ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

ประวัติพระสารีบุตร


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 3 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 thaikids072

thaikids072
  • Members
  • 191 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพมหานคร
  • Interests:ดนตรี - นาฏศิลป์

โพสต์เมื่อ 03 November 2007 - 01:50 PM

พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะ คือได้รับการยกย่อง จากพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในด้านมีปัญญามาก
พระสารีบุตร มีเดิมนามเดิมว่า อุปติสสะ ได้บรรลุโสดาบัน เมื่อได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ ภายหลังได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว มีชื่อเรียกใหม่ว่า สารีบุตร (แปลว่า บุตรของนางสารี) และต่อมาไม่นานก็บรรลุอรหัตผล

พระสารีบุตร มีคุณความดีและบำเพ็ญประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาอย่างมาก และธรรมภาษิต ที่ท่านได้แสดงไว้ก็ปรากฏอยู่มากมายในพระไตรปิฎก มีคำเรียกเพื่อยกย่องท่าน อีกอย่างหนึ่งว่า พระธรรมเสนาบดี (ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า พระธรรมราชา)
พระสารีบุตร นิพพานเมื่อวันขึ้น15ค่ำเดือน12 (ก่อนพระบรมศาสดา)



อุปติสสะ
อุปติสสะเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในบ้านตำบลอุปติสสคาม เมืองนาลันทา เป็นบุตรของพราหมณ์ชื่อ วังคันตะ ซึ่งเป็นนายบ้านอุปติสสคามนั้น (ท่านจึงได้ชื่อว่าอุปติสสะ่) ส่วนมารดาชื่อสารี มีน้องชาย3คน คือ พระจุนทะ พระอุปเสน พระเรวัตตะ มีน้องสาว3คน ได้แก่ นางจาลา อุปจาลา และสีสุปจาลา มีเพื่อนสนิทซึ่งเกิดวันเดียวกัน ชีื่อว่า โกลิตะ (ซึ่งภายหลังรู้จักกันในนาม พระมหาโมคคัลลานะ) เมื่ออุปติสสะและโกลิตะเจริญวัยขึ้น ก็สำเร็จศิลปศาสตร์ทุกอย่าง

วันหนึ่งขณะทั้งสองนั่งดูมหรสพประจำปี บนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ รู้สึกไม่เบิกบานเหมือนที่เคยดู ได้คิดตรงกันว่า "ในการดูของคนเหล่านี้ ไม่มีแก่นสารเลย การดูนี้ไม่มีประโยชน์ ควรแสวงหาธรรม เครื่องหลุดพ้นสำหรับตน" หลังจากนั้นท่านทั้งสองจึงตัดสินใจออกบวช ในสำนักสัญชัยปริพาชกในกรุงราชคฤห์นั้น ได้เรียนจบลัทธิของสัญชัย ในเพียง2-3วันเท่านั้น ท่านทั้งสองจึงออกจากสำนัก เพื่อตามหาอาจารย์ผู้สามารถแสดงโมกขธรรม โดยตกลงกันว่า "ในเราสองคน ผู้ใดได้บรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงบอกแก่กัน"

บรรลุโสดาบันและบวชในพระพุทธศาสนา

พระอัสสชิอันเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ หลังจากได้ฟังธรรมจาก พระพุทธองค์ จนบรรลุอรหันต์แล้ว วันหนึ่งท่านถือบาตรและจีวร ไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ อุปติสสะได้พบพระอัสสชิเถระ ประทับใจในอิริยาบถน่าเลื่อมใส สำรวมดี ของท่านพระอัสสชิเถระ ผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ จึงได้ตามท่านพระอัสสชิเถระไปข้างหลัง รอคอยโอกาสอยู่ แล้วสอบถาม

พระอัสสชิเถระได้แสดงความลึกซึ้งในคำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า
"ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียดทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือ ตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้"
เมื่ออุปติสสะได้ฟังก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบัน

หลังจากนั้น อุปติสสะกราบลาพระอัสสชิเถระ แล้วนำธรรมะที่ได้รับฟังมา ไปบอกเพื่อนสนิทคือโกลิตะ จนได้บรรลุโสดาบัน เช่นเดียวกัน ทั้งสองได้ไปชวนสัญชัยปริพาชก ให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่สัญชัยปริพาชกปฏิเสธ ทั้งสองจึงได้พาปริพาชก 250 คน ไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ หลังจากฟังธรรมครั้งนั้น ปริพาชก 250 คนบรรลุอรหัตผล แต่อุปติสสะและโกลิตะ ยังคงบรรลุเพียงโสดาบันเช่นเดิม พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทั้งหมดด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภายหลังบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ท่านอุปติสสะมีชื่อเรียกใหม่ว่าสารีบุตร

บรรลุอรหันต์
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน (หลังจากที่พระสารีบุตรบวชในพระพุทธศาสนา) ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชกูฏ นครราชคฤห์ พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระสารีบุตร ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน(ลุง)พระสารีบุตร เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามปัญหา พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ ทิฏฐิและเวทนา ทีฆนขะได้บรรลุโสดาบัน ส่วนพระสารีบุตรนั้น ท่านกำลังถวายงานพัดพระพุทธองค์ ท่านได้ยินธรรมเหล่านั้นอยู่ด้วย ก็บรรลุอรหัตผล

วันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนมาฆะ ซึ่งเหตุการณ์ถัดไป พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ ให้กับพระอรหันต์ 1250 รูป (รวมพระสารีบุตร ผู้เพิ่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันนั้นด้วย)

คุณความดีของพระสารีบุตร

พระสารีบุตรท่านมีคุณความดีที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องไว้มากมาย ขอยกมาเฉพาะบางเรื่องที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
พระพุทธองค์ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่า เป็นผู้มีปัญญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตด้วยกัน ตัวอย่างครั้งหนึ่งที่กรุงเทวทหะ ภิกษุพากันเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ทูลลาจะไปปัจฉาภูมิชนบท พระองค์ตรัสให้ไปลาพระสารีบุตร เพื่อท่านสารีบุตรจะได้แนะนำสั่งสอน ในการไปของพวกเธอ จะได้ไม่เกิดความเสียหาย
ทรงยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นคู่กับพระมหาโมคคัลลานะ เช่น ทรงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด ... สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนม ผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนสูงกว่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา และพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย
มีคำเรียกยกย่องพระสารีบุตร อีกอย่างหนึ่งว่า พระธรรมเสนาบดี ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า พระธรรมราชา
พระสารีบุตรเป็นผู้มีปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือ ชี้แจงแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจได้ชัดเจน
ท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที พึงเห็นตัวอย่างได้จาก เมื่อท่านได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสชิแสดง ได้ธรรมจักษุแล้วมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาท่านก็นับถือพระอัสสชิว่า เป็นอาจารย์ทำการเคารพอยู่เสมอ แม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสชิอยู่ในทิศใด เมื่อท่านจะนอน ท่านจะนมัสการไปทางทิศนั้นก่อน แล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น อีกตัวอย่างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรยังราธพราหมณ์ให้อุปสมบท เพราะระลึกถึงคุณที่ราธพราหทณ์ ได้ถวายบิณฑบาตแก่ท่านเพียงทัพพีเดียว
ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ท่านพระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าอายุสังขารจวนจะสิ้นแล้ว ปรารถนาจะไปโปรดมารดา (คือ นางสารี) ที่ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ เมื่อท่านไปถึงบ้านเดิมแล้ว ได้เกิดปักขันทิกาพาธขึ้นในคืนนั้น ในเวลาที่พระสารีบุตรกำลังอาพาธอยู่นั้น ท่านได้เทศนาโปรดมารดา จนนางสารีได้บรรลุโสดาบัน คืนนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนสิบสอง พระสารีบุตรก็ปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิด รุ่งขึ้นพระจุนทะ(ผู้เป็นน้อง)ได้ทำฌาปนกิจสรีระพระเถรเจ้า เสร็จแล้วเก็บอัฏฐิธาตุ นำไปถวายพระบรมศาสดา ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระพุทธองค์โปรดให้ก่อเจดีย์ บรรจุอัฏฐิธาตุของพระสารีบุตร ไว้ ณ ที่นั้น การที่บุตรได้ชักนำบุพการี ให้นับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนได้มรรคผล นับเป็นการตอบแทนคุณอย่างยอดเยี่ยม

บรรจบ บรรณรุจิ "อสีติมหาสาวก".
อาจารสัมปันโน "บุคคลในพระไตรปิฎก".
สุรีย์-วิเชียร มีผลกิจ "พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา".
พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิเถร ป.ธ.๙) "วิปัสสนากรรมฐาน" ภาค ๑ เล่ม ๑. (รวบรวมจากบรรยายถาม-ตอบทางวิทยุกระจายเสียง ในปีพ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๗)
ประวัติพระสารีบุตรเถระจาก www.dhammathai.org
ประวัติพระสารีบุตรจาก 84000.org
สารีปุตตเถราปทาน ว่าด้วยบุพจริยาของพระสารีบุตร จาก 84000.org
เอตทัคคบาลี อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐
ทีฆนขสูตร
อรรถกถา ทีฆนขสูตร
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia....i/พระสารีบุตร".




ที่มา





thaikids072

#2 Nachpuzzorn

Nachpuzzorn
  • Members
  • 34 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 03 November 2007 - 05:03 PM

อนุโมทนาบุญด้วยค่ะ

#3 วัดในดวงใจ

วัดในดวงใจ
  • Members
  • 1199 โพสต์

โพสต์เมื่อ 03 November 2007 - 09:59 PM

อนุโมทนากับความตั้งใจจริงนะครับ

พระพุทธเจ้ารู้
และท่านก็ตรัสสรุป
ว่าทางเดียวที่จะรู้ตามท่าน
ตลอดจนหยุดตามท่าน
คือการมองเข้าข้างใน
และการหยั่งรู้สรรพสิ่งออกมาจากภายใน
คือสัญลักษณ์สำคัญของพุทธแท้
พุทธแท้จะรู้ว่าการพยายามมองออกข้างนอก
เป็นวิธีที่ไม่ทำให้รู้จักประโยชน์สูงสุด
อันพึงมีพึงได้จากความเป็นมนุษย์

#4 สาธุธรรม

สาธุธรรม
  • Members
  • 1124 โพสต์

โพสต์เมื่อ 05 November 2007 - 03:30 PM

สาธุค่ะ
หยุดนิ่งนั้นแหละไซร้ พรหมจรรย์
พระผุดผ่านทุกวัน สะอาดเกลี้ยง
นิวรณ์หมดสุขสันต์ สดชื่น
ชีพรื่นธรรมหล่อเลี้ยง ผ่องทั้งกายใจ

สุนทรพ่อ