หน้าแรก ติดต่อเรา  
 
 
X  

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 

มาบริหารสมองกันเถอะ


นักเรียนอนุบาล Dd2683
จำนวนความเห็น: 2,477
ความคิดเห็น #1 |
คุณอยากมีอาการหัวใสคิดอะไร "ปิ๊ง ปิ๊ง" ตอนทำงานทุกครั้งหรือเปล่า ?
จริงๆ แล้วไม่มีใครอยากบื้อไบ้รับประทานหรอก เวลาเจอโจทย์ยากๆ หรือแม้แต่คำถามง่ายๆ
อย่างนี้เราลองมาบริหารสมองกันดูซิว่าจะได้ผลตามที่คาดหวังหรือเปล่า

1. ประสานงานสมอง
การเขียนเลข 8 ในอากาศด้วยมือทั้ง 2 ข้างๆ ละ 5 ครั้ง
โดยเริ่มจากด้านซ้ายของเลขก่อน แล้วเขียนวนไปให้เป็นเลข 8
วิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอ่าน และการทำความเข้าใจดีขึ้น
และทำให้สมองด้านซ้ายและด้านขวาประสานงานกัน

2. น้ำเปล่าหล่อเลี้ยงสมอง
วางขวดน้ำไว้ใกล้ๆโต๊ะของคุณเป็นประจำ และคอยจิบทีละน้อย
วิธีนี้จะช่วยให้จิตใจและร่างกายของคุณตื่นตัวตลอดเวลา
และสมองก็จะเปิดว่าง สามารถรับสารหรือข้อมูลได้ดี
เพราะน้ำจะช่วยปรับสารเคมีที่สำคัญในสมองและระบบประสาท
ถ้าเวลาที่รู้สึกเครียด เพราะขาดน้ำ จึงควรจิบน้ำเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงระบบของร่างกาย

3. นวดใบหูกระตุ้นความเข้าใจ
วิธีนี้ทำได้โดยการนั่งพักสบายๆ แตะปลายนิ้วทั้ง 2 ข้างที่ใบหู
เคลื่อนนิ้วไปยังส่วนบนของหู จากนั้นบีบนวดและคลี่รอยพับของใบหูทั้ง 2 ข้างออก
ค่อยๆเคลื่อนนิ้วลงมานวดบริเวณอื่นๆของใบหู ดึงเบาๆ เมื่อถึงติ่งหู ดึงลง
ให้ทำซ้ำกัน 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยิน และทำให้ความเข้าใจดีขึ้น
เพราะเป็นการคลายเส้นประสาทบริเวณใบหูที่เชื่อมสมอง

4. บริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่

ให้มือซ้ายจับไหล่ขวา บีบกล้ามเนื้อให้แน่นพร้อมหายใจเข้า
จากนั้นหายในออกและหันไปทางซ้ายจนสามารถมองไหล่ซ้ายของตัวเอง
จากนั้นสูดลมหายใจลึกๆ วางแขนซ้ายลงบนไหล่ขวา พร้อมกับห่อไหล่
ค่อยๆ หันศีรษะกลับไปตรงกลางและเลยไปด้านขวา จนกระทั่งสามารถมองข้ามไหล่ของคุณได้
ยืดไหล่ทั้ง 2 ข้างออก ก้มคางลงจรดหน้าอกพร้อมกับสูดลมหายใจลึกๆ
เพื่อให้กล้ามเนื้อของคุณได้ผ่อนคลาย เปลี่ยนมาใช้มือขวาจับไหล่ซ้ายบ้างและทำซ้ำกันข้างละ 2 ครั้ง
วิธีนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อตรงส่วนลำคอและไหล่ การได้ยิน, การฟัง
และช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการนั่งโต๊ะทำงานเป็นเวลานานอีกด้วย

5. นวดจุดเชื่อมสมอง
วางมือข้างหนึ่งไว้บนสะดือ มืออีกข้างหนึ่งใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางบนกระดูกหน้าอกบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า และค่อยๆนวดทั้ง 2 ตำแหน่งประมาณ 10 นาที
วิธีนี้จะช่วยลดความงงหรือสับสน กระตุ้นพลังงานและช่วยให้มีความคิดแจ่มใส

6. บริหารขา

โดยการยืนตรงให้เท้าชิดกัน ถอยเท้าซ้ายไปข้างหลัง
โดยยกส้นเท้าขึ้น งอเข่าขวาเล็กน้อยแล้วโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย
ก้นของคุณจะอยู่ในแนวเดียวกับส้นเท้าขวา สูดลมหายใจเข้าและผ่อนออก
ในขณะที่ปล่อยลมหายใจออกนี้ ค่อยๆกดส้นเท้าซ้ายให้วางลงบนพื้นพร้อมกับงอเข่าขวาเพิ่มขึ้น
หลังเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าแล้วกลับไปตั้งต้นใหม่อีกครั้ง เปลี่ยนจากขาข้างซ้ายเป็นข้างขวา
โดยออกกำลังในท่านี้ทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน การบริหารท่านี้เหมาะสำหรับการปรับปรุงสมาธิ
รวมทั้งช่วยเพิ่มความเร็วในการอ่านหนังสือ และยังช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อน่องผ่อนคลายอีกด้วย

7. กดจุดคลายเครียด

ใช้นิ้ว 2 นิ้ว กดลงบนหน้าผากทั้ง 2 ด้าน ประมาณกึ่งกลางระหว่างขนคิ้ว และตีนผม
กดค้างไว้ประมาณ 3-10 นาที วิธีนี้จะช่วยคลายความตึงเครียดและเพิ่มการหมุนเวียนโลหิตเข้าสู่สมอง

8. บริหารสมองด้วยการเขียน
เขียนเส้นขยุกขยิกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมๆ กัน
ลายเส้นที่เขียนอาจจะดูเพี้ยนๆ แต่ได้ผลดีต่อระบบสมองเป็นอย่างดีทีเดียว
วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปรับปรุงการประสานงานของสมอง ด้วยการทำให้สมองทั้ง 2 ซีกทำงานพร้อมกัน
และเพิ่มความชำนาญด้านการสะกดคำและคำนวณดีและรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

......

การบำรุงรักษา และฝึกฝนสมอง


การพัฒนาของสมองจะมีมากที่สุดในช่วงที่ยังเป็นเด็กเล็ก และอัตราการพัฒนาของสมองจะค่อยๆ ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น การบำรุงรักษาสมองให้ดี สามารถทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง
และเซลล์ประสาท เช่น พืช ผักและผลไม้ที่มีวิตามิน B1 วิตามิน B6 และวิตามิน B12
ที่มีในข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง

นอกจากนี้ มีหลักฐานจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากใบแปะก๊วย
จะสามารถช่วยบำรุงเซลล์ประสาทให้ทำงานได้ดี รักษาความจำให้ดีขึ้นได้

ในทางตรงข้าม การดื่มเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เช่น ยากล่อมประสาท ยาบ้า
จะมีผลต่อการทำงานของเซลล์ประสาท หรือระบบประสาททำให้เซลล์ประสาททำงานผิดปกติ
และทำให้มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดปกติ เช่น
เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงหลอนและทำให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดปกติได้
สำหรับผู้ใหญ่วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ การรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ

และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง
และโรคเบาหวาน อันจะนำไปสู่การป้องกันการเกิดโรคสมองขาดเลือด

การฝึกฝนความจำทั้งความจำระยะสั้น และระยะยาว การฝึกฝนการคิดคำนวณ
การฝึกความคิดสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอ
จะช่วยเพิ่มเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาทให้มีการเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

พร้อมกันนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่บรรจุอยู่ที่ปลายประสาทให้มีมากเพิ่มขึ้นด้วย

มีหลักฐานงานวิจัยประมาณไว้ว่า สมองของมนุษย์มีประมาณ 1,000,000,000,000 เซลล์ (หนึ่งล้านล้านเซลล์) และแต่ละเซลล์อาจเชื่อมโยงกับเซลล์ประสาทอื่นๆ อีกประมาณ 80,000 - 100,000 เซลล์ ความเชื่อมโยงของเซลล์ประสาททั้งหมดในสมองมีอยู่จำนวนมหาศาลคือ
ประมาณ 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์ประมาณ 800 ตัว (10800) !

ดังนั้น พอจะอนุมานได้ว่า พลังสมองที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน
เป็นเพียงพลังสมองที่คิดเป็นเศษเสี้ยวของพลังสมองทั้งหมดที่มีอยู่

ศักยภาพของสมองมนุษย์มีอยู่มากมายมหาศาล
และพลังของสมองนั้นไม่มีขอบเขตจำกัด


.......

อาหารบำรุงสมอง

อาหารมีความสำคัญต่อการพัฒนาสมอง ไม่แพ้การพัฒนาทางร่างกายเป็นความจริง ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย จึงปรนเปรออาหารการกินให้กับลูกๆ ด้วยหวังว่าอาหารเหล่านี้ จะทำให้ความคิดแล่นความจำดีสมองโปร่งใสทำให้ลูกเฉลียวฉลาดได้
อาหารที่เชื่อกันว่าช่วยบำรุงสมองมีอยู่หลายอย่าง เช่น
เนื้อสัตว์ นม ไข่ น้ำซุปไก่เป็นต้น แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นปลา

ผู้ใหญ่มักให้เด็กกินปลา โดยอ้างว่าปลาบำรุงสมอง กินปลาแล้วจะฉลาดขึ้น
และถ้ากินหัวปลาได้ จะยิ่งฉลาดเข้าไปใหญ่
หากอาหารสามารถบำรุงสมองได้จริงเช่นนั้น เชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยคงไม่สอบตก

ฉะนั้นจะหวังให้อาหารช่วยให้ฉลาดขึ้นคงจะเป็นไปไม่ได้เพราะอาหารช่วยบำรุงสมองได้
ในระยะที่สมองเติบโต หรือในระยะเริ่มแรกของชีวิตเท่านั้น
เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนสมองเติบโตเต็มที่เสียแล้ว
ไม่ว่าจะทำนุบำรุงเรื่องอาหารเพียงใดก็ย่อมไม่ทำให้เฉลียวฉลาดขึ้น
ความเฉลียวฉลาดของแต่ละคน

ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ ถึงกรรมพันธุ์จะเป็นตัวกำหนด ขีดขั้นตอนสติปัญญา แต่เด็กมักจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเต็มขั้นตามกรรมพันธุ์กำหนดหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่รับประทานในช่วงตั้งครรภ์และอาหารที่ลูกกินในช่วงแรกของชีวิต

ถ้าหากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่รับประทานอาหารครบห้าหมู่และ
มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เซลล์สมองของลูกจะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่เป็นรากฐานที่มั่นคง เมื่อได้รับการศึกษาได้เล่าเรียนฝึกฝนก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดได้เต็มขั้นตามที่กรรมพันธุ์กำหนด
ตรงกันข้าม เมื่อขาดแคลนอาหารทั้งในปริมาณ
และคุณภาพเซลล์สมองไม่อาจเจริญเติบโตอย่างเต็มที่

เมื่อสมองหยุดเจริญเติบโตแล้วจำนวนเซลล์สมองของเด็กเหล่านี้
อาจน้อยกว่าเด็กที่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอถึงร้อยละ 15 ถึง 20 อาการซึมเศร้า และเชื่องช้าที่ปรากฏภายนอกเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นผลของจำนวนเซลล์ที่น้อยกว่าปกติ
แม้จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน มีโอกาสได้รับการฝึกฝนเท่าเทียมกับเด็กคนอื่น ก็ไม่อาจมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเต็มขีดขั้นที่กรรมพันธุ์กำหนดได้

หรืออีกนัยหนึ่งถึงพ่อแม่จะฉลาดหลักแหลมเพียงใดลูกก็ไม่มีโอกาสฉลาดเท่าเทียมพ่อแม่ได้
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า อาหารมีอิทธิพลต่อการพัฒนาของสมองตั้งแต่ก่อนเด็กเกิด

นับตั้งแต่ปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของแม่เลยทีเดียว อาหารบำรุงสมองของเด็ก
จึงเป็นอาหารในระยะตั้งครรภ์ของแม่ และอาหารของเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 1-2 ปี

ในขณะคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงควรเอาใจใส่อาหารการกิน อย่างน้อยที่สุดต้องกินให้ครบห้าหมู่
เพิ่มอาหารที่ให้โปรตีนสูง ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ และนม
ถ้าหากมีรายได้น้อยอาจพึ่งโปรตีน จากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเหลือง เป็นต้น

ถ้าคุณแม่บางรายกินนมวัวไม่ได้ ก็ควรเลี่ยงไปกินนมถั่วเหลืองแทน
อาหารบำรุงสมองที่ดีที่สุดของทารกแรกเกิด คือนมแม่
เมื่อเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ ควรให้อาหารอื่นเพิ่มเติม
ไม่ใช่เฉพาะข้าวกับกล้วยเท่านั้น ควรหัดให้เด็กกินไข่ เนื้อปลา ผักและผลไม้ต่าง ๆ
และถือโอกาสปลูกฝังนิสัยการกินอาหารที่ดีเสียแต่เนิ่น ๆ

(Cover จาก โภชนาการดี ชีวีมีสุข กองโภชนาการ กรมอนามัย)
ความคิดเห็น 21/2/2006 11:15

รูปที่แนบมาด้วย
รูปแนบ
 
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล PS-Junior
จำนวนความเห็น: 247
ความคิดเห็น #2 |
ดีมากเลยค่ะ อนุโมทนาด้วยค่ะ
ความคิดเห็น 21/2/2006 17:46
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล saowanee15
จำนวนความเห็น: 207
ความคิดเห็น #3 |
จังกึม อุอิ เห็นแล้วนึกถึงอาหารเกาหลี คิดถึงหมอหลวงที่ชื่อ จังกึม
ภาพแนบ น่าทานจัง @^^@
ความคิดเห็น 23/2/2006 14:53
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล Omena
จำนวนความเห็น: 1,409
ความคิดเห็น #4 |
รูปสลัดผลไม้น่าเอาไปจัดบูชาข้าวพระจังเลย
ความคิดเห็น 25/2/2006 20:04


--------------------
เมื่อไหร่หนอจะได้พบทหารหาญ
รอตั้งนานผู้ชาญศึกหายไปไหน
บอกจะพบกันครึ่งทางที่กลางใจ
อีกนานไหมจะให้พบช่วยบอกที

สุนทรพ่อ




muralath2@hotmail
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล gioia
จำนวนความเห็น: 593
ความคิดเห็น #5 |

อนุโมทนาบุญกับคุณแดงดีค่ะ
ความคิดเห็น 2/3/2006 14:19
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล ป่าน072
จำนวนความเห็น: 371
ความคิดเห็น #6 |
อนุโมทนาบุญด้วยนะคะ สาธุ
ความคิดเห็น 22/8/2006 15:33


--------------------
เมื่อดวงตาปิดสนิมอย่างละมุน
ไม่มีลุ้นเร่งจองมองที่หมาย
ก็จะพบผู้รู้อยู่กลางกาย
ธาตุอ่อนแก่มากมายถึงปลายทาง
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล นักท่องเที่ยว
จำนวนความเห็น: 2,378
ความคิดเห็น #7 |
สมาธิยามเช้าก็สามารถช่วยเราได้เหมือนกันนะครับ
ความคิดเห็น 17/10/2006 20:54


--------------------
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล ทันตชโย
จำนวนความเห็น: 1
ความคิดเห็น #8 |
อนุโมทนาบุญด้วยนะ สาธุ
ความคิดเห็น 28/1/2007 21:36
Go to the top of the page
นักเรียนอนุบาล usr21030
จำนวนความเห็น: 1
ความคิดเห็น #9 |
อยากฉลาด
ความคิดเห็น 1/12/2007 14:18
Go to the top of the page

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านกระทู้นี้ (ผู้มาเยือน 1 คน และ 0 อุ๊บอิ๊บ)
สมาชิก 0 คน คือ