สรุปแล้วคำว่า "ปัญญา" เป็นภาษาบาลี...ที่มีความหมายไปทางธรรมเท่านั้นใช่หรือไม่คะ?
ปัญญาจะเกิดได้ต้องอาศัยสมาธิเท่านั้น...อ่านมาก ฟังมาก รู้มาก...ไม่ใช่?
ข้อความบางส่วนจากหนังสือที่อ่านมีดังนี้
******************************************************
คำว่าปัญญานั้น เป็นคำหนึ่งอันกล่าวได้ว่า มีความยุ่งยากที่จะทำความเข้าใจ ทั้งเป็นความลำบากอย่างยิ่งในการตีความ และเป็นข้อถกเถียงกันมาทุกยุคทุกสมัย ว่าคืออะไร...
เพราะชาวโลกส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องของปัญญาไม่ตรงกัน คนทั้งหลายมีความเข้าใจว่าวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร เช่น วิชาแพทย์ วิชากฏหมาย วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนกันเหล่านี้ ผู้ใดเรียนรู้ก็ได้ชื่อว่ามี "ปัญญา" ทั้งนั้น หรือบุคคลโดยมากยึดถือว่า ผู้ใดมีความเฉลียดฉลาดมีความสามารถในการคิด ในการประดิษฐ์ หรือในการทำมาหากิน ก็เรียกว่า มีปัญญา แม้ในการกระทำที่เป็นทุจริตและคดโกงหลอกลวงเพื่อให้เกิดผลประโยชน์เกิดขึ้นกับตน คดโกงคนอื่นเขาแล้วไม่สามารถจับได้ไล่ทัน ก็เรียกว่าผู้นั้น "มีปัญญา" เหมือนกัน
เหตุนี้เอง ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า ปัญญานั้น ชาวโลกพากันคิดไปคนละอย่างสองอย่าง เข้าใจไปคนละทางสองทาง ดังนั้น จึงไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ว่า...ปัญญา คือ อะไรแน่
หากว่าเรามิได้พิจารณาโดยอาศัยสภาวะ โดยยกองค์ธรรมขึ้นมาวางเป็นหลักฐานแล้ว ก็อาจทำความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก เพราะไม่ทราบความชั่ว ความดี หรือชั่วชั้นใด ดีชั้นไหน จึงจะได้ชื่อว่ามีปัญญา หรือว่าปัญญานั้น จะต้องรู้ในเรื่องอะไรบ้าง แล้วคำว่าปัญญาก็คงจะยกขึ้นมาถกเถียงกันไม่จบสิ้น
ต่อไปไม่ต้องกังวลเลยในเรื่องนี้ ใครพูดคำว่าปัญญาออกมาคำเดียว ก็สามารถตัดสินใจได้ทันที่ว่า...ใช่ปัญญาตามหลักการในพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นปัญญาชนิดไหน
ปัญญานั้นหมายถึงปัญญาที่เป็นสภาวธรรมอันเป็นความจริงแท้ที่เกี่ยวกับเรื่องจริงของชีวิตจากในพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาที่บรรดาชาวโลกทั้งหลาย ผู้ซึ่งเอาคำว่า "ปัญญา" ที่เป็นภาษาบาลีนี้ไปใช้ในที่ทั่วไปแล้วไปกำหนดกฏเกณฑ์เสียใหม่ว่า... "ความรู้อย่างนั้น การกระทำอย่างนี้ เป็นปัญญา"...
ปัญญานี้ มีขอบเขตอยู่ภายใต้กฏข้อบังคับอันหมายถึงองค์ หรือหลักธรรมในสภาวธรรม ไม่ใช่ปัญญาที่ชาวโลกพากันพูดพากันเข้าใจ
ปัญญา นั้น หมายถึง การรู้ในความจริงของชีวิตนั่นเอง (ไม่ใช่ชีวิตทางโลก) ปัญญาได้แก่ความรู้ในความจริงแท้แน่นอน ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องของชีวิต
ปัญญาได้แก่ความรู้แจ้งในสภาธรรมหรือรู้แจ้งในเรื่องของชีวิต...เป็นลักษณะ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมี สมาธิ เป็นบาท...เป็นเหตุใกล้ ถ้าสมาธิไม่มี ปัญญาจะเกิดมาไม่ได้ และอำนาจของปัญญานั้น...มีการกำจัดความมืดมน มีความสามารถทำลายโมหะหรือทำลายอวิชชาได้
ผลที่ปรากฏเกิดขึ้น...ต้องไม่มีความหลงใหล ไม่มีอวิชชาเข้าไปแทรกแซง
ปัญญานั้นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าโลกีย์ปัญญาหรือปัญญาที่เป็นโลกีย์ หมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวข้องกับโลกอยู่ กับ อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า โลกุตระปัญญาหรือปัญญาที่เป็นฝ่ายโลกุตระ หมายถึง ปัญญาที่พ้น หรือเหนือจากการเกี่ยวเกาะกับโลกแล้ว...ซึ่งปัญญามีอยู่เท่านี้เอง จะมีมากกว่านี้ไม่ได้
แม้จะได้ศึกษาวิชาความรู้มา หรือได้ศึกษาเรื่องของชีวิตกับจิตใจก็ตาม ก็เข้ามาไม่ถึงซึ่งความลึกซึ้งจนถึงจะเกิดปัญญาได้ ด้วยเหตุที่ศึกษาแต่เพียงพฤติกรรมของชีวิตและพฤติกรรมของจิตเท่านั้นเอง แม้ว่าวิชาชีววิทยาจะว่าด้วยเรื่องของชีวิตหรือจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องจิตใจ ซึ่งเป็นวิชาที่ยอมรับกันอยู่ในวงการของบุคคลผู้ซึ่งถือกันว่ามีปัญญา วิชาทั้งสองนี้แม้จะเป็นสาขาหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ก็ตาม ...ก็ยังไม่ทราบว่า ชีวิตจริง ๆ นั่นคืออะไร ชีวิตจริง ๆ นั้นตั้งอยู่ที่ไหน มีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไร
น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่ชาวโลกทั้งหลายแม้ว่าในเวลานี้จะได้ศึกษาค้นคว้า ในวิทยาการต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งเอาดาวเทียมขึ้นไปหมุนรอบโลก และขึ้นไปดวงจันทร์แล้ว ***แต่ความจริงเรื่องของชีวิตเล็ก ๆ นิดเดียวทั้งอยู่ใกล้ชิดสนิทกัน แต่ก็หาได้เข้าไปถึงแม้แต่เล็กน้อยไม่*** ความรู้ที่บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายค้นคว้าหามาได้ เป็นวิทยาการที่นอกไปจากชีวิต เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เรือบิน เรือดำน้ำ และปรมาณู เราได้เล่าเรียนวิทยาการอะไรต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากชีวิตมามากมายก่ายกองจนแทบนับจำนวนไม่ไหว แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตแล้ว ***เราจะไปหาผู้ใดผู้หนึ่งมาให้ความรู้ก็ยังไม่มีคนทาง*** จำต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณจากพระองค์ เพราะความรู้ในเรื่องชีวิตนั้น จะไปหาจากคนมีกิเลส ก็ย่อมจะไม่ได้แน่ ต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสอันเป็นมลทินโดยสิ้นเชิง
********************************************************
คำว่าปัญญานั้น เป็นคำหนึ่งอันกล่าวได้ว่า มีความยุ่งยากที่จะทำความเข้าใจ ทั้งเป็นความลำบากอย่างยิ่งในการตีความ และเป็นข้อถกเถียงกันมาทุกยุคทุกสมัย ว่าคืออะไร...
เพราะชาวโลกส่วนใหญ่มีความเข้าใจเรื่องของปัญญาไม่ตรงกัน คนทั้งหลายมีความเข้าใจว่าวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร เช่น วิชาแพทย์ วิชากฏหมาย วิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ฯลฯ ที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนกันเหล่านี้ ผู้ใดเรียนรู้ก็ได้ชื่อว่ามี "ปัญญา" ทั้งนั้น หรือบุคคลโดยมากยึดถือว่า ผู้ใดมีความเฉลียดฉลาดมีความสามารถในการคิด ในการประดิษฐ์ หรือในการทำมาหากิน ก็เรียกว่า มีปัญญา แม้ในการกระทำที่เป็นทุจริตและคดโกงหลอกลวงเพื่อให้เกิดผลประโยชน์เกิดขึ้นกับตน คดโกงคนอื่นเขาแล้วไม่สามารถจับได้ไล่ทัน ก็เรียกว่าผู้นั้น "มีปัญญา" เหมือนกัน
เหตุนี้เอง ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า ปัญญานั้น ชาวโลกพากันคิดไปคนละอย่างสองอย่าง เข้าใจไปคนละทางสองทาง ดังนั้น จึงไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ว่า...ปัญญา คือ อะไรแน่
หากว่าเรามิได้พิจารณาโดยอาศัยสภาวะ โดยยกองค์ธรรมขึ้นมาวางเป็นหลักฐานแล้ว ก็อาจทำความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนเป็นอันมาก เพราะไม่ทราบความชั่ว ความดี หรือชั่วชั้นใด ดีชั้นไหน จึงจะได้ชื่อว่ามีปัญญา หรือว่าปัญญานั้น จะต้องรู้ในเรื่องอะไรบ้าง แล้วคำว่าปัญญาก็คงจะยกขึ้นมาถกเถียงกันไม่จบสิ้น
ต่อไปไม่ต้องกังวลเลยในเรื่องนี้ ใครพูดคำว่าปัญญาออกมาคำเดียว ก็สามารถตัดสินใจได้ทันที่ว่า...ใช่ปัญญาตามหลักการในพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นปัญญาชนิดไหน
ปัญญานั้นหมายถึงปัญญาที่เป็นสภาวธรรมอันเป็นความจริงแท้ที่เกี่ยวกับเรื่องจริงของชีวิตจากในพุทธศาสนา ไม่ใช่ปัญญาที่บรรดาชาวโลกทั้งหลาย ผู้ซึ่งเอาคำว่า "ปัญญา" ที่เป็นภาษาบาลีนี้ไปใช้ในที่ทั่วไปแล้วไปกำหนดกฏเกณฑ์เสียใหม่ว่า... "ความรู้อย่างนั้น การกระทำอย่างนี้ เป็นปัญญา"...
ปัญญานี้ มีขอบเขตอยู่ภายใต้กฏข้อบังคับอันหมายถึงองค์ หรือหลักธรรมในสภาวธรรม ไม่ใช่ปัญญาที่ชาวโลกพากันพูดพากันเข้าใจ
ปัญญา นั้น หมายถึง การรู้ในความจริงของชีวิตนั่นเอง (ไม่ใช่ชีวิตทางโลก) ปัญญาได้แก่ความรู้ในความจริงแท้แน่นอน ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องของชีวิต
ปัญญาได้แก่ความรู้แจ้งในสภาธรรมหรือรู้แจ้งในเรื่องของชีวิต...เป็นลักษณะ ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมี สมาธิ เป็นบาท...เป็นเหตุใกล้ ถ้าสมาธิไม่มี ปัญญาจะเกิดมาไม่ได้ และอำนาจของปัญญานั้น...มีการกำจัดความมืดมน มีความสามารถทำลายโมหะหรือทำลายอวิชชาได้
ผลที่ปรากฏเกิดขึ้น...ต้องไม่มีความหลงใหล ไม่มีอวิชชาเข้าไปแทรกแซง
ปัญญานั้นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าโลกีย์ปัญญาหรือปัญญาที่เป็นโลกีย์ หมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นยังเกี่ยวข้องกับโลกอยู่ กับ อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า โลกุตระปัญญาหรือปัญญาที่เป็นฝ่ายโลกุตระ หมายถึง ปัญญาที่พ้น หรือเหนือจากการเกี่ยวเกาะกับโลกแล้ว...ซึ่งปัญญามีอยู่เท่านี้เอง จะมีมากกว่านี้ไม่ได้
แม้จะได้ศึกษาวิชาความรู้มา หรือได้ศึกษาเรื่องของชีวิตกับจิตใจก็ตาม ก็เข้ามาไม่ถึงซึ่งความลึกซึ้งจนถึงจะเกิดปัญญาได้ ด้วยเหตุที่ศึกษาแต่เพียงพฤติกรรมของชีวิตและพฤติกรรมของจิตเท่านั้นเอง แม้ว่าวิชาชีววิทยาจะว่าด้วยเรื่องของชีวิตหรือจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องจิตใจ ซึ่งเป็นวิชาที่ยอมรับกันอยู่ในวงการของบุคคลผู้ซึ่งถือกันว่ามีปัญญา วิชาทั้งสองนี้แม้จะเป็นสาขาหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ก็ตาม ...ก็ยังไม่ทราบว่า ชีวิตจริง ๆ นั่นคืออะไร ชีวิตจริง ๆ นั้นตั้งอยู่ที่ไหน มีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไร
น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่ชาวโลกทั้งหลายแม้ว่าในเวลานี้จะได้ศึกษาค้นคว้า ในวิทยาการต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งเอาดาวเทียมขึ้นไปหมุนรอบโลก และขึ้นไปดวงจันทร์แล้ว ***แต่ความจริงเรื่องของชีวิตเล็ก ๆ นิดเดียวทั้งอยู่ใกล้ชิดสนิทกัน แต่ก็หาได้เข้าไปถึงแม้แต่เล็กน้อยไม่*** ความรู้ที่บรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายค้นคว้าหามาได้ เป็นวิทยาการที่นอกไปจากชีวิต เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เรือบิน เรือดำน้ำ และปรมาณู เราได้เล่าเรียนวิทยาการอะไรต่าง ๆ ที่นอกเหนือไปจากชีวิตมามากมายก่ายกองจนแทบนับจำนวนไม่ไหว แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตแล้ว ***เราจะไปหาผู้ใดผู้หนึ่งมาให้ความรู้ก็ยังไม่มีคนทาง*** จำต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องอาศัยสัพพัญญุตญาณจากพระองค์ เพราะความรู้ในเรื่องชีวิตนั้น จะไปหาจากคนมีกิเลส ก็ย่อมจะไม่ได้แน่ ต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสอันเป็นมลทินโดยสิ้นเชิง
********************************************************












