Jump to content


Photo
- - - - -

ลดความเครียดโดยใช้สติ – สมาธิ – ปล่อยวาง


  • You cannot start a new topic
  • Please log in to reply
10 replies to this topic

#1 ฟ้ายังฟ้าอยู่

ฟ้ายังฟ้าอยู่
  • Members
  • 2,511 posts

Posted 15 January 2006 - 12:52 PM

[attachmentid=1177]

ลดความเครียดโดยใช้สติ – สมาธิ – ปล่อยวาง


โรคทางกายในปัจจุบันสำรวจพบได้ง่ายดายว่า โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคที่เกี่ยวกับอุบัติเหตุ โรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดทั่วร่างกาย เป็นปัญหาของสังคมปัจจุบัน แต่ด้วยวิทยาการก้าวหน้าในทุกสาขา โรคต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการเยียวยา ผ่าตัดรักษาให้หายได้ไม่ยากนัก แต่โรคทางด้านของจิตใจ เช่น โรคจิตเภท โรคประสาท โรคซึมเศร้า อันมีสาเหตุมาจากความเครียด จากปัญหาของสังคม ทั้งสังคมทั่วไป เช่น การแข่งขันในด้านต่าง ๆ และปัญหาของสังคมครอบครัว ซึ่งมักจะมีความแตกแยก มีการทอดทิ้งหรือละเลยในการอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเมตตา ความเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัว “ปัญหาของสังคมที่ทำให้ประชาชนคนไทยเผชิญหน้ากับสภาวะเครียดเพิ่มมากขึ้น มีอาการหรือโรคซึมเศร้าเพิ่มมากขึ้น มีการฆ่าตัวตายทั้งในวัยผู้ใหญ่ วัยกลางคน และเริ่มจะเข้ามาปรากฏในวัยรุ่นด้วย ซึ่งพบเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เป็นระยะ ๆ”

การหล่อหลอมหรือช่วยเหลือจากสังคมในสมัยนี้เห็นว่ามีอยู่ แต่ก็ช่วยได้ไม่มาก นักเพราะเรี่ยวแรงของความช่วยเหลือมีไม่ เพียงพอกับความต้องการ และดูว่าผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะเครียด ซึมเศร้าขั้นรุนแรงนั้นก็ไม่ทราบ เสียด้วยซ้ำว่า จะไปพึ่งพาขอความช่วยเหลือจากที่ใดได้บ้าง

ทางด้านครอบครัวปัจจุบันนี้ พ่อแม่อยู่ห่างกันพอสมควรในชีวิตประจำวันด้วยความจำเป็นทางด้านการงาน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม รวมทั้งเด็ก ๆ ในครอบครัวเองก็ต้องแข่งขัน ต้องเรียนเช้าจรดเย็น และอาจยังต้องกวดวิชานอกเวลาอีกต่างหาก ทำให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันมีน้อย เวลาที่จะอบรมสั่งสอน ให้ความรัก ให้ความอบอุ่นต่อกันมีไม่มากเพียงพอ แม้แต่ในเด็กเล็กในปัจจุบันจะตกไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยอนุบาลของสถานที่ทำงาน หรือส่วนใหญ่จะถูกส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลจึงห่างเหินพ่อแม่ไปพอสมควร เมื่อเติบโตขึ้นจะไม่เกิดความเข้มแข็ง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจนั้นไม่สามารถมีสิ่งใดมาทดแทนได้

ในขณะนี้วงการแพทย์จึงมองว่า ผู้ใหญ่ในวัยทำงาน วัยพ่อแม่ วัยหลักของครอบครัวน่าจะต้องเป็นหลักหรือเป็นตัวตั้งให้กับสถาบันครอบครัวและสมาชิกในครอบครัวให้ได้ สามารถแก้ไขปัญหา แก้ไขความทุกข์ของตนเองและครอบครัวให้ได้ จึงจะต้องมีความเข้มแข็งทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ หาก ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบในทางลบสู่บุคคลในครอบครัวและบุคคลแวดล้อมในสังคมทันที

ข้อมูลจากข่าวสารกรมสุขภาพจิต ISSN 0125-6475 ให้คำแนะนำว่า ทางออกเบื้องต้นโดยไม่ต้องลงทุนแต่ได้ผลคุ้มค่าโดยยึดหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยมีแนวทางประพฤติปฏิบัติให้เกิดความสุข ความราบรื่นในงาน ในครอบครัวและในสังคมรอบข้างอย่างครบถ้วน หลักของ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” มีดังนี้

1. การมีสติ พุทธพจน์ที่ว่า ดูก่อนภิกษุ คถาคตกล่าวว่า สติช่วยในกิจทั้งปวง และสติสามารถฝึกและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นตัวยับยั้งไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน การมีสติเป็นการพัฒนาฝีมือของเราขึ้นมาก หากแม้จะไม่สงบก็ลดความฟุ้งซ่านได้ เช่น ขณะกำลังพิมพ์งานความวุ่นวายของคนรอบข้างจะเข้ามา แต่เราอยู่ด้วยใจที่จดจ่อจับกับลมหายใจทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

2. การใช้สมาธิ ลองคิดดูเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน งานก็จะผิดพลาดเป็นประจำ คิดอะไร เขียนอะไร จำอะไรก็ไม่ดี จิตใจหวั่นไหว ใครมาพูดกระทบแสดงความไม่พอใจ กล่าวกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ต้องใช้ความอดทน การนั่งเฉย ๆ แล้วเอาจิตมาผูกกับลมหายใจ เพียงแต่รับรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ที่เป็นจริง ต่อเนื่อง ตามลมหายใจ ความคิดก็ค่อย ๆ ไตร่ตรองแล้วก็หายใจเงียบ ๆ ประมาณ 5-10 นาที

3. การอยู่กับปัจจุบัน คือการแผ่เมตตา ปรารถนาดี ซึ่งมีอยู่จริง ๆ ในจิตของเรา ทำให้น้อมจิตแผ่เมตตา แบ่งความสุขไปยังทุกคนในที่ทำงานทุกทิศทุกทาง โดยทำความรู้จักกับลมหายใจเข้าออกให้ชัดเจน ใครที่ทำให้ตนเองทุกข์ใจ ร้อนใจ ขัดเคือง เราก็ให้อภัยเขา ไม่เอามาคิด ที่จะทำให้ใจของเราเป็นสุข ไม่มีเวรและเป็นภัยต่อกัน

4. การปล่อยวาง คือ การไม่จมอยู่กับงานจนมั่นหมายเป็นบ้า ไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึงและการสลัดตนให้พ้นจากความรู้สึก หรือภาพประทับใจเก่า ๆ ที่มาเกาะกุมจิตใจโดยไม่รู้ตัว

5. การสวดมนต์ กล่าวว่า จะทำให้จิตใจของเรายึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นการฝึกจิตให้สงบ และมีสมาธิ จากการวิจัยของ นายแพทย์อีริค แลนเดอร์ ซึ่งเป็นแพทย์ทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกากล่าวว่า หากรู้จักปลีกเวลาสัก 1 ชั่วโมง หลาย ๆ ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อการสวดมนต์เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงในร่างกายและสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี

สิ่งที่แนะนำมาเบื้องต้นไม่ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถกระทำเองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยเงินทอง จะมีประโยชน์ 2 ส่วน คือ ตัวเราเองมีความสุข ความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างก็ดี งานก็สำเร็จ สัมฤทธิผล มีคุณค่าต่อสังคม เพราะว่ารู้จักนำธรรมะมาใช้กับงานอย่างถูกต้อง.

“นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์”


---------------------------------------------------------------
ที่มา

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (ออนไลน์) วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2548
ภาพจาก thaipetlover.com

Attached Files



#2 Pro

Pro
  • Members
  • 134 posts

Posted 15 January 2006 - 01:53 PM

ผมชอบใช้วิธีที่ 4 มากสุดครับ
ยิ้มแล้วรวย อ่านกระทู้อยู่ก็ยิ้มได้ครับ

#3 *ผู้มาเยือน*

*ผู้มาเยือน*
  • Guests

Posted 15 January 2006 - 05:24 PM

ผมชอบสวดมนต์กับแผ่เมตตา ความปรารถนาดี

dangdee

#4 เถลิงเกียรติ

เถลิงเกียรติ
  • Members
  • 760 posts
  • Interests:N/A

Posted 15 January 2006 - 06:11 PM

บทความแนะนำดีครับ..แต่จะดีมากกว่านี้ถ้า ดู DMC เข้าชั้นเรียนโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันทุกวันแล้วตั้งใจฟังคุณครูไม่ใหญ่ และทำตามหัวหน้าชั้นท่านพาทำ และดูจนจบคือ นั่งสมาธิครับ..
.......................................................

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ กระทู้ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นใน DMC.tv นี้
อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างหรือเกี่ยวข้องกับ วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์
ดังนั้นเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนถ้าไม่ตรงกับความคิดเห็นของท่านใด ขออย่าได้มีอคติก่อน
แต่ถ้าตรงกับความคิดเห็นของท่านผู้ใด ขออย่าได้เชื่อไปก่อน
ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าเรื่องที่แสดงความเห็นเป็นแนวคิดของข้าพเจ้า
และข้อมูลที่ค้นคว้าเพื่อเสริมสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
ซึ่งอาจจะถูกบ้างผิดบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็จะเป็นประโยชน์ เป็นข้อมูลหนึ่ง กับท่านที่ศึกษาทางพุทธศาสตร์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อว่า แต่ละคนก็มีกรรมเป็นของตนเอง เราเป็นทายาทแห่งกรรม
ทำดีตามครูไม่ใหญ่ ต้องได้ดีแน่นอน
และสรุปได้ว่า การเอาธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการดำรงชีวิตไม่เคยล้าสมัย สามารถใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย

ถึงจะเป็นตะเกียงดวงน้อยด้อยแสง แต่ไฟแรงจุดติดดวงอื่นได้
ไม่เสียดายให้แสงสว่างกับผู้ใด ชักนำใจให้สว่างเพียงแต่ธรรม



#5 xlmen

xlmen
  • Members
  • 978 posts

Posted 15 January 2006 - 10:22 PM

เครียดไปทำไมนะ??? หรือเราไม่รักตัวเอง??? ไม่รักตัวเองมันบาปหรือป่าว??
ถ้าเรารักสุขเกลียดทุกข์ อย่าปล่อยให้ความเครียดครอบงำนะครับ
หยุดเหมือนรถเบรค นิ่งเหมือนน้ำในโอ่งที่ปราศจากลม แน่นเหมือนหลักที่ปักลงในเลน
ไม่สั่นคลอน ใสเหมือนน้ำที่ปราศจากตะกอน

#6 Moji

Moji
  • Members
  • 24 posts

Posted 19 January 2006 - 10:53 AM

ข้อ3 ได้ผลดีจริงๆค่ะ เพราะวันๆนึงจะมีคนมาพูดมาไข้หูเราเยอะมาก แต่ถ้าเราไม่เก็บมาใส่ใจ ใจเราจะสบายค่ะ และไม่เป็นการก่อเวรแบบไม่รู้จบสิ้นด้วย คือหยุดที่ตัวเรา เหมือนบทความเรื่องดินสอกับยางลบ อ่านแล้วชอบมากๆ อยู่ในเวบนี้ค่ะ ใครยังไม่อ่าน ลองอ่านดูนะคะ

#7 ideal

ideal
  • Members
  • 605 posts
  • Gender:Male
  • Location:TRANG
  • Interests:-

Posted 28 January 2006 - 01:04 AM

3. การอยู่กับปัจจุบัน อันนี้ผมใช้อันนี้


DMC The only one

ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี้แหละเป็นตัวสำเร็จ
ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย


คติธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

#8 ป่าน072

ป่าน072
  • Members
  • 371 posts
  • Location:โคราช
  • Interests:การศึกษาต่อในวิชา วิทยาศาสตร์<br />วิศวะปิโตรเคมี

Posted 22 August 2006 - 03:29 PM

เป็นวิธีที่ดีมากเลยนะคะ
เมื่อดวงตาปิดสนิมอย่างละมุน
ไม่มีลุ้นเร่งจองมองที่หมาย
ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย
ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง

#9 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2,378 posts
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

Posted 23 October 2006 - 06:39 PM

ผมใช่สมาธิรักษาใจครับ
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี

#10 *วุ่นเส้น*

*วุ่นเส้น*
  • Guests

Posted 05 September 2011 - 01:26 AM

หนูชื่อน้อง วุ้นเส้น นะคะ....ปกติหนูเป็นคนอ้วนนิดหน่อยแต่แบบสมบรูณ์คะ....แต่ ว่ามันก็ไม่ได้เยอะแยะมากมายอะไรพอเข้า ใจได้นะคะ.... ในฐานที่บ้านของหนูเองอ้วนกันทั้งบ้านอยู่แล้ว.....น้ำหนักหนูปกติก็อยู่ ที่......ประมาณ67 กก.(ก็ ไม่เยอะนะค่ะ ลองดูส่วนสูงก่อนคะ) ส่วนสูงของหนูอยู่ที่...168ซม.หนูคิดของหนูเองนะคะว่ามันก็ไม่เยอะอะไร(ใน ความคิดของหนู) แต่พอตัวหนูเองเริ่มรู้วิธีการคำนวนน้ำหนักมาตราฐานแล้วก็ทำเอาหนูตกใจนิด หน่อยคะ....เกินมาตั้ง 15 กิโลแหนะ.... จนหนูมาสำนึกตัวอีกทีก็ตอนที่เสื้อผ้าเริ่มใส่ไม่ได้แล้ว เครียดคะ.... เพื่อนสนิทเริ่มทักคะ นึกว่าหนูเป็นหมูอ้วนคะ อิอิ(แต่ตอนนั้นขำไม่ออกนะคะ)เข้าใจเลยคะ การเปลี่ยนแปลงมันเป็นยังไง อยากเก็บตัวไปลดน้ำหนักซัก3เดือนเลย ที่เดียว แล้วก็เอาจริง คะ เคยลองมาเยอะคะ กับการลดน้ำหนัก ยาลดน้ำหนัก คอร์สลดน้ำหนัก อดอาหาร กินอาหารเสริมแทนข้าว มีปวดตัวบ้างแล้วแต่กิจกรรม แต่ไม่นานก็คืนสภาพเป็นหมูอ้วน บวกกับดูข่าวมาว่า....น้องที่ เรียนมอปลาย ที่เป็นพริตตี้ เค้ากินยี้ห่อเดียวกับหนูเลยคะ.....แล้วดันเสียชีวิต เพราะยามันไม่มี อ.ย. ด้วย หนูเลย ตัดสินใจเลิกคะ ปล่อยไปตามอัตภาพดีกว่า....จนเพื่อนหนูแนะนำให้รู้จักพี่คนนึงคะ.....เค้าทำ งานให้คำปรึกษาเกี่ยว กับด้าน....การลดน้ำหนักและความสวย ความงามโดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อนในบรอดแนะนำเบอร์พี่เค้ามาเยอะเลย.....ก็เลย ลองโทรไปปรึกษาดูคะ บวกกับดูเวปเค้าแล้วเกิดความหวังอีกครั้ง เลยลองบอกต่อเพื่อนๆมานะคะ เวลา...ผ่านไปเดือนกว่าๆแล้วคะ ลดน้ำหนักได้ผลใน1สัปดาห์ แต่พี่เค้า บอกว่า.... อยู่ที่สภาพร่างกายของแต่ละคนด้วยนะคะ.....(พี่เค้าพูดตรงๆดี) เค้าบอกว่า....เคสหนูโชคดีคะ....กินยา ลดน้ำหนักมาแล้ว แต่ก็ยังลงได้เร็วกว่าคนอื่นๆนะคะ ตอนนี้น้ำหนักหนูอยู่ที่.... 59กิโลคะ มีความสุขมากๆคะ พบ กับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยทีเดียว....ได้ผลจริงๆคะ....หนูเลยลองมาบอก เพื่อนๆต่อคะ


ดูเวปเค้าได้ที่นี้นะคะ....>>>> http://meshielvingbr...igetweb.com<<<<

ติดต่อ....เบอร์ พี่เขา เบอร์นี้เลยก็ได้ค่ะ >> 0838576324<< แต่ถ้าไม่กล้าโทไปหรือพี่เค้ายังไม่รับโทสับก็ เข้าไปลงข้อมูลไว้ในเวปเหมือนเพื่อนหนูก่อนก็ได้นะคะ เห็นเพื่อนบอกว่าเค้าโทกลับมาแนะนำเหมือนกันคะ ถ้าดีก็ บอกต่อนะคะคนเคยเซ็งเหมือนกันคะโทรหาเขาโดยตรงเลยก็ได้คะ ชื่อคุณ มาตินเบอร์นี้เลยค่ะ

>>>> 0838576324<<<< หรือจะเปน [Email> [email protected]


#11 *ไกลกังวล*

*ไกลกังวล*
  • Guests

Posted 05 September 2011 - 10:51 PM

การมีสมาธิในสิ่งที่ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) จะทำให้มีความสุขที่แท้จริง (จากการที่ร่างกายหลั่งสาร endophin) ทำให้ร่างการมีภูมิต้านทานต่อโรคทุกชนิด