พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีใครรู้ทั้งเป็นอยู่ยาก ทั้งแสนสั้น ระคนอยู่ด้วยทุกข์ ความเพียรพยายามที่จะช่วยให้คนซึ่งเกิดมาแล้วไม่ต้องตายนั้นเป็นเรื่องสูญเปล่า แม้อยู่ไปได้ถึงชรา ที่สุดแล้วก็ต้องตาย สัตว์ทั้งหลายมีธรรมดาเป็นอย่างนี้เอง
ผลไม้ที่สุกแล้วก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องร่วงหล่นไปฉันใด, สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาที่จะต้องตายไปฉันนั้น, ภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นแล้วมีความแตกเป็นที่สุด ฉันใด, ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น, ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนโง่คนฉลาด ล้วนตกอยู่ในอำนาจของความตาย มีความตายรออยู่เบื้องหน้าเหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้น สาธูชนได้สดับคำสอนของท่านผู้ไกลกิเลสแล้วพึงระงับความคร่ำครวญรำพันเสีย เห็นคนเขาล่วงลับจากไปก็ควรทำใจเสียเถิดว่า ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเราจะร้องขอให้เขาคืนชีพขึ้นมาอีกย่อมเป็นไปไม่ได้ ธีรชน คนมีปัญญาเป็นบัณฑิต พึงระงับความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นจากความวิปโยคเสียโดยพลัน เสมือนหนึ่งคนเอาน้ำดับไฟที่ลุกลามหรือเสมือนหนึ่งลมพัดปุยนุ่น
ความทุกข์ คือ องค์ประกอบของชีวิต หรือคือตัวชีวิตเอง (ชีวิตคือก้อนทุกข์) นี่เป็นสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงย้ำนักย้ำหนา แต่เรามักจะลืมกัน พอความทุกข์ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนแก่เข้ามาเยือนในรูปแบบต่างๆ เลยตั้งตัวไม่ติด เข่าอ่อน ลมจับ ล้มพับลงไปอย่างรวดเร็ว บางคนป่วยนิดหน่อย แต่ตั้งสติไม่ทัน ป่วยหน่อย เลยกลายเป็นป่วยหนัก จากป่วยกาย เลยลุกลามเป็น ป่วยใจ อายุซึ่งควรจะยืนยาวก็เลยสั้น เพราะใจเสาะขาดสตินี่เอง
ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเลี่ยงพ้น ดังนั้น จึงเรียนรู้ทุกข์ไม่ใช้ทุกข์ หรือทุกข์มีไว้ให้รู้ ไม่ใช่มีไว้ให้เป็นทุกข์มีไว้ให้รู้ คือ เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เพราะสาเหตุใดก็ตามจงเรียนรู้มัน ศึกษามัน สบตากับมัน ไม่ใช่หนีมัน คนที่ไม่ยอมสบตากับความทุกข์จะทุกข์ซ้ำสอง












