สรภชาดก ชาดกว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา

พระเจ้าพรหมทัตรู้สึกเสียหน้าที่ตนทำให้เจ้าละมั่งหนีไปได้ พระองค์ทรงถือพระขรรค์แล้วทรงวิ่งตามละมั่งไปถึง ๓ โยชน์ และได้ไปตกบ่อลึกเป็นเหวประมาณ ๖๐ ศอก ต่อมาพญาละมั่งได้วกกลับมาช่วยพระองค์ให้ขึ้นจากบ่อน้ำ และให้พระราชาขึ้นประทับบนหลังพาออกจากป่ามาส่งลง ณ ที่ไม่ห่างเสนา https://dmc.tv/a27328

บทความธรรมะ Dhamma Articles > นิทานชาดก 500 ชาติ
[ 9 ก.ย. 2564 ] - [ ผู้อ่าน : 878 ]

ชาดก 500 ชาติ

สรภชาดก-ชาดกว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงคุณวิเศษของพระอัครสาวก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงคุณวิเศษของพระอัครสาวก
  
       ครั้งเมื่อองค์พระศาสดาเสด็จจากเทวโลกนั้น ได้ทรงกระทำพระปาฏิหาริย์เปิดโลกเสด็จลงทางบันไดแก้วมณี อันมี ณ ท่ามกลาง ท้าวสักกะทรงเชิญบาตรจีวร
ท้าวสุยามทรงเชิญวาลวิชนี ท้าวสหัมบดีพรหมทรงเชิญฉัตร เทพดาในหมื่นจักรวาลพากันบูชาด้วยของหอมและมาลาอันเป็นทิพย์ พอพระศาสดาเสด็จประทับ
ณ เชิงบันได พระสารีบุตรเถรเจ้าถวายบังคมเป็นประถมทีเดียว บริษัทที่เหลือพากันถวายบังคมทีหลัง พระศาสดาทรงดำริในสมาคมนั้นว่า
 
เหล่าภิกษุทั้งหลายต่างพากันกล่าวถึงพระสารีบุตรในเรื่อง<a href=http://www.dmc.tv/search/ปัญญา title='ปัญญา' target=_blank><font color=#333333>ปัญญา</font></a>ของท่าน
 
เหล่าภิกษุทั้งหลายต่างพากันกล่าวถึงพระสารีบุตรในเรื่องปัญญาของท่าน
 
        โมคคัลลานะปรากฏไปทั่วว่ามีฤทธิ์ อุบาลีปรากฏไปทั่วว่าทรงพระวินัย แต่ปัญญาคุณของสารีบุตรยังไม่ปรากฏเลย ยกเว้นเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ผู้อื่นที่จะได้นามว่ามีปัญญาเสมอเหมือนเธอไม่มีเลย เราต้องกระทำปัญญาคุณของเธอให้ปรากฏไว้ ครั้งนั้นพระองค์ทรงตั้งต้นถามปัญหาของปุถุชนก่อน
พวกปุถุชนก็พากันกราบทูลแก้ปัญหานั้น ต่อจากนั้นทรงถามปัญหาในวิสัยแห่งเหล่าพระโสดาบัน เหล่าโสดาบันเท่านั้นก็พากันกราบทูลแก้ปัญหานั้น
ปัญหานั้นพวกปุถุชนไม่รู้เลย

พระสารีบุตรได้นั่งฟังข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
 
พระสารีบุตรได้นั่งฟังข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
 
         ต่อจากนั้นทรงถามปัญหาในวิสัยพระสกทาคามี พระอนาคามี พระขีณาสพ และพระมหาสาวกโดยลำดับ ท่านที่ดำรงในชั้นต่ำ ๆ ไม่ทราบปัญญาของชั้น
ที่สูงขึ้นไปนั้นเลย ท่านที่ดำรงในภูมิสูง ๆ เท่านั้น พากันกราบทูลแก้ แม้ถึงปัญหาในวิสัยแห่งอัครสาวก พระอัครสาวกกราบทูลแก้ได้ พวกอื่นไม่รู้เลย
       ต่อจากนั้นตรัสถามปัญหาในวิสัยแห่งพระสารีบุตรเถรเจ้า พระเถรเจ้าองค์เดียวกราบทูลแก้ได้ พวกอื่นไม่รู้เลย ในเวลานั้นคนอื่น ๆ ต่างก็มุ่งความสนใจ
ไปยังพระสารีบุตร ตั้งแต่บัดนั้นคุณคือปัญญาอันมากของพระเถระเจ้าเถรเจ้าก็ได้ปรากฏไปในกลุ่มเทพยดาและมนุษย์
 
พระสารีบุตรทรงตรัสตอบหัวข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
 
พระสารีบุตรทรงตรัสตอบหัวข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
 
        “ พระเถระเจ้าที่กราบทูลอยู่กับพระศาสดานั้นมีนามว่าอะไรหรือท่าน ” “ ท่านเป็นธรรมเสนาบดี มีนามว่าสารีบุตรเถระเจ้า ” “ โอ้โห มีปัญญามากจริง ๆ น่านับถือ ”
“ ท่านเป็นผู้เดียวที่สามารถถกปัญหายาก ๆ นั้นได้ ” 
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามปัญหาในพุทธวิสัยกับพระสารีบุตรว่า “ ชนเหล่าใดเล่า มีธรรมอันกำหนดได้แล้วสิ
ชนเหล่าใดเล่าที่ยังต้องศึกษา มีจำนวนมากในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนท่านผู้ไร้ทุกข์ เธอมีปัญญารักษาตัวรอด ถูกเราถาม เชิญบอกความเป็นไปแห่งชนเหล่านั้นแก่เรา
ดังนี้ สารีบุตร เธอพึงเห็นความแห่งภาษิตโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร อย่างไรเล่าหนอ

พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานในการออกล่าสัตว์
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานในการออกล่าสัตว์
        
       ” พระเถรเจ้าตรวจดูปัญหาแล้วเห็นว่า พระศาสดาตรัสถามปฏิปทาอันเป็นทางบรรลุแห่งพระเสขะและพระอเสขะ เลยหมดสงสัย คงกังขาในพระอัธยาศัยว่า
อันปฏิปทาทางบรรลุอาจกล่าวแก้ได้ โดยมุขเป็นอันมากด้วยอำนาจขันธ์เป็นต้น  พระศาสดาทรงทราบว่า สารีบุตรหมดสงสัยในข้อปัญหา แต่ยังกังขาในอัธยาศัย
ของพระองค์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงประทานนัย ปัญหานั้นกระจ่างแก่พระเถระเจ้าตั้งร้อยนัยพันนัย ท่านยึดตามนัยที่พระศาสดาประทาน กราบทูลแก้ปัญหา
ในพุทธวิสัยได้ หลังจากวันนั้นเหล่าพวกภิกษุพากันนั่งในธรรมสภากล่าวถึงคุณคาถาของพระเถระเจ้าในวันหนึ่ง “ ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสารีบุตรมีปัญญามาก
มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาว่องไว มีปัญญาคมคาย กราบทูลความแก้ปัญหาที่พระทศพลตรัสถามโดยย่อได้อย่างพิสดาร ”
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงกำชับเหล่าทหารให้ล้อมจับละมั่งไว้อย่าให้หลุดรอดไปได้
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงกำชับเหล่าทหารให้ล้อมจับละมั่งไว้อย่าให้หลุดรอดไปได้
        
       “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่ในปางก่อน เธอก็เคยกล่าวแก้ความแห่งภาษิตโดยย่อได้อย่างพิสดารแล้วเหมือนกัน ”
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้ 
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี
พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดละมั่งอาศัยอยู่ในป่า พระราชาทรงพอพระหฤทัยในการล่าเนื้อ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกำลัง ถึงกับไม่ทรงนับมนุษย์อื่น
ว่าเป็นมนุษย์ไปเลย “ เอาล่ะ คราวนี้เราจะต้องล่าเนื้อให้ได้ พวกเจ้าต้องคอยต้อนสัตว์พวกนั้นไว้ให้ดี หากมันหนีไปได้ข้างผู้ใด เราต้องลงอาญา
แก่ผู้นั้น ”

พญาละมั่งตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหาร
 
พญาละมั่งตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าทหาร
 
       “ ตาย ๆ ทำยังไงกันดีล่ะ มากี่ครั้ง ๆ ก็สัตว์พวกนี้วิ่งกระเจิงกันไปได้หมด คราวนี้ซวยแน่ ๆ ” “ ไม่เป็นไรข้ามีแผน พวกเราล้อมกันไว้ให้ดี เมื่อไม่มีรูโหว่แล้ว
พวกสัตว์จะหนีออกไปได้อย่างไร มีช่องทางเดียวที่จะวิ่งไปได้ก็คือ ตรงพระเจ้าพรหมทัตนี่แหละ ” 
ครั้งนั้นพระเจ้าพรหมทัตเห็นตัวละมั่งตัวหนึ่ง และหมายมั่น
ที่จะล่าเนื้อตัวนี้ให้ได้ เหล่าทหารได้กระทำกติกากำหนดช่องทางกัน พากันล้อมละเมาะใหญ่ไว้ ตีแผ่นดินด้วยไม้พลองเป็นต้น ละมั่งพระโพธิสัตว์ลุกขึ้นเลาะ
ละเมาะไป ๓ รอบ เมื่อจะหนีก็มองดูช่องทางที่จะหนี มองไปรอบทิศ ทุกทิศเห็นฝูงคนยืนถือธนูรายเรียง แขนจรดแขน ธนูจรดธนู
 
พระเจ้าพรหมทัตได้เล่งธนูไปยังพญาละมั่ง
 
พระเจ้าพรหมทัตได้เล่งธนูไปยังพญาละมั่ง
     
        “ โอ้ย แย่แล้ว เราจะหนีไปทางไหนได้นี่ มีทหารล้อมเอาไว้หมด ไม่มีรูให้เราลอดออกไปได้เลย ” พลันสายก็เหลือบไปเห็นสถานที่ที่พระราชาประทับยืน
เป็นช่องอยู่ “ เอ๊ะ ตรงนั่นมีช่องว่างอยู่นี่ มีทางรอดแล้วเรา ” ละมั่งนั้นจึงวิ่งไปตรงหน้าพระราชา เหมือนขว้างทรายใส่ตาที่กำลังลืม พระราชาเห็นละมั่งนั้นมา
ด้วยกำลังแรง ก็ปล่อยลูกศรไปเต็มแรงหมายจะปลิดชีวิตสัตว์นั้นให้ได้ “ มาแล้ว มาแล้ว เจ้าละมั่งเอ๋ย เสร็จเราแน่ ๆ ” ธรรมดาฝูงละมั่งเป็นสัตว์ฉลาด ที่จะ
ลวงผู้ล่าได้ เมื่อลูกศรมาตรงหน้ามันก็หมอบเสียโดยเร็วแล้วหยุดนิ่ง เมื่อลูกศรมาข้างหลังก็วิ่งไปโดยรวดเร็ว เมื่อลูกศรมาทางเบื้องบนก็เอี้ยวหลังเสีย
 
พญาละมั่งหลบลูกธนูได้และแกล้งล้มตัวลงเหมือนดังว่าตนนั้นได้ถูกยิง
 
พญาละมั่งหลบลูกธนูได้และแกล้งล้มตัวลงเหมือนดังว่าตนนั้นได้ถูกยิง
 
      เมื่อลูกศรมาทางด้านข้างก็หลีกเสียหน่อย เมื่อลูกศรมาติด ๆ กันก็หมุนตัวล้มลง เมื่อลูกศรผ่านพ้นไปแล้ว จึงวิ่งหนีด้วยกำลังเร็วประหนึ่งวลาหกที่ถูกลมพัด.
กระจายไป ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อพระราชาเล็งลูกศรแล้วปล่อยให้ลูกธนูออกมาทางเจ้าละมั่ง มันรีบหมุนตัวล้มลงกับพื้น พระราชาเห็นดังนั้นก็ทรงดีพระทัย เข้าใจ
ว่าพระองค์ได้ยิงถูกมันแล้ว “ เรายิงละมั่งได้แล้ว เราทำได้แล้ว ” ทันใดนั้นละมั่งกลับผลุดลุกวิ่งหนีโดยเร็วปานลม ทำลายวงล้อมไปได้ “ อะไรกัน เรายิงมันแล้ว
ไม่ใช่หรือ เจ้าละมั่งนั่นหนีไปทางไหนกัน เจ้าผู้ใดที่ปล่อยให้มันหนีไปได้ ” “ ทางพระองค์พระเจ้าค่ะ พวกกระหม่อมได้ล้อมวงกันอย่างดีแล้ว ไม่มีช่องให้เจ้าละมั่ง
หนีไปได้เลย

พระเจ้าพรหมทัตทรงดีพระทัยคิดว่าตนคงยิงเจ้าละมั่งได้แล้ว
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงดีพระทัยคิดว่าตนคงยิงเจ้าละมั่งได้แล้ว 
       
       มีแต่เพียงพระองค์เท่านั้นที่มีช่องให้มันหนีไป ” “ หือ น่าโมโหนักเชียว มันวิ่งหนีไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อลูกศรของเราปักไปที่ตัวมันแล้ว เราเห็นมันล้มลง
กับพื้นแล้วนี่น่า ” “ อะไรกันพะยะค่ะ ที่พระองค์ทรงยิงได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” “ ชาวเราเอ๋ย พระราชาของเราทั้งหลาย ทรงยิงไม่มีพลาดเลย พระองค์ทรงยิงแผ่นดินได้
แล้วล่ะ ” “ พวกนี้เยาะเราได้ ช่างไม่รู้ฝีมือของเราบ้างเลย เราต้องแสดงการใช้พระขรรค์จับละมั่งให้พวกเหล่านี้ดูสะแล้ว ” พระเจ้าพรหมทัตรู้สึกเสียหน้า
ที่เจ้าละมั่งหนีไปได้ พระองค์ทรงถือพระขรรค์แล้วทรงวิ่งเข้าไปทางที่เจ้าละมั่งหนีไปโดยเร็ว
 
พญาละมั่งได้วิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกมาได้
 
พญาละมั่งได้วิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกมาได้
       
       ครั้นทรงเห็นละมั่งนั้นแล้ว ก็ทรงติดตามไปถึง ๓ โยชน์ ละมั่งเข้าป่าไปแล้ว พระราชาเล่าก็ทรงเสด็จเข้าป่าเหมือนกัน ในป่านั้น ณ หนทางที่ละมั่งวิ่งไป
มีบ่อลึกเป็นเหวประมาณ ๖๐ ศอก เกิดจากไม้ใหญ่ผุ บ่อนั้นมีน้ำประมาณ ๓๐ ศอก หญ้าคลุมมิดชิด “ หา ได้กลิ่นน้ำนี่น่า สงสัยทางข้างหน้าต้องเป็นบ่อน้ำแน่
วิ่งหลบไปเสียดีกว่า ” “ จะหนีไปไหนเจ้าละมั่ง เราจะต้องจับเจ้าให้ได้ ” พระเจ้าพรหมทัต ไม่ทราบว่ามีบ่อลึกอยู่ข้างหน้าพระองค์วิ่งมาอย่างเร็วไม่ทันได้หลบ
จึงตกลงไปในหลุมนั้น ละมั่งเมื่อไม่ได้ยินเสียงพระบาทของท้าวเธอก็เข้าใจว่าคงตกลงในหลุมลึกเสียแล้ว จึงเดินกลับมาหา
 
พญาละมั่งได้กลิ่นน้ำจึงวิ่งหนีหลบไปอีกทาง    

พญาละมั่งได้กลิ่นน้ำจึงวิ่งหนีหลบไปอีกทาง
      
       “ ช่วยด้วย ชะ ช่วยด้วย เราอยู่นี่ ช่วยด้วย ช่วยด้วย ” “ เราจะช่วยท่านให้ขึ้นมาเอง ท่านอย่ากลัวไปเลย ” เจ้าละมั่งช่วยพระราชาให้ขึ้นจากเหวลึก ๖๐ ศอกได้
ทำการปลอบพระราชา แล้วให้ขึ้นหลังพาออกจากป่าส่งลง ณ ที่ไม่ห่างเสนา “ จากนี้ไปขอให้พระองค์ทรงดำรงอยู่ในศีล ๕ เถิด เราไปล่ะ ” “ ข้าแต่พญาละมั่ง
ผู้เป็นนาย เชิญท่านมาสู่พระนครพาราณสีพร้อมกับเราเถิด เราจะถวายราชสมบัติในเมืองพาราณสี มีประมาณ ๑๒ โยชน์ให้แก่ท่าน ท่านจงครองราชสมบัตินั้นเถิด ”
 
พญาละมั่งวกกลับมาช่วยพระเจ้าพรหมทัตซึ่งได้ตกลงไปในบ่อน้ำ
 
พญาละมั่งวกกลับมาช่วยพระเจ้าพรหมทัตซึ่งได้ตกลงไปในบ่อน้ำ
  
       “ พวกข้าพระองค์เป็นเดรัจฉานไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ แม้พระองค์มีความใยดีในข้า พระองค์ไซร้โปรดทรงรักษาศีลที่ข้าพระองค์ให้ไว้ ทรงรับให้
แม้ชาวแว่นแคว้นรักษากันด้วยเถิด ” ท้าวเธอมีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้นเรื่อยมา ครั้นเสนามาพร้อมกระบวนแล้วทรง
แวดล้อมด้วยเสนาเสด็จไปพระนคร ตรัสให้นำธรรมเภรีไปเที่ยวตีป่าวร้อง ให้ชาวแว่นแคว้นทั่วหน้าพากันรักษาศีล ๕ แต่ตอนนั้นพระองค์ก็ไม่ได้เล่า
คุณที่พระมหาสัตว์กระทำไว้แก่พระองค์ให้ใคร ๆ ฟัง

พญาละมั่งได้ให้พระเจ้าพรหมทัตรักษาศีล ๕ และดำรงอยู่ในศีลในธรรม
 
พญาละมั่งได้ให้พระเจ้าพรหมทัตรักษาศีล ๕ และดำรงอยู่ในศีลในธรรม
 
        “ พวกเจ้าจงประกาศออกไปให้ชาวประชาทั้งหมดพากันรักษาศีลไว้ให้ดี ” พระเจ้าพรหมทัตเสวยพระกระยาหารมีรสเลิศต่าง ๆ ในเวลาเย็นเสร็จ ก็เสด็จ
บรรทมเหนือพระที่บรรทมอันอลงกต ครั้นเวลาใกล้รุ่ง ทรงระลึกถึงคุณของพระมหาสัตว์ จึงเสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดบัลลังก์เหนือพระยี่ภู่ มีพระหฤทัยเปี่ยม
ด้วยพระปีติทรงเปล่งพระอุทาน
               ด้วยพระคาถา ๖ คาถาว่า
               บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น.
               บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.

พระเจ้าพรหมทัตทรงตรัสให้ชาวประชาพากันรักษาศีล
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงตรัสให้ชาวประชาพากันรักษาศีล 
       
               บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใดได้เป็นอย่างนั้น.
               บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำสู่บกได้.
               นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควรตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า ผัสสะอันไม่เกื้อกูล และเกื้อกูลมีอยู่มาก
               คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงเลยก็ต้องเข้าถึงความตาย.
               สิ่งที่ไม่คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิดไว้ย่อมพินาศไปได้บ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ จะสำเร็จได้ด้วยความคิดนึกไม่มีเลย.
 
พระเจ้าพรหมทัตได้นั่ง<a href=https://www.dmc.tv/pages/meditation/meditation01.html target=_blank title='สมาธิ'><font color=#333333>สมาธิ</font></a>(Meditation)ในเวลาใกล้รุ่ง
 
พระเจ้าพรหมทัตได้นั่งสมาธิในเวลาใกล้รุ่ง
 
        ขณะที่พระเจ้าพรหมทัตทรงเปล่งพระอุทานอยู่นั้น อรุณปรากฏ ท่านปุโรหิตมาเฝ้าเพื่อทูลถามสุขไสยาแต่เช้าตรู่ ท่านได้ยืนอยู่ที่พระทวาร พลันก็
ได้ยินเสียงพระอุทานของท้าวเธอ ดำริว่า “ เมื่อวานพระราชาเสด็จไปล่าเนื้อ คงจักยิงละมั่งนั้นผิด ครั้นถูกพวกอำมาตย์มายั่วเย้า ก็ทรงติดตามละมั่งนั้น
ด้วยความขัตติยมานะว่าจักฆ่าเสีย หิ้วมันมา เลยไปตกเหวลึก ๖๐ ศอก พญาละมั่งมีใจสงสาร มิได้คิดถึงโทษของพระราชา คงจักช่วยพระราชาขึ้นได้
เห็นจะเป็นด้วยเหตุนั้น ท้าวเธอจึงทรงเปล่งอุทาน ”
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงเปล่งอุทานถึงคุณของพญาละมั่ง
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงเปล่งอุทานถึงคุณของพญาละมั่ง
 
       ท่านปุโรหิตเมื่อได้ยินพระอุทานอันมีพยัญชนะบริบูรณ์ของพระราชา เหตุการณ์ที่พระราชาและพญาละมั่งกระทำไว้ได้ปรากฏแก่เขา เหมือนเงาปรากฏ
แก่ผู้ส่องหน้าที่กระจกเจียระไนฉะนั้น 
“ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไป
ตกเหว ครั้นแล้ว ละมั่งนั้นกระทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึงคุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า ”
“ ไม่น่าเชื่อ ท่านปุโรหิตท่านทราบเรื่องราวนี้ได้อย่างไรกัน ท่านอยู่ในเหตุการณ์อย่างนั้นรึ เอ๊ะ หรือว่ามีใครรู้แล้วนำเรื่องนี้ไปบอกท่าน ”
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงแปลกพระทัยที่ปุโรหิตทรงเข้าใจเหตุการณ์ที่ประองค์ทรงเปล่งอุทาน
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงแปลกพระทัยที่ปุโรหิตทรงเข้าใจเหตุการณ์ที่ประองค์ทรงเปล่งอุทาน
 
       “ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เมื่อคราวนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็ไม่ได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่านักปราชญ์ทั้งหลาย
ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดูพระเจ้าข้า ” เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระราชาทรงโปรดปุโรหิตท่านนี้มาก พระองค์ทรง
พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นก็ได้ทรงอภิรมย์แต่การบุญ มีทาน ฝูงชนเล่าก็พากันอภิรมย์แต่การบุญ ที่ตายไปแล้วแน่นเนืองสวรรค์ อยู่มาวันหนึ่ง
พระราชาทรงดำริว่าจักทรงยิงเป้า ตรัสชวนปุโรหิตเสด็จสู่พระอุทยาน
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานในตัวปุโรหิตเป็นอย่างมาก
 
พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานในตัวปุโรหิตเป็นอย่างมาก

        ครั้งนั้นท้าวสักกะเทวราชทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกันยาใหม่ ๆ มากมาย พระองค์ทรงใช้ญาณวิเศษทราบไปถึงเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้
เพราะละมั่ง แล้วทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล “ มหาชนพากันทำบุญด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ เราจักต้องทดลอง
ท้าวเธอดูบ้าง ” ท้าวสักกะคิดได้ดังนั้นก็เหาะลงมายังอุทยาน เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทรงโก่งธนูสอดลูกศร ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฎ

พระเจ้าพรหมทัตได้ชวนปุโรหิตไปยังพระราชอุทยานเพื่อยิงเป้า
 
พระเจ้าพรหมทัตได้ชวนปุโรหิตไปยังพระราชอุทยานเพื่อยิงเป้า

       ระหว่างพระราชาและเป้า ด้วยอนุภาพของท้าวเธอ พระราชาทรงเห็นแล้วก็ไม่ได้ปล่อยลูกศร “ เอ๊ะ นั่นพญาละมั่งนี่ ไม่ได้ ๆ เรายิงไม่ได้ ” ทันใดนั้น
ท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิตแล้วกล่าวกับพระเจ้าพรหมทัต “ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะ
กำจัดความแกล้วกล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไรอยู่อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหาร
ของพระราชาได้โดยแท้ ”

ท้าวสักกะเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อที่จะทดสอบความมีศีลของพระเจ้าพรหมทัต
 
ท้าวสักกะเสด็จลงมาจากสวรรค์เพื่อที่จะทดสอบความมีศีลของพระเจ้าพรหมทัต

      “ แม้เราจะรู้จักชัดความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่าเราจะบูชาคุณที่ละมั่งได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ฆ่าละมั่งนี้ ” “ ข้าแต่
มหาราชาผู้เป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ นั่นเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ พระองค์จงทรงฆ่าท้าวสักกเทวราชนั้นเสีย แล้ว
จักได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ ” 
“ ข้าแต่พระราชาผู้องอาจประเสริฐกว่านรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลที่จะฆ่าละมั่งผู้ซึ่งเป็นพระสหาย
พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม ”

ท้าวสักกะได้เข้าทรงในร่างของปุโรหิตและได้ยุยงให้พระเจ้าพรหมทัตทรงยิงเนื้อละมั่ง
 
ท้าวสักกะได้เข้าทรงในร่างของปุโรหิตและได้ยุยงให้พระเจ้าพรหมทัตทรงยิงเนื้อละมั่ง

         “ ถึงแม้ว่าเรา และชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่สหายจะพากันไปยังเวตรณีนรกของพญายมนั่นก็ตาม ถึงกระนั้น เราก็จะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด ”
“ ละมั่งตัวนี้ทำคุณแก่เรา เมื่อคราวถึงความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึกได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าได้
อย่างไรกันเล่า ” 
ลำดับนั้น ท้าวสักกะออกจากสรีระท่านปุโรหิต นิรมิตอัตภาพเป็นท้าวสักกะสถิตบนอากาศ แล้วทรงแสดงพระคุณของพระราชา

พระเจ้าพรหมทัตไม่ได้ฆ่าเนื้อละมั่งตามที่ปุโรหิตนั้นยุยง
 
พระเจ้าพรหมทัตไม่ได้ฆ่าเนื้อละมั่งตามที่ปุโรหิตนั้นยุยง

       “ ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรงพระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์จงทรงปกครองราชสมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ
จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าววาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ฉะนั้น ”
“ ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์
ทรงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งปวงให้เป็นแขกควรต้อนรับ

ท้าวสักกะได้กล่าวแสดงคุณของพระเจ้าพรหมทัตต่อหน้าพระองค์
 
ท้าวสักกะได้กล่าวแสดงคุณของพระเจ้าพรหมทัตต่อหน้าพระองค์

      ครั้นทรงบำเพ็ญทานและเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียนพระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด ” พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้
มาแล้วตรัสว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนสารีบุตรก็ย่อมรู้ความแห่งภาษิตโดยย่ออย่างพิสดารเหมือนกัน ”

พระศาสดาทรงตรัสถึงพระสารีบุตรในการรู้ความแห่งภาษิตแม้ในอดีตกาลที่ผ่านมา
 
พระศาสดาทรงตรัสถึงพระสารีบุตรในการรู้ความแห่งภาษิตแม้ในอดีตกาลที่ผ่านมา
 
 
พระราชาในครั้งนั้น กำเนิดเป็น พระอานนท์
ปุโรหิตในครั้งนั้น กำเนิดเป็น พระสารีบุตร
เนื้อละมั่ง เสวยพระชาติเป็น พระพุทธเจ้า

 
 
 




พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      กัณหทีปายนชาดก ชาดกว่าด้วยความรักที่มีต่อบุตร
      สุวรรณหังสชาดก ชาดกว่าด้วยความโลภ
      ขันธปริตตชาดก ชาดกว่าด้วยพระปริตรป้องกันสัตว์ร้ายต่าง ๆ
      สุวรรณสามชาดก ชาดกว่าด้วยผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี
      สกุณีคติชาดก ชาดกว่าด้วยไม่หากินไกลถิ่น
      สุราปานชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการดื่มสุรา
      อนุสาสิกชาดก ชาดกว่าด้วยเรื่องดีแต่พูด
      กูฏวาณิชชาดก ชาดกว่าด้วยหนามยอกเอาหนามบ่ง
      นังคลีสชาดก ชาดกว่าด้วยคนพาลกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว
      ทัพพปุบผาชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของการโต้เถียงกัน
      นันทิวิสาลชาดก ชาดกว่าด้วยการใช้วาจาไพเราะ
      กัลยาณธรรมชาดก ชาดกว่าด้วยผู้มีกัลยาณธรรม