ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

คำถาม


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 3 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 malisa

malisa
  • Member_Facebook
  • 1 โพสต์

โพสต์เมื่อ 12 January 2014 - 08:43 PM

นมัสการคะพระคุณเจ้า หนูอยากทราบว่าเวรกรรมอะไรของประเทศไทยถึงได้แตกแยกแบ่งสีกันแบบนี้คะ ขอรบกวนผู้รู้ตอบด้วยคะ มาลิษา

#2 ทัพพีในหม้อ

ทัพพีในหม้อ
  • Moderators
  • 3279 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 13 January 2014 - 08:36 AM

ไม่ใช่พระนะครับ  แต่จะขอเข้ามาตอบด้วยความคิดเห็นส่วนตัวก่อนนะครับ

 

ผมคิดว่าไม่ใช่เวรกรรมของประเทศชาติอะไรหรอกครับ  ทั้งหมด  ทั้งมวลมาจากการที่ศีล  และ  ธรรม ในใจคนถดถอยลงมามาก  เสื่อมลงมาก  มากกว่าครับ    เพราะถ้าทุกฝ่ายตั้งสติดีๆ  ค่อยๆ พิจารณา  ไม่เอาความต้องการของตนเป็นใหญ่  ใช้ศีล  และ  ธรรม  เป็นแนวทางในการดำเนินการ  เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดครับ  คนในประเทศเป็นคนกำหนดชะตาของชาติบ้านเมืองครับ

 

นั่นเป็นเหตุผลว่า  ทำไมทุกโครงการของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ  ทุกๆ โครงการของวัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย  จึงเป็นไปเพื่อการฟื้นฟูศีล และ ธรรม  ในใจคนทั้งนั้น  

 

ไม่ว่าจะเป็นโครงการธุดงค์ธรรมชัยฯ   โครงการตักบาตรทั่วไทย  โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่  โครงการเด็กดีวี-สตาร์  โครงการบวชอุบาสิกาแก้ว  โครงการค่ายเยาวชนต่างๆ  มีแม้กระทั่งโครงการปฏิบัติธรรมกลุ่มย่อยตามสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ  บ้านกัลยาณมิตร  และอีกสารพัดโครงการ (กราบขออภัยถ้าไม่ได้กล่าวถึง ณ ที่นี้)

 

ถ้าทุกคนใช้ศีล  และ ธรรม  เป็นตัวนำในการทำกิจกรรม  กิจการทุกอย่าง  เรื่องการขัดแย้งกระทบกระทั่งก็จะไม่มี  ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยการร่วมมือร่วมใจกันฝ่าฝัน    ทุกฝ่ายก็จะอยู่กันอย่างสงบร่มเย็น  อาจจะไม่เจริญทางวัตถุเท่าประเทศอื่น  แต่การที่  ทุกคนยิ้มแย้มให้กัน  พูดคุยกันด้วยดี  มีปัญหาก็ร่วมกันแก้ไข  มีอะไรก็แบ่งปัน  ผมว่าประเทศแบบนี้น่าอยู่กว่า การมีความเจริญทางวัตถุ  แต่เราต้องกระเสือกกระสนหาเงินเพื่อซื้อความเจริญนั้นนะครับ


สมาชิกเว็บไซต์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านกระทู้ สามารถร่สมกิจกรรมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกจากทางทีมงานได้ฟรีๆ ทำตามนี้เลยครับ ..... ทุกๆ กระทู้ที่สมาชิกตั้งขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 3 คะแนน ..... ทุกๆ การตอบกระทู้ที่เป็นการตอบแบบมีสาระทางธรรม จะได้รับคะแนนสะสมทันที่ 1 คะแนน และ 0.1 คะแนนสำหรับการเข้ามาอนุโมทนาบุญ ..... อย่าลืมมาร่วมกิจกรรมกันนะครับ

#3 ดินสอแห่งธรรม

ดินสอแห่งธรรม

    สร้างบารมีเป็นหมู่คณะ = ฝึกตนให้เป็นผู้ใจกว้าง

  • Members
  • 1478 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ดุสิตบุรี
  • Interests:สร้างบารมีแบบเต็มกำลัง

โพสต์เมื่อ 13 January 2014 - 11:27 PM

...ในยุคที่มนุษย์กิเลสหนาขึ้น คือ มีความโกรธ ความโลภ และความหลง มากขึ้น ยุคแบบนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาใดบนโลกใบนี้ โลกก็จะร้อนระอุไปเลยทีเดียว มีตัวอย่างหลายประเทศซึ่่้่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอกครับ   และคนส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ก็สนแต่แค่เรื่องปากท้องของตนเองกับครอบครัว ไม่ได้สนใจมาศึกษาเรื่องบุญ เรื่องบาป  ไม่ได้สนใจฟังธรรมให้เข้าในเรื่องกิเลส  ไม่ได้สนใจวิธีใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่ได้สนใจศึกษาวิธีปล่อยวาง หรือ หักล้าง ความโกรธ ความไม่พอใจ  อันเกิดขึ้นง่ายและรุนแรงนั้นๆกันเลย...

 

...แม้บุคคลต้องอยู่ร่วมกันในยามที่ประเทศ หรือโลกร้อนระอุด้วยกิเลสนี้ บุคคลที่มีกรรมมาก ก็เที่ยวไปประหัดประหารตีรันฟันแทงทำร้ายกัน ด้วยมีเหตุผลเพียงว่า ศักดิ์ศรี หรือความรักในสิ่งที่ตนรัก...  ซึ่งจริงๆแล้วแม้ใครก็ช่วยประเทศ หรือโลกนี้ไม่ได้ แม้ตัวเราก็ตาม หากไปตามกระแสของโลก ก็จะไหลตามไปเหมือนสายน้ำอย่างไร้ที่พึ่งพา...

 

...แต่คนอีกกลุ่มที่เข้าใจเรื่องของกิเลสที่เกิดขึ้น  รู้จักกิเลสดีพอ และเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับกิเลส เขาก็จะใช้วิธีที่จะอยู่แบบทวนกระแสของโลก ซึ่งแน่นอนว่า มีน้อยกว่าผู้ที่ตามกระแส  ..และเมื่อมีน้อยกว่า คนก็เลยมองว่ามันแปลก หรือเป็นกลุ่มที่แปลกไป เพราะไม่เหมือนตน ฯลฯ   ..คือ เขาเอาตัวเขา หรือคนหมู่มากมาตั้งบรรทัดฐานเป็นตัววัดไปว่า  ต้องแบบนี้ ต้องตามนี้ถึงจะถูกต้อง ก็ไม่ต่างอะไรกับคนหมู่มากตั้งกฎเอง...

 

...หากเราเรียนรู้และรู้จักกิเลสว่าเกิดขึ้นจากอะไร เกิดอย่างไร เกิดที่ใคร เกิดแบบใด ฯลฯ เราก็จะมีชีวิตอยู่ได้โดยยังมีความสุขอยู่  แม้คนที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าพวกนี้แปลก  จริงๆก็แปลกนั่นแหละ เพราะผู้ที่ยังมีความสุขในสถานการณ์ร้อนระอุอยู่ได้  ย่อมดูแปลกในสายตาเขาด้วยเหตุผลดั่งที่กล่าวมาตามนั้น  แต่ทว่า ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะไม่รู้เรื่อง หรือตามข่าวไม่ทัน หรือไม่สนใจบ้านเมืองหรอกนะ... แต่เพราะเขารู้ หรือพบวิธีอื่นที่จะใช้ในสถานการณ์แบบนี้ต่างหาก.. ที่เขาเรียกว่า รู้เชิง  และรู้ทันกระแสกิเลส  ก็จะไม่ทนทุกข์ทรมานกับความปั่นป่วนร้อนระอุอะไรเหล่านี้ไปด้วยเลย...

 

...คุณเคยเห็นคนชกต่อยกันใช่ไหม?   ถามว่า ที่เขาต่อยกัน มีเหตุจากคนต่อยกันกี่คน? บางทีก็แค่ 2 คนที่ไม่พอใจกันนั่นเอง แต่ที่บานปลายเพราะก็เอาพวกมารุมกัน หรือลากพวกพ้องมาเกี่ยว.. มันก็เป็นปัญหาบานปลาย  แท้จริง เหตุเกิดขึ้นแค่จากคนไม่กี่คนเอง..

 

....มีผู้คนมากมายที่ไม่ไตร่ตรองเหตุผล ใครบอกอะไรก็ถือเอาตามนั้น มันก็จะเป็นเหตุที่ควบคุมได้ยากในเวลาต่อมา..

 

.....แต่ให้เชื่อเถิดว่า ทุกอย่าง มีจุดเริ่ม ย่อมมีจุดจบ... ไม่มีงานเลี้ยงใด ที่ไม่มีวันเลิกรา...

 

...ความรักชาติ รักในคนของตน มันไม่ใช่ลงท้ายด้วยวิธีไปทำร้ายฝ่ายตรงข้าม หรือคนที่เราไม่ชอบ  เพราะเมื่อทำร้ายแล้ว อีกฝ่ายก็ไม่ยอม ก็เอาคืนตอบ เอาคืนกันไป เอาคืนกันมา สุดท้าย เลือดตก ยางออกทั้งคู่ ประเทศชาติก็พังเพราะความไม่สงบในประเทศ  เหมือนคนต่อยกันแล้วทำร้านพัง สุดท้ายก็ต้องมานั่งอยู่ในร้านเดิม คือประเทศนี้ของตนเองอยู่ดี  อะไรพังไปเท่าไหร่ เสียไปเท่าไหร่สุดท้ายก็ต้องอยู่อาศัยในที่นั้นอยู่ดี... เรียกได้ว่า ผู้ชนะ หรือผู้แพ้ ในซากปรักหักพังของตน... ที่ตน ได้ร่วมก่อไว้.......

 

....วิถีของผู้ที่รู้จักกิเลสเหล่านี้ เขาจะหาวิธีหยุดนิ่ง เพื่อรักษาสภาวะร่างกายตน จิตใจตนให้ปกติไว้ก่อน เพราะตนคือที่พึ่งแห่งตน  หากเราบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไปแล้ว ใครจะรับผิดชอบ? ใครจะเห็นใจ? ใครจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล? เราจะเรียกร้องความเสียหายกับใคร? ...

 

..แม้ประกันภัย ยังไม่รับรอง หรือไม่ขอคุ้มครอง ในเหตุความไม่สงบในประเทศหรือบ้านเมืองเลย ภัยพิบัติธรรมชาติก็ไม่รับรอง จราจลก็ไม่รับรอง  ..หากใครต้องเสียชีวิต หรือบาดเจ็บไป คุณๆก็คงต้องรักษาพยาบาลดูแลตนเอง  และบางทีสิ่งที่ทุ่มเทลงไปมันก็ไม่คุ้ม ถ้ามารู้ทีหลังว่า....เขาเหล่านั้น จับมือกันแล้ว...  :glare:


..อันมือของฉันสองมือนี้ ดูเล็กนิดเดียวและไม่มั่นใจว่าฉันจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดแก่โลกใบนี้ได้.. แต่ฉันมั่นใจว่า ...หัวใจของฉันนี้ มอบไว้ให้แด่พระพุทธศาสน์....

#4 InnerDot

InnerDot
  • Members
  • 79 โพสต์

โพสต์เมื่อ 24 January 2014 - 04:44 PM

เคยได้ยินคำว่า ....เหตุในเหตุ... ไหมครับ...

..... เราเห็นคนถูกจับ...               เพราะเหตุที่ ๑ ว่า ไปขโมยของคนอื่น....

......การที่เขาไปขโมยของคนอื่น เพราะเหตุที่ ๒ ว่า เขาถูกความจนบีบคั้น...

......การที่เขาจนไม่มีจะกิน          เพราะเหตุที่ ๓ ว่า เขาทำทานมาน้อย...

......การที่เขาทำทานมาน้อย       เพราะเหตุที่ ๔ ว่า เขาตระหนี่...

.

.

.ฯลฯ

พอผลที่สุดสาวหา "เหตุในเหตุ" ไปเรื่อยๆ... ก็ไม่พ้นว่า เพราะถูกบังคับ

บัญชาด้วยอำนาจของพญามาร... ทุกเรื่อง ทุกปัญหาในโลกนี้ มันมี

เหตุมาจากเรื่องเดียวกันนี้แทบทั้งนั้นแหละครับ...

... ดังนั้น วิธีแก้ปัญหานอกจากประคองแก้ไขในเหตุที่ ๑, ที่ ๒ , ที่ ๓ 

ไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายการจะดับปัญหาทุกอย่างได้อย่างหมดจด จริงๆ

ก็ต้องไป "ดับ" ที่ต้นตอของเหตุ นั่นคือ พญามาร ไงละครับ....  

ก็อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยสอนว่า... มนุษย์เรานั้น

เป็นเพียงหุ่นเชิด....  ตัวบงการที่เชิดมนุษย์ให้รบราฆ่าฟันกันมันก็

มาจากมารทั้งนั้นแหละครับ....