ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

งดเนื้อสัตว์


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 20 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 แม่ยาคูส์

แม่ยาคูส์
  • Members
  • 37 โพสต์

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 02:29 PM

งดทานเนื้อสัตว์แบบเขี่ย ไม่ทราบว่าทำอย่างนี้พอจะงดบาปได้หรือเปล่าค่ะ

#2 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 02:54 PM

หากงดทานเนื้อสัตว์ (แบบเต็มบริบูรณ์) แต่ยังคงบี้มด ตบยุงอยู่ อย่างนี้ก็มีบาปจากการฆ่าสัตว์ตัดชีิวิตน่ะครับ

ตรงข้าม แม้ไม่ได้งดเนื้อสัตว์ หรืองดแบบเขี่ย (เช่นผม เห็นตับจะเขี่ยออก เพราะรู้สึกไม่ดีต่ีอสุขภาพ ถ้าทานเนื้อมากๆ) แต่ตั้งใจรักษาศีลข้อ 1 คือ ไม่ฆ่าสัตว์อย่างดี ยุงกัด ผมจะแค่เป่าๆ มันออกไป ถ้าอย่างนี้ ไม่มีบาปจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตน่ะครับ
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#3 somchet

somchet
  • Members
  • 900 โพสต์

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 03:45 PM

ทานเนื้อสัตว์ ไมไ่ด้บาปอะไร ถ้าไมไ่ด้สั่งให้เขาฆ่า และทานผักก็ไมไ่ด้บุญอะไร ให้กินแบบแร้ง คือ กินแต่ซากของมัน เราไม่กินมันก็เน่าเปื่อยไม่มีประโยชน์อะไร คิดซะว่า ให้กินง่ายอยู่ง่าย กินเพื่อให้มีชีวิตมาสร้างบารมีก็พอครับ

ลพ. ทัตตชีโว บอกถ้ากินผักแล้วได้บุญ พวกวัวควายคงไปนิพพานกันหมดแล้วครับ

#4 ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

    "ความเพียรเครื่องเผากิเลสพึงกระทำเสียแต่วันนี้"

  • Members
  • 2171 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ราชอาณาจักรสยามประเทศ
  • Interests:ADVANCE MEDITATION

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 04:52 PM

nerd_smile.gif ลองเข้าไปอ่านความเห็นเพิ่มในกระทู้นี้ดูนะครับ

ศาสนาพุทธห้ามฆ่าแต่ยังกินเนื้อ; http://www.dmc.tv/fo...st=0#entry34543

กระทู้ที่อาจเป็นประโยชน์; ธุรกิจผ้าไหมผิดศีลข้อ ๑ หรือไม่?; http://www.dmc.tv/fo...p?showtopic=546
"ปญฺญา นรานํ รตนํ ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน"
พระพุทธภาษิต


ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น

ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น
พระอมตะวจนา แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


[/color]
"...พระพุทธศาสนา บริบูรณ์ด้วยสัจธรรมที่เป็นสาระ และเป็นประโยชน์ในทุกระดับ
แต่จะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ภาวะปัจจุบัน
ด้วยศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง จึงจะเกิดเป็นประโยชน์ขึ้นได้..."

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒



"รู้ใดก็ไม่ประเสริฐ เท่ารู้แจ้งด้วยปัญญาธรรมอันเกิดมีในตน"

"อัศวินปฏิญาณตนเป็นคนกล้า
ดวงใจเปี่ยมคุณธรรม
ซื่อตรงยึดมั่นในวาจาสัตย์
อุทิศชีวิตพิชิตมาร"

[color="#990000"]ไชยานุภาพ ปราบหงสาวดี

#5 suppy001

suppy001
  • Members
  • 2210 โพสต์

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 06:36 PM

การงดการกินเนื้อสัตว์ ไม่ได้หมายความว่าทำให้การฆ่าหมดไป ตราบใดที่ยังมีการผูกเวรกันอยู่ตราบนั้นการฆ่าก็ยังมีอยู่ จะเห็นได้ว่าคนไม่ได้กินเนื้อคนแต่ก็มีการฆ่ากันแทบทุกชั่วโมงทีเดียว ดังนั้นชาวพุทธจะต้องมีความเห็นที่ถูกต้องในเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันความเชื่อประเภทนี้มีให้เห็นอยู่มากมาย ขอให้เชื่อตามพระพุทธเจ้าดีที่สุดครับ...สาธุ

#6 Dhamma Bot

Dhamma Bot
  • Members
  • 477 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 07:45 PM

ในพระไตรปิฎกของเรามีเรื่องราวชัดเจนนะครับ ว่าพระภิกษุสามเณรสมัยพุทธกาลท่านก็ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ (ตามแต่มีผู้ถวายมา) เช่นสามเณรรูปหนึ่งฉันปลาตะเพียน ในวันเดียวกันนั้นเอง ท่านปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหัตผล ส่วนพระเถระอรหันต์อีกรูปหนึ่งได้รับถวายและฉันแกงเนื้อเป็นประจำ เพราะอดีตชาติท่านเคยทำทานด้วยแกงเนื้อ และอธิษฐานจิตเอาไว้ครับ

#7 feyhong

feyhong
  • Members
  • 119 โพสต์
  • Location:13 หมู่ 1 ต.ท่าคล้อ อ.ก่งคอย จ.สระบุรี
  • Interests:computer,multimedai,wushu,miditation,the king

โพสต์เมื่อ 03 July 2008 - 08:45 PM

จะรู้วาบาปหรือไม่ให้ดูองค์แห่งศีลข้อ1ดังนี้ครับ

1. สัตว์นั้นมีชีวิต
2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต
3. มีจิตคิดจะฆ่าสัตว์นั้น
4. พยายามฆ่าสัตว์นั้น
5. สัตว์นั้นตายด้วยความพยายามนั้น

พระพุทธเจ้าได้ทรงห้ามเด็ดขาดไม่ให้พระภิกษุฉันเนื้อสัตว์ที่มีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้คือ

1.ฆ่าเองหรือใช้ให้เข้าฆ่า
2.มีส่วนรู้เห็นในการฆ่าหรือรู้ว่าเขาเพื่อเอามาถวาย
3.มีความรู้สึกรังเกียจเนื้อนั้น หรืออาหารนั้น

#8 กุ้งรพ.หัวหิน

กุ้งรพ.หัวหิน
  • Members
  • 201 โพสต์

โพสต์เมื่อ 04 July 2008 - 08:19 AM

ช่ายค่ะ บางคนตบยุงทั้งวัน บี้มดทีหลายสิบตัว แต่บอกว่ากินเจ (เหอะ) ถ้ากินผักแล้วไปสวรรค์ สวรรค์ไม่ว่างแล้วนะ มีน้องวัว น้องคาราบาว น้องช้าง น้องฮิปโป น้องแพะ น้องแกะ เค้าอยู่กันเต็มแล้วนะ เสียใจด้วย หุหุ

#9 สุภาพบุรุษ072

สุภาพบุรุษ072
  • Members
  • 597 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 July 2008 - 12:33 PM

งดทานเนื้อสัตว์ หรือกินเจนั้น ได้แค่ความสบายใจเท่านั้นเอง แต่จะถามว่าได้บุญไหม ขอตอบว่าไม่ได้ครับ ไม่งั้นวัว ควาย ที่กินหญ้า ก็คงเข้านิพพานกันหมดแล้ว ไม่ไปไถนาอยู่อย่างนั้นhappy.gif หลวงพ่อทัตตะเคยตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการงดเนื้อสัตว์ไว้ในรายการหลวงพ่อตอบปัญหาครับ เปิดดูนะhappy.gif
http://www.dmc.tv/pr...od_QA_eng.html#

#10 Shutter_B

Shutter_B
  • Admin
  • 49 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 04 October 2013 - 08:38 AM

:lol:  การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นทางมาแห่งบุญได้หรือไม่  :lol: 

จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหา โดยพระภาวนาวิริยคุณ

 

แนบไฟล์  J_st_Jame425x300_01.jpg   64.1K   47 ดาวน์โหลด


ถาม: หลวงพ่อครับ คนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าการกินอาหารมังสวิรัต หรือกินเจนั้นได้บุญ อยากกราบเรียนถามว่าจริงๆ แล้วได้บุญหรือไม่ครับ
 
คำตอบ: ถ้ากินเจแล้วได้บุญ ควายมันคงจะไปนิพพานก่อนมนุษย์ เพราะควายมันกินหญ้า กินเจมาตลอดชีวิตของมัน แต่ก็เห็นมันยังคงกินอยู่ในทุ่งเหมือนเดิม ไม่เห็นมันเหาะไปไหนสักที แล้วมันก็ไม่ได้ฉลาดเพิ่มขึ้นด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่จะฝากเป็นข้อเตือนใจเอาไว้ขั้นต้น

ประการที่ ๒. การได้บุญนั้นมันอยู่ที่การทำความดี การทำความดีที่จะให้ได้บุญนั้นมันมีกรอบของมันอยู่ เช่น ให้ทานแล้วกำจัดความตระหนี่ได้ ก็ได้บุญ แต่ให้ทานแล้วจะเอาหน้าถือว่ายังไม่ได้บุญ หรือได้ก็น้อย เพราะวัตถุประสงค์ต้องการเอาหน้ามากกว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะกำจัดกิเลส ให้ทานแล้วมุ่งที่จะกำจัดความตระหนี่  อย่างนี้ได้บุญชัดเจน ให้ทานเพราะรู้ว่าให้ไปแล้ว มันเป็นประโยชน์แก่คนนั้นคนนี้ มีจิตเมตตาอยากจะเห็นชาวโลกเป็นสุขเลยให้ทาน อย่างนี้บุญมันเกิดขึ้นมาก
 
วัตถุประสงค์ในการกินเจต้องชัดเจน  เช่น
 
๑. กินเจเพราะว่าอาหารมังสวิรัตนี้มันถูกกับโรคของเรา คือถ้าไม่กินเนื้อสัตว์แล้วหันมากินเจแทน ทำให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ กินเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่กินเจเอาบุญ
 
๒. หาอาหารประเภทเนื้อสัตว์ในบริเวณนั้นได้ยาก คือกินอาหารนั้นเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป
 
            หลายคนเข้าใจว่ากินเจแล้วได้บุญ เพราะว่าไม่มีการสนับสนุนการฆ่าสัตว์ให้เกิดขึ้น ก็ขอเตือนว่าไม่จริงหรอก เพราะการที่เรากินผักแล้วบอกว่าเราไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการฆ่าสัตว์นั้นไม่จริง หลวงพ่อจบทางด้านการเกษตรมา พอลงมือไถนาเท่านั้น ไม่ว่าไส้เดือนกิ้งกืออยู่ในดินนั้น "ตายเยอะเลย" บางช่วงมีแมลงก็มารบกวน ก็ต้องกำจัดแมลง ฆ่าแมลงอีก ฆ่ากันไม่มีจบ
 
            เพราะฉะนั้นไม่ว่ากินเจหรือว่าไม่กินเจ ไม่ได้ช่วยให้ลดการฆ่าลงได้เลยและไม่ได้ช่วยให้ใจมีเมตตากรุณาอะไรเลย ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ด้วย ควายมันกินหญ้าไปทั้งชาติ ลองเข้าใกล้มันจะขวิดไหม? ขวิดแน่นอน ทำไม? มันไม่ได้ลดความดุลงไปได้เลย เพราะฉะนั้นอาหารไม่สามารถทำให้เราได้บุญได้ อาหารเป็นเครื่องยังชีพ อาหารไม่สามารถจะฟอกใจให้บริสุทธิ์ได้ แต่อาหารช่วยให้มีเรี่ยวแรง  ในการที่จะประกอบคุณงามความดีได้ แยกกันให้ชัดๆ อย่างนี้
 
               เพราะฉะนั้นจะกินเจหรือไม่กินเจ หลวงพ่อไม่ได้มีเรื่องอะไรต่อต้าน ควรกินเพื่อสุขภาพ แต่กินเพราะคิดว่าจะได้บุญ มันไม่ได้ แต่จะได้ความหลงเข้ามาแทน หลงผิด! คิดว่าได้บุญ หลอกตัวเอง ในกรณีนั้นอย่าไปกิน หลวงพ่อเองถ้ามีอาหารเจมาให้ก็ฉัน ถ้าไม่มีอาหารเจเอาอาหารธรรมดามาให้ก็ฉัน อาหารไม่สามารถทำให้เราได้บุญหรือได้บาป อาหารทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
 
            การจะหาอาหารมากินกันแต่ละมื้อ ก็ต้องระมัดระวังด้วย คือจะกินเนื้อสัตว์ก็มีข้อแม้ ดังนี้
            ๑.  ไม่ฆ่าเอง
            ๒.  ไม่สั่งให้ใครฆ่า
            ๓.  ไม่รู้ไม่เห็นในการฆ่านั้นๆ
            ๔.  ไม่รู้ด้วยว่าเขาฆ่าเพื่อเจาะจงเอาไว้เพื่อให้เรา
 
            เพราะฉะนั้นเมื่อมีในท้องตลาดอย่างไร ก็ซื้อมาอย่างนั้น กินกันไป ไม่ได้ฆ่าใคร เอาแค่นี้ก่อน เมื่อมีแรงแล้ว เอาแรงที่ได้ ไม่ว่าจากอาหารเจหรือไม่เจ เอาไปทำความดีให้เยอะๆ  ตรงนี้ดีกว่ามากเลย >> http://www.dmc.tv/pa.../episode37.html

 


"หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง"

#11 InnerDot

InnerDot
  • Members
  • 79 โพสต์

โพสต์เมื่อ 04 October 2013 - 12:23 PM

การกระทำทุกอย่างของเรา แท้จริงแล้วล้วนส่งผลกระทบกันไปเป็นลูกโซ่  จะสรุปว่า เราทำอย่างหนึ่ง แล้วไม่เกี่ยวข้องเลยกับอีกอย่างหนึ่ง นั้นเป็นไปได้ยากมากๆครับ  คำว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" จึงเป็นการเปรียบเทียบให้เราตระหนักว่า ทุกๆการกระทำแม้เล็กน้อย หรือที่เราคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับใครอื่น จริงๆแล้วเกี่ยวทั้งนั้น แต่จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมากหรือน้อย หรือน้อยมากๆๆๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  เช่นเราหายใจเข้าหนึ่งที ก็แย่งอากาศสิ่งมีชีวิตอื่นรอบข้าง เราหายใจออกหนึ่งทีก็พ่น CO2 ไปรบกวนสัตว์อื่นแต่มีคุณต่อต้นไปใบหญ้า.. เป็นต้น

        การทานเนื้อสัตว์ นอกจากเกี่ยวข้องกับศีลข้อ ๑ แล้ว ยังเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ๒ด้วย  ตรงที่เนื้อนั้น มีเจ้าของ ร่างกายของเขาซึ่งเขาหวงแหนยิ่งชีวิต ร่างกายถือว่าเป็นทรัพย์อันยิ่งของสัตว์ทุกชีวิต การขโมยสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ จะโดยซึ่งๆหน้าหรือขโมยลับหลังก็ถือว่าบาป ผิดศีลข้อ ๒ ทั้งสิ้น

         ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์ จึงดูคล้ายๆ กับการรับของโจร ใช้(หรือรับประทาน)ของที่โจรพรากมาจากเจ้าของ แม้ว่าผู้รับประทานจะไม่ทราบหรือไม่มีเจตนาก็มีส่วนในกระบวนการด้วยทั้งสิ้น (อย่าลืมนะครับว่ากรรมที่แม้เราไม่ได้เจตนาทำ ยังส่งผล ดัง case study หลายๆเรื่องที่เราได้เคยศึกษาผ่าน โรงเรียนอนุบาลฯ กันมา) 

         ดังนั้นพระพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้ง จึงแนะวิธีการฉันเนื้อสัตว์ไว้สองประเด็น ดังนี้

         ๑.ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ ๑ อนุญาตให้ฉันได้แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ไม่มีส่วนในการสั่งฆ่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่สงสัยว่าถูกฆ่ามาเพื่อตน

         ๒.ประเด็นเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ ๒ เนื่องจากอาจมีกายละเอียด(วิญญาณ-ตามที่เข้าใจง่ายๆ)ของเจ้าของเนื้อนั้นตามมาหวงแหน คิดจองเวรกับคนที่ฆ่าที่ขายและกินเนื้อของเขา ในส่วนผู้ขบฉัน พระพุทธองค์จึงสอนให้พระต้องพิจารณาก่อนฉัน ซึ่งก็คือตั้งจิตบอกกล่าววิญญาณเจ้าของเนื้อให้ทราบ ขณะเดียวกันเป็นการเตือนตัวพระเองไปพร้อมๆกันว่า เหตุที่ต้องฉันอาหารทั้งหลายเหล่านี้นั้น(รวมทั้งเนื้อทั้งผัก) เพื่ออะไร หวังผลอะไรในการขบฉันครั้งนี้.. (ทำให้วิญญาณสัตว์ที่ตามมาหวงแหนเนื้อของตนเข้าใจในเจตนาที่แท้จริงของการขบฉัน การจองเวรอาฆาตก็จะไม่เกิดขึ้น) ดังนี้จึงจะเป็นการถูกต้องเกี่ยวกับการทานเนื้อสัตว์ตามแบบอย่างผู้รู้แจ้ง...(ที่แน่ๆ ผู้ฆ่ารับกรรมเต็มๆครับ.. )  สาธุครับ

.........ประเด็นที่ผมอธิบายไม่เกี่ยวกับการกินเจ นะครับ... 



#12 WISH

WISH
  • Moderators
  • 3579 โพสต์

โพสต์เมื่อ 04 October 2013 - 01:27 PM

การทานเนื้อสัตว์ นอกจากเกี่ยวข้องกับศีลข้อ ๑ แล้ว ยังเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ๒ด้วย  ตรงที่เนื้อนั้น มีเจ้าของ ร่างกายของเขาซึ่งเขาหวงแหนยิ่งชีวิต ร่างกายถือว่าเป็นทรัพย์อันยิ่งของสัตว์ทุกชีวิต การขโมยสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ จะโดยซึ่งๆหน้าหรือขโมยลับหลังก็ถือว่าบาป ผิดศีลข้อ ๒ ทั้งสิ้น

         ดังนั้น การรับประทานเนื้อสัตว์ จึงดูคล้ายๆ กับการรับของโจร ใช้(หรือรับประทาน)ของที่โจรพรากมาจากเจ้าของ แม้ว่าผู้รับประทานจะไม่ทราบหรือไม่มีเจตนาก็มีส่วนในกระบวนการด้วยทั้งสิ้น

 

ข้อความนี้วินิจฉัยเองหรือเปล่าเอ่ย เพราะหากเราแยกสิ่งมีชีวิตกับสิ่งของได้ชัดเจน จะไม่ยุ่งยากคือ ไม่ต้องนำศีลข้อ2 มาเกี่ยวข้อง


ทำไมต้อง หาคำตอบ ณ แดนไกล ลืมหรือไร ว่าอยู่ใกล้ DMC

#13 WISH

WISH
  • Moderators
  • 3579 โพสต์

โพสต์เมื่อ 04 October 2013 - 01:32 PM

 ดังนั้นพระพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้ง จึงแนะวิธีการฉันเนื้อสัตว์ไว้สองประเด็น ดังนี้

๑.ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ ๑ อนุญาตให้ฉันได้แต่ต้องมีเงื่อนไขว่า ไม่มีส่วนในการสั่งฆ่า ไม่รู้ไม่เห็น ไม่สงสัยว่าถูกฆ่ามาเพื่อตน

.ประเด็นกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ ๒ เนื่องจากอาจมีกายละเอียด(วิญญาณ-ตามที่เข้าใจง่ายๆ)ของเจ้าของเนื้อนั้นตามมาหวงแหน คิดจองเวรกับคนที่ฆ่าที่ขายและกินเนื้อของเขา ในส่วนผู้ขบฉัน พระพุทธองค์จึงสอนให้พระต้องพิจารณาก่อนฉัน ซึ่งก็คือตั้งจิตบอกกล่าววิญญาณเจ้าของเนื้อให้ทราบ ขณะเดียวกันเป็นการเตือนตัวพระเองไปพร้อมๆกันว่า เหตุที่ต้องฉันอาหารทั้งหลายเหล่านี้นั้น(รวมทั้งเนื้อทั้งผัก) เพื่ออะไร หวังผลอะไรในการขบฉันครั้งนี้.. (ทำให้วิญญาณสัตว์ที่ตามมาหวงแหนเนื้อของตนเข้าใจในเจตนาที่แท้จริงของการขบฉัน การจองเวรอาฆาตก็จะไม่เกิดขึ้น)

สงสัยว่า"ประเด็นเกี่ยวเนื่องกับศีลข้อ๒"ไปพบในส่วนใดของพระไตรปิฎก? อยากศึกษานะ


ทำไมต้อง หาคำตอบ ณ แดนไกล ลืมหรือไร ว่าอยู่ใกล้ DMC

#14 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3279 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 04 October 2013 - 10:15 PM

หลวงพี่ WISH ครับ

 

ตอนนี้เกิดการปนเปื้อนทางพระไตรปิฎกกันมั่วไปหมดแล้วครับ  ไม่แน่ใจว่าจงใจ  หรือเป็นการเผลอเรอก็ไม่แน่ชัด  แต่บางครั้งการอ้างอิง  เขาก็ใช้คัมภีร์มหายาน  วัชรยาน  ตันตระ  ชาดกแท้  ชาดกแต่ง  แม้กระทั่งเต๋าและเซน  มาปนเปื้อนไปในคำตรัสสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม   ปนเปื้อนลงไปในพระไตรปิฎกของเถรวาท  จนบางครั้งผมเองก็งง  เพราะบางเรื่องครึ่งหนึ่งเป็นของเถรวาท  อีกครึ่งกลับเป็นของพระโพธิสัตว์กวนอิมของมหายานซะงั้น  นำมาต่อกันแบบเนียนๆ  แล้วก็อ้างว่ามีปรากฏในตำราของทางเถรวาท

 

ตามเว็บใหญ่ๆ ที่มีการพูดคุยกันมากๆ  ก็มีคนหลงผิดนำไปอ้างอิงต่อๆ กันมากมาย  จนกลายเป็นความเชื่อใหม่ไปแล้ว  ล่าสุดก็ไปเห็นมาที่เว็บหนึ่งว่า  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พญานาคตนหนึ่ง(ไม่ปรากฏชื่อในบทความ)เลิกกินเนื้อสัตว์พร้อมทั้งทรงแสดงอานิสงส์ของการไม่กินเนื้อสัตว์ไว้ด้วย  ผมก็กำลังหาต้นตอที่มาอยู่  ว่ามาจากไหน  ไปไหนครับ  ได้ความว่าอย่างไร  ก็จะมาเรียนให้หลวงพี่และทุกท่านได้ทราบกัน

 

กราบอนุโมทนาบุญและขออนุโมทนาบุญครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ

#15 WISH

WISH
  • Moderators
  • 3579 โพสต์

โพสต์เมื่อ 05 October 2013 - 03:08 PM

Oh! จึงต้องขออ้างอิง หากไม่มีก็จะเปื้อน ทำให้ต้องนำ"กาลามสูตร"กลับมาใช้

 

ปกติใบไม้ในกำมือเราใช้"พระไตรปิฎกเถรวาทเป็นหลัก" ที่รองลงมาเห็นจะเป็น"พระปฐมสมโพธิกถา" , "คัมภีร์อนาคตวงศ์" , "มิลินทปัญหา" , DOU ก็ได้

 

ที่เหลือก็"มรดกธรรม  , ๖๙กัณฑ์"ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ


ทำไมต้อง หาคำตอบ ณ แดนไกล ลืมหรือไร ว่าอยู่ใกล้ DMC

#16 cheterkk

cheterkk
  • Members
  • 270 โพสต์

โพสต์เมื่อ 07 October 2013 - 01:44 PM

ถ้าทุกคนในโลกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ ดังนั้นก็จะไม่มีการฆ่าสัตว์ เพราะมนุษญ์ไม่กินเนื้อสัตว์ เปรีบยเช่น ไม่มีดีมานก็ไม่มีซัพพลาย 



#17 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3279 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 07 October 2013 - 06:38 PM

ถ้าทุกคนในโลกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์ เบียดเบียนสัตว์ ดังนั้นก็จะไม่มีการฆ่าสัตว์ เพราะมนุษญ์ไม่กินเนื้อสัตว์ เปรีบยเช่น ไม่มีดีมานก็ไม่มีซัพพลาย 

สำหรับในเรื่องนี้นะครับ  เป็นการนำประเด็นทางโลก  มาตัดสินประเด็นในทางธรรมครับ

 

ในทางพระพุทธศาสนาแล้ว  การที่คนจะ "หยุด" ได้นั่น  เกิดจากการทำการเรียนรู้และเข้าใจครับ  เพราะนั่นจะเป็นการ "หยุด"  ที่หยุดไปสนิทในทุกภพทุกชาติ   

 

เมื่อเราทุกคนเรียนรู้  และสามารถสั่งสอนตนเองได้  ไม่ว่่าจะเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติ  ความรู้  ความเข้าใจนี้ก็จะติดตัวไปจนกว่าจะถึงวันเข้าพระนิพพาน  จะสามารถระลึกรู้และสั่งสอนตนเองให้ "หยุด" กระทำการเป้น อวมงคล ได้เสมอ

 

ส่วนในทางโลก  การ "หยุด"  ด้วยการจำใจบังคับ  ก็จะเป็นการหยุดที่ชั่วคราวเท่านั้น  เมื่อการจำใจต้องหยุด  หรือการบังคับให้หยุดเสื่อมอำนาจลง  คนก็จะกลับไปทำอีก  เพราะไม่ได้มีความรู้  ความเข้าใจในความจริงของชีวิตว่าทำไมต้องหยุด

 

อย่างที่เรียนให้ทราบทุกครั้ง  พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ให้อิสระเป็นอย่างมาก  ไม่เคยมีบทห้ามปรามใดๆ สำหรับบุคคลทั่วไป  (ยกเว้นพระภิกษุสงฆ์  ซึ่งมีข้อห้ามบ้าง  เพราะต้องเป็นผู้นำในการถ่ายทอดพระพุทธศาสนา  ถ้าผู้นำยังละเว้น  พระพุทธศาสนาก็จะถึงกาลเสื่อมจากศรัทธาครับ)   พระพุทธศาสนามีเพียงการอธิบายให้ทราบเท่านั้นว่า  ถ้าเราทำอะไร  เราจะได้รับอะไร  ทั้งปัจจุบันและในอนาคต  ให้เรียนรู้ความจริงของชีวิต  สาเหตุของความจริงของชีวิต  ผลที่ได้รับจากความจริงของชีวิต  และทางออกสำหรับความจริงของชีวิตนั้นๆ  ซึ่งถ้าทำตามได้  ก็จะเป็นการ "หยุด"  อย่างแท้จริงครับ

 

หน้าที่ของพวกเราคือ  ให้ความรู้ ความเข้าในใจความจริงของชีวิต  เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน  และทำตัวเองให้เป็นตัวอย่าง  เมื่อทุกคนมีความรู้  ความเข้าใจ  ไม่นานเรื่องอกุศล  และเรื่องที่ชี้ชัดไม่ได้ว่าอยู่ฝ่ายใด  ก็จะกระจ่างแจ้ง  แล้วทุกคนก็จะทำแต่เรื่องกุศลเองครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ

#18 สารัช ทัศนะเมธี

สารัช ทัศนะเมธี
  • Members
  • 20 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 07 October 2013 - 09:56 PM

   สาธุ กับการช่วยกันนำพาไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่ได้บุญอย่างสมบูรณ์ อย่างบริบูรณ์จริงๆ มากกว่า การงดรับประทานเนื้อสัตว์ เพียงอย่างเดียว ครับ



#19 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3279 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 08 October 2013 - 08:28 AM

มีคนถามว่า  ถ้าทางเถรวาทไม่ถือในเรื่องการกินเนื้อสัตว์  แล้วในทางเถรวาทจะได้บุญจากการกินเจหรือไม่  อย่างไร

 

ผมขอชี้แจงคร่าวๆ  ตามความรู้  ความเข้าใจของตัวเองนะครับ

 

การกินเจ  ถือว่าเป็นการสั่งสมบุญจากกุศลบารมี  คือ  วิริยะบารมี  ขันติบารมี  สัจจะบารมี  และอธิษฐานบารมีครับ   เพราะการกระทำอย่างตั้งใจมั่นยิ่งยวดอย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน  ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน  และเกิดประโยชน์อย่างน้อยสุดก็กับตัวเรา  การกระทำนั้นถือเป็นการสั่งสมบุญ  สั่งสมบารมีด้วยครับ

 

เราตั้งใจอธิษฐานเพื่อลดละเลิกในการทานเนื้อสัตว์  ถ้าเราทำได้ตามอธิษฐาน  เราก็ได้สั่งสมบุญบารมีในข้อนี้เพิ่มขึ้น

 

เรารักษาคำพูดตามที่ได้อธิษฐานไว้   เราก็ได้สั่งสมบุญบารมีในข้อสัจจะบารมีเพิ่มพูนขึ้น

 

เราสามารถอดกลั้นความอยาก  ความยั่วยวนใจได้  เราก็สั่งสมขันติบารมีได้เพิ่มพูนมากขึ้น

 

เราขวนขวายหาหนทางในการที่จะทำตามคำอธิษฐานนั้นๆ ของเราให้สำเร็จลงได้  ก็ถือว่าวิริยะบารมีของเราชัด ใส สว่างมากขึ้น

 

และการงดทานเนื้อสัตว์  ถ้าเราถือว่าเป็นการทำเพื่อสุขภาพของตัวเราเองด้วย  นั่นก็ถือว่า  การกระทำนั้นเกิดประโยชน์  การกระทำใดๆ ที่เกิดประโยชน์โดยเราไม่เดือดร้อน  ผู้อื่นไม่เดือดร้อน  การกระทำนั้นก็ถือว่าเป็นกุศล  เกิดบุญ  เกิดบารมีอย่างแน่นอน

 

นี่คือคติการทานเจแบบเถรวาท  ใครทำได้ตามนี้ก็ถือว่าได้บุญครับ  ยิ่งถ้ารวมกับการรักษาศีล  และเจริญภาวนาด้วยแล้ว  บุญบารมีก็ประมาณมิได้กันเลยทีเดียวครับ

 

ขอกราบอนุโมทนาบุญ  และขออนุโมทนาบุญด้วยครับ

 

ปล.ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะครับ  ไม่ใช่ข้อเท็จจริงสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้  ถ้ามีผิดพลาดตกหล่นตรงไหน  ขอความกรุณาช่วยเป็นกัลยาณมิตรให้ด้วยครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ

#20 wizwiz

wizwiz
  • Member_Facebook
  • 1 โพสต์

โพสต์เมื่อ 11 October 2013 - 03:07 PM

ถ้าคนที่ศึกษาเรื่องธาตุดีๆจะรู้ว่า ธาตุต่างๆ จากผักผลไม้ต่างชนิด จะให้ผล คุณโทษที่แตกต่างกัน

เนื้อสัตว์ที่เป็นธาตุที่แย่มากเลยทีเดียว ประโยชน์น้อย ที่เราเข้าใจกันว่ามีโปรตีนสูงนั้น จริงครับ

แต่ร่างกายเราเอาไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ท่านทราบหรือไม่ครับ

เนื้อสัตว์ที่เราทานเข้าไปนั้นมันย่อยยาก เราทานเข้าไปมาก มันก็ออกมาเป็นก้อนขี้ก็เท่านั้น

ถ้าทานมากๆ ก็จะท้องผูก เนื้อสัตว์นี้มันย่อยยาก พออยู่ในท้องนานๆ ผ่านแค่วันเดียว ก็เป็นแก๊สพิษ

ทำร้ายร่างกายแล้วล่ะคับ สารเคมีที่ใช้เลี้ยงสัตว์ สารที่หลั่งตอนสัตว์ถูกฆ่า

และสิ่งที่มองไม่เห็นคือ ความอาฆาตพยาบาทของสัตว์ กายละเอียดมันไม่ได้หายไปหลังจากที่มันตาย

มันเฝ้าดูร่างของมันถูกทำอะไรบ้าง

บางตัวมันยังไม่พอใจคนที่กินมันเลย ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสัตว์ชนิดไหน อาฆาตมากน้อยเพียงไร

ผู้ที่กินยังต้องแผ่เมตตาทุกวี่ทุกวัน  พระท่านฉันต้องพิจารณาทุกครั้งนะคับ แค่คนฆ่ามันก็บาปพอล่ะ

คนกินแค่เศษเสี้ยว ถ้าเป็นสัตว์พระโพธิสัตว์ล่ะก็ แม้คนกินก็ยังมีโทษ บางครั้งเทวดาโกรธ ก็ยังมี

และเนื้อที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้บริโภค รู้มั้ยคับว่าเพราะอะไร มันมีโทษไงคับ

ดังนั้น เราทานหรือไม่ทาน มันก็เพื่อสุขภาพเรา และเป็นความเมตตาของเรา ก็อีกส่วนหนึ่ง

ผู้ที่รับประทาน หรือไม่รับประทาน ก็ควรจะรู้อย่างแจ่มแจ้งว่า ที่เรากินเจนั้นเพื่ออะไร

ถ้าบอกว่ากินเจนั้นได้บุญ ก็บุญที่เราเมตตาสัตว์ และก็สุขภาพดี นี่แหละบุญของเรา ละครับ

ไม่ใช่แค่เนื้อสัตว์ที่เราควรล่ะนะคับ

แต่อาหารใดที่เป็นโทษต่อร่างกาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่ควรบริโภค

 

เราควรที่จะพิจารณาให้ดีๆ ว่าเรากินเพื่ออยู่ หรือว่าเรากินเพราะเราอยากกิน

 



#21 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3279 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 11 October 2013 - 06:54 PM

เนื้อสัตว์ที่เป็นธาตุที่แย่มากเลยทีเดียว ประโยชน์น้อย

เนื้อสัตว์นั้นมีประโยชน์มากสำหรับมนุษย์พอๆ กับพืชผักครับ  เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นร่างกายในแบบที่ผักไม่มีอยู่หลายชนิด  สำคัญมากสำหรับวัยเด็กจนถึงวัยเจริญพันธุ์

 

เนื้อสัตว์ที่เราทานเข้าไปนั้นมันย่อยยาก

ไม่ถูกต้องซะทีเดียวครับ  อยู่ที่วินัยในการบริโภคมากกว่า  ทานเยอะไปไหม  เคี้ยวละเอียดพอหรือเปล่า  อย่าลืมว่าโครงสร้างทางสรีระของมนุษย์ปัจจุบันนี้  เป็นโครงสร้างสำหรับพวกกินเนื้อครับ  ทั้งระบบการย่อย  การดูดซึม และการใช้ประโยชน์

 

และสิ่งที่มองไม่เห็นคือ ความอาฆาตพยาบาทของสัตว์ กายละเอียดมันไม่ได้หายไปหลังจากที่มันตาย

มันเฝ้าดูร่างของมันถูกทำอะไรบ้าง

ส่วนนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์เท่านั้นครับ  เพราะถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา  เราจะเรียนรู็ได้ว่า  ชาติเดรัจฉานเมื่อตายไป  จะไปเกิดใหม่ทันทีเพื่อชดใช้วิบากกรรม  ถ้าวิบากกรรมยังมีแรงมากพอก็จะวนเวียนเกิดมาเป็นสัตว์ให้เขาฆ่าซ้ำไปซ้ำมาจนกว่าวิบากกรรมจะอ่อนลง  

 

ซึ่งถึงวิบากกรรมจะอ่อนลงแล้ว   ผลก็ยังส่งผลให้ต้องไปเกิดเป็นสัตว์ที่ตายตามอายุขัยอีก  ไม่มีเวลามาอาฆาตใครครับ  แต่ก็มีข้อยกเว้น  ที่สัตว์นั้นเป็นผู้มีบุญมากมาเกิดแต่โดยวิบากกรรมตัดรอนกระทันหันให้ต้องไปเกิดในชาติเดรัจฉาน  แม้เป็นเดรัจฉานแต่ก็ยังมีสำนึกบ้าง  กรณีนี้ก็อาจมีการอาฆาตได้  แต่ก็น้อยมากๆ ครับ

 

พระท่านฉันต้องพิจารณาทุกครั้งนะคับ

โดยสรุปการรับประทานแบบพุทธะ คือ มีสติกับการรับประทานอาหาร ดังนี้

ไม่เพลิดเพลิน สนุกสนานกับการรับประทานอาหาร ไม่คำนึงว่าอาหารจะทำให้สวยงามหรือเกิดกำลังกายแข็งแรง
แต่ รับประทานเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้อย่างสะดวก สบาย และเพียงเพื่อระงับเวทนา คือความหิว และไม่สร้างเวทนาอื่นขึ้นมาเพิ่ม

ไม่ได้เกี่ยวกับทานเนื้อสัตว์  หรือไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ครับ

 

บทสวดพิจารณาอาหาร

ปะฏิสังขา โยนิโส ปิณฑะปาทัง ปะฏิเสวามิ เรายอมพิจารณาโดยแยบคาย แล้วฉันบิณฑบาต

เนวะ ทวายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน

นะ มะทายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อความเมามัน เกิดกำลังพลังทางกาย

นะ มัณฑะนายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อประดับ

นะ วิภูสะนายะ ไม่ให้เป็นไปเพื่อตกแต่ง

ยาวะเทวะ อิมัสสะ กายัสสะ ฐิติยา แต่ให้เป็นเพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้

ยาปะนายะ เพื่อความเป็นไปได้ของอัตภาพ

วิหิงสุปะระติยา เพื่อความสิ้นไปแห่งความลำบากทางกาย

พรัหมะจะริยานุคคะหายะ เพื่ออนุเคราะห์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์

อิติ ปุรานัญจะ เวทะนัง ปะฏิหังขามิ ด้วยการทำอย่างนี้ เราย่อมระงับเสียได้ซึ่งทุกขเวทนาเก่า คือความหิว

นะวัญจะเวทะนัง นะ อุปปาเทสสามิ และไม่ทำทุกเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น

ยาตรา จะ เม ภะวิสสะติ อะนะวัชชะตา จะ ผาสุวิหาโร จาติ อนึ่ง ความเป็นไปโดยสะดวกแห่งอัตภาพนี้ด้วยความเป็นผู้หาโทษมิได้ด้วย และความเป็นอยู่โดยผาสุกด้วยจักมีแก่เรา ดังนี้

 

คนกินแค่เศษเสี้ยว ถ้าเป็นสัตว์พระโพธิสัตว์ล่ะก็ แม้คนกินก็ยังมีโทษ บางครั้งเทวดาโกรธ ก็ยังมี

เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสต์เท่านั้น  เปรียบเทียบง่ายๆ  ถ้าเรามีร้านขายมีดทำอาหาร  แต่มีคนมาซื้อมีดเราแล้วไปฆ่าคน  ถามว่า  เราต้องมีส่วนผิดในการฆ่านั้นไหม  คนผลิตมีดจะมีส่วนผิดด้วยไหม  คนขุดแร่เหล็กมาขายควรมีส่วนผิดด้วยไหม  คนตัดไม้มาทำด้ามควรผิดด้วยไหม  แม้จะบอกว่ามีส่วนผิดแค่เศษเสี้ยว  เป็นท่าน  ท่านคิดว่าถูกต้องไหม

 

ส่วนสัตว์ที่มีชาตพระโพธิสัตว์นั้น  คือ  ผู้ที่สามารถสั่งสอนตนเองได้  ถ้าถูกฆ่า  จะไม่มีจิตอาฆาตอย่างแน่นอน  เพราะท่านเป็นพระโพธิสัตว์  เข้าใจในเรื่องกฏแห่งกรรม  ความจริงของชีวิตแล้ว  ท่านสามารถสั่งสอนตนเองได้ว่าเพราะอะไร  และควรวางใจอย่างไรต่อไป

 

ส่วนเรื่องเทวดาโกรธ  ไม่ขอวิจารณ์ครับ  เพราะความโกรธเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เทวดาจุติครับ

 

และเนื้อที่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้บริโภค รู้มั้ยคับว่าเพราะอะไร มันมีโทษไงคับ

กล่าวว่ามีโทษนั้นถูกต้องครับ  แต่โทษอย่างไร  กับใครต่างหากที่เราต้องใส่ใจพิจารณา

การห้ามบริโภคเนื้อ 10 ประการนั้น  ห้ามเฉพาะพระภิกษุ  โดยเฉพาะพระที่ต้องการออกธุดงค์เท่านั้นครับ  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฆราวาส

พุทธศาสนานั้นห้ามเนื้อสัตว์ไว้10 ชนิด คือ
1เนื้อมนุษย์ 
2เนื้อช้าง
3เนื้อม้า
4เนื้อสุนัขบ้าน
5เนื้องู
6เนื้อราชสีห์หรือสิงโต 
7เนื้อเสือโคร่ง
8เนื้อเสือดาว 
9เนื้อหมี 
10เนื้อสุนัขป่า 

สรุปความแบบย่อๆ จากพระไตรปิฎก  ได้ดังนี้ครับ

ที่ทรงห้ามเนื้อมนุษย์ ก็เพราะไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเลื่อมใสแล้วก็ตาม(สยองขวัญคนกินคน)
ที่ทรงห้ามเนื้อช้างและม้า ก็เพราะเป็นราชพาหนะ
ที่ทรงห้ามเนื้อสุนัข ก็เพราะเป็นสัตว์น่าเกลียด น่าชัง(สมัยโน้นนะครับ)
ที่ทรงห้ามเนื้องู ก็เพราะเป็นสัตว์น่าเกลียด น่าชัง และแม้พระยานาคชื่อสุปัสสะก็เข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า บรรดานาคที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสมีอยู่ มันคงเบียดเบียนพวกภิกษุจำนวนน้อยบ้าง
ที่ทรงห้ามเนื้อราชสีห์ (เสื่อเหลือง เสือดาว เสือโคร่ง หมี) ก็เพราะว่า พวกภิกษุฉันเนื้อราชสีห์ (เสือเหลือง เสือดาว เสือโคร่ง หมี)แล้วอยู่ในป่า ฝูงราชสีห์ (เสือเหลือง เสือดาว เสือโคร่ง หมี)  ฆ่าพวกภิกษุเสีย เพราะได้กลิ่นเนื้อราชสีห์ (เสือเหลือง เสือดาว เสือโคร่ง หมี)

สรุปว่า ทำไมต้องห้าม กินสัตว์10ชนิด ก็เพราะว่าเกิดจากชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ที่ชอบเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ฯลฯ ไปตามกิเลสของตนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เดือดร้อนถึงพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องขบฉัน กับเรื่อง
ความปลอดภัยโดยเฉพาะกับพระธุดงค์ที่ต้องอยู่ในป่าเพื่อบำเพ็ญสมณะธรรม 

 

แต่อาหารใดที่เป็นโทษต่อร่างกาย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่ควรบริโภค

นอกจากสัตว์ 10 ชนิด  ที่ทรงมีพุทธบัญญัติห้าม   และ  วิธีมาของเนื้อสัตว์ 3  ประการแล้ว  พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงมีพุทธบัญญัติใดๆ เดี่ยวกับการขบฉันเนื้อสัตว์อีกนะครับ  ยังไงถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติม  ช่วยแสดงมาด้วยนะครับ  จะได้ศึกษาร่วมกัน

 

อาจจะดูเหมือนผมพยายามแก้ต่างว่าเราควรบริโภคเนื้อสัตว์  แต่จุดประสงค์จริงๆ แล้วที่ตอบในกระทู้นี้ก็คือ  ต้องการทำการแสดงความจริงตามพุทธบัญญัติ  ตามพระไตรปิฎกเท่านั้น  เพื่อให้ความรู้  ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาเป็นไปในทางเดียวกันครับ

 

ส่วนที่ว่า  ใครจะทานเนื้อสัตว์  หรือไม่ทานเนื้อสัตว์นั้น  ก็พิจารณาเอาตามเหตุสมควรแห่งตนครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ