พระเทวทัต: อุทาหรณ์แห่งบาปกรรมและการแบ่งแยกสงฆ์
สำรวจเรื่องราวของพระเทวทัต ผู้ทำกรรมหนักและแบ่งแยกสงฆ์ จนถูกแผ่นดินสูบลงสู่อเวจีมหานรก เป็นอุทาหรณ์ให้เราละเว้นบาปกรรม และเรียนรู้ธรรมะเพื่อประชาชนจากเพจ พุทธพจน์เตือนใจ
พระเทวทัตผูกพยาบาทพระพุทธเจ้า
ทำกรรมหนักแบ่งแยกสงฆ์
สุดท้ายถูกแผ่นดินสูบลงอเวจีมหานรก
เป็นอุทาหรณ์ให้ละเว้นบาปกรรม
เพจ พุทธพจน์เตือนใจ
ธรรมะเพื่อประชาชน
ธรรมบท
อรุณสว่างยามเช้า กับ พุทธพจน์เตือนใจ ตอนที่ 3,795
พระเทวทัตเป็นตัวอย่างของผู้ที่ทำความชั่วได้ง่าย แต่ทำความดีได้ยาก แม้จะบวชเป็นพระแล้ว แต่เพราะมีความทะเยอทะยาน อยากเป็นใหญ่ปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า จึงทำกรรมหนักหลายอย่าง รวมถึงทำให้สงฆ์แตกแยก หรือที่เรียกว่า “สังฆเภท” เมื่อละโลกไปแล้ว จึงต้องไปตกอเวจีมหานรกเป็นเวลายาวนานถึง 1 อันตรกัป
คนส่วนใหญ่มักรู้จักพระเทวทัตในฐานะผู้ที่เป็นคู่ปรับกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายภพหลายชาติ แม้พระพุทธองค์ไม่เคยคิดร้ายต่อใคร แต่พระเทวทัตกลับผูกพยาบาทเรื่อยมา ในชาติสุดท้ายยังชักชวนพระเจ้าอชาตศัตรูให้ฆ่าพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา และยังพยายามลอบปลงพระชนม์พระพุทธองค์หลายครั้ง
ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตกลิ้งก้อนหินจากยอดเขาหมายจะให้ทับพระพุทธเจ้า แม้ไม่สำเร็จ แต่เศษหินได้กระเด็นถูกพระวรกายจนห้อพระโลหิต ถือเป็นกรรมหนักอย่างหนึ่ง อีกครั้งยังปล่อยช้างนาฬาคิรีที่กำลังตกมันให้วิ่งเข้าใส่พระพุทธองค์ แต่ด้วยพระเมตตาของพระองค์ ช้างกลับสงบลงและหมอบแทบพระบาท
เมื่อผู้คนรู้ว่าพระเทวทัตคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า จึงเสื่อมศรัทธา ไม่ใส่บาตร ไม่ถวายลาภสักการะอีก พระเทวทัตจึงหันไปใช้วิธีสร้างภาพว่าตนเคร่งครัดกว่า โดยเสนอข้อปฏิบัติที่เข้มงวด 5 ประการ เช่น ให้อยู่ป่าตลอดชีวิต ฉันบิณฑบาตอย่างเดียว ห้ามฉันเนื้อสัตว์ เป็นต้น
แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงบังคับ เพราะเห็นว่าใครพร้อมจะปฏิบัติก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นข้อบังคับ พระเทวทัตจึงใช้เรื่องนี้ชักชวนพระบวชใหม่ 500 รูปให้ตามตนไปอยู่ที่คยาสีสะ
ต่อมาพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ไปแสดงธรรม จนพระเหล่านั้นเข้าใจถูกและบรรลุธรรม แล้วกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระเทวทัตจึงเสื่อมทั้งลาภและบริวาร เกิดความทุกข์ใจอย่างหนัก ถึงกับอาเจียนเป็นเลือด
เมื่อใกล้เสียชีวิต พระเทวทัตเริ่มสำนึกผิด อยากไปขอขมาพระพุทธองค์ จึงให้ลูกศิษย์ช่วยหามไปเฝ้า แต่ด้วยกรรมหนักที่ทำไว้ พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า ท่านจะไม่มีโอกาสได้พบพระองค์อีก
ทันทีที่พระเทวทัตลงจากเตียง เหยียบพื้นดินใกล้วัดพระเชตวัน แผ่นดินก็แยกออก สูบร่างของท่านลงสู่อเวจีมหานรกทันที
อเวจีมหานรกเป็นนรกที่มีทุกข์หนักอย่างต่อเนื่อง ไม่มีช่วงพัก ไม่มีเบาบางเลย คำว่า “อเวจี” แปลว่า “ไม่มีคลื่น” คือความทุกข์รุนแรงสม่ำเสมอตลอดเวลา ไม่เหมือนคลื่นทะเลที่ยังมีขึ้นมีลง
เรื่องของพระเทวทัตจึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญว่า อย่าดูเบาบาปกรรม แม้เพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกรรมหนักอย่างการทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์แตกแยก หรือดูหมิ่นผู้มีศีล เพราะผลของกรรมนั้นรุนแรงและยาวนานเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้
พระพุทธศาสนาสอนให้เราระวังกาย วาจา และใจ หมั่นสร้างบุญ รักษาศีล และฝึกใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เผลอสร้างกรรมที่จะนำความทุกข์มาให้ในภายหลัง
เรื่องนรกสวรรค์นั้น เป็นเรื่องที่ผู้มีสมาธิและเข้าถึงธรรมสามารถรู้เห็นได้ด้วยใจที่หยุดนิ่ง ดังนั้น หากอยากเข้าใจความจริงของชีวิตอย่างลึกซึ้ง ก็ต้องหมั่นฝึกใจให้สงบและเข้าถึงธรรมภายในตนเอง
"จากส่วนหนึ่ง ของรายการธรรมะเพื่อประชาชน โดย หลวงพ่อธัมมชโย"
#เพจพุทธพจน์เตือนใจ
Facebook|https://www.facebook.com/Ven.Apirak/