ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

การสะกดจิตคนใช้สมาธิแบบไหนเหมือนวิปัสนากรรมฐานหรือเปล่า


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 12 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 สาคร

สาคร
  • Members
  • 764 โพสต์

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 07:33 AM

มีคนมากมายที่ตกเป็นเหยื่อของพวกคนร้าย ที่ผู้เสียหายมักจะบอกว่า ถูกสะกดจิต แล้วเดินตามเขาไปแบบไม่รู้ตัว ถามว่าพวกนี้ใช้สมาธิแบบไหนต้องฝึกนานเท่าไหร่ แล้วถ้าจะต้องฝึกนานๆทำไมไม่เอนเอียงไปทางพุทธศาสนา เคยเห็นคนชาว รัสเซีย มาออกรายการโทรทัศย์ คือเขาสามารถสะกดจิตคนที่อยู่อีกที่หนึ่งได้ เขามีพลังจิตขนาดนี้ถ้าทางพุทธศาสนาแล้ว เขาต้องได้อภิญญาแล้ว ท่านผู้รู้ช่วยอธิบายที ขอบคุณครับ
ความรักความเมตตาและการให้อภัยเป็นสิ่งที่คนดีเขามีกัน


[email protected]

#2 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 08:50 AM

เคยอ่านแพทย์ระบุว่าเป็นยานะคะ ใช้ยาป้าย ยาตัวนี้จะทำให้เบรอ ๆ ชั่วขณะ

#3 เคยเข้าวัด

เคยเข้าวัด
  • Members
  • 1296 โพสต์
  • Interests:สร้างบุญบารมีอย่างยวดยิ่ง ตราบเท่าชีวีหมดอายุขัย

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 09:06 AM

อืม ขอเพิ่มเติมจากคุณบุญโตนะครับ ส่วนใหญ่ยาพวกนี้เป็นยาสลบชนิดหนึ่งประเภทสูดดม ซึ่งผู้ใช้จะทำการผสมให้มีการออกฤทธิ์น้อยที่สุด และให้มีกลิ่นออกน้อยที่สุด เมื่อสูดดมเข้าไป จะมีอาการเคลิ้มเหมือนคนง่วงนอนแต่จะยังสามารถประคองสติอยู่ได้ แต่เมื่อสติถึงขีดสุดที่จะรับได้ จะทำให้ความรู้สึกของผู้สูดวูบไปในทันทีเหมือนหมดสติไปครับ

แต่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะครับ แบบคุณไสยพวกไสยดำอะไรพวกนี้ก็มีนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด รู้สึกคุณครูไม่ใหญ่จะเคยบอกไว้เหมือนกัน นานมาแล้วครับ
1) พระปัญญาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 20 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 4 อสงไขย กับ แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ พระสมณโคมสัมมาสัมพุทธเจ้า (อย่างน้อยที่สุด)
2) พระศรัทธาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 40 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 8 อสงไขย กับ แสนมหากัป) (อย่างน้อย)
3) พระวิริยาธิกพุทธเจ้า สร้างบารมีรวม 80 อสงไขย กับอีก แสนมหากัป (รวมระยะเวลาสร้างบารมีหลังรับพุทธพยากรณ์ คือ 16 อสงไขย กับ แสนมหากัป) เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ต่อไป คือ พระศรีอาริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า (เป้าหมาย

#4 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 09:21 AM

สาธุค่ะคุณคนเคยเข้าวัด happy.gif

แต่ถ้าเป็นไปทางไสยศาสตร์นั้น ส่วนมากจะเป็น "ยาสั่ง" คนที่ทำกันกรณีนี้มักจะเกิดจากความโกรธแค้น คิดแก้แค้นกันถึงขั้นเอาชีวิตค่ะ แต่การใช้ยาป้ายนั้นหมายปองทรัพย์สินหรือ......ทำร้ายผู้หญิง

บุญโตค้นหาข้อมูลความแตกต่างมาให้ดังนี้นะคะ (แต่ถ้าเป็นการชี้ทางมิจฉาชีพลบออกได้ค่ะ)
...................................................................................

การโดยสารรถแท็กซี่ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารอยู่ทั่วเมืองหลวงชองเราในทุกวันนี้ เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย เนื่องจากจำนวนของรถที่วิ่งให้บริการและราคาค่าโดยสารที่ไม่สูงจนเกินไปนักสำหรับคนทำงานทั่วๆไป แต่การนั่งรถแท็กซี่ก็เป็นความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง สาเหตุมาจากคนขับรถแท็กซี่จำนวนหนึ่งกลับกลายเป็นมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบของผู้ให้บริการ

ความเสี่ยงอย่างที่สุดนั้นคือรถแท็กซี่เป็นที่ปิด หากว่าผู้โดยสารนั่งไปคนเดียวแล้วก็เท่ากับว่านั่งไปกับใครก็ไม่ทราบ ไว้ใจได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ และหากเกิดเหตุร้ายจะทำอย่างไรก็ยังไม่ทราบอีกเช่นกัน

ทุจริตชนเหล่านี้จะเลือกเวลาหากินช่วงมืดค่ำ เนื่องจากว่าเวลานี้คนทำงานก็อยากกลับบ้านไม่มีเวลามาสนใจผู้อื่นมากนัก และยังสะดวกในการหายตัวไปกับความมืดอีกด้วย เหยื่อที่มักจะเลือกจะเป็นคนที่ขึ้นมานั่งรถคนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นผู้หญิงแล้วอาจไม่เพียงเสียทรัพย์สินแต่อาจเสียตัวด้วยก็เป็นได้

ยาที่พวกนี้ใช้จะไม่มีกลิ่นใดๆทั้งสิ้นประกอบกับตัวของพวกมันเองก็มียากันยาแก้ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว อาการของผู้ที่โดนยาสั่งนี้จะไม่มีสติเต็มร้อย รับรู้ แต่ตัดสินใตทำอะไรไม่ได้ กล่าว ง่ายๆคือมันจะสั่งให้เราทำอะไรก็ได้ ตั้งแต่ปลดทรัพย์สินในตัวส่งให้มัน ถามเราว่ามีมีบัตรเอทีเอ็มหรือไม่ ถ้ามีมันจะแวะตู้เอทีเอ็มแล้วสั่งให้เหยื่อไปกดเงินมาให้ได้เลย

อาการเลื่อนลอยไร้สติเช่นว่านี้จะคงอยู่ช่วงหนึ่งไม่นานไปกว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งเกินพอที่วายร้ายพวกนี้จะได้ในสิ่งที่พวกมันต้องการ ดังนี้แล้วโปรดใช้ความสังเกตุและระมัดระวังให้ดี หากว่าขึ้นไปนั่งรถคันไหนที่แอร์เย็นผิดปกติแล้วมีอาการมึนๆชาๆ สติเริ่มไม่อยู่กับตัวแล้ว ต้องสั่งให้มันจอดให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นการเอาตัวรอดจากความสุญเสียตั้งแต่เนิ่นๆ หาไม่แล้วอาจต้องตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์แทกซี่"ยาสั่ง"เหล่านี้ได้

ที่มาของบทความ : ทีมงานพักยก

.........................................................................................................

ยาสั่ง

จากหนังสือแว่นส่องจักรวาล ภาค2 ของ พ.ต.อ. ชลอ อุทกภาชน์ ธบ. น.บท.พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2512

ยาสั่งคืออะไร มีอำนาจทางไสยศาสตร์หรือปฏิกิริยาทางเคมี (MAGICAL-POISON)
ยาสั่งมีอนุภาพจริงหรือไม่ และมีผลต่อผู้ถูกใช้ด้วยอำนาจลึกลับทางไสยศาสตร์ หรือปฏิกิริยาทางเคมีในทางเป็นพิษต่อร่างกาย
ก่อนข้าพเจ้าจะเขียนเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้รับฟังข่าวโจทย์จรรย์กันมาหลายสิบปีแล้วว่า มีมนุษย์บางพวกที่ตั้งตนเป็นอาจารย์ทางไสยศาสตร์ มีอำนาจเอายาไปโรยในอาหารให้ผู้อื่นรับประทาน และเมื่อต้องการจะสั่งให้ผู้นั้นตายด้วยรับประทานอาหารชนิดใดภายหลังผู้นั้นจะตายใน 3 วัน ข้าพเจ้าก็รับฟังหูไว้หู และผู้ที่ถูกสั่งจะแก้ด้วยรากรางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวรับประทานจะพ้นอันตราย แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็นผู้ถูกยาสั่งสักคนเดียว ครั้นต่อมาในราวปี พ.ศ.2482 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากัยบรรดามิตรสหายที่เป็นนายตำรวจ ซึ่งเคยรับราชการในจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงและภาคตะวันออก เฉพาะที่อำเภอกบิลบุรี จ.ปราจีนบุรี ณ 2 แห่งดังกล่าวเป็นที่นิยมทดลองยาสั่งแก่ผู้แปลกหน้าและรับจ้างฆ่าคนด้วยยาสั่ง โดยเฉพาะบรรดานายตำรวจที่ไปตรวจท้องที่ จะขึ้นไปพักบ้านใดแล้วจะต้องให้เจ้าของบ้านและครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วขณะ โอ่งน้ำ ถ้วยชาม หม้อไหและภาชนะต่างๆ หากจะยืมเจ้าของบ้านใช้ต้องเทล้างทำความสะอาดเสียก่อนจึงจะใช้ได้ ฉะนั้นจะไม่ปลอดภัยจากยาสั่ง และชาวบ้าน2 จังหวัดนี้มีรากรางจืดประจำตัวและครอบครัวทุกครอบครัว เพื่อไว้แก้ยาสั่ง เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำบอกเล่าจากผู้ที่เคยพบเหตุการณ์มาแล้ว ข้าพเจ้าเริ่มสนใจว่าเรื่องยาสั่งนี้ต้องเป็นความจริงแน่ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นอะไรแน่ และมีอิทธิพลแก่ผู้ถูกอย่างไร ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.2483 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบปะสังสรรกับบรรดามิตรสหายของข้าพเจ้าได้ติดตามและสนใจอยู่แล้ว บังเอิญมีผู้แทนราษฎรคนหนึ่งมีญาติเป็นหมอไสยศาสตร์ทางจังหวัดภาคใต้อยู่คนหนึ่ง และญาติของผู้แทนนี้มีความเชี่ยวชาญทางใช้ยาสั่งที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้รู้ส่วนผสมของยาสั่งจากผู้แทนผู้นี้ และการแก้ผู้ที่ถูกยาสั่งจากปากคำของผู้แทนฯ ผู้นี้ก็คือ ใช้รากรางจืดฝนน้ำซาวข้าวรับประทานดังที่ทราบมาก่อน

ส่วนผสมของยาสั่งที่ใช้ในจังหวัดภาคใต้ มีดังนี้
1. ใช้หนอนชนิดหนึ่งเกิดในป่าทึบในฤดูฝน หนอนชนิดนี้เรียกชื่อทางภาคใต้ว่า หนอนกล้วยปิ้ง
2. ใช้รากไม้พวกสมุนไพรชนิดหนึ่งขอปิดนาม เพื่อมิให้เป็นอันตรายแก่ผู้อื่น มิฉะนั้นอาจมีบางท่านนำไปทดลอง ข้าพเจ้าอาจต้องรับบาปในภายหลัง
3. ใช้ตัวตะกงหรือกิ้งก่าขนาดใหญ่ ซึ่งมีชุกชุมในป่าจังหวัดภาคใต้

วิธีผสม ให้นำหนอนกล้วยปิ้งและรากไม้มาตากแห้งแล้วบดเป็นผงและจับตัวตะกงเป็นๆ มาขังไว้ หากจะให้ผู้ถูกยาสั่งรับประทานเนื้อวัวตายก็ให้นำเนื้อวัวมาคลุกกับผงยาแล้วให้ตะกงกิน โดยยัดปากตะกงจนเต็มท้อง เมื่อตัวตะกงตายแล้ว ให้นำมาปิ้งไฟจนกรอบแล้วบดเป็นผง ไปโรยในอาหารให้คนกิน เมื่อผู้นั้นรับประทานยาสั่งแล้ว ยาสั่งก็กระจายซึมอยู่ในโนโลหิตของผู้นั้น และยังไม่เกิดปฏิกิริยาแก่ร่างกายอย่างไร แต่หากผู้นั้นรับประทานเนื้อวัวเมื่อใด ยาสั่งนั้นจะเกิดปฏิกิริยาเป็นพิษต่อหัวใจผู้นั้นทันที ผู้นั้นก็จะถึงแก่ความตาย หากจะให้รับประทานอะไรตายก็ใช้สิ่งนั้นเป็นสื่อกลางคลุกยาพิษให้ตัวตะกงกิน เช่นจะให้กินข้าวสุกตายก็ใช้ข้าวสุกคลุกยาพิษให้ตัวตะกงกิน ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ท่านจะเห็นได้ว่าคนโบราณเราก็มีความฉลาดรู้จักปรุงยาที่มีปฏิกิริยาทางเคมีไม่แพ้แพทย์แผนปัจจุบันเลย แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ใช้ความฉลาดของตนในทางที่ผิดและเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์
.....................................................................................................

#5 สาคร

สาคร
  • Members
  • 764 โพสต์

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 09:41 AM

คุณบุญโตครับ คุณเป็นหมอทางด้านไสยศาตร์ได้เลย โอ้โหรู้ลึกรู้จริงมีข้อมูลจริงนับถือ นี่ถ้าผมถามเรื่อง ศาลพระภูมิ ศาลเพียงตา ผีสาง นางไม้ ผมมั่นใจว่าคุณตอบได้หมดแน่นอน คุณนี่เก่งจริงๆ นับถือ นับถือ
ความรักความเมตตาและการให้อภัยเป็นสิ่งที่คนดีเขามีกัน


[email protected]

#6 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 09:53 AM

เอ๊ะ!!! ชมหรือปล่าวนี่ glare.gif

แหม๋ บุญโตก็แค่ไปค้นหามาตอบคำถามนี่คะ

#7 Light or White

Light or White
  • Members
  • 55 โพสต์
  • Location:donmueng, Bangkok 10210

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 10:22 AM

เรื่องราวหัวหน้าชั้นมีเรื่องยาสั่ง รู้สึกจะเป็นคุณแม่ที่โดน

#8 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 10:52 AM

ส่วนเรื่องราวของการ "สะกดจิต" ที่แท้จริงและเป็นประโยชน์น่าจะเป็นไปอย่างนี้มากกว่าค่ะ

ศาสตร์ใหม่แห่งการรักษา คัดมาจากเว็บไซท์ของสภากาชาดไทย www.redcross.or.th/pr/pr_news.php4?db=3&naid=801 เมื่อ 24/8/2549

ศาสตร์ใหม่แห่งการรักษา

ในชีวิตประจำวัน เราใช้จิตสำนึกเพียง 5-7% เพื่อการดำเนินชีวิต แต่อีกประมาณ 93% ของจิตใต้สำนึก กลับเป็นแรงผลักดันให้เราทำกิจกรรมต่างๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ก่อเกิดพฤติกรรมทั้งบวกและลบ

จิตใจคนเราแบ่งได้ 3 ระดับ ตามการรับรู้ ได้แก่

จิตสำนึก (Consciousness) คือ จิตใจระดับเหตุผล ทำให้เกิดการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ โดยเลือกแล้วว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

จิตก่อนสำนึก (Preconscious) คือ ส่วนหนึ่งของจิตใจที่ไม่ได้นึกถึง แต่หากพยายามนึกขึ้นมา ก็สามารถนึกออกมาได้ เช่นการนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต

จิตใต้สำนึก (Subconsciousness) คือ จิตใจที่อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งรับข้อมูลจากประสบการณ์ และจดจำทั้งเรื่องดีและไม่ดีไว้ในใจ เกิดเป็นนิสัยและลักษณะของแต่ละคน ทำอะไรโดยอัตโนมัติไม่ต้องนึกคิด

เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว การแก้ปัญหาบางอย่างจึงต้องแก้จากจิตใต้สำนึก โดยแก้ไขด้วยการป้อนข้อมูลใหม่ให้จิตใต้สำนึก เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นๆ วิธีการหนึ่งคือ การสะกดจิต

สะกดจิตบำบัด : ทางเลือกเพื่อแก้ไขพฤติกรรม
สะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นวิธีช่วยให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้น ด้วยการสะกดจิตให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ เหมาะกับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่สำเร็จ จึงใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา เพราะพฤติกรรมบางอย่างที่แก้ไขไม่หายอาจเกิดจากจิตใต้สำนึกสั่งให้ทำพฤติกรรมนั้น

มีงานวิจัยพบว่า การสะกดจิตช่วยรักษาและบรรเทาโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น โรคผิวหนัง ไมเกรน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ระคายเคือง ปัญหาทางจิต ความเครียด ช่วยสร้างความมั่นใจ ฯลฯ เมื่อสะกดจิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคนิคการสะกดจิตมีหลายวิธี เช่น พูดชักจูงโดยตรง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและได้ผลดี โดยเสียงพูดต้องเป็นเสียงเรียบๆ เบาๆ ทิ้งจังหวะ ทำให้ผู้ถูกสะกดเคลิ้มและคล้อยตามง่าย โดยใช้คำพูดที่มีความหมาย ใช้ภาษาสุภาพแต่หนักแน่น แฝงด้วยอำนาจ สั่งซ้ำบ่อยๆ ในบรรยากาศเงียบสงบ และผู้สะกดต้องเป็นผู้ที่บุคลิกภาพดี อุปนิสัยน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจและสบายใจที่จะอยู่ด้วย

ขั้นตอนการสะกดจิตเริ่มจากนักบำบัด (แพทย์หรือนักจิตวิทยา) จะพูดคุยกับคนไข้ (ผู้ถูกสะกด) ว่ามีความเหมาะสมที่จะรักษาด้วยนี้หรือไม่ เช่น ประวัติโดยละเอียด อาการเจ็บป่วย ความเข้าใจและความสามารถในการทำตามขั้นตอนการสะกดจิต ฯลฯ หากมีความเหมาะสมจึงเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา คือการสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้รักษาและผู้บำบัด และนัดครั้งต่อไปจึงเริ่มขั้นตอนการสะกดจิต ด้วยการให้คุณนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย แล้วสะกดให้เข้าสู่ภวังค์ด้วยความเงียบ และคำสั่งซ้ำๆ จนเข้าสู่ภวังค์เต็มที่

นักบำบัดจะแนะนำ (สะกดจิต) มีทั้งการสั่งจิตใต้สำนึกให้เลิกทำพฤติกรรมบางอย่าง เช่นให้รู้สึกนึกคิดเกลียดบุหรี่ (ใช้ประกอบกับการรักษาวิธีอื่น) สะกดจิตให้เกลียดอาหารเลี่ยน หวาน มัน (โดยออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย) สะกดจิตย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีตเพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรม เช่น อาการติดอ่าง กัดเล็บ หรือไม่กล้าพูดต่อหน้าคนมากๆ ว่าเกิดจากอะไร แล้วจึงสั่งจิตให้ลืมเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่ฝังใจในอดีตนั้นให้จางหายไป

โดยขั้นตอนการสะกดจิตใช้เวลา 30 - 60 นาที ซึ่งคนไข้บางคนอาจสะกดจิตสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แต่บางคนอาจต้องสะกดจิตซ้ำ 2-3 ครั้งจึงประสบความสำเร็จ ซึ่งแพทย์จะติดตามผลเป็นระยะว่าการสะกดจิตนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด และแพทย์อาจสอนวิธีสะกดจิตตนเองให้คนไข้ เพื่อให้การสะกดจิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (ในกรณีที่รักษาโรค บรรเทาอาการเจ็บป่วย ติดสารเสพติด ต้องให้แพทย์ จิตแพทย์และนักจิตวิทยา เป็นผู้แนะนำวิธีการสะกดจิตตนเองให้ แต่การสะกดจิตเพื่อสร้างความมั่นใจหรือสร้างอารมณ์ดี สร้างสุขภาพดี สามารถทำได้ด้วยตนเอง)

ประสิทธิภาพของการสะกดจิตจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ ผู้สะกด ต้องเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ผู้ผ่านการศึกษาและมีประสบการณ์ในการสะกดจิตเป็นอย่างดี ผู้ถูกสะกด ต้องให้ความร่วมมือในการรักษา ไม่ขัดขืน ต่อต้าน มีความสามารถรับและปฏิบัติตามคำสั่งจากผู้สะกดได้ ปัญหาที่บำบัด ต้องรักษาอย่างถูกจุด เช่นติดบุหรี่เพราะความเครียด แต่รักษาด้วยการสะกดจิตเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งอาจทำให้เลิกบุหรี่ได้แต่ไปติดสุราแทนเพราะยังมีความเครียดอยู่ ดังนั้นการรักษาจึงต้องวิเคราะห์ปัจจัยอย่างรอบด้านก่อนที่ทำการรักษาเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

สะกดจิตตนเอง สร้างสุขง่ายๆ
การสะกดจิตตนเองให้มองด้านดี เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาพจิตดี หรือแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งคุณอาจฝึกสะกดจิตตนเองให้นึกถึงเรื่องดีๆ ได้โดย
1. เลือกสถานที่ที่สงบ ไม่มีเสียงรบกวน เตรียมความคิดหรือคำพูดดีๆ ที่ต้องการสะกดตนเอง
2. หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ กลั้นไว้ 2-3 วินาที ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ บอกตนเอง "จงผ่อนคลาย" ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง
3. รวบรวมสมาธิดูจุดใดจุดหนึ่งบนผนัง หรือกำแพง
4. บอกตนเองว่ากำลังหายใจแบบพิเศษ 3 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อผ่อนคลาย ครั้งที่สองเพื่อเตรียมเข้าสู่ภาวะสะกดจิต ครั้งที่สามเพื่อเข้าสู่ภาวะสะกดจิต
5. ปล่อยความเครียดออก พร้อมหายใจอย่างเป็นระบบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ตั้งแต่ปลายกล้ามเนื้อแขน ขา ถึงศีรษะ
6. ใช้จินตนาการถึงบันได 10 ขั้น ที่พาไปสู่ที่พิเศษ เช่นท้องฟ้า ภูเขา ทะเล นับ 10 -1 เหมือนกำลังเดินลงบันไดไปสู่สถานที่พิเศษนั้น
7. มองสิ่งต่างๆ รอบตัว รับรู้เสียง กลิ่น และสัมผัสจากสิ่งรอบตัวในจินตนาการนั้น
8. นึกถึงคำแนะนำด้านบวกและเป้าหมายที่กำหนดไว้ในใจ เช่น ฉันเด็กขึ้นอีกหนึ่งวัน ฉันมีความสุข ฉันอารมณ์ดี
9. เมื่อทำเสร็จ ให้นับ 1-10 บอกตนเองว่ามีความสุขกับการผ่อนคลายนี้

โดยคุณอาจสะกดจิตตนเองทุกเช้า หลังตื่นนอน แล้วค่อยทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งใช้เวลาไม่นานสัก 5-10 นาที ข้อควรระวังของการสะกดจิตตัวเองคือ จิตใต้สำนึกไม่สามารถเข้าใจคำว่า อย่าหรือไม่ ได้จึงไม่ควรสั่งจิตว่า ไม่ทำความผิด ไม่ชอบของมัน อย่ากินของเลี่ยน เป็นต้น นอกจากนี้การนั่งสมาธิก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้การสะกดจิต มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะสมาธิระดับต้น ทำให้มีสติดี จิตสำนึกสงบ เข้าถึงจิตใต้สำนึกได้ง่ายขึ้น

ที่มา : Healthandcuisine

วันที่ลงบทความ : 28 เม.ย 49 15:59


#9 หัดฝัน

หัดฝัน
  • Members
  • 4531 โพสต์
  • Gender:Male
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 01:50 PM

เรื่องยาสั่ง จะทำได้ก็เฉพาะผู้ที่เคยไปทำเขามาก่อนเท่านั้นครับ ถ้าไม่เคยเบียดเบียนใครมาก่อน ก็ไม่มีใครทำได้

ด้วยเหตุนี้ ศีลจึงเป็นมหาทาน เพราะชื่อว่า ให้ความปลอดภัยแก่เพื่อนมนุษย์
ได้ดี เพราะมีกัลยาณมิตร

#10 panu

panu
  • Members
  • 530 โพสต์

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 07:13 PM

การสะกดจิต คือจิตของคนถูกสะกด ไม่มีสติกำกับ

สัมมาสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นมีสติกำกับรู้อยู่กับตัวตลอด

ดังนั้นการสะกดจิต กับการปฏิบัติสัมมาสมาธินั้น คนละอย่างกัน คนละเรื่องกัน ไปด้วยกันไม่ได้ครับ



#11 light mint

light mint

    ขออนุโมทนาบุญค่ะ

  • Members
  • 1423 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:THAILAND
  • Interests:ธรรมะ

โพสต์เมื่อ 13 September 2006 - 09:09 PM

ถ้าให้ดี อยู่ดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว

ไม่ควรไปสะกดจิตใคร และไม่ควรให้ใครมาสะกดจิตตัวเรา

.................

เรื่องภัยในรถแท๊กซี่ ก็ควรระมัดระวังไว้นะคะ โดยเฉพาะสตรีที่นั่งรถแท๊กซี่คนเดียว
ควรจะนั่งเบาะหลัง หลังที่นั่งคนขับ และสังเกตที่เปิดกระจกข้าง ว่าเปิดกระจกหรือเปิดประตูรถได้ยังไง....
ขออนุโมทนาบุญนะคะ สาธุ


#12 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 14 September 2006 - 10:12 AM

QUOTE
ควรจะนั่งเบาะหลัง หลังที่นั่งคนขับ และสังเกตที่เปิดกระจกข้าง ว่าเปิดกระจกหรือเปิดประตูรถได้ยังไง....


สาธุ...ขอบคุณค่ะ

#13 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2378 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

โพสต์เมื่อ 15 September 2006 - 10:22 PM

น่านท่านผู้รู้
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี