ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

เมืองนาลันทา เมืองพระอัครสาวก


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 2 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 25 January 2006 - 09:33 PM


นาลันทา เมืองพระอัครสาวก


พระมหาสุวิทย์ ธัมมสิริ

พระพุทธองค์ทรงเป็นแม่ทัพแห่งกองทัพธรรม นำกงล้อแห่งพระธรรมจักรหมุนไปทั่งภาคพื้นปฐพี
นำความสงบสุขมาให้แก่มวลมนุษยชาติ

กงล้อแห่งธรรมจักรหมุนไปที่ใด ที่นั้นก็มีแต่ความสุข กองทัพธรรมนั้นนอกจากจะมีแม่ทัพธรรมที่กล้าหาญแล้ว

ต้องประกอบด้วยเสนาบดีผู้ร่วมวางแผนในกองทัพ นาลันทา
คือสถานที่เกิดของพระธรรมเสนาบดี เสนบดีแห่งกองทัพธรรมที่เกรียงไกร

ธรรมเสนาบดีนั้น คือ พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศในด้านปัญญาความรู้

และต่อมา นาลันทาก็กลายเป็นสถานบันการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


นาลันทาในสมัยพุทธกาล


ในสมัยพุทธกาลนาลันทาเป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์

เป็นเส้นทางการค้าขายของพวกพ่อค้าทั้งหลายตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองราชคฤห์-ไพสาลี-มัลละ-สาวัตถี

ดังหลักฐานที่ปรากฏในเกวัฏฏสูตร ทีฆนิกายพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ รวมทั้งเป็นบ้านเกิดของพระอัครสาวกทั้งสอง

และต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้า พระอัครสาวก และภิกษุสงฆ์จาริกเดินทางมาเป็นประจำ

และต่อมาท่านเศรษฐีชื่อ ปาวาริกะ ได้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ได้สร้างวัดที่สวนมะม่วงของตนถวายไว้ในพระพุทธศาสนา

จึงได้ชื่อว่า ปาวาริกัมพวัน เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมายังนาลันทาก็ประทับอยู่ที่วัดปาวาริกัมพวันแห่งนี้เสมอๆ

หลังจากที่พระสารีบุตรเถระได้นิพพานที่นาลันแห่งนี้
เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๒ ก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ๖ เดือน

โยมแม่ของพระสารีบุตรคือนางพราหมณ์สารี
ได้ทำการถวายเพลิงศพพระเถระและสร้างสถูปและวัดไว้เป็นอนุสรณ์แก่พระลูกชาย

พระลูกศิษย์ของพระเถระจำนวน ๕๐๐ รูปก็พากันจำพรรษาอยู่ภายในบริเวณวัดนั้น

ต่อมาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จมานมัสการพุทธสถานเห็นวัดแห่งนั้นก็เลื่อมใส

จึงได้ประทานการอุปถัมภ์ทางด้านการศึกษา
ต่อมาก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกเขตแดน

ความหมายของคำว่า นาลันทา


คำว่านาลันทา ปรากฏในพระไตรปิฎกทั้งที่เป็นฉบับพิมพ์ด้วยอักษรไทย ภาษาบาลี
และอักษรไทยภาษาไทย นั้น เขียนกันหลายแบบ

เช่น ฉบับสยามรัฐ เป็น นาฬันทา ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็น นาลันทา

หรือบางครั้งก็สลับกันไปมาระหว่าง นาลันทา และนาฬันทา

แต่ต่อไปนี้ จะใช้คำว่า นาลันทา เพื่อความเป็นระเบียบ

บางครั้ง พระไตรปิฎกเรียกว่า นาลกคาม ,อรรถกถาธรรมบท เรียกว่า อุปติสสคาม บ้าง

แต่ทั้งหมดก็มีความหมายว่า เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน

สรุปว่า นาฬันทา,นาลันทา,นาลกคาม อุปติสสะคาม เป็นสถานที่แห่งเดียวกัน

ข้าพเจ้าได้ค้นหาความหมายของคำว่า นาฬันทา,นาลันทา และนาลกคาม

ทั้งในพระไตรปิฎกและอรรถกถาแต่ไม่พบความหมาย

ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้ค้นหาที่ความหมายของคำว่า นาลก,นาฬก

ในพจนานุกรมของบาลีและสันสกฤต จึงได้พบความหมาย ดังต่อไปนี้

๑. ศัพท์ว่า นาลก แปลว่า ดอกบัวหรือพืชที่เกิดในน้ำจำพวกบัวหรือต้นกก

๒. ศัพท์ว่า นฬ แปลว่า ต้นอ้อ(พืชน้ำชนิดหนึ่งมีต้นกลม ใช้สำหรับทอเป็นเสื่อ)

๓. ศัพท์ว่า นาฬก เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ดอกบัว

[color=#3333FF]๔. ศัพท์ว่า ทา เป็นรากศัพท์ทั้งภาษาบาลีและสันสกฤต แปลว่า ให้,บริจาค


ถ้าแปลรวมกัน ได้ความหมายว่า ให้ดอกบัว ซึ่งหมายถึง ความรู้หรือวิชาการ

ในปัจจุบันทางราชการอินเดีย ให้การรับรองคำแปลของ

นาลันทา ว่า หมู่บ้านดอกบัว มากกว่าคำแปลอย่างอื่นๆ


หลวงจีนเฮี่ยนจังและมหาวิทยาลัยนาลันทา

หลวงจีนเฮี่ยนจัง ได้เดินทางมาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และได้บันทึกถึงที่มาของชื่อ ดังต่อไปนี้

“คำว่า อารามนาลันทา แปลว่าอารามที่ไม่เบื่อในการให้ทาน ตามที่ผู้สูงอายุเล่าสืบต่อกันมาว่า

ในสระน้ำที่ป่ามะม่วงซึ่งอยู่ด้านใต้ของอารามมีมาจากชื่อของพระยานาคชื่อว่า นาลันทา
เมื่อได้สร้างอารามขึ้นที่ใกล้สระนี้ ก็ตั้งชื่อตามนาค

แต่มีผู้กล่าวกันอีกอย่างหนึ่งว่า เมื่อตถาคตเจ้าทรงถือพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์
ครั้งเป็นกษัตริย์ครองมหาประเทศอันมีราชธานีอยู่ ณ ที่นี้

พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยสงสารพวกกำพร้ายาจก ได้ทรงบริจาคทานเสมอๆ
ฉะนั้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

ขึงขนานนามอารามนี้ว่า เป็นอารามที่ไม่เบื่อในการให้ทาน”

ตามเส้นทางก่อนจะถึงวัดไทยนาลันทา มีสระน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งกว้างประมาณ ๘๐๐ เมตร
ยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ชาวบ้านกล่าวว่า

เป็นสระที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งอาจจะเป็นที่มาของชื่อต่างๆ ดังที่ปรากฏข้างบน

ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องชาดกที่เกี่ยวกับสระน้ำและดอกบัว หรือพระโพธิสัตว์ที่บริจาคทานเป็นจำนวนมาก
ก็ปรากฏว่ามีเป็นจำนวนมาก

แต่ถ้าจะยกเอาเรื่องที่มีเหตุการณ์คล้ายกับเรื่องข้างบน มีดังนี้

๑. ที่เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ที่ไม่เคยปฏิเสธการให้ทานเลย ก็คือ
พระมหาเวสสันดรชาดก ที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ในการฟังเทศน์มหาชาติ มหาเวสสันดรชาดก

๒. ที่เกี่ยวกับดอกบัวและสระน้ำ ก็คือ นฬกปานสูตร ที่ปรากฏในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๑๓ และปรากฏคำอธิบายไว้ใน

อรรถกถานฬกปานสูตร ปปัญสูทนี มัชฌิมนิกาย ภาคที่ ๓ ในพระชาติที่พระมหาโพธิสัตว์บังเกิดเป็นหัวหน้าลิง

นาลันทาภายหลังพุทธกาล


เมื่อพระสารีบุตรนิพพานแล้ว นางสารีผู้เป็นมารดาได้จัดการถวายเพลิงศพพระลูกชายที่บ้านเกิดนั้นเอง
และพระภิกษุสงฆ์จำนวน๕๐๐ รูปที่เป็นลูกศิษย์จึงพากันศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมวินัยอยู่รอบๆ
นานเข้าจึงกลายเป็นวิหาร(วัด)ขนาดใหญ่

เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช ได้เสด็จมาพบจึงเกิดศรัทธาจึงได้ถวายความอุปถัมภ์อย่างเต็มที่

และต่อมาได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาที่ยิ่งใหญ่และ
ได้รับความอุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ที่เป็นชาวพุทธมาโดยตลอด

เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก มีพระนักศึกษาจากชาติต่างๆ เดินทางมาศึกษาเป็นจำนวนมาก

การก่อสร้างนาลันทา

ท่านหลวงจีนเฮี่ยนจัง ได้กล่าวถึงการสร้างมหาวิทยาลัยนาลันทา ไว้ตอนหนึ่งว่า

“……..ที่นี้เดิมทีเป็นสวนของท่านคฤหบดีนามว่า จามร มีพ่อค้า ๕๐๐ คน ได้ซื้อด้วยราคาทองคำตรา ๑๐ โกฏิ

แล้วอุทิศถวายพระพุทธเจ้า พระองค์ได้ประทับ ณ ที่ตรงนี้แสดงพระธรรมเทศนาเป็นระยะเวล ๓ เดือน

พวกพ่อค้าโดยมากก็ได้บรรลุมรรคผล”


เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินพพานแล้ว พระราชาในสมัยโบราณพระนามว่าศักราทิตย์ ได้สร้างอารามขึ้น

ณ ที่นี้ด้วยความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เมื่อพระเจ้าศักราทิตย์สวรรคตแล้ว ราชโอรสพระนามว่า พุทธคุปตะ

ก็ทรงสร้างอารามขึ้นอีกแห่งหนึ่งติดต่อกับทางด้านทิศใต้ ต่อมาพระราชโอรสพระนามว่าตถาคตราชา

ได้สร้างอารามขึ้นอีกทางด้านทิศตะวันอก ต่อมาพระเจ้าพาลาทิตย์ ได้สร้างอารามขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ภายหลังพระองค์ทราบว่ามีพระอริยสงฆ์มาจากประเทศจีนมารับบิณฑบาต จึงเกิดความเลื่อมใสสละราชสมบัติออกผนวช


ต่อมาพระราชโอรสทรงพระนามว่า วชิรราชา ได้ทรงสร้างอารามขึ้นอีกด้านทิศเหนือ

หลังจากนั้นยังมีกษัตริย์แห่งภาคกลางของอินเดีย ได้ทรงสร้างอารามขึ้นติดกันอีก

ฉะนั้นพระมหากษัตริย์ ๖ พระองค์จึงทรงมีส่วนร่วมสถาปนาต่อสืบเนื่องมา

ความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทา


ท่านหลวงจีนเอี่ยนจังพรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนาลันทาสามารถ สรุปใจความได้ดังต่อไปนี้

บริเวณทั้งหมด มีกำแพงล้อมอารามเข้าด้วยกัน มีประตู ๑ ประตู

ภายในแบ่งเป็นหอที่สำนัก ๘ แห่ง(ที่ทำงานหรือห้องเรียน)

แต่ละหอวิจิตรงามระยับดุจประดับด้วยดาว ยอดหอสูงเหมือนภูเขาหายไปในควันหมอก
โบสถ์และวิหารมองดูเหมือนลอยอยู่

มีลำธารน้ำใสไหลคดเคี้ยว มีดอกบัวสีขาบ(ดอกบัวหลวง) บานสะพรั่ง และดอกกรรณิการ์ขึ้นเรียงราย
ภายนอกมีสวนมะม่วงเต็มไปหมด

ที่พักของนักศึกษาเป็นหอสูง ๔ ชั้น ชายคาสูงตระหง่านเป็นนาคเลื้อย ขื่อโค้งเหมือนเส้นรุ้ง เสาสีแดงรับอยู่

ยอดและปลายเสามีลวดงายวิจิตรงดงาม เครื่องประกอบหลังคางดงามประดับประดาอย่างประณีต

เมื่อแสงอาทิตย์ส่องแสงประทบหลังคางามระยับจับตาเป็นอย่างยิ่ง

มหาวิทยาลัยนาลันทาจัดเป็นอารามที่เด่นกว่าวัดจำนวนนับหมื่นแห่งในอินเดีย
พระภิกษุสงฆ์ในมหาวิทยาลัยทั้งที่มาจากที่อื่นมีจำนวนนับหมื่น

ศึกษาในลัทธิมหายาน แต่ลัทธินิกายต่างๆ ๑๘ นิกายก็ศึกษาควบคู่กันไป

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาหนังสือสามัญ คัมภีร์พระเวทย์ เหตุวิทยา

ศัพทวิทยา จิกิตวิทยา สางขยะวิทยา ฯลฯ

พระภิกษุสงฆ์ที่มีความรู้ในพระสูตรและศาสตร์ต่างๆ จำนวน ๒๐ หมวด
มีประมาณ ๑,๐๐๐ รูป ที่รู้ ๓๐ หมวด ประมาณ ๕๐๐ รูป

และที่รู้ ๕๐ หมวดมีเพียง ๑๐ รูปเท่านั้น (หนึ่งในจำนวนนั้นรวมทั้งท่านเฮี่ยนจังด้วย)
แต่ท่านศีลภัทร์ ผู้เดียวมีความรู้ทั่วทั้งหมด

มีความรู้ทรงคุณธรรมและสูงอายุ จึงได้ดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์ด้วย(ตำแหน่งอธิการบดี ในปัจจุบัน)

ในมหาวิทยาลัยมีอาสนะ(ห้องเรียน)ที่สอนธรรมและวิชาการต่างๆ
วันหนึ่งๆ มีจำนวนนับ ๑๐๐ แห่ง ผู้ศึกษาก็ขะมักเขม้นเล่าเรียน

เหล่าพระสงฆ์ในสำนักก็เคร่งครัดต่อการปฏิบัติ นับตั้งแต่สถาปนาอารามแห่งนี้มาเป็นเวลากว่า ๗๐๐ ปี

ยังไม่เคยมีผู้ใดถูกกล่าวหาว่าประพฤติละเมิดศีลธรรมแม้แต่รูปเดียว

พระราชาทรงศรัทธาเลื่อมใสโปรดให้หัวเมืองต่างๆ กว่า ๑๐๐ เมือง
ทำการทะนุบำรุงอาราม คือในเมืองหนึ่งๆ ให้ ๒๐๐

ครอบครัวจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ทุกๆ วันรวมส่งเป็นจำนวนหลายร้อยเจี๊ยะ

ดังนั้นพระสงฆ์จึงไม่ต้องกังวลเรื่องจตุปัจจัย

และสามารถศึกษาให้สำเร็จผลเป็นอย่างดี

ท่านเฮี่ยนจังได้ศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนมีความรู้ถึง ๕๐ หมวด

ได้รับการอุปถัมภ์บำรุงเป็นอย่างดีจากท่านศีลภัทร์ ซึ่งเป็นอธิการบดี
ทางมหาวิทยาลัยจัดอุปัฏฐากให้ ๒ คนคืออุบาสก ๑ คน

และพราหมณ์ ๑ คน เป็นผู้รับใช้ เมื่อจะไปที่ใดก็ขี่ช้างที่มีกูบ(เตียงที่นั่งบนหลังช้าง) พร้อม

ภายในหมาวิทยาลัยมีพระสงฆ์นับหมื่นรูป แต่ที่ได้รับการบำรุงอย่างท่านเฮี่ยนจังมีเพียง ๑๐ รูป เท่านั้น


มหาวิทยาลัยในทัศนะของท่านเนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดีย

ท่านนานยกฯเนห์รู กล่าวถึงมหาวิทยาลัยนาลันทา ในหนังสือของท่าน คือ Discovery of India
(พบถิ่นอินเดีย) ตอนหนึ่งว่า

“………………นครกัศมีร์ก็ยังคงเป็นศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับศึกษาวิชาด้านพุทธและพราหมณ์

โดยใช้ภาษาสันสกฤตเป็นสื่ออยู่ตลอดมาเป็นเวลานาน อนึ่ง มหาวิทยาลัยทีสำคัญๆ
หลายแห่งก็ยังเจริญรุ่งเรืองอยู่ เช่น มหาวิทยาลัยนาลันทา

ซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดและได้รับการยกย่องในเชิงความรู้ทั่วประเทศอินเดีย การได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ถือกันว่าเป็นเครื่องหมายของผู้มีวัฒนธรรมสูง

การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยนาลันทา มิใช่กระทำกันได้ง่ายๆ เพราะนักศึกษาที่จะเข้าเรียนต่อในสถาบันแห่งนี้

จะต้องผ่านการศึกษาขั้นที่ได้กำหนดไว้เสียก่อน
มหาวิทยาลัยนาลันทาเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการศึกาาขั้นต่อจากชั้นบัณฑิต

ปรากฏว่ามีนักศึกษาจากจีน ญี่ปุ่น และทิเบต ไปศึกษาที่นั่น แม้จาก เกาหลี มองโกเลีย และโบกขรา (Bokhara)

ก็ว่ามีนักศึกษาไปกันเหมือนกัน นอกจากวิชาการทางศาสนาและปรัชญา (ทั้งของพุทธและพราหมณ์) แล้ว

ยังมีการสอนวิชาการทางโลกและวิชาที่จำเป็นแก่การทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น
ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม แพทยศาสตร์ เกษตรศาสตร์

ตลอดจนมีแผนกเลี้ยงวัวรีดนมด้วย การประชุมโต้วาที และอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนในปัญหาวิชาความรู้ต่างๆ

ก็เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งในชีวิตของนักศึกษาที่นี่ นักศึกษาจากสำนักนาลันทา

ได้มีส่วนร่วมด้วยเป็นอย่างมากในการนำวัฒนธรรมของอินเดียไปเผยแผ่ในต่างประเทศ


นอกจากมหาวิทยาลัยนาลันทา ก็มีมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา ซึ่งอยู่ใกล้ๆ เมืองที่ในปัจจุบันมีชื่อว่า
ภคัลปุระ(Bhagalpur) ในรัฐพิหาร

และมีมหาวิทยาลัยวัลลภีในแคว้นกาฐียาวาท อนึ่ง ในสมัยราชวงศ์คุปตะ มหาวิทยาลัยอุชชยินี ก็มีชื่อเสียงเหมือนกัน

ส่วนในภาคใต้มีมหาวิทยาลัยอมราวดี”

การล่มสลายของมหาวิทยาลัยนาลันทา

นักวิชาการด้านศาสนาและประวัติศาสตร์หลายท่าน เช่น นายกเนห์รู ได้กล่าวไว้ ตอนหนึ่งว่า

“………….ในอินเดียนั้น มิได้มีการโค่นต้นก่นรากพระพุทธศาสนาอยางกว้างขวางหรือรุนแรงแต่ประการใด

เรื่องยุ่งยากหรือการปะทะกันตามท้องถิ่นนั้นมีอยู่เนืองๆ ระหว่างผู้มีอำนาจปกครองซึ่งเป็นฮินดู กับคณะสงฆ์ของพระพุทธศาสนา

อันเป็นสถาบันซึ่งทรงอำนาจของพระภิกษุ การปะทะกันเหล่านั้นมักจะมูลเหตุมาจากเรื่องการเมือง

แต่ก็มิได้สร้งความผิดแผกแตกต่างอย่งจริงจังให้เกิดขึ้นมากมายอะไรนัก ท่านผู้อ่านโปรดระลึกไว้ด้วยว่า

ศาสนาฮินดูนั้นมิได้เคยถูกพระพุทธศาสนาเข้าครอบครองที่แทนอย่างสิ้นเชิงเลย

แม้ในสมัยที่พุทธศาสนาบรรลุความเจริญรุ่งเรืองที่สุดในอินเดีย ศาสนาฮินดูก็ยังคงแพร่หลายอยู่อย่างกว้างขวาง……..”

“………..โดยเฉพาะแล้วพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้นเข้าใกล้ระบบและรูปแบบของศาสนาพราหมณ์มาก

ลัทธิมหายานพร้อมเสมอที่จะประนีประนอมกับแทบทุกสิ่งทุกอย่าง

ตราบเท่าที่การประนีประนอมนั้นไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นเพด้านศีลธรรมของลัทธินี้

ศาสนาพราหมณ์ได้สถาปนาพระพุทธเจ้าให้เป็นอวตาร หรือพระเจ้าองค์หนึ่ง ศาสนาพุทธเองก็ได้กระทำเช่นนั้น

ลัทธิมหายานได้เผยแผ่กว้างขวางออกไปภายในเวลาอันรวดเร็ว แม้ว่าจะบรรลุความรุ่งเรืองในด้านขอบเขตที่เผยแผ่ออกไป

แต่ในด้านคุณภาพและความมีลักษณะเป็นพิเศษของตนเองนั้น ลัทธิมหายานกลับถึงแก่ความเสื่อมโทรมไป บรรดาวัดวาอารามต่างๆ

ได้กลายเป็นสถานที่สะสมสมบัติ เป็นศูนย์กลางของผลประโยชน์ที่ตกลงและกำหนดกันไว้ด้วยตัวบทกฎหมาย และด้วยเหตุผลนี้

จึงถึงแก่ความเสื่อมโทรมในด้านธรรมวินัย”


ในขณะเดียวกันเมื่อตอนพุทธศตวรรษที่ ๑๒ สมัยที่ท่านเฮี่ยนจังเดินทางมายังอินเดีย ศาสนาอิสลามก็ได้อุบัติขึ้น

และเมื่อกองทัพอิสลามแผ่ขยายอาณาเขตเข้าโจมตีอินเดียทางด้านตะวันตกและสามารถยึดอินเดียไว้ได้จุดสิ้นสุดของพุทธคยา

และพุทธศาสนาและพุทธสถานทั้งหมดในรัฐพิหารได้มาถึง เมื่อปี พ.ศ.๑๗๔๐(ค.ศ.๑๑๙๗) อัลลูดิน ขิลจี (Allaudin Khilji)

เข้าปล้นสะดมและเข้าทำลายพุทธคยา และฆ่าภิกษุสงฆ์ผู้อาศัยอยู่ภายในมหาวิทยาลัยนาลันทานั้น

ดร. เอมเบดการ์ (Dr.Ambedkar) กล่าวไว้ว่า


“พวกมุสลิมได้รุกรานอินเดีย เริ่มต้นในปี พ.ศ.๑๕๔๓ (ค.ศ.๑๐๐๑) และยุคสุดท้ายของการรุกรานจนครอบครองอินเดียภาคใต้

ในปี พ.ศ.๑๘๓๙(ค.ศ.๑๒๙๖) เมื่ออัลลูดิน ขิลจี (Allaudin Khilji) รบชนะอาณาจักรเทวคีรี(Devagiri

ปัจจุบันอยู่ห่างจากเมืองออรังคบาด รัฐมหารัชตะ ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร) ระหว่างที่มุสลิมได้ชัยชนะ

มีเพียงพวกเจ้านครที่เป็นฮินดูเท่านั้นที่ต่อต้านไว้ได้ และบางแห่งอิสลามก็ครอบครองไม่ได้
การรุกรานใช้ระยะเวลานานถึง ๓๐๐ ปี

ศาสนาพราหมณ์ได้ถูกทำลายเป็นอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่ายังได้รับความปราณีอยู่บ้าง
(เพราะกษัตริย์ที่เป็นฮินดูยังสามารถต่อต้านไว้ได้)

แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้รับการปราณีเลย พระพุทธศาสนาในเวลานั้นเปรียบเหมือนเด็กกำพร้า
ถูกทิ้งไว้กลางสายลมหนาวที่หนาวเหน็บ

และในที่สุดก็ถูกผู้ชนะ(ทั้งอิสลามและฮินดู) เผาทำลายจนหมดเกลี้ยง
เพราะพวกอิสลามฆ่าพระสงฆ์ไม่มีเหลือสักรูป

เมื่อไม่มีพระสงฆ์ผู้เผยแพร่ ศาสนาก็เสื่อมไปโดยปริยาย ที่เหลือก็หนีออกไปอยู่นอกอินเดีย เช่นเนปาล และทิเบต


การค้นพบนาลันทา


ในยุคที่อังกฤษปกครองอินเดีย นักโบราณคดีจำนวนมากได้มาสำรวจขุดค้นพุทธสถานต่างๆ ในอินเดีย
โดยอาศัยบันทึกของท่านเฮี่ยนจัง

คนแรกที่มาสำรวจ คือ ท่าน ฮามินตัน (Lord Haminton) ใน พ.ศ. ๒๓๕๘ แต่ไม่พบ
ได้พบเพียงพระพุทธรูปและเทวรูป ๒ องค์เท่านั้น

ซึ่งสถานที่พบอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยเพียง ๑ กิดลเมตรเท่านั้น

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ นายพลคันนิ่งแฮม ได้มาสำรวจและก็พบมหาวิทยาลัยนาลันทา
ซึ่งในขณะนั้นเป็นเพียงกองดินสูงเท่านั้น

ต่อมาจึงได้ขุดสำรวจตามหลักวิชาการโบราณคดี มหาวิทยาลัยก็ได้ปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งหนึ่ง
บริเวณปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร่

และตรงหน้ามหาวิทยาลัยนาลันทาได้มีพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร
์ที่เก็บรวมรวมโบราณวัตถุที่ขุดพบในมหาวิทยาลัยนาลันทา


นาลันทาในปัจจุบัน


นาลันทาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ห่างจากเมืองราชคฤห์ใหม่ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร
ห่างจากปัตนะ ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ

แต่ภายหลังการขุดค้นพบซากมหาวิทยาลัยนาลันทาแล้ว ทางรัฐบาลรัฐพิหารได้ประกาศยกฐานะหมู่บ้านนาลันทา

เป็นอำเภอนาลันทา(ที่ว่าการอำเภออยู่ที่พิหารชารีฟ ตั้งอยู่ห่างจากนาลันทา๑๒ กิโลเมตร)


สถานบันบาลีนาลันทาใหม่


เกิดจากความเลื่อมใสของหลวงพ่อ เจ กัสสปะ สังฆนายกรูปแรกของสงฆ์อินเดีย
ท่านเป็นคนเมืองรานชี (Ranchi) เมืองหลวงของรัฐจักกัน

ท่านเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย เมื่อเป็นหนุ่มได้ศึกษาพุทธประวัติ เกิดศรัทธาอย่างมาก
จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ประเทศศรีลังกา

และได้ออกปาฐกแสดงเรื่องความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัยนานลันทาในอดีต
แก่ผู้นำรัฐบาลในกรุงนิว เดลลี และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ

โดยเปิดสอนในปี พ.ศ.๒๔๙๔ และท่านได้เป็นครูสอนและผู้บริหารของสถาบัน
ครั้งแรกเปิดสอนทีวัดจีนนาลันทา

ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ตรงกันข้ามกับนาลันเก่า ต่อมาชาวมุสลิมที่อยู่ที่หมู่บ้านนาลันทา
ต้องการจะไถ่บาปที่บรรพบุรุษของตนได้ทำไว้แก่ชาวพุทธ

จึงมอบที่ดินจำนวน ๑๒ ไร่เพื่อสร้างเป็นสถาบันบาลีนาลันทาแห่งใหม่

สถาบันนาลันทาใหม่ ครั้งแรกมีเพียงตึก ๒ หลัง ใช้เป็นสถานที่ทำงานของครูอาจารย์และห้องสมุด

อีกหลังหนึ่งเป็นที่พำนักของนักศึกษานานาชาติ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๐๐

สถาาบันนวนาลันทาที่เปิดสอนด้านภาษาบาลีและพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี-ปริญญาเอก

และได้รับการรับรองและสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง นิว เดลลี มีพระสงฆ์จากประเทศต่างๆ

ไปศึกษาอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ไทย พม่า กัมพูชา อินเดีย บังคลาเทศ

ไฟล์แนบ



#2 ideal

ideal
  • Members
  • 605 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:TRANG
  • Interests:-

โพสต์เมื่อ 28 January 2006 - 12:33 AM

คุณ dangdee ช่างหาบทความที่มีสาระมาโพสบ่อยๆ ดีจังเลยครับ

DMC The only one

ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
ไม่หยุดไม่ถึงพระ ตัวหยุดนี้แหละเป็นตัวสำเร็จ
ผลไม้ดกนกชุม น้ำเย็นปลาชอบอาศัย


คติธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

#3 ปัจเจกชน บนทางสายกลาง

ปัจเจกชน บนทางสายกลาง
  • Members
  • 4109 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:จ. สงขลา

โพสต์เมื่อ 17 March 2007 - 04:28 PM

กราอนุโมทนาบุญครับ สาธุ