ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
* * * - - 1 คะแนน

ฉันเป็นคนประเภทไหน...มืจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิ


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 5 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 Nee-Sansanee 2

Nee-Sansanee 2
  • Members
  • 893 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 07 January 2010 - 11:33 PM

วันนี้หิมะกำลังตกหนัก ฉันเกิดกังวลขึ้นมาว่าจะเดินทางอย่างไรให้ปลอดภัย ใต้หิมะสวยๆนั้น

ถนนจะลื่น ด้วยblack ice หรือน้ำแข็งใส ท้องฟ้ามืดหม่น เต็มไปด้วยหมอกมัว

สภาวะเช่นนี้ย่อมเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางขับรถด้วย เอ้อคิดแล้ว

เหนื่อยเพราะกลัวหลงทางด้วย คงเสียเวลามากทีเดียว แล้วก็หวลมาคิดว่าหากเราหลงทางชีวิต

ละอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา ครอบครัวเรา สังคม และประเทศชาติของเรา ?????

เส้นทางของชีวิตมันยาวยิ่งกว่าถนนทุกสายบนโลกนี้มารวมกันจริงหรือ

ฉันไม่เชื่อเป็นไปไม่ได้ เขาหาว่าฉันเป็นคนดื้อ สอนยาก มากด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้จัก สัมมาทิฏฐิ

วันนี้ฉันอยากรู้จรืง ๆ ว่าคำสองคำนี้คือ สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ คืออะไร ต่างกันอย่างไร

และสำคัญมากขนาดไหนต่อชีวิตฉัน please help tongue.gif

#2 ดินสอแห่งธรรม

ดินสอแห่งธรรม

    สร้างบารมีเป็นหมู่คณะ = ฝึกตนให้เป็นผู้ใจกว้าง

  • Members
  • 1478 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:ดุสิตบุรี
  • Interests:สร้างบารมีแบบเต็มกำลัง

โพสต์เมื่อ 08 January 2010 - 12:29 AM

สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ เห็นในสิ่งทีถูกต้อง เมื่อเห็นก็ย่อมทำ หรือดำเนินชีวิตไปในทางนั้นอย่างไม่สงสัยตนเองว่าทำเพื่ออะไร มุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งความชอบเหล่านั้น ความสงบ ความสบาย หมดความทุกข์ทั้งปวง

มิจฉาทิฏฐิคือ ตรงข้ามกับที่ก้าวมาทั้งหมด มุ่งเพียงจบแค่ความคิดตนเองสั้นๆ คิดเอง แต่งเอง เชื่อเอง ไม่พิสูจน์ใดๆ ฯลฯ จึงกระทำความไม่ชอบ หรือผิดได้ง่ายๆ เพราะใจปราศจากความถูกต้องอยู่แล้ว นับเป็นอันตรายต่อผู้เห็นเช่นนี้อย่างยิ่ง..
..อันมือของฉันสองมือนี้ ดูเล็กนิดเดียวและไม่มั่นใจว่าฉันจะสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดแก่โลกใบนี้ได้.. แต่ฉันมั่นใจว่า ...หัวใจของฉันนี้ มอบไว้ให้แด่พระพุทธศาสน์....

#3 Nee-Sansanee 2

Nee-Sansanee 2
  • Members
  • 893 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 08 January 2010 - 04:31 AM

มาแบ่งปันความรู้กันนะคะ อย่างที่บอกหิมะกำลังตกก็เลยอยู่บ้าน

แต่ไม่ได้นอนเกาสะดือนะฮะ (ขออภัยมันติดปากมาค่ะเพิ่งอ่านเจอ
ใครก็ไม่รู้เขียนมาว่าอย่าอยู่บ้านมัวแต่นอนเกาสะดือ แต่ให้รีบ ๆ ออกไปชวน
คนมาบวช ก่อนที่จะสายเกินไป ประเทศไทยจะกลายเป็นอดีตเมืองพุทธ)

มาเข้าประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่าง มิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ เป็นหัวข้อที่หนึ่ง
และความสำคัญของคำสองคำนี้เป็นหัวข้อที่สอง

ข้อความต่อไปนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ "เข้าไปอยู่ในใจ" เป็นพระธรรมเทศนา
ของพระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว) หรือคุณครูไม่เล็กของนรอ-นักเรียน
อนุบาลฝันในฝันวิทยา

.........................................................................................



ทำไมคนเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ


เหตุผลสำคัญก็คือ มิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุให้ใจคนเรามืดมิดด้วยอำนาจกิเลส แล้วผลักดัน บีบคั้นให้ก่อกรรมชั่วต่างๆ

ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดทุกข์ ก่อให้เกิดปัญหาสังคม ในชาตินี้แล้ว ยังจะพาตน และเพื่อนร่วมชาติไปนรกในชาติหน้าอีก

ด้วย เพราะเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่า มิจฉาทิฏฐินั้นมีโทษยิ่งกว่าอกุศลกรรมใด ๆ ดังนี้

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือ

กุศลธรรมทีเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไปเหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อม

เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เหมือนกับมิจฉาทิฏฐินี้เลย..........

เหตุผลสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้เรื่องสัมมาทิฏฐิ ก็เพราะจะทำให้คนเราคิดพัฒนาชีวิต ด้วยการเว้นขาดจากกรรม

ชั่วโดยเด็ดขาด สร้างกรรมดีทุกรูปแบบหากมีโอกาสและทำใจให้ผ่องใสเป็นสำคัญ สัมมาทิฏฐิจึงเปรียบเหมือนแสงเงินแสงทอง

แห่งชีวิต ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งดวงอาทิตย์ เมื่อจะเริ่มอุทัย คือแสงเงินแสงทองฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้หลาย สิ่งที่เริ่มต้นเป็นนิมิตเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้หลาย คือสัมมาทิฏฐิ ฉันนั้นเหมือนกันแล............

......................................................................................................................................


ดังนั้นเราจะเห็นว่าเส้นทางชีวิตทั้งสองทางใหญ่ ๆนี้สำคัญมากที่สุด เหมือนทางดำ(มืด) กับทางขาว(สว่าง)

ส่วนทีว่ามันมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร คงต้องเอาไว้ต่อตอนต่อไปค่ะ


#4 Dd2683

Dd2683
  • Members
  • 2477 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:กรุงเทพ มหานคร
  • Interests:ความรู้ในพระพุทธศาสนา-วิชชาธรรมกาย<br />ผลแห่งการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 08 January 2010 - 10:47 AM

เสริมสาระธรรม เรื่อง สัมมาทิฏฐิ ต่อจากที่สนทนากันไว้นะครับ

สัมมาทิฎฐิ ว่าโดยย่อมี ๒ ระดับ

โลกิยะสัมมาทิฏฐิ ในปุถุชน กัลยาณชน คือ สัมมาทิฎฐิ ๑๐
โลกุตตระสัมมาทิฏฐิ ในอริยบุคคล โลกุตตระ คือ ความเห็นชอบในอริยสัจ ๔

ซึ่งในแต่ระดับก็มีความลุ่มลึก ความละเอียด อยู่นะครับ

ส่วนมิจฉาทิฏฐิ ก็มีทั้ง มิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ที่ตรงข้ามกับสัมมาทิฏฐิ ๑๐ และในนัยยะอื่น
เช่น
มิจฉาทิฏฐิ ๖๒ ที่แสดงไว้ในพรหมชาลสูตร แห่งสีลขันธวรรค

นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๒ ที่แสดงไว้ในสามัญญผลสูตรแห่งสีลขันธวรรค

เชิญศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ

สัมมาทิฏฐิ 10 อย่าง เชื่อว่า
1. ทานมีผล
2. ยัญที่บูชาแล้วมีผล ยัญ คือการสงเคราะห์กัน
3. การเซ่นสรวงมีผล ( การบูชาบุคคลที่ควรบูชา )
4. วิบากของกรรมมี ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
5. โลกนี้มีคุณอย่างยิ่ง
6. โลกหน้ามี ตายแล้วไม่สูญ ยังมีภพอื่น ๆ อีก
7. มารดา มีพระคุณแก่เรา
8. บิดา มีพระคุณแก่เรา
9. โอปปาติกะ มีจริง นรก สวรรค์มีจริง
10. ในโลกนี้มี สมณะพราหมณ์ พระสงฆ์ ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ

มิจฉาทิฏฐิ 10

1.นตฺถิ ทินฺนํ เห็นว่าทานที่ให้ไม่มีผล
2.นตฺถิ ยิฏฺฐํ เห็นว่าการบูชาไม่มีผล
3.นตฺถิ หุตํ เห็นว่าการสักการะไม่มีผล
4.นตฺถิ สุกทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก เห็นว่าไม่มีผลแห่งกรรมดี-กรรมชั่ว
5.นตฺถิ อยํ โลโก เห็นว่าไม่มีโลกนี้
6.นตฺถิ ปรโลโก เห็นว่าไม่มีโลกอื่นหรือชาติหน้า
7.นตฺถิ มาตา เห็นว่าพระคุณของแม่ไม่มี
8.นตฺถิ ปิตา เห็นว่าพระคุณของพ่อไม่มี
9.นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา เห็นว่าไม่มีสัตว์ที่จะผุดเกิด เชื่อว่าตายแล้วสูญ
10.นตฺถิ โลโก สมณพฺราหฺมณา สมฺมาปฎิปนฺนา เห็นว่าไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติจนบรรลุมรรผลเป็นพระอริยะ

มหาจัตตารีสกสูตร ที่ ๗

เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ บรรทัดที่ ๓๗๒๔ - ๓๙๒๓. หน้าที่ ๑๕๘ - ๑๖๖.

http://www.84000.org...amp;pagebreak=0

ตัวอย่าง
QUOTE
[๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี
บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติ
ชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
นี้มิจฉาทิฐิ ฯ
[๒๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ
เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ
[๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชา
แล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้ว
มีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์
ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง
เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ
ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ
[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ
เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มี
จิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่
นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ


ทิฏฐิ ๖๒ พอศึกษาได้จากกระทู้เก่า
http://www.dmc.tv/fo...showtopic=17483
ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม

#5 ณ ๐๗๒

ณ ๐๗๒
  • Members
  • 1340 โพสต์
  • Location:Ladkrabang

โพสต์เมื่อ 08 January 2010 - 06:38 PM

อบาย ทุคติ วินิบาต นรก คืออะไร

วินิบาต (น.) หมายถึง การทําลาย, การฆ่า, เช่น วินิบาตกรรม; ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์, เช่น ทุคติวินิบาต. (ป., ส.).

สาธุกับธรรมทานค่ะ

ความพร้อมเกิดขึ้น เมื่อเริ่มต้นลงมือทำ (โอวาทหลวงพ่อ 27/4/51)

ไม่มีสิ่งใดที่จะรัดตรึงใจบุรุษให้หลงใหลได้มากเท่ากับสตรี  ไม่มีสิ่งใดที่จะรัดตรึงใจสตรีให้หลงใหลได้มากเท่ากับบุรุษ
แท้จริงแล้วความรักก็เปรียบดั่งเครื่องพันธนาการ  ที่มัดตรึงเหนียวแน่น ให้ลุ่มหลงอยู่ ย่อมจะต้องเวียนว่ายตายเกิดและจมอยู่ในกองทุกข์ร่ำไป


#6 prem

prem
  • Members
  • 128 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 08 January 2010 - 07:12 PM

สาธุๆๆ
.."การนั่งธรรมะ คือ ความสุขที่เป็นยิ่งกว่าความสุขทั้งมวล"..