สุชาตกุมารชาดก ชาดกว่าด้วยการพรากจากสิ่งที่เป็นทุกข์

สุชาตกุมารเห็นบิดาห่วงใย ให้ข้อคิดอย่างสมคะเน แล้วก็เร่งกล่าวให้สติบิดากลับไปตามอุบาย “ท่านพ่อ วัวตัวนี้หาได้มีชีวิตแล้ว เหมือนท่านปู่ของลูกเช่นกัน แต่ยังมีศีรษะ มีปาก มีร่างกาย หู หาง ครบถ้วนอยู่ ย่อมต้องกินหญ้าที่ลูกนำมาเซ่นได้สิขอรับ ” “มันกินไม่ได้หรอกลูกเอ้ย มันตายไปแล้ว ” “ลูกเข้าใจว่ามันต้องกินหญ้านี้ได้ เพราะขนาดท่านปู่มิได้มีร่างกายเหลืออยู่แล้ว เหลือเพียงเถ้ากระดูกมนสถูป แต่ท่านพ่อยังนำดอกไม้เครื่องหอมต่าง ๆ แล้วก็อาหารคาวหวานไปร้องบอกท่านปู่ให้กินอยู่เลยขอรับ ” https://dmc.tv/a25966

บทความธรรมะ Dhamma Articles > นิทานชาดก 500 ชาติ
[ 4 เม.ย. 2563 ] - [ ผู้อ่าน : 634 ]

ชาดก 500 ชาติ

สุชาตกุมารชาดก-ชาดกว่าด้วยการพลัดพรากจากสิ่งเป็นทุกข์

กุฎุมพีเศรษฐีมีความโศกเศร้าใจจากความตายของบิดาผู้เป็นที่รักยิ่ง

กุฎุมพีเศรษฐีมีความโศกเศร้าใจจากความตายของบิดาผู้เป็นที่รักยิ่ง
  
       อีกครั้งหนึ่งที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารภถึงหลักธรรมว่าด้วยการพรากจากสิ่งที่รัก ย่อมเป็นทุกข์ เหตุเพราะกุฎุมพีเศรษฐีท่านหนึ่งต้องปริเวทนาการ ไม่อาจบรรเทาความโศกเศร้า
จากความตายของบิดาอันเป็นที่รักลงได้ “ บัดนี้บิดาอันเป็นที่รักยิ่งจากเราไปเสียแล้ว โธ่ไม่น่าด่วนจากไปเช่นนี้เลย พระอรหันต์ของลูก ลูกนี้สุดแสนอาลัยยิ่งนัก ท่านพ่อของลูก ”
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่า สุชาตชาดก ณ พระเชตวันมหาวิหาร
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่า สุชาตชาดก ณ พระเชตวันมหาวิหาร
 
       เมื่อเศรษฐีนั้นเข้าเฝ้าพระบรมศาสดายังพระเชตวันมหาวิหาร จึงปรารภเหตุนั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในครั้งโบราณกาลบัณฑิตก็เคยดับทุกข์โศกในเรื่องนี้มาแล้วเหมือนกัน
จากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกอดีตชาติด้วยบุปเพนิวาสานุสติญาณ ตรัสสุชาตชาดกขึ้นดังนี้
 
เมืองพาราณสีซึ่งเป็นชุมชนแห่งการค้าและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง
 
เมืองพาราณสีซึ่งเป็นชุมชนแห่งการค้าและมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง
 
       ณ เมืองพาราณสีเมื่อกาลก่อน รุ่งเรืองด้วยชุมชนแห่งการค้าพาณิชย์ มีพ่อค้าหลายตระกูลประกอบสัมมาชีพแข่งขันกัน ต่างก็รุ่งเรืองสืบต่อกิจการค้าขายแก่ทายาทของตนไม่ขาดช่วง
สุชาตกุมาร ก็เป็นหนึ่งในบุตรพ่อค้านายหนึ่งที่เป็นทายาทตระกูลเศรษฐีใหญ่ประจำพระนคร กุมารน้อยผู้นี้เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มก็ขยันขันแข็งช่วยบิดามารดาทำการค้าอย่างตั้งใจ

สุชาตกุมารบุตรชายของตระกูลเศรษฐีใหญ่ประจำพระนครพาราณสี
 
สุชาตกุมารบุตรชายของตระกูลเศรษฐีใหญ่ประจำพระนครพาราณสี
 
       การปรนนิบัติเลยแม้แต่น้อย สุชาตกุมารจึงได้รับความรักและคำให้ศีลให้พรจากผู้ให้กำเนิดทุกวันมิได้ขาด “ เจริญรุ่งเรืองนะ ลูกรักของแม่ ขอให้ได้สิ่งดีงามจงบังเกิดแก่ตัวเจ้า
ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้นะลูกรัก ” “ ขอบพระคุณขอรับท่านแม่ ” เศรษฐีเองก็รักใคร่เมตตาบุตรคนนี้ไม่น้อยไปกว่าที่มารดารัก
 
สุชาตกุมารได้ปรนนิบัติบิดาของตนมิได้ขาดตกบกพร่อง
 
สุชาตกุมารได้ปรนนิบัติบิดาของตนมิได้ขาดตกบกพร่อง
 
      ในยามใดที่สุชาตกุมารเข้ามาดูแลเอาใจใส่ก็จะอบรมและมอบความรู้ทางการพาณิชย์ที่ตนมีให้อย่างไม่ปิดบัง “ ลูกเอ๋ย ตระกูลของเราทำการค้าขายสำคัญที่สุดก็คือ ความซื่อสัตย์
สุจริตต่อลูกค้า เจ้าจงจำไว้ให้ดีนะ คุณธรรมข้อนี้จะทำให้เจ้าประสบความสำเร็จได้ ” “ ขอรับท่านพ่อ ลูกจะจำไว้ให้ขึ้นใจเลยขอรับ ”
 
สุชาตกุมารปรนนิบัติมารดาของตนเช่นเดียวกันกับบิดา
 
สุชาตกุมารปรนนิบัติมารดาของตนเช่นเดียวกันกับบิดา
 
       “ อืม เอาล่ะ พอแล้วละลูก ลูกกลับไปดูแลแม่ของเจ้าบ้างเถิด สุขภาพของนางก็ถดถอยลงไปมากแล้ว ”วันเวลาเคลื่อนคล้อยไปตามกาล สุชาตกุมารเติบโตพ้นวัยหนุ่มน้อยได้
ไม่พ้นวสันต์ฤดู มารดาอันเป็นที่รักก็ล้มเจ็บและจากไป ยังความโศกเศร้ามาสู่ครอบครัวและหมู่ญาติไม่น้อย โดยเฉพาะท่านเศรษฐีผู้เป็นบิดานั้นน่าเห็นใจกว่าใคร ๆ
 
มารดาของสุชาตกุมารได้<a href=http://www.dmc.tv/pages/about/page07.html title='เสียชีวิต' target=_blank><font color=#333333>เสียชีวิต</font></a>ลงนำมาซึ่งความเศร้าโศกให้กับคนในครอบครัวยิ่งนัก
 
มารดาของสุชาตกุมารได้เสียชีวิตลงนำมาซึ่งความเศร้าโศกให้กับคนในครอบครัวยิ่งนัก
 
       เพราะเผาศพภรรยาเปาเถ้ากระดูกไปยังไม่ทันหายคิดถึง พระอรหันต์ในบ้านของท่าน คือบิดาอันเป็นที่รักที่เคารพสูงสุดก็มาสิ้นชีวิตจากไปอีกคน “ นี่เราทำบาปทำกรรมอันใดเอาไว้
ถึงต้องมาทนทุกใจเช่นนี้ ภรรยาเพิ่งจากไปไม่ทันไร บิดาอันเป็นที่เคารพรักของเรา ก็ยังมาจากไปอีกคน ฮือ ฮือ ความเศร้าโศกนี้เรารับไม่ได้จริง ๆ
 
บิดาของท่านเศรษฐีได้ตายจากไปหลังจากที่ภรรยาของเขาเผาไปได้ไม่นาน
 
บิดาของท่านเศรษฐีได้ตายจากไปหลังจากที่ภรรยาของเขาเผาไปได้ไม่นาน
     
       ฮือ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ไม่น่าเลย ต่อไปลูกจะอยู่อย่างไร ฮือ ๆ ท่านพ่อ ” บิดาของชาตกุมารเสียใจในการจากไปครั้งนี้อย่างมากเกินประมาณ เสียงร้องไห้คร่ำครวญของพ่อค้าใหญ่แห่งพาราณสี
ดังติดต่อกันตั้งแต่วันเผาศพบิดาข้ามวันข้ามคืนจนถึงวันบรรจุเถ้ากระดูก แม้กระทั่งเถ้ากระดูกของบิดาถูกบรรจุเรียบร้อยแล้วท่านเศรษฐีก็ยังเศร้าโศกไม่เป็นอันค้าขายอยู่อย่างนั้น

ท่านเศรษฐีเสียใจกับการจากไปของภรรยาและบิดาของตนเป็นยิ่งนัก
 
ท่านเศรษฐีเสียใจกับการจากไปของภรรยาและบิดาของตนเป็นยิ่งนัก
 
       “ ท่านพ่อ ท่านพ่อของลูก ท่านพ่อของลูกจากลูกไปแล้ว ฮือ ฮือ ” นอกจากดอกไม้ที่แต่งสถูปแล้ว ท่านเศรษฐียังนำอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้บิดาผู้วายชนม์มิได้ขาด “ วันนี้ลูก
นำข้าวมธุปายาสมาให้ พร้อมน้ำผึ้งเดือนห้า หอมหวานอย่างที่ท่านพ่อชอบกิน แล้วลูกจะอยู่เป็นเพื่อนมิให้ท่านพ่อต้องเหงาเลย ”
 
ท่านเศรษฐีได้นำอาหารหวานคาวมาให้บิดาของตนที่สถูปเปรียบเสมือนว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
 
ท่านเศรษฐีได้นำอาหารหวานคาวมาให้บิดาของตนที่สถูปเปรียบเสมือนว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
 
       เหตุปริเวทนาที่เศรษฐีกระทำนี้ เป็นทุกข์โศกใหญ่หลวงซึ่งหาประโยชน์ใด ๆ มิได้ นาน ๆ วันจึงร่ำลาสถูปของบิดากลับไปบ้านเรือนตนสักครั้ง แต่กระนั้นเมื่อฟ้าเริ่มสาง ก็จะรีบร้อน
นำอาหารกลับมาเซ่นไหว้บิดาอีก โดยไม่สนใจทำการค้าหรือดูแลบุตรบริวารดังเช่นเคย “ เฮ้ย นี้ฟ้าสางแล้วหรือนี่ มะ ไม่ได้ เราต้องรีบนำอาหารไปให้ท่านพ่อที่สถูป ”
 
ท่านเศรษฐีมีทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวงกับการสูญเสียบุคคลที่ตนรักไปถึง 2 คน
 
ท่านเศรษฐีมีทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวงกับการสูญเสียบุคคลที่ตนรักไปถึง 2 คน
  
       แม้ยามค่ำคืนก็จะจุดตะเกียงให้แสงสว่างแก่กระดูกของบิดาในสถูปดุจกันกับการปรนนิบัติในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ “ คอยลูกหน่อยนะขอรับท่านพ่อ อย่าเพิ่งกลัวความมืด
เดี๋ยวลูกจะนำตะเกียงมาให้ท่านแล้ว ” ทุกความเป็นไปของเศรษฐีอยู่ในสายตาห่วงใยของสุชาตกุมารทั้งสิ้น
 
ท่านเศรษฐีนำตะเกียงมาจุดให้แสงสว่างแก่สถูปบิดาของตนในยามค่ำคืน    

ท่านเศรษฐีนำตะเกียงมาจุดให้แสงสว่างแก่สถูปบิดาของตนในยามค่ำคืน
 
       ยังความกลัดกลุ้มใจอยากให้บิดาของตนรำลึกกฎแห่งความจริงของชีวิตขึ้นมาเสียที แต่ยังคงคิดหาอุบายไม่ได้ “ เอ้ เราจะทำยังไงดีนะ ถึงจะช่วยท่านพ่อของเราให้คลายเศร้าโศก
กลับมาเป้นท่านพ่อคนเดิมเสียที เฮ้อ ท่านพ่อลูกจะทำเช่นไรดี ” จนกระทั่งวันหนึ่งสุชาตกุมารได้บังเอิญไปพบว่ามีวัวถึกตัวหนึ่ง

ความโศกเศร้าของท่านเศรษฐีได้อยู่ในสายตาของสุชาตกุมารตลอดเวลา
 
ความโศกเศร้าของท่านเศรษฐีได้อยู่ในสายตาของสุชาตกุมารตลอดเวลา
  
       นอนตายอยู่ในสระน้ำไม่ไกลจากสถูปของปู่เท่าใดนัก ความมีสติระลึกรู้ปัจจัยแห่งทุกข์ ทำให้สุชาตกุมารคิดอุบายช่วยบิดาได้ในตอนนั้นนั่นเอง “ วัวที่ไหนมานอนตายอยู่แถวนี้นะ
วัวตาย ห๊ะ คิดวิธีที่จะช่วยท่านพ่อได้แล้ว วัวตัวนี้ตายแล้วแต่ก็ยังมีซากร่างกายเห็น ๆ อยู่ เราจะทำอุบายเช่นเดียวกับบิดาดูแลปู่ ซึ่งเป็นเถ้าถ่านนั้น ”
 
สุชาตกุมารพบซากวัวนอนตายอยู่ในสระน้ำไม่ไกลจากสถูปปู่ของตนมากนัก
 
สุชาตกุมารพบซากวัวนอนตายอยู่ในสระน้ำไม่ไกลจากสถูปปู่ของตนมากนัก
 
       เวลาถัดมาชาวพาราณสีก็พบว่าสุชาตกุมารกระทำพฤติกรรมประหลาดโจทย์จันกันอื้ออึง สุชาตกุมารก็แสร้งไม่สนใจ พูดคุยกับซากศพวัวตัวนั้นให้กินหญ้าต่อไป “ เราเอาหญ้าอ่อน ๆ
มาให้เจ้ากิน ลูกขึ้นมากินสิ หญ้าอ่อน ๆ ของโปรดเจ้ามิใช่เหรอ ” เมื่อเวลาผ่านไปชั่วยามหนึ่ง
 
สุชาตกุมารคิดแผนการที่จะทำให้พ่อของตนให้หายจากอาการเศร้าโศกจากการสูญเสียพ่อและภรรยาผู้เป็นที่รัก
 
สุชาตกุมารคิดแผนการที่จะทำให้พ่อของตนให้หายจากอาการเศร้าโศกจากการสูญเสียพ่อและภรรยาผู้เป็นที่รัก
 
       ญาติและบริวารของตระกูลก็นำเหตุผิดวิสัยของสุชาตกุมารไปแจ้งแก่ท่านเศรษฐีที่สถูป นับเป็นสิ่งที่น่าตกใจอย่างยิ่ง “ ท่านเศรษฐีขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ นายน้อยสุชาตกุมาร
ตอนนี้เสียสติเป็นบ้าไปแล้ว อยู่ ๆ ก็เอาหญ้าไปป้อนวัวที่นอนตายอยู่ริมน้ำในสระด้านโน้น รีบไปดูเถิดขอรับท่านเศรษฐี ”

สุชาตกุมารนำหญ้าอ่อน ๆ มาให้ซากวัวที่ตายกินในทุก ๆ วัน
 
สุชาตกุมารนำหญ้าอ่อน ๆ มาให้ซากวัวที่ตายกินในทุก ๆ วัน
 
       “ นั่นนะสิ เจ้าอย่ามัวมานั่งเฝ้าสถูปอยู่เลย ลูกชายเจ้าเป็นบ้าไปแล้วไปดูสิ ” “ โน่นๆ ลูกของท่านอยู่ทางโน้น ” “ ลูกพ่อ เร็วเข้าเถิด รีบพาข้าไป ” แล้วภาพที่เศรษฐีพาราณสีเห็นประจักษ์
แก่สายตาตัวเองก็คือ การปริเวทนา ร่ำพิไรของบุตรชายซึ่งคล้ายกันกับที่ตัวเขาเองได้กระทำแก่สถูปของบิดานั่นเอง
 
สุชาตกุมารมานั่งร้องเรียกให้ซากวัวตายขึ้นมากินหญ้าในทุก ๆ วันอย่างสม่ำเสมอ
 
สุชาตกุมารมานั่งร้องเรียกให้ซากวัวตายขึ้นมากินหญ้าในทุก ๆ วันอย่างสม่ำเสมอ
 
       “ เดี๋ยวพรุ่งนี้ ฉันจะเอาหญ้าอ่อน ๆ สด ๆ ใหม่ ๆ แล้วก็ถั่วงา  มาเพิ่มให้เจ้าอีกนะ เจ้าวัวเอ๋ย ” แม้เศรษฐีจะห้ามปรามเท่าไหร่ สุชาตกุมารก็มิใยดี ยังแสร้งห่วงใยพร่ำบ่นให้วัวกินหญ้า
อยู่เช่นเดิม “ โธ่ ลูกเอ๋ย วัวมันตายไปแล้ว ไม่อาจจะกินหญ้ากินน้ำได้อีกแล้วนะลูก เจ้าจงคืนสติเสียเถอะนะลูกรักของพ่อ ”
 
บริวารของท่านเศรษฐีนำ<a href=http://www.dmc.tv/articles/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2.html title='ข่าว' target=_blank><font color=#333333>ข่าว</font></a>สุชาตกุมารเอาหญ้าไปให้ซากวัวตายแก่ท่านเศรษฐี
 
บริวารของท่านเศรษฐีนำข่าวสุชาตกุมารเอาหญ้าไปให้ซากวัวตายแก่ท่านเศรษฐี
 
       “ ลุกมากินหญ้าสิ นี่หญ้าอ่อน ๆ ของโปรดเจ้ามิใช่หรือ ลุกสิเจ้าวัวเอ๋ย ” “ เจ้าก็นับเป็นบัณฑิต ผู้รู้ เป็นทายาทแห่งตรพกูลของเรา อย่าได้กระทำสิ่งอันเป็นไปไม่ได้เช่นนี้เลยลูก
จะอับอายเขาไปทั้งเมืองนะ ลูกพ่อ ” สุชาตกุมารเห็นบิดาห่วงใย ให้ข้อคิดอย่างสมคะเน แล้วก็เร่งกล่าวให้สติบิดากลับไปตามอุบาย

ท่านเศรษฐีเร่งรีบไปหาสุชาตกุมารบุตรชายของตนที่ท่าน้ำ
 
ท่านเศรษฐีเร่งรีบไปหาสุชาตกุมารบุตรชายของตนที่ท่าน้ำ
 
       “ ท่านพ่อ วัวตัวนี้หาได้มีชีวิตแล้ว เหมือนท่านปู่ของลูกเช่นกัน แต่ยังมีศีรษะ มีปาก มีร่างกาย หู หาง ครบถ้วนอยู่ ย่อมต้องกินหญ้าที่ลูกนำมาเซ่นได้สิขอรับ ” “ มันกินไม่ได้หรอกลูกเอ้ย
มันตายไปแล้ว ” “ ลูกเข้าใจว่ามันต้องกินหญ้านี้ได้ เพราะขนาดท่านปู่มิได้มีร่างกายเหลืออยู่แล้ว
 
ท่านเศรษฐีได้มาเห็นภาพลูกชายของตนกำลังเรียกซากวัวตายให้ลุกมากินหญ้า
 
ท่านเศรษฐีได้มาเห็นภาพลูกชายของตนกำลังเรียกซากวัวตายให้ลุกมากินหญ้า
 
       เหลือเพียงเถ้ากระดูกมนสถูป แต่ท่านพ่อยังนำดอกไม้เครื่องหอมต่าง ๆ แล้วก็อาหารคาวหวานไปร้องบอกท่านปู่ให้กินอยู่เลยขอรับ ” เศรษฐีได้ฟังบุตรชายพูด ก็คืนสติระลึกได้ว่า
ตนได้กระทำสิ่งผิดธรรมชาติไปแล้ว “ นี่เราเศร้าโศกจนทำให้ขาดสติได้ถึงเพียงนี้เลยหรือนี่ เช่นนี้พ่อรู้แล้ว ว่าสังขารทั้งปวงล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ ไม่จีรังยั่งยืนเป็นธรรมดา
 
ท่านเศรษฐีได้อธิบายให้ลูกชายของตนเลิกทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
 
ท่านเศรษฐีได้อธิบายให้ลูกชายของตนเลิกทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
 
       ต่อแต่นี้ไป พ่อจะเลิกเศร้าโศกเวทนาดังนี้อีก เฮ้อไม่น่าเลยเรา บุตรของพ่อเอ๋ย ขอบใจเจ้านักที่ทำให้พ่อคืนสติ ขอให้เจ้าจำเริญ ๆ เถอะลูกรัก นำพาตระกูล เหล่าวงศาคณาญาติ
และก็บริวารของเรา ไปสู่ความสุขสมบูรณ์ต่อไปเถิด ” “ ขอรับท่านพ่อ ลูกดีใจแล้วก็มีความสุข ที่ท่านพ่อจะได้กลับมาเป็นท่านพ่อคนเดิมของลูกขอรับ ”
 
สุชาตกุมารได้อธิบายถึงเหตุผลที่สร้างเหตุเพราะต้องการให้บิดาได้คลายจากความเศร้าโศก
 
สุชาตกุมารได้อธิบายถึงเหตุผลที่สร้างเหตุเพราะต้องการให้บิดาได้คลายจากความเศร้าโศก
 
       เมื่อสุชาตกุมารถอดถอนความทุกข์โศกให้บิดาแล้ว ก็เริ่มต้นทำการค้าตามรอยบรรพบุรุษ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เป็นเศรษฐีแห่งพารารสีสืบต่อไปเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส
สุชาตชาดก จบแล้ว ก็ประชุมชาดกดังนี้ 
 
 
 
เศรษฐีผู้เป็นบิดา กำเนิดเป็น กุฎุมพีเศรษฐีแห่งสาวัตถี
สุชาตกุมาร เสวยพระชาติเป็น พระพุทธเจ้า
 

รับชมคลิปวิดีโอสุชาตกุมารชาดก ชาดกว่าด้วย การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นทุกข์
ชมวิดีโอสุชาตกุมารชาดก ชาดกว่าด้วย การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นทุกข์   Download ธรรมะสุชาตกุมารชาดก ชาดกว่าด้วย การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นทุกข์
 

 





พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      สุขวิหารีชาดก ชาดกว่าด้วยสุขอันเกิดจากการบรรพชา
      คังเคยชาดก ชาดกว่าด้วยผู้ชอบโอ้อวด
      โรหนมิคชาดก ชาดกว่าด้วยความรักในสายเลือด
      กุมภชาดก ชาดกว่าด้วยโทษของสุรา
      พันธนโมกขชาดก ชาดกว่าด้วยการหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด
      กุททาลชาดก ชาดกว่าด้วยความชนะที่ดี
      สสปัณฑิตชาดก ชาดกว่าด้วยผู้สละชีวิตเป็นทาน
      กายนิพพินทชาดก ชาดกว่าด้วยความเบื่อหน่ายร่างกาย
      กุกกุฏชาดก ชาดกว่าด้วยว่าด้วยผลของการไม่เชื่อง่าย
      เสยยชาดก ชาดกว่าด้วยคบคนประเสริฐก็ประเสริฐ
      ผลชาดก ชาดกว่าด้วยความสามารถในการดูผลไม้
      สาลิยชาดก ชาดกว่าด้วยหมอผู้โชคร้าย