ถ้าผู้ได้ญาณ สามารถระลึกชาติได้ งั้นก็แปลเราว่า ผู้นั้นก็สามารถย้อยไปชาติแรกที่ตนเองเกิดมาได้หรือไม่ครับ
#1
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 06:18 PM
1. ย้อนไปชาติแรกได้หรือไม่
2. ก่อนที่เราจะเกิดชาติแรก เรามาจากไหน
3. จากข้อ 2 ถ้าจิตเราเกิดครั้งแรก หมายถึงจากที่ไหนครับ
สรุปคำถามคือ ผมอยากทราบว่าจิตเราเกิดมาจากไหน ถ้าถามว่าเราอยู่ภพ 3 แล้วก่อนที่เราจะเกิดสู่ภพ 3 หรือการที่เราเกิดในภพสามนี้ เรามีมาจากไหน , จิต Original เราเกิดได้อย่างไร
เราก็พูดกันว่าเราเวียนว่ายตายเกิด แต่ก่อนที่เราจะเวียนว่ายตายเกิด หรือ original เราเกิดจากไหน อย่างไรครับ
#2
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 06:37 PM
ระลึกย้อนไปชาติแรกได้หรือไม่
1. ผู้ที่ได้อภิญญา 5 (ข้อ 6 หมดกิเลส) เช่น ฤษีชีไพร ที่สมาธิจิตดี ก็สามารถระลึกชาติได้ครับ แต่ระลึกได้แค่ไม่กี่สิบชาติ
2. พระอรหันต์ทั่วๆ ไป ก็ระลึกย้อนไปได้ แสนมหากัป
3. พระอัครสาวก ก็ระลึกย้อนไปได้ 1 อสงไขยกัป
4. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกย้อนไปได้ ไม่จำกัดชาติครับ
ก่อนมาเกิดเรามาจากไหน
คำตอบนี้ พระพุทธเจ้ายังไม่ทรงตอบน่ะครับ เหตุผลเพราะว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส คือ โลภ โกรธ และหลง อยู่ ตราบนั้น มนุษย์จะยังมีความสงสัยไม่สิ้นสุดน่ะครับ เพราะยกตัวอย่างง่ายๆ สมมุติถ้า พระพุทธองค์ทรงบอกว่า เกิดขึ้นมาเอง เราก็ย่อมสงสัยอยู่ดีว่า เกิดได้ไง หรือ แม้พระพุทธองค์จะทรงบอกว่า มีผู้ยิ่งใหญ่สร้างมนุษย์ขึ้นมา เราก็จะยังคงสงสัยอยู่ดีว่า แล้วใครสร้างผู้ยิ่งใหญ่คนนั้น เหมือนที่ในศาสนาเทวนิยม เขาสงสัยกันอยู่ใช่มั้ยครับ
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราพัฒนาจิตใจ จนหมดกิเลสได้ เมื่อนั้น เราจะสิ้นความสงสัยทั้งปวงไงล่ะครับ ใช่มั้ยครับ เพราะใจพ้นจากกิเลส โลภ โกรธ และหลงแล้ว (ความลังเลสงสัย ก็เป็นหนึ่งในกิเลส เมื่อสิ้นกิเลส ก็สิ้นสงสัย)
จิตเราเกิดครั้งแรก ที่ไหน
ก็เช่นเดียวกัน แม้พระพุทธองค์จะบอกว่า เกิดที่นั่นที่นี่ เราก็ไม่หมดความสงสัยอยู่ดีใช่มั้ยครับ เช่น แล้วที่นั่นที่นี่นั่นหละ เกิดมาจากไหน เป็นคำถามวนเวียนไม่รู้จบ ใช่มั้ยครับ ไม่ว่าจะตอบอะไรมา ก็จะเป็นคำถามใหม่ต่อไป ก็กิเลสในใจเรายังทำงานอยู่นั่นเอง แต่ถ้าเราดับกิเลสได้ เมื่อนั้นเราจะสิ้นสงสัยทั้งปวงน่ะครับ
#3
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 06:51 PM
เรื่องเหล่านี้ ควรทราบอย่างไร และปฏิบัติต่อไปอย่างไร ให้หายสงสัย
ผมก็คงต้องทำตามหลวงพ่อบอกนะครับ คือค้นหาตนเองก่อนที่จะค้นหาสิ่งอื่นใด
#4
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 07:54 PM
ผมก็คงต้องทำตามหลวงพ่อบอกนะครับ คือค้นหาตนเองก่อนที่จะค้นหาสิ่งอื่นใด
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส
อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น
ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส
อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น
[/color]
แต่จะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ภาวะปัจจุบัน
ด้วยศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง จึงจะเกิดเป็นประโยชน์ขึ้นได้..."
พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒
"รู้ใดก็ไม่ประเสริฐ เท่ารู้แจ้งด้วยปัญญาธรรมอันเกิดมีในตน"
"อัศวินปฏิญาณตนเป็นคนกล้า
ดวงใจเปี่ยมคุณธรรม
ซื่อตรงยึดมั่นในวาจาสัตย์
อุทิศชีวิตพิชิตมาร"
#5
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 08:40 PM
#6
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 08:53 PM
ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ
อนุโมทานาบุญกับทุกคำตอบ และผู้ตั้งกระทู้ด้วยนะคะ
#7
โพสต์เมื่อ 28 August 2006 - 09:33 PM
#8
โพสต์เมื่อ 29 August 2006 - 01:50 AM
หากว่าเค้าระลึกได้ 10 ชาติ ก็จะรู้ว่าเป็นเพราะเค้าสร้างบุญมาเยอะ ทั้งทาน ศีล ภาวนา มาก่อน อ๋อต้องสร้างบุญอย่างเดิมหรือมากว่าเดิม แต่ก็สงสัยอีกว่า อ่าวแล้วทำไมในบางเรื่องถึงยังไม่ได้ดีมาก่อนเลย ยังดีไม่ได้ครบทุกอย่าง ก็ยังมีสงสัยและอยากได้ไปเรื่อยๆอีกไม่จบ อาการวิปริตวิปราศก็อาจจะเกิดขึ้นได้
หากว่าทำใจได้ว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จ ซึ่งตรงนี้เป็นวิถึทางของอาสวขยญาณ ถึงตัวเราจะได้ดีไม่ครบบริบูรณ์ทุกอย่างในชาติปัจจุบัน
แต่ความสงบปราณีตของจิตใจ จะทำให้กิเลส อกุศล อุปทาน ฯลฯ มันหลุดร่อนออกไปด้วยปัญญา แล้วปัญญานี่แหละก็จะทำให้เรา เข้าใจทุกอย่างว่าอะไรเกิดจากอะไรไปเอง แล้วก็รู้ด้วยว่าหากอยากเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ แล้วจะเป็นยังไงต่อไป ก็จะยิ่งเห็นไปได้ชัดเจนขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าที่เราอยากหนะมันถูกต้องไหม หรือว่ายิ่งทำให้เราหลงทางมากขึ้น เป็นทุกข์ต่อไป ติดวิบากมากขึ้น
ฉะนั้นพี่แมรี่จึงไม่เห็นด้วยกับการระลึกชาติเป็นหลักการของนักปฏิบัติธรรม เพราะถ้าเห็นไม่ครบเหตุและผล ความรู้แจ้งก็ไม่เกิด เราอาจจะถูกภาพในอดีตหลอกให้เกิดความอยาก พยาบาท หวงแหน ความรัก ความกังวล ความสงสัย ฯลฯไปมากขึ้น ยิ่งทำให้เราก่อวิบากกรรมด้านลบมากขึ้นนะคะ
ผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งที่สุด ย่อมเป็นผู้ที่สุภาพนุ่มนวลที่สุด
#9
โพสต์เมื่อ 29 August 2006 - 08:56 AM
#10
โพสต์เมื่อ 29 August 2006 - 09:00 AM
การระลึกชาติของสมาธินอกพระศาสนา(พุทธ) กับความรู้ในการระลึกชาติในพระศาสนา ซึ่งบางทีเราก็เรียกว่าสมาธิที่กำหนดที่ตั้งใจไว้นอกตัวบ้าง สมาธิที่กำหนดที่ตั้งใจไว้ในตัวบ้าง ยังจะมีความแตกต่างกันครับ
สมาธิของนักบวชนอกศาสนานั้น ต้องระลึกไปแบบย้อนลำดับไปทีละชาติๆ เช่นก่อนเกิดเรามาจากไหน ก่อนหน้าโน้นเราเกิดเป็นอะไร ต้องสาวย้อนไปตามลำดับ ไม่สามารถที่จะข้ามลำดับไปได้ จึงเสียเวลามาก และที่สำคัญคือ มีสิทธิที่จะทำให้ทิฐิวิบัติได้ ดังที่เราก็รู้กันอยู่ว่า สมาธินอกพุทธศาสนานั้น ระลึกย้อนไปได้ไม่เกิน 40 กัปป์ ถ้าระหว่างที่ระลึกย้อนไปนั้น มีบางชาติไปเกิดอยู่ในกำเนิดที่มีอายุยืนมากๆ เช่น อสัญญีพรหม หรืออรูปพรหม นักบวชนั้นๆ ก็อาจจะเกิดทิฐิวิบัติก็ได้
ส่วนสมาธิในพระพุทธศาสนานั้น มีญาณรู้ที่กว้างกว่า ไกลกว่า การระลึกชาตินั้นก็ไม่ต้องย้อนลำดับไปทีละชาติๆ แค่นึกไปว่าในยุคโน้น เราเกิดเป็นอะไร ๆ ภาพทุกอย่างก็จะมาปรากฏในญาณของผู้ได้บุพเพนิวาสานุสติญาณ
รายละเอียดลองค้นดูในวิสุทธิมรรคนะครับ
#11
โพสต์เมื่อ 31 August 2006 - 12:06 PM
รบกวนท่านผู้รู้ช่วยชี้แนะด้วยครับ
2) พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 40 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 8 อสงไขย กับ แสนมหากัป) (อย่างน้อย)
3) พระวิริยาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 80 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 16 อสงไขย กับ แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป้าหมาย
#12
โพสต์เมื่อ 31 August 2006 - 12:30 PM
#13
โพสต์เมื่อ 31 August 2006 - 08:27 PM
แน่นอนคำตอบคือ ไม่ได้
แล้วถ้าอย่างนี้ล่ะ คือ เรียนป.5 แต่พอดีมีหนังสือเก่าของรุ่นพี่ ที่เรียนจบ มหาวิทยาลัย ทุกเรื่องเลย เช่น แคลคลูลัส เป็นต้น ถามว่า ถ้าเราแม้เรียนอยู่ ป.5 จะศึกษาหนังสือของรุ่นพี่ให้บรรลุธรรม เอ้ยจบมหาวิทยาลัย ได้หรือเปล่า
แน่นอนคำตอบคือ ไม่ได้ เพราะแม้เรามีหนังสือ แต่เราก็อ่านไม่รู้เรื่องอยู่ดี
และความจริงไม่ต้อง ระลึกชาติไปขนาดนั้นหรอก แค่เอาตอนนี้ ลองไปนำพระไตรปิฎก บอกที่พระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์เทศน์ แล้วคนบรรลุธรรม ลองมาอ่านดู แล้วถามตัวเองว่า อ่านแล้ว บรรลุธรรมหรือไม่นะครับ
เช่น ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต ตรัสแสดงถึงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับของธรรมเหล่านั้น
พระสารีบุตร ฟังบทนี้แล้ว บรรลุเป็นพระโสดาบัน เอ้าพวกเราอ่านแล้ว บรรลุอะไรบ้างมั้ยครับ ใช่แล้วครับ มันยังขาดบารมี
#14
โพสต์เมื่อ 15 September 2006 - 09:48 AM
แม้ในปัจจุบันนี้ก็กำลังมีพระพุทธเจ้าอยู่ในจักรวาลอื่น
โก หิ นาโถ ปโร สิยา
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ . . . ฯ ๑๖๐ ฯ
เราต้องพึ่งตัวเราเอง
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว
ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก
Oneself indeed is master of oneself,
Who else could other master be?
With oneself perfectly trained,
One obtains a refuge hard to gain
#15
โพสต์เมื่อ 07 October 2006 - 10:06 PM
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ
เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี












