ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

ที่มาของคำว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 8 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 13 July 2006 - 12:50 PM

มาจากอย่างนี้หรอกเหรอค่ะ...เข้าใจมาตลอดคิดว่าเป็นคติเสียอีกแล้วก็แปลแบบตรงตัวเลย dont_tell_anyone_smile.gif

...................................................................

ตามพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงกำหนดวิธีการทำสมาธิ ไว้ชัดแจ้ง เมื่อได้สมาธิแล้ว ท่านให้ใช้อัตตาในสมาธิ ส่งไปในสมาธิ อัตตาในที่นี้ จะเป็นลักษณะของตัวตน ร่างกาย เพื่อให้เห็นถึงสภาพ เกิด แก่ เจ็บ ตาย สภาวธรรม และการแปรเปลี่ยนของวัฏฏะ ได้อย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน โดยท่านได้ตรัสกับ ปิโลติกะปริพาชก กับ ชาณุสโสณีพราหมณ์ (บาลี มู.ม.๑๒/๓๓๖/๓๒๙) ว่า

"พระสมณโคดมย่อมให้บรรพชา แก่บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วในธรรมวินัย เป็นผู้หลีกออกสู่ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีอัตตา ส่งไปในสมาธิภาวนา อยู่เป็นปกติ ไม่นานเลย ก็ทำให้แจ้งได้ ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (นิพพาน)... ได้ด้วยปัญญายิ่งเอง เข้าถึงสุขแห่งพรหมจรรย์นั้นแลอยู่"

และด้วยอัตตาอันได้จากสมาธิภาวนานั้นเอง จึงปรากฏเป็นพุทธพจน์ที่ว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ แปลว่า ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" (๒๕/๒๒/๓๕)

คำว่า ที่พึ่ง ภาษาบาลี คือ สรณะ ดังนั้น ตนจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ ต้องมีตนเป็นสรณะ คำว่า ตน คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เป็นร่างกายที่มีเลือดเนื้อ มีชีวิตหายใจได้ขณะนี้ แล้วก็พึ่งตัวเองทำงาน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ อตฺตา หรือ ตน หรือ กาย ในที่นี้ อันจะเป็นสรณะได้คือ กายในกาย จะมีได้โดยการ ปฏิบัติสมาธิจิต เพื่อให้ เห็นกายในกาย และกายในกายเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่งได้ การส่งกายในกาย เข้าไปในสมาธิ ก็คือการติดตามเห็นกายในกาย นั่นเอง ดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพุทธวจนะ ตรัสไว้แก่พระอานนท์ ในพระไตรปิฎกบาลีเถรวาท (บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓) ว่า

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มี สัมปชัญญะ... มีสติ.. เป็นผู้ตามเห็น ซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มีอัตตา (ตน) เป็นเกาะ มีอัตตา (ตน) เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีอื่นเป็นสรณะฯลฯ"

สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเทศนานั้น มิได้ปฏิเสธความมีตัวตน แต่ทรงให้ยึดตนเป็นสรณะ และตนหรือกายนั้น จะต้องหาให้พบ ซึ่งเรียกว่า ให้ตามเห็นกายในกาย คือ กายธรรม ไม่ใช่กายเนื้อ (กายอันเกิดจาก สมาธินิมิต) และพุทธพจน์เช่นนี้ จะมีอยู่ทั่วไป ในพระไตรปิฎก เป็นคำสองคำ เช่นเดียวกับคำว่า พระธรรมวินัย (ธมฺมวินเย) ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงคำว่า กายในกาย กับ ธรรมในธรรม จึงใช้คำว่า ธรรมกาย ก็คือการรวมกันระหว่าง คำว่า ธรรมกับกาย จึงจะเห็นในภาษาบาลีใช้ว่า ธมฺมกาโย, ธมฺมกายา, ธมฺมกายญจ ซึ่งเป็นคำเรียก หมายรวมมรรควิถี อันให้ปฏิบัติเข้าถึงพระนิพพาน ทางเดียวเท่านั้น ดังได้กล่าวมาแต่ต้น พุทธบริษัทที่ใฝ่ใจในการศึกษา และสัมมาปฏิบัติ พึงค้นคว้า และเข้าใจในพุทธพจน์ให้ถ่องแท้ ถึงที่มาแห่งศัพท์นั้นๆ เพื่อความกระจ่าง และภาคภูมิใจ ในการที่ได้เรียนรู้ พระสัทธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันทรงสั่งสอน วิชชาธรรมกายนี้ แก่อรหันตสาวก โดยให้สร้างสมาธิ มีนิมิตรูปกายของพระพุทธเจ้า เป็นที่ตั้ง ปรากฏยืนยันใน พระไตรปิฎกเถรวาท (บาลี ขุทนิกาย อปาน ๓๓/๑๕๗/๒๘๔) ว่า

"สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺกาโย มม สํวทฺธิโต มยาฯ"

"...ข้าแต่พระสุคตเจ้า รูปกายของพระองค์ อันหม่อมฉัน ทำให้เจริญมากมาย ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลิน ของหม่อมฉัน อันพระองค์ ทำให้เจริญแล้ว.."

นี่คือคำตอบและที่มาว่า เหตุใดจึงต้องมีรูปนิมิตองค์พระ (พระพุทธรูป) เป็นที่พิจารณา สิ่งที่ควรพิจารณา ในพระไตรปิฎกส่วนนี้ คือคำว่า ธรรมกาย อันน่าเพลิดเพลิน อะไรที่ทำให้เพลิดเพลินได้ นี่เป็นข้อที่น่าสงสัย ในความคิดมนุษย์ยุคนี้ คำตอบมีอยู่แล้ว อย่างชัดแจ้งว่า ความยิ่งใหญ่ และแปรเปลี่ยนของธรรมกาย มากมายหลายกาย ปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงทำให้เกิดการเพลิดเพลิน ซึ่งพระไตรปิฎก ก็อธิบายไว้ชัดใน (บาลี ปัจเจกพุทธาปทาน ขุททกนิกาย อปทาน ๓๒/๒/๒๐)

"มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา จิตฺตติสฺสรา.."

"มีธรรมอันยิ่งใหญ่ มีธรรมกายมากมาย มีจิตเป็นอิสระ"

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒ และ ๓๓ นี้เป็นเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนวิชชาธรรมกาย ให้กับพุทธสาวก จึงปรากฏคำอธิบายส่วนผล หรือเรียกว่าประสบการณ์ของ พระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ที่ได้ปฏิบัติตามมรรควิธี ของพระพุทธองค์แล้วนำมากล่าวว่า มีอาการ และได้พบเห็นอะไรบ้าง เพื่อผู้ที่ใฝ่ปฏิบัติในภายหลัง ได้รับรู้ว่าเป็นเช่นไร ปฏิบัติในวิถีเดียวกัน คือ ทำสมาธิ ใช้นิมิตแสงสว่าง (โอภาส) กำหนดเห็นพระพุทธรูปภายในกาย และกายทั้งหลายนั้น จะซ้อนกันอยู่หลายชั้น เป็นลักษณะของ กายในกาย และยังอธิบายถึง วิธีหยุดจิตไว้ ณ ที่ใดอีกด้วย โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า ให้หยุดอยู่ภายใน ของภายใน คือ หยุดจิต ณ ภายใน ของกายที่อยู่ภายในกาย ซึ่งพระพุทธองค์ตรัส ณ เชตวันวิหาร ปรากฏในพระไตรปิฎก (บาลี เทฺวธาวิตกฺกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒)

"ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ เราจึงได้ดำรงจิตให้ "หยุดอยู่" ภายใน ของ ภายใน กระทำให้มีอารมณ์เดียว (สมาธิ) ตั้งมั่นไว้..."

ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ เราพอสรุปจากพระไตรปิฎกได้ว่า การปฏิบัตินั้น ต้องยึดหลักใหญ่ คือ สมาธิ นิมิต แสงสว่าง และจำ รูปกาย และทำจิตให้หยุดอยู่ภายใน ของกายในกาย และนั่นคือหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะถึงโลกุตรธรรม คือพระนิพพานตาม พระพุทธวจนะ ดังปรากฏใน บาลี มหาวาร.สํ (๑๙/๒๔๖-๒๔๘/๘๒๐-๘๒๔) ว่า

"...เพื่อบรรลุเญยยธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง... คือภิกษุเป็นผู้มีธรรมดา ตามเห็นกายในกาย ...นี้แหละทางเดียว ดังนี้"

นี่คือสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักทดสอบทดลอง และนักปฏิบัติ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า มนุษย์ไม่ว่ายุคใดๆ ไม่จำกัดภูมิปัญญา สามารถใช้ วิชชาธรรมกาย ในพระไตรปิฎก เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้ถึงโลกุตรธรรมได้ จริงหรือไม่ อยู่ที่การปฏิบัติ นี่คือสิ่งที่ท้าทายความจริงจากพระไตรปิฎก และควรที่นักปฏิบัติ ทางสมาธิจิต และนักค้นคว้า ควรที่จะช่วยกันจรรโลง ค้นหาความจริงให้ได้ จากการปฏิบัติ มิใช่เพียงแค่อ่านตำรา แล้วกลายเป็นวิวาทะกัน และนั่นแหละจึงจะเรียกว่า "ปราชญ์" ที่แท้จริง



#2 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 13 July 2006 - 06:58 PM

ครับ ก็มาจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้น่ะครับ

เพียงแต่ว่า ฝ่ายที่เข้าใจไปว่า พระพุทธเจ้าปฏิเสธตัวตน ก็ตีความพุทธภาษิต อีกบทหนึ่งเช่นกัน คือ ธรรมทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน กับอีกบทหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวเช่นกัน โดยพระองค์ทรงพูดกับชายผู้หนึ่ง ที่แสวงหาบุตรภรรยาว่า "ก็ตัวของตนยังไม่มีเลย แล้วบุตรภรรยา(สิ่งของอื่นๆ ที่เข้าใจว่าเป็นของตนด้วย) ของตนจะมีมาจากไหน โดยทั้ง 2 บทนี้ ก็จะเป็นบทที่อ้างกันมากเช่นกันว่า พระพุทธองค์ปฏิเสธตัวตน

ซึ่งความเห็นผมเห็นว่า ธรรมะไม่ได้ผิด แต่ผิดที่ความเข้าใจน่ะครับ ว่าต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ตัวตนที่พระพุทธองค์ปฏิเสธนั้น เป็นตัวตนแบบไหน เป็นตัวตนที่ยังมีกิเลสอยู่ หรือเป็นตัวตนที่หมดกิเลสแล้วน่ะครับ
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#3 MiraclE...DrEaM

MiraclE...DrEaM
  • Members
  • 1368 โพสต์

โพสต์เมื่อ 13 July 2006 - 08:08 PM

ตามความเขาใจอันน้อยนิดของผม ผิด ถูก ผมไม่ทราบนะครับ
QUOTE
ตัวตนที่พระพุทธองค์ปฏิเสธนั้น เป็นตัวตนแบบไหน เป็นตัวตนที่ยังมีกิเลสอยู่ หรือเป็นตัวตนที่หมดกิเลส

ตัวตนที่พระพุทธองค์ปฏิเสธ น่าจะเป็นตัวตนที่ไม่เที่ยงยังตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ หรือ ก็คือ กายในภพ 3 หรือก็คือพระพุทธองค์ไม่ให้ยึดมั่น ถือมั่น กายในภพทั้ง 3 นั้น

แต่อย่างไร เราก็ต้องอาศัยกายไม่เที่ยงนั้นเป็นทางผ่าน คือ ใช้ฐานที่ 7 ของกายไม่เที่ยงนั้น เดินทาง ดำเนินจิตเข้าสู่ภายใน ไปสู่กายละเอียดกว่าไปเรื่อยๆ จนพบกายธรรม หรือ ก็คือพระธรรมกายซึ่งเป็นกายที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจิตดวงนั้นจะไปเกิดเป็นอะไร พระธรรมกายภายในของเจ้าของดวงจิตนั้นก็จะไม่เปลี่ยนแปลง หรือก็คือการเดินจิตไปสู่ภายในก็คือ สติปัฎฐาน 4 คือ การพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ครับ

ปล. ถูกผิดมิทราบนะครับ กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่านและเชื่อครับ
สิ่งอัศจรรย์ ปรากฏ บนผืนหล้า
มหาวิหาร จรัสฟ้า ค่ายิ่งใหญ่
รูปทอง ผ่องผุด ดุจยองใย
สะท้อนถึง ห้วงดวงใจ สุดบูชา

*********************

รักษ์ร่างพอสร่างร้าย ..... รอดตน
ยอดเยี่ยม "ธรรมกาย" ผล ..... ผ่องแผ้ว

เลอเลิศล่วงกุศล ..... ใดอื่น
เชิญท่านถือเอาแก้ว ..... ก่องหล้าเรืองสกล


คำสอนของเดชพระคุณหลวงพ่อ
พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

#4 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 13 July 2006 - 10:59 PM

นั่นแหละ ที่คุณมิราเคลดรีมบอก ก็คือ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นเอง
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#5 มองอย่างแมว

มองอย่างแมว
  • Members
  • 722 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:NYC

โพสต์เมื่อ 14 July 2006 - 01:52 AM

ชัดเจนครับ ตน(ภายใน)แลเป็นที่พึ่งแห่งตน(ภายนอก)

ก็เพราะนักตีความนี่แหละครับ
ตีความยังไงก็ไม่ทราบ ได้ความว่า นิพพานเป็น นิจจัง สุขัง อนัตตา ... เฮ้อ
"ฉุดมันเอาไว้ หยุดมันเอาไว้ ไม่ให้มันรวนเร ต้องหยุดนิ่งสุดใจ หยุดมันเอาไว้ ฉุดมันเอาไว้ ไม่ให้มันซวนเซ ต้องฉุดให้ใจหยุด"
- ไมโคร (เพลง หยุดมันเอาไว้)
"แค่หลับตา... (ลบเลือนทุกสิ่ง เหลือเพียงหนึ่งเดียว) เธอจะเห็นยามเธอหลับตา... (ใช้ใจสัมผัสและมองสิ่งนั้น) เธอจะเห็นตัวฉันเป็นอย่างที่เป็น"
- อุ๊ หฤทัย (เพลง แค่หลับตา)

#6 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 14 July 2006 - 03:40 PM

พี่ก็รู้สึก เฮ้อ ไปตามน้อง มองอย่างแมวจริงๆ เฮ้อ
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#7 อ้วน บ่อโยก

อ้วน บ่อโยก
  • Members
  • 646 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:rayong

โพสต์เมื่อ 14 July 2006 - 09:55 PM

ผมชอบคิดง่าย ๆ

เวลาเจ็บ คนอื่นมาเจ็บกับเราหรือไม่
เวลาใกล้ละโลก กรรมกำลังส่งผล
ใครช่วยเราได้ ถ้าไม่ใช่ผลกรรมของเรา

สรุป เราเป็นที่พึ่งของเรา นะครับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว
ต้องเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้ผู้อื่นที่เรารัก ที่หลงทางอยู่ ให้กลับมาเส้นทางที่ถูกที่ควร ครับ

#8 SmilingCat

SmilingCat
  • Members
  • 1209 โพสต์

โพสต์เมื่อ 16 July 2006 - 09:52 AM

มาอ่านแล้วรู้สึกชอบคุณ หนูชื่อสายน้ำทิพย์ ได้อธิบายเอาไว้
เป็นการตีความหมาย ของพุทธวจนะ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ลึกซึ้ง
อรรถกถาที่ขยายความหมายของคำว่าธรรมกายให้ชัดขึ้น


บทว่า โส อารกาว มยฺหํ อหญฺจ ตสฺส ความว่า ภิกษุนั้นเมื่อไม่บำเพ็ญปฏิปทาที่เราตถาคตกล่าวแล้วให้บริบูรณ์
ก็ชื่อว่า เป็นผู้อยู่ไกลเราตถาคตทีเดียว เราตถาคต ก็ชื่อว่า อยู่ไกลเธอเหมือนกัน ด้วยคำนี้ พระองค์แสดงว่า การเห็น
พระตถาคตเจ้า ด้วยมังสจักษุก็ดี การอยู่ร่วมกันทางรูปกายก็ดี ไม่ใช่เหตุ ( ของการอยู่ใกล้ ) แต่การเห็นด้วยญาณจักษุ
เท่านั้นและการรวมกันด้วยธรรมกายต่างหาก เป็นประมาณ ( ในเรื่องนี้ ) ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ไม่เห็นเราตถาคต ในคำว่า ธมฺมํ น ปสฺสติ นั้น
มีอธิบายว่า โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ชื่อว่า ธรรม ก็เธอไม่อาจจะเห็นโลกุตตรธรรมนั้นได้ ด้วยจิตที่ถูกอภิชฌา
เป็นต้นประทุษร้าย เพราะไม่เห็นธรรมนั้น เธอจึงชื่อว่า ไม่เห็นธรรมกาย สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ เธอมีประโยชน์อะไร ด้วยกายอันเปื่อยเน่า นี้ที่เธอได้เห็นแล้ว ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม
ผู้นั้น ก็เห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นเรา ตถาคต ผู้นั้น ก็เห็นธรรม ดังนี้ และว่า เราตถาคตเป็นพระธรรม เราตถาคตเป็น
พระพรหมดังนี้ และว่า เป็นธรรมกายบ้าง เป็นพรหมกายบ้าง ดังนี้เป็นต้น
หยุดคือตัวสำเร็จ

#9 ปัจเจกชน บนทางสายกลาง

ปัจเจกชน บนทางสายกลาง
  • Members
  • 4109 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:จ. สงขลา

โพสต์เมื่อ 15 March 2007 - 08:30 AM

สาธุ