เสริมสาระธรรม เรื่อง สัมมาทิฏฐิ ต่อจากที่สนทนากันไว้นะครับ
สัมมาทิฎฐิ ว่าโดยย่อมี ๒ ระดับ
๑ โลกิยะสัมมาทิฏฐิ ในปุถุชน กัลยาณชน คือ สัมมาทิฎฐิ ๑๐
๒ โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ ในอริยบุคคล โลกุตตระ คือ ความเห็นชอบในอริยสัจ ๔
ซึ่งในแต่ระดับก็มีความลุ่มลึก ความละเอียด อยู่นะครับ
ส่วนมิจฉาทิฏฐิ ก็มีทั้ง มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ที่ตรงข้ามกับสัมมาทิฏฐิ ๑๐ และในนัยยะอื่น
เช่น
มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ที่แสดงไว้ในพรหมชาลสูตร แห่งสีลขันธวรรคนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๒ ที่แสดงไว้ในสามัญญผลสูตรแห่งสีลขันธวรรคเชิญศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ
สัมมาทิฏฐิ 10 อย่าง เชื่อว่า
1. ทานมีผล
2. ยัญที่บูชาแล้วมีผล ยัญ คือการสงเคราะห์กัน
3. การเซ่นสรวงมีผล ( การบูชาบุคคลที่ควรบูชา )
4. วิบากของกรรมมี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
5. โลกนี้มีคุณอย่างยิ่ง
6. โลกหน้ามี ตายแล้วไม่สูญ ยังมีภพอื่น ๆ อีก
7. มารดา มีพระคุณแก่เรา
8. บิดา มีพระคุณแก่เรา
9. โอปปาติกะ มีจริง นรก สวรรค์มีจริง
10. ในโลกนี้มี สมณะพราหมณ์ พระสงฆ์ ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ
มิจฉาทิฏฐิ 101.นตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าทานที่ให้ไม่มีผล
2.นตฺถิ ยิฏฺฐํ เห็นว่าการบูชาไม่มีผล
3.นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการสักการะไม่มีผล
4.นตฺถิ สุกทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าไม่มีผลแห่งกรรมดี-กรรมชั่ว
5.นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าไม่มีโลกนี้
6.นตฺถิ ปรโลโก เห็นว่าไม่มีโลกอื่นหรือชาติหน้า
7.นตฺถิ มาตา เห็นว่าพระคุณของแม่ไม่มี
8.นตฺถิ ปิตา เห็นว่าพระคุณของพ่อไม่มี
9.นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าไม่มีสัตว์ที่จะผุดเกิด เชื่อว่าตายแล้วสูญ
10.นตฺถิ โลโก สมณพฺราหฺมณา สมฺมาปฎิปนฺนา เห็นว่าไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติจนบรรลุมรรผลเป็นพระอริยะ
มหาจัตตารีสกสูตร ที่ ๗
เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๓๗๒๔ - ๓๙๒๓. หน้าที่ ๑๕๘ - ๑๖๖.
http://www.84000.org...amp;pagebreak=0
ตัวอย่าง
QUOTE
[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี
บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติ
ชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
นี้มิจฉาทิฐิ ฯ
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ
เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชา
แล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว
มีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มี
จิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่
นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ
ทิฏฐิ ๖๒ พอศึกษาได้จากกระทู้เก่า
http://www.dmc.tv/fo...showtopic=17483