษนาง
 
พระเจ้าเสนกะเห็นนางนาคทำอนาจารกับงูน้ำเลยใช้ไม้ตีเพื่อลงโทษนาง
 
     จึงเสด็จมายังพระที่นั่งบรรทมของพระสหายเพื่อขอขมาแล้วได้ถวายมนต์ที่ชื่อว่า สรรพรุตชนะ ซึ่งเป็นมนต์รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด แล้วจึงทูลห้าม
ไม่ให้พระเจ้าเสนกะมอบมนต์นี้แก่ผู้อื่น ไม่เช่นนั้นจะต้องทรงกระโดดเข้ากองไฟสวรรคต “ มนต์สรรพรุตชนะนี้สำคัญยิ่ง นักทรงอย่ามอบให้ผู้ใด
ไม่เช่นนั้นท่านต้องสละชีวิตด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ ”
 
นางนาคมานวิกากลับไปฟ้องนาคราชว่านางถูกทำร้ายโดยพระเจ้าเสนกะ
 
นางนาคมานวิกากลับไปฟ้องนาคราชว่านางถูกทำร้ายโดยพระเจ้าเสนกะ
 
       “ ข้าขอรับคำท่าน ” ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าเสนกะก็ทรงรู้เสียงสัตว์ต่าง ๆ วันหนึ่งขณะที่พระองค์ประทับนั่งที่ท้องพระโรง เสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้งน้ำอ้อยอยู่นั้น
น้ำผึ้งน้ำอ้อยหยดหนึ่งและขนมชิ้นหนึ่งตกลงที่พื้น มดแดงตัวหนึ่งเห็นหยดน้ำผึ้งและขนมนั้นก็เรียกเพื่อนให้มากิน “ พวกเราถาดน้ำผึ้งแตก หม้อน้ำอ้อย

บริวารของนาคราชแอบได้ยินถึงเหตุแห่งความจริงที่พระเจ้าเสนกะได้ลงโทษนางนาคมานวิกา
 
บริวารของนาคราชแอบได้ยินถึงเหตุแห่งความจริงที่พระเจ้าเสนกะได้ลงโทษนางนาคมานวิกา
 
       หม้อขนมคว่ำแล้วที่ท้องพระโรง รีบมากินกันเถิด ” “ ลาภปากรอบเย็น มื้อนี้ได้ดินเนอร์อาหารพระราชา ว้าวอร่อย ๆ ” พระราชาทรงสดับเสียงร้องบอก
ของมดแดงแล้วก็ทรงพระสรวล พระราชเทวีที่ประทับอยู่ใกล้ ๆ เห็นดังนั้นก็เกิดความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ทูลถาม เมื่อพระราชาเสวยของเคี้ยวแล้ว
 
นาคราชได้ขอขมาพระเจ้าเสนกะพร้อมทั้งมอบมนต์สรรพรุตชนะให้กับพระเจ้าเสนกะ
 
นาคราชได้ขอขมาพระเจ้าเสนกะพร้อมทั้งมอบมนต์สรรพรุตชนะให้กับพระเจ้าเสนกะ
 
       ทรงสรงสนานและประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ ทรงได้ยินแมลงวันตัวผู้คุยกับแมลงวันตัวเมีย “ ที่รักบรรยากาศแบบนี้เรามาหาอะไรทำสนุก ๆ กันดีกว่านะ ”
“ คอยก่อนนะจ๊ะพี่จ๋า เดี๋ยวพระราชทรงลูบไล้ของหอมแล้ว น้องจะเอาตัวไปคลุกผงหอมที่พระราชาทำร่วงไว้ น้องจะได้ตัวหอมๆ ยังไงละจ๊ะพี่ ”
 
พระเจ้าเสนกะทรงเสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้ง
 
พระเจ้าเสนกะทรงเสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้ง
 
       ต่อมาเมื่อพระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเย็น มีอาหารก้อนหนึ่งหล่นที่พื้น มดแดงทั้งหลายก็ร้องบอกกันให้มากินอาหารนั้น “ พวกเราห้องอาหาร
ของพระราชาแตกแล้ว มากินกันเถอะ ” “ ว้าว ลาภปากรอบเย็น ฮ่า ฮ่า อร่อย อร่อย ” พระเทวีกลั้นความสงสัยเอาไว้ถึง ๓ ครา

บรรดามดต่างพากันเรียกเพื่อนๆ ตนมากินเศษน้ำผึ้งที่ตกลงสู่พื้น
 
บรรดามดต่างพากันเรียกเพื่อนๆ ตนมากินเศษน้ำผึ้งที่ตกลงสู่พื้น
 
       จนเมื่อเวลาเสด็จขึ้นแท่นพระบรรทมกับพระราชา พระนางจึงได้ทูลถาม “ วันนี้หม่อมฉันเห็นพระองค์หัวเราะถึง ๓ ครั้ง พระองค์หัวเราะอะไรหรือเพค่ะ ”
“ ไม่มีอะไรหรอกเจ้านอนเสียเถิด ” พระเทวีทรงรบเร้าจนพระราชาใจอ่อน จึงบอกเรื่องที่ทรงรู้มนต์ที่ให้รู้เสียงสัตว์นั้น พระนางจึงของให้พระองค์
ประทานมนต์นั้นให้
 
พระเทวีแอบสงสัยที่พระเจ้าเสนกะทรงพระสรวลในขณะที่ทรงเสวยพระกระยาหารเย็น
 
 
พระเทวีแอบสงสัยที่พระเจ้าเสนกะทรงพระสรวลในขณะที่ทรงเสวยพระกระยาหารเย็น
 
      “ น้องหญิงหากพี่บอกมนต์นั้นแก่เจ้า พี่จะต้องตายนะ ” “ หากพะองค์รักหม่อมฉันจริง ขอจงสละเพื่อหม่อมฉันเถิด ” ด้วยเพราะตกอยู่ในอำนาจของสตรี
พระราชาทรงตัดสินพระทัยว่าจะมอบมนต์ สรรพรุตชนะแก่พระราชเทวี แม้จะต้องเข้ากองไฟก็ตาม คิดได้ดังนี้แล้วจึงเสด็จเข้าไปในพระราชอุทยานด้วยราชรถ
 
แมลงวันตัวเมียพูดถึงเครื่องหอมของพระเจ้าเสนกะกับแมลงวันตัวผู้
 
แมลงวันตัวเมียพูดถึงเครื่องหอมของพระเจ้าเสนกะกับแมลงวันตัวผู้
 
       “ น้องหญิงเอ๋ย เพราะพี่รักเจ้า แม้ต้องสละชีพพี่ก็ยอม ” ขณะนั้นท้าวสักกะทรงตรวจดูสัตว์โลกอยู่ ทรงเห็นเหตุการณ์นี้ จึงทรงดำริว่าจะต้องเตือนสติพระเจ้าเสนกะ
“ พระราชาผู้โง่เขลาเพียงเพื่อสตรีแล้ว ถึงกับยอมตายเชียวหรือนี่ ข้าต้องเตือนสติเจ้าสะหน่อยแล้ว ”
 
พระเจ้าเสนกะทรงรับปากว่าจะบอกมนต์สรรพรุตชนะให้กับพระเทวี
 
พระเจ้าเสนกะทรงรับปากว่าจะบอกมนต์สรรพรุตชนะให้กับพระเทวี
 
      ท้าวสักกะพานางสุชาดามายังสวนหลวงแล้วจำแลงตนเป็นแพะสองผัวเมียยืนอยู่ข้างทางที่พระราชาเสด็จผ่านแพะตัวผู้กำลังทำท่าทางเสพสมกับแพะตัวเมียอยู่
ม้าเทียมรถของพระราชาจึงพูดกับแพะนั้น “ เจ้าแพะโง่ ไม่รู้จักอะไรควรทำในที่แจ้ง อะไรควรทำในที่ลับเลยนะ ” “ เจ้านั้นแหละโง่ ถูกเชือกรัดคอไว้
 
ท้าวสักกะทรงตรวจดูสัตว์โลก
 
ท้าวสักกะทรงตรวจดูสัตว์โลก
 
       เวลาเขาปล่อยเจ้าก็ไม่หนีไป แต่ข้าว่าเพราะเจ้าเสนกะเจ้านายเจ้าโง่กว่าแกเสียอีก ” “ เจ้าว่าข้าโง่ ข้าก็รู้ แต่พระเจ้าเสนกะโง่ยังไง ” “ ไม่โง่ได้ยังไง
ยอมตายเพื่อสวดมนต์ให้พระเทวี สุดท้ายตัวเองก็จะตายไม่มีภรรยา ข้าถึงว่าโง่ยังไงละ ” พระเจ้าเสนกะได้สดับคำที่ม้าและแพะสนทนากัน
 
ท้าวสักกะและนางสุชาดาได้จำแลงเป็นแพะยืนอยู่ข้างทางที่พระเจ้าเสนกะจะเสด็จผ่าน
 
ท้าวสักกะและนางสุชาดาได้จำแลงเป็นแพะยืนอยู่ข้างทางที่พระเจ้าเสนกะจะเสด็จผ่าน
 
       จึงตรัสถามแพะว่าควรทำเช่นไร “ เจ้าแพะเอ๋ย ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกมาว่าข้าควรทำอย่างไรกัน ” “ มหาราชไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่รักเท่าชีวิตของตน ท่านไม่ควร
ให้พรพินาศ ไม่ควรละทิ้งยศศักดิ์เพราะคนรักอย่างเดียว ” แพะนั้นพูดกับพระเจ้าเสนกะแล้วก็แสดงตนเป็นท้าวสักกะให้พระราชาทราบ
 
พระเจ้าเสนกะได้สอบถามแพะว่าควรจะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวของพระองค์ต้องตาย
 
พระเจ้าเสนกะได้สอบถามแพะว่าควรจะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ตัวของพระองค์ต้องตาย
 
       “ ข้าพระองค์ได้ตอบตกลงไปแล้วจะทำอย่างไรดี ” “ มหาราชพวกท่านทั้งสองจะไม่เป็นอะไร ถ้าพระองค์บอกว่าหากเรียนมนต์ต้องถูกเฆี่ยนตีเป็นค่ายกครู
นางก็จะไม่เรียนเอง ” เมื่อพระราชาเสด็จกลับเมืองแล้วจึงรับสั่งให้พระเทวีเข้าเฝ้า แล้วตรัสบอกตามที่ท้าวสักกะบอก
 
ท้าวสักกะทรงแสดงตนและได้บอกวิธีแก้<a href=http://question.dmc.tv title='ปัญหา' target=_blank><font color=#333333>ปัญหา</font></a>ให้กับพระเจ้าเสนกะ
 
ท้าวสักกะทรงแสดงตนและได้บอกวิธีแก้ปัญหาให้กับพระเจ้าเสนกะ
 
       “ น้องหญิงหากเจ้าจะเรียนมนต์นี้เจ้าต้องเสียค่ายกครูด้วยการถูกเฆี่ยน ๑๐๐ ครั้ง เจ้าจะยอมหรือไม่ ” “ เพื่อมนต์วิเศษนี้น้องยอมให้เฆี่ยนเพค่ะ ”
เมื่อพระเทวีก็รับคำยินดีให้เฆี่ยน พระองค์จึงรับสั่งให้เพชฌฆาตเฆี่ยนหลังพระเทวีด้วยหวาย ๑๐๐ ครั้ง พระเทวีพอถูกเฆี่ยนไปเพียง ๓ ทีเท่านั้น
ก็ทนไม่ไหว ไม่ต้องการเรียนมนต์อีก
 
พระเจ้าเสนกะบอกพระเทวีว่านางจะต้องถูกเฆี่ยน ๑๐๐ ครั้งเป็นค่ายกครูก่อนที่จะเรียนมนต์
 
พระเจ้าเสนกะบอกพระเทวีว่านางจะต้องถูกเฆี่ยน ๑๐๐ ครั้งเป็นค่ายกครูก่อนที่จะเรียนมนต์
 
       นับแต่นั้นมาพระเทวีก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอเรียนมนต์อีกเลย “ โอ้ย โอ้ย ไม่ไหวแล้ว เจ็บเหลือเกิน น้องไม่เรียนมนต์นั่นแล้วเพค่ะ ” พระศาสดาทรงนำ
พระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสัจธรรมภิกษุผู้กระสันอยากสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดก
 
พระเทวีถูกเฆี่ยนไป ๓ ครั้ง นางจึงเปลี่ยนใจไม่ยอมเรียนมนต์สรรพรุตชนะ
 
พระเทวีถูกเฆี่ยนไป ๓ ครั้ง นางจึงเปลี่ยนใจไม่ยอมเรียนมนต์สรรพรุตชนะ
 
 
พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุ ผู้กระสันอยากสึกในบัดนี้
พระราชเทวี เป็นภรรยาเก่าของภิกษุนั้น
ม้าเป็นพระสารีบุตร
ส่วนท้าวสักกะเทวราช เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

 
 




พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      ปัพพตูปัตถรชาดก ชาดกว่าด้วยอภัยโทษ
      ทิปิชาดก ชาดกว่าด้วยแพะกับเสือเหลือง
      ตัจฉกสูกรชาดก ชาดกว่าด้วยหมูพร้อมใจกันสู้เสือ
      สุขวิหารีชาดก ชาดกว่าด้วยสุขอันเกิดจากการบรรพชา
      คังเคยชาดก ชาดกว่าด้วยผู้ชอบโอ้อวด
      โรหนมิคชาดก ชาดกว่าด้วยความรักในสายเลือด
      สุชาตกุมารชาดก ชาดกว่าด้วยการพรากจากสิ่งที่เป็นทุกข์
      กุมภชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของสุรา
      พันธนโมกขชาดก ชาดกว่าด้วยการหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด
      กุททาลชาดก ชาดกว่าด้วยความชนะที่ดี
      สสปัณฑิตชาดก ชาดกว่าด้วยผู้สละชีวิตเป็นทาน
      กายนิพพินทชาดก ชาดกว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย