ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )
|
ความคิดเห็น
#1
|
|
|
พระพุทธเจ้าทรงมุ่งแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่ยังคงมีความทุกข์ อันเป็นผลมาจากกิเลส ซึ่งคำสอนมุ่งให้ทำลายกำจัดกิเลสที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความรู้อันเป็นความจริงใดๆก็ตามที่ไม่สามารถนำไปสู่การดับทุกข์ตัดกิเลสแล้วพระองค์จะไม่สนพระทัย
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบกับคนที่ถูกลูกศรอาบยาพิษนอนร้องครวญครางอยู่ต่อหน้าพระองค์ หน้าที่ของพระองค์คือการช่วยถอดลูกศรออก แลัวรักษาเยียวยาบาดแผลให้หาย ถ้าในขณะนั้น คนผู้นั้นจะถูกยุงกัด แมลงตอมบ้างพระองค์ก็ไม่สนพระทัยเช่นกันเพราะเป็นปัญหาเล็กน้อย ส่วนวิทยาศาสตร์มุ่งแก้ทุกข์ทางกายด้วยกรรมวิธีทางด้านวัตถุมากกว่าไม่สนใจในการดับกิเลส เมื่อดับกิเลสไม่ได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่ค้นพบจึงมักจะถูกกิเลสนำไปใช้ในทางทำลาย ก่อให้เกิดความเสียหายและความทุกข์อย่างมหันต์ตามมา เพราะฉนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสอนวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ แต่ทรงสอนวิทยาศาสตร์ทางใจคือ อริยสัจ 4 ทุกข์กับสมุทัย เป็นภาคทฤษฎีที่ควรรู้ให้แจ่มแจ้ง มรรค เป็นภาคปฏิบัติหรือเป็นเทคโนโลยีทางใจ นิโรจ เป็นผลที่เกิดจากการดับสมุทัยได้แล้ว เป็นความสว่าง สะอาด สงบอย่างสูงสุด จากแนวที่ยกมาแสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงมีท่าทีแบบนักปฏิบัติสัจจนิยม ซึ่งเป็นแนวของวิทยาศาสตร์ http://www.nstlearning.com/~km/?p=912 27/7/2009 9:33 |
|
ความคิดเห็น
#2
|
|
|
อนุโมทนา คุณ sky noi ครับ
ขอร่วมสนทนาและแบ่งแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ให้ศึกษา สักนิดครับ เท่าที่เคยได้ศึกษาพุทธศาสตร์-ธรรมะศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มาบ้าง สังเกตว่า วิทยาศาสตร์ เน้นศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ ในเชิงรูป (ธรรม) เพราะอวิชชา เพื่อบรรเทาความไม่รู้จริง บรรเทาความไม่รู้แจ่มแจ้ง ได้เท่านั้น วิทยาศาสตร์ ให้ความรู้ พิสูจน์ได้เพียงสรรพสิ่งที่เป็นธาตุหยาบ และธาตุละเอียดในบางระดับ เท่านั้น วิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้เพียง สรรพสิ่งที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของมุษย์หยาบ รวมถึงเครื่องมือประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี สัมผัสได้เท่านั้น วิทยาศาสตร์ ไม่สามารถถึงขนาด พิสูจน์ สัมผัส รู้ถ่องแท้ ในสรรพสิ่งที่เป็นธาตุละเอียด ที่พ้น เหนือสัมผัส ๕ วิทยาศาสตร์ ใช้ได้เพียงในโลกนี้ แต่ใช้ไม่ได้ใน ปรโลก ที่เป็นภพละอียด ธาตุละเอียด ที่กล่าวอย่างนี้ มิได้ดูหมิ่น และไม่ได้ต้านวิทยาศาสตร์นะครับ เพราะ วิทยาศาสตร์ สามารถสร้างอรรถประโยชน์ ให้มวลมนุษย์ อย่างมหาศาล ซึ่งมนุษย์ทั้งหลาย รวมถึงผมเอง ก็อาศัยวิทยาศาสตร์ ในการดำรงชีพ เช่นกัน ส่วนพุทธศาสตร์ เน้นศึกษา ค้นคว้า พิสูจน์ ในเชิงนาม (ธรรม) เพราะอวิชชา และกัณหธรรม เพื่อ หลุดพ้นจากอวิชชา ดับอวิชชา ดับกัณหธรรม มีความรู้ในกระทู้เก่า ที่เกี่ยวข้องมาให้ศึกษา กันครับ ความเหมือนกับความแตกต่าง ระหว่างพระพุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ ที่มา : พระไตรปิฎกวิจารณ์ (A Critical Study of the Tipitฺaka) / มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=3432 ตัวอย่าง พระพุทธศาสนา กับ วิทยาศาสตร์ ประเด็นที่พึงศึกษา (๑) จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนากับของวิทยาศาสตร์ (๒) ความเชื่อตามหลักพระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ (๓) ความคิดแบบพุทธกับความคิดแบบวิทยาศาสตร์ (๔) ความสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างพระพุทธศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ 27/7/2009 12:12-------------------- ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม |
|
ความคิดเห็น
#3
|
|
|
ขอกราบอนุโมทนากับเนื้อหาที่ดีครับ
สาธุ 28/7/2009 0:21 |
|
ความคิดเห็น
#4
|
|
|
อย่ามานั่งใส่ใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้เลยครับ
พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็...เรื่องเดียวกันนั่นแหละครับ ไม่ได้แตกต่างกันหรอก ถ้าจะหาสาระพอมาพูดได้ก็คงเป็นแค่ทั้งสองอย่างมี "มุมมอง" ที่ต่างกันเท่านั้น ศึกษาควบคู่กันไปตามความถนัดของแต่ละท่านเถอะครับ อย่ามานั่งจับผิดจับถูก หาข้อแตกต่างหรือเหมือนกันเลย เสียเวลาเปล่าๆ 28/7/2009 8:30 |
|
ความคิดเห็น
#5
|
|
|
ขออนุโมทนาบุญ ด้วยค่ะ
28/7/2009 16:46-------------------- |
|
ความคิดเห็น
#6
|
|
30/7/2009 8:28 |
|
ความคิดเห็น
#7
|
|
30/7/2009 9:17-------------------- ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม |
|
ความคิดเห็น
#8
|
|
|
^_^
31/7/2009 18:00 |
|
ความคิดเห็น
#9
|
|
|
งับ ให้ความเห็นกันดีมากเลย
คราวหน้า ใครว่างๆก็มาต่อนะครับ อยากอ่านยาวๆ รู้สึกว่ามันน่าจะยาวกว่านี้นะครับ ขออนุโมทนาบูญด้วยนะครับ 3/8/2009 17:47-------------------- "สัพพะทุกขะนิสสะระณะ นิพพานะ สัจฉิกะระณัตถายะ อิมัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ" |
|
ความคิดเห็น
#10
|
|
|
ขออนุโมทนาดวยนะคะ
5/8/2009 18:54 |
|
ความคิดเห็น
#11
|
|
|
อนุโมทนา สาธุ สาธุ
11/8/2009 10:12 |
|
ความคิดเห็น
#12
|
|
|
มันน่าจะต่างกันตรง What Why How
พุทธศาสนาเริ่มที่เกิดไ้ด้เพราะ What Why How ที่ทรงถามนายฉันนะ เกี่ยวกับ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณพราห์ม แล้วก็จุดประเด็นที่จะค้นหาคำตอบในที่จะทำอย่างไรให้พ้นจากทุกข์ เป็นปัญญาล้วน ๆ เกิดจากการสั่งสมถึงแม้จะเป็นจินตมยปัญญาแต่ก็เป็นพลังให้พระองค์ทรงออกค้นหา ความจริง หรือความรู้ ดังนั้นหนทางความรู้ก็เลยมาจากพื้นฐานของปัญญาที่หาหนทางพ้นทุกข์ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ What Why How เหมือนกัน แต่เป็น What Why How ที่มาจากฟามสงสัยไง ว่าเอ้อันนั้นเป็นแบบนี้ได้ไง อันโน้นเป็นแบบนั้นได้ไง แล้วก็พยายามหาคำตอบ พอได้คำตอบก็งั้น ๆ เพราะเป็นคำตอบที่แค่เพียงรู้แต่เนื่องจากจุดเริ่มแห่งการค้นคว้านั้นไม่ได้ลึกซึ้งถึงขั้นหลุดพ้น จึงทำให้วิทยาศาสตร์เป็นความรู้แคบอยู่ในโลกและอย่างมากก็จักรวาล ไม่กว้างเท่าพุทธศาสนา ประมาณนี้มั๊งนะ 19/8/2009 22:48 |
|
ความคิดเห็น
#13
|
|
|
วิทยาศาตร์ ก็มาจาก พุทธศาสตร์ นั่นแหละ ครับ
หลักเหตุและผล ประกอบเหตุ สังเกตผล แม่นบ่ๆ โมทนาบุญ ด้วยครับ 14/2/2010 14:45-------------------- + |
|
ความคิดเห็น
#14
|
|
|
นิโรธ สะกดด้วย " ธ ", ไม่ใช่ " จ ".
นิโรธ " ไม่ใช่ " ผลที่เกิดจากการดับสมุทัย, แต่เป็น " หลักการ " ในการกำจัดสมุทัย, นิโรธ คือ " หยุด " ( หยุดเป็นตัวสำเร็จ ) หยุดสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ (หยุดทุกข์และหยุดสมุทัย ) มรรค คือ " วิธีการปฏิบัติ " ที่เป็น " ทางเอกสายเดียว " ในการไปสู่ " นิโรธ ". อริยสัจ ๔ ได้แก่ ๑) ทุกขัง อะริยะสัจจัง ๒) ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ๓) ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ๔) ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง 13/3/2010 19:06 |
|
ความคิดเห็น
#15
|
|
|
สิ่งที่พระพุทธองค์สอนนั้น เป็นวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่สุดครับ
แม้แต่ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอจะตาย(อิอิ) ยังมีอธิบายในพระไตรปิฎกทั้งเถรวาทและมหายานเลย ก็อิทัปปัจจยตา แถมอธิบายไว้อย่างลึกซึ้งกว่ามากๆๆๆๆ(เทียบกันไม่ได้) ในนิกายศูนยวาท ก็อธิบายไว้ในเชิงสุญญตา ฝ่ายมหายานก็อธิบายในเชิงธรรม 3 ระดับ ไอ้สัมพัทธภาพเนี่ย มันจัดอยู่ในธรรมระดับที่ 2 คือ ปรตันตระ ปรตันตระ ก็คือ ความเป็นเหตุปัจจัยกันของสรรพสิ่ง ก็คือ อิทัปปัจจยตา และ กฏแห่งกรรม นี่เอง ในทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวว่า ถ้าขาดสัมพัทธภาพ ระยะจะเป็น0 กาลเวลาจะเป็น0 .... ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า อิมัสมิง สติ, อิทัง โหติ; - เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี อิมัสสะ อุปปาทา, อิทัง อุปปัชชติ; - เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนั้นจึงเกิด อิมัสมิง อสติ, อิทัง นะ โหติ; - เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นจึงไม่มี อิมัสสะ นิโรธา, อิทัง นิรุชฌติ; - เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนั้นจึงดับ แถมยังอธิบายไว้ลึกซึ้งกว่าเยอะมากๆๆๆๆ ถ้าวิเคราะห์ตามหลักปรัชญาก็ยิ่งลึกเขาไปใหญ่ ความมีและไม่มีเป็นเนื้อเดียวกัน โอ้ววว แต่ถ้าจะเข้าใจได้อย่างสุดๆ ต้องวิปัสสนา คือเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงแท้ไปเลย T_T 9/5/2010 7:57-------------------- I'm flowers of emptiness, I'm blossoms of the nameless, It is neither void nor does, The nature haven't first and last. |
|
ความคิดเห็น
#16
|
|
|
ขออนุโมทนาบุนด้วยครับ
พี่ครับผมอยากเขียน case ต้องทำย่างไรบ้างครับ ช่วยสอนผมที่ครับ 9/5/2010 8:54 |
|
ความคิดเห็น
#17
|
|
|
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอจะตาย ในห้วงเวลา ง่ายๆสำหรับการนั่งสมาธิก็คือ
การนั่งสมาธิได้สงบๆ ไปแล้วเป็นครึ่งชั่วโมง หรือ หนึ่งชั่วโมง แต่รู้สึกได้ว่าเวลาผ่านไปแค่เพียง 5-15 นาทีเท่านั้นเองครับ ด้วยวิธีการนี้ คงเป็นเหตุให้ผู้ที่นั่งสมาธิจะแก่ช้าด้วยกระมั้งครับ เสมือนเราพับ และย่นเวลาได้ ต่อไปใครเจริญฌานเก่งมากๆ นั่งหลับตาแป๊บเดียว ลืมตามาอาจจะอยู่ในยุคพระศรีอาริย์แล้ววว 9/5/2010 13:22-------------------- ![]() ละธรรมดำ ยังธรรมขาวให้เจริญ ธัมมะกาโย อะหัง อิติปิ เราตถาคต คือธรรมกาย |
|
ความคิดเห็น
#18
|
|
|
ห้าสะลึงตึงทั้งชาติ คำตอบอยู่นี้เอง
14/10/2010 10:54 |
![]() ![]() |
มี 6 คน กำลังอ่านกระทู้นี้ (ผู้มาเยือน 6 คน และ 0 อุ๊บอิ๊บ)
สมาชิก 0 คน คือ


ตอบกระทู้
ตั้งกระทู้ใหม่
พิมพ์กระทู้
ส่งให้เพื่อน
27/7/2009 9:33

^^ Just You Make ^^

