ไปที่เนื้อหา


รูปภาพ
- - - - -

ทำไมคาถาถึงมีความศักดิ์สิทธิ


  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กรุณาลงชื่อเข้าใช้เพื่อตอบกระทู้
มี 9 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้

#1 น้ำฝน มัชฌิมหญิงรุ่น14

น้ำฝน มัชฌิมหญิงรุ่น14

    เราคือ นักรบกล้าอาสาสมัคร กองทัพธรรม

  • Members
  • 1961 โพสต์
  • Gender:Female
  • Interests:ช่วยงานบุญที่วัด ให้ถึงที่สุดกำลัง ตราบวันที่ชีวิตจะสิ้นลมหายใจ

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 02:03 PM

ทั้งๆที่เป็นคำพูด cool.gif
"ด้วยใจกล้าอาสา พัฒนาไม่หยุดยั้ง"

น้ำฝนลูกพระธัมฯ

#2 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 02:17 PM

บุญโตก็สงสัยเหมือนกันและสับสนระหว่าง "คาถา" กับ "สวดมนต์"

*********************************

Copy คำตอบมาให้อ่านนะคะ...(ถูก-ผิดประการใด...ผู้รู้อธิบายด้วย)

คำถามของคุณในเบื้องต้นคงต้องนิยามความหมายของคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ก่อน
ศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ ควรจะหมายถึง อำนวยประโยชน์บางประการที่เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากในโลกความเป็นจริง เพราะโลกความเป็นจริงที่เราสัมผัสอยู่ทุกวันนั้นคือวัตถุ แต่ในศาสนาทุกศาสนาเชื่อในเรื่องของ “จิต” ซึ่งมองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้ แต่มีพลังมหาศาลในอันที่จะสร้างความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งวัตถุ นี่เป็นหลักการเบื้องต้น

ซึ่งถ้าหากเราไม่ยอมรับการมีอยู่ของจิต ปรากฏการณ์ทางศาสนาหรือไสยเวททั้งปวง รวมถึงภูตผีเทวดาก็จะไร้ความหมาย แต่ถ้าหากเรายอมรับการมีอยู่ของจิตและอำนาจจิต สิ่งเหนือประสาทสัมผัสทั้งปวง เป็นต้นว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ความขลังความศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมมีอยู่ ซึ่งวิทยาศาสตร์ยังไม่ยอมรับไปถึงขั้นนี้

มนต์คาถานั้น บางทีก็เป็นภาษาบาลี แต่บางทีก็ไม่ใช่ คือไม่มีความหมาย ถึงมีก็อาจจะเป็นความหมายไร้สาระ เช่น อุทกจาติยํสํสุมาโรเอหิมะมะ แปลว่าจระเข้เข้ามาในตุ่มน้ำเดี๋ยวนี้ ถ้าใครไม่รู้ก็นับถือว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ไปได้เหมือนกัน โบราณท่านว่าไม่ให้แปลคาถา และพระภิกษุที่เล่าเรียนทางบาลี สังเกตว่ามักไม่ค่อยสนใจทางคาถาอาคม เพราะท่านเห็นคาถาเข้าแล้วบางทีมันไร้สาระ สวดมุมะปุปะอะไรกันไปตามเรื่อง ก็ไม่นับถือ พอขาดความนับถือมันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะความขลังมันไม่ได้อยู่ที่คาถา แต่มันอยู่ที่จิต อยู่ที่การฝึกจิต คาถาเป็นเพียงเครือ่งประกอบ เป็นเสมือนชูชีพที่ช่วยประคองไม่ให้จมน้ำ เพื่อที่จะว่ายน้ำได้เอง แต่ใครก็ตามที่ยึดติดแต่เครื่องชูชีพไม่ยอมปล่อย ก็จะไม่มีวันว่ายน้ำได้เอง คือเป็นอิสระจากคาถาอาคมไปได้เลย

ผู้ที่ฝึกจิตดีแล้ว สำเร็จอภิญญาสมาบัติ ไม่จำเป็นต้องใช้คาถา รายละเอียดให้ไปดูขั้นตอนการปฏิบัติได้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือเพียงนึกอธิษฐานด้วยจิต ก็สำเร็จได้ด้วยจิต ไม่ต้องบริกรรมอะไรให้วุ่นวาย แต่ที่โบราณท่านให้บริกรรม หมั่นสวดหมั่นท่องก็เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ เป็นเบื้องต้นในการฝึก ต้องหัดทำเป็นคาบลมคาบคาถา เท่านั้นเท่านี้คาบ มันเป็นอุบายเท่านั้น จุดมุ่งหมายสุดท้ายก็คือเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิถึงขั้นแล้ว พลังงานของจิตก็จะก่อให้เกิดความอัศจรรย์อันเป็นคุณวิเศษของสมาธิ ข้อนี้ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ดังนั้นจึงต้องฝึกสมาธิให้บังเกิด ความขลังจากอุปาทานหรือแรงครูอะไรภายนอกเหล่านั้น ย่อมไม่เสถียรเท่ากำลังสมาธิของตัวเอง

คาถาจะดีจะขลังก็แล้วแต่เราจะยึด แต่ถ้ายึดมั่นไม่ปล่อยวางสุดท้ายก็ไปไหนไม่ได้ ผู้วิเศษย่อมไม่เคยใช้คาถา ดุจดั่งจอมยุทธ์ที่สูงสุดคืนสู่สามัญแม้คมหญ้าก็อาจใช้แทนกระบี่ แค่นะโมพุทธายะ หรือมะอะอุก็ปราบได้ทั่วจักรวาล

************************************************

มนต์ หมายถึง พระพุทธมนต์ เป็นพุทธพจน์ของพระพุทธศาสนา

คาถา หมายถึง บรรดาผู้มีวิชาผู้ขึ้นมา ไม่จำกัดศาสนา อาจจะมาจากพราหมณ์ หมอผี ซึ่งจะบ่งบอกวัตถุประสงค์ตรงๆ ไปเลย เช่น สาปแช่ง ให้รักให้หลง ให้มีเมตตามหานิยม คาถามีไว้กำกับของที่จะใช้ เช่น ถ้าต้องการให้หญิงรัก เราก็ใช้เสกใบและดอกรักซ้อน แต่ถ้าจะให้เลิกร้าง เสกใบและดอกรักรา

คาถามีจุดประสงค์ ๕ ประการ คือ ๑.ให้มีความมั่นใจ ๒.ให้มีสติปัญญา ๓.ให้รู้งานในหน้าที่ ๔.ให้มีอาคมขลัง และ ๕.ให้มีพลังจิต ผู้ภาวนาจะใช้ผลก็ต่อเมื่อ คนที่เราใช้นั้น ความดีและพลังจิตอ่อนกว่าผู้ใช้คาถา แต่โบราณมีข้อแม้อยู่ว่า คาถาประเภทสาปแช่ง ใช้ทำลายคนดีไม่ได้ แถมจะย้อนกลับมาเข้าตัวเอง

ส่วนคาถาเกี่ยวกับเสน่ห์นั้น ห้ามผิดศีลข้อ ๓ คือ กาเมสุมิฉา หมายถึง ห้ามผิดลูกเมียเขา และได้ผู้หญิงคนนั้นมาแล้วต้องมาเลี้ยงดูรับผิดชอบ ถ้าไม่รับผิดชอบ คนก็เสีย คาถาก็เสื่อม ที่สำคัญคือ การใช้คาถาทุกอย่างต้องรักษาศีล ๕ ให้เคร่งครัด ดังนั้นพระคณาจารย์ทั้งหลายจึงไม่นิยมใช้คาถาเหล่านี้ แต่นิยมใช้เพื่อ ๑.เมตตา ๒.แคล้วคลาด และ๓.คงกระพัน

*************************************



#3 สิทฺธิกโร(V-active)

สิทฺธิกโร(V-active)
  • Members
  • 486 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:สมุทรปราการ
  • Interests:ธรรมมะ และการปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 02:19 PM

ศักดิ์สิทธิ์ ตรงที่เวลาสวดทำให้เกิด สมาธิ และ มีสมาธิ และผู้สวด มีศีล มั่งครับ

อันนี้เป็นความเข้าใจของกระผมนะคร๊าบ

#4 น้อมเศียรเกล้า

น้อมเศียรเกล้า
  • Members
  • 365 โพสต์
  • Location:ถ.ลาดพร้าว
  • Interests:พระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย การรักษาโรคด้วยวิธีธรรมชาติ <br />รำนาฏศิลป์ เล่นดนตรีไทย เล่นดนตรีสากล

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 03:17 PM

น่าจะเกิดจาก..(น้อมเศียรเกล้าวิเคราะห์เอาเอง)

1. พลังจิต พลังศรัทธาของผู้สวด
2. พลังแบบทิพย์ๆของเจ้าของวิชาหรือบดสวดนั้นๆ

ถ้าเป็นบทสวดของพุทธศาสนา ก็เกิดจากอำนาจแห่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และอำนาจแห่งบุญฤทธิ์ค่ะ

#5 นักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว
  • Members
  • 2378 โพสต์
  • Gender:Male
  • Location:รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้อยู่กะที่อ่ะ มาดูอารายกานอ่ะ
  • Interests:มาสร้างบารมีตามติดหมู่คณะดีกว่า

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 03:34 PM

อนุโมทนากับพี่เกิ้ลด้วยล่ะครับ
กายธรรมควรเทิดไว้ ในใจ
เป็นสรณะภายใน เทียงแท้
กว่านี้ บ่ มีใด เทียบได้
น้อบนบท่านไว้แล ค่ำเช้าสุขเสมอ


เอาบุญมาฝากจ้า นั่งสมาธิเยี่ยมไปเลย แถมไปติดจานมาอีกด้วย เด็กชาวเขานี้น่ารักนะแม้คุยไม่รู้เรื่องก็ตามล่ะ สนุกดี

#6 koonpatt

koonpatt
  • Members
  • 616 โพสต์
  • Gender:Female

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 04:43 PM

QUOTE
บุญโตก็สงสัยเหมือนกันและสับสนระหว่าง "คาถา" กับ "สวดมนต์"


คาถา แปลว่า ถ้อยคำที่ร้อยกรอง ถ้อยคำที่ผูกไว้ ถ้อยคำที่ขับร้อง ท่อง สวด

คาถา ในคำวัดหมายถึงคำประพันธ์ภาษาบาลีประเภทฉันทลักษณ์ที่แต่งครบ ๔ บาทหรือ ๔ วรรค ๑ คาถามี ๔ บาท แต่ละบาทมีจำนวนคำต่างกันไปตามชื่อฉันท์ เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ แต่ละบาทมี ๑๑ คำ ๔ บาทก็มี ๔๔ คำ ๑ คาถาของอินทรวิเชียรฉันท์จึงมี ๔๔ คำ ในเวสสันดรชาดก มี ๑,๐๐๐ คาถา จึงเรียกว่าคาถาพัน

คาถา ในภาษาไทยหมายถึงคำเสกเป่าที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ คาถาอาคม ก็เรียก

อ้างอิง
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548


บทสวดมนต์และพระคาถา ในพระพุทธศาสนา นิยมสวดเป็นภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น จึงเป็นอุบายในการเจริญสติอย่างหนึ่ง ที่เรียก พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ นั่นเอง การสวดมนต์ทุกครั้ง จึงเริ่มด้วยคำบูชาพระบรมศาสดาว่า "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ" แปลโดยรวมว่า "ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น"

........................................................................................................................................................

จาก พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน

คาถา

นิยาม คำประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลี, อัตราของฉันท์ คือ ๔ บาท เรียกว่า คาถาหนึ่ง , คำเสกเป่าที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์

มนต์

นิยาม คำศักดิ์สิทธิ์, คำสำหรับสวด, คำสำหรับเสกเป่า

........................................................................................................................................................

koonpatt ขอยกตัวอย่าง คาถา 1 บท หรือ 4 บาทนี้นะคะ

มีคาถาสำคัญบทหนึ่ง ซึ่งบรรยายถึงลักษณะสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลในหลักพุทธธรรมเรียกว่า คาถา "เย ธมฺมา"

คาถาบทนี้ เป็นคาถาที่ อุปติสสะมาณพ ได้ไปพบ พระอัสสชิ ซึ่งเป็นภิกษุองค์หนึ่งในปัญจวัคคีย์ ซึ่งเป็นปฐมสาวกของพระพุทธองค์ ขณะนั้นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกรุงราชคฤห์ อุปติสสะเห็นกิริยาสำรวมและสงบของพระอัสสชิ ก็เกิดความสนใจและเลื่อมใส อุปติสสะจึงเดินตาม พระอัสสชิ จนท่านบิณฑบาตเสร็จ กลับไปฉันเรียบร้อยแล้ว จึงได้ช่อง เข้าไปถามว่า

ท่านบวชกับใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน

พระอัสสชิตอบว่า พระศาสดาของท่านคือพระสมณโคดม ซึ่งอยู่ในวงศ์ศากยะ ได้เสด็จทรงผนวชจนตรัสรู้โดยพระองค์เอง

อุปติสสะ จึงถามต่อไปว่า พระสมณโคดม ศาสดาของท่าน สอนธรรมอะไรเป็นสำคัญ ขอให้แสดงธรรมะนั้นให้ฟัง

พระอัสสชิก็กล่าวถ่อมตนว่า ท่านเพิ่งเข้ามาบวช ยังไม่อาจแสดงหลักธรรมได้กว้างขวางมากนัก ได้แต่กล่าวอย่างย่อๆ

อุปติสสะ ก็บอกว่าไม่ต้องแสดงหลักธรรมให้ยืดยาวเยิ่นเย้อหรอก เอาแต่แค่ใจความก็พอแล้ว!

พระอัสสชิ จึงกล่าวเป็นคาถาสั้นๆ รวมสี่บาท ความว่า :

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ
เตสํ เหตุ ตถาคโต พระตถาคต กล่าวเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ และความดับของธรรมเหล่านั้น
เอวํ วาที มหาสมโณ พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

พระอัสสชิถ่อมตนว่าบวชใหม่ รู้น้อย แต่สามารถสรุปหัวใจของอริยสัจได้ในคาถาเพียงสี่บาทเท่านั้น แสดงว่าพระปัญจวัคคีย์รูปนี้เป็นผู้รู้จริง รู้ลึกถึงแก่นของหลักอริยสัจทีเดียว

คาถา เย ธมฺมา ซึ่งพระอัสสชิ กล่าวแก่ อุปติสสะมาณพนั้น เป็นการกล่าวสรุปในหลักธรรมสำคัญที่สุดของพุทธศาสนา คือ อริยสัจ

อริยสัจมีสี่ประการ ประการแรก ได้แก่ ทุกข์ ซึ่งเป็น ผล ประการที่สอง ได้แก่ สมุทัย ได้แก่ เหตุให้เกิดทุกข์ จึงเป็น เหตุ ที่ทำให้เกิด ผล คือ ทุกข์ ในประการแรก ประการที่สาม คือ นิโรธ คือความดับทุกข์ ซึ่งเป็น ผล ทำให้ทุกข์นั้นดับสิ้นไป และประการที่สี่ซึ่งเป็นประการสุดท้าย คือ มรรค เป็นข้อปฏิบัติให้เกิดความดับทุกข์ นับว่าเป็น เหตุ อีกเหมือนกัน

เมื่อนำหลักอริยสัจสี่ประการนี้ เข้ามาพิจารณาตัวคาถา เย ธมฺมา จะเป็นดังนี้

คาถาบาทที่หนึ่ง มีความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ ก็หมายถึง ทุกข์ ซึ่งป็น ผล อันเกิดจาก เหตุ ดังกล่าว
คาถาบาทที่สอง มีความว่า พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น นี่ก็คือเรื่อง สมุทัย ซึ่ง เหตุ เป็นอริยสัจข้อที่สอง
คาถาบาทสาม มีความว่า และความดับของธรรมเหล่านั้น ก็คือพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่อง นิโรธ และ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันเป็น ผล นำไปสู่ให้ถึงความดับทุกข์ในที่สุด
ส่วนคาถาบาทสุดท้าย ความว่า พระมหาสมณะมีวาทะไว้อย่างนี้ ก็คือ พระพุทธองค์ได้ ตรัสสั่งสอนไว้เช่นนี้

อันที่จริง คาถา เย ธมฺมา ซึ่งพระอัสสชิกล่าวนี้ มิได้หมายเฉพาะแต่เรื่องอริยสัจสี่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงหลักธรรมทั่วไปของพระพุทธศาสนาอีกด้วย




จึงยังคง เชื่อมั่นและศรัทธาใน "รัก" เหมือนอย่างที่เคย...เสมอมา...และจะตลอดไป
แด่
เธอ...ผู้นำแสงสว่างสู่...กลางใจ

#7 บุญโต

บุญโต
  • Members
  • 2192 โพสต์
  • Gender:Female
  • Location:อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
  • Interests:ปฏิบัติธรรม

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 04:48 PM

ขอบคุณคุณKoonpatt มากค่ะ

#8 พักผ่อน

พักผ่อน
  • Members
  • 422 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 08:41 PM

คำพูดของคนบางคน มีน้ำหนักมากกว่าคำพูดของใครหลายคน ทั้งนี้เพราะเขามีอภิสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะลาภ ยศ ชื่อเสียง บริวาร

แต่คำพูดไหนเป็นสัจธรรมอันยิ่ง เป็นความจริงอันลบเลือนไม่ได้ คำพูดนั้นมีอำนาจมากครับ ในอดีตมีเรื่องราวมากมายที่มีผู้ตั้งสัตยาธิษฐานก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้ นี่เป็นตัวอย่างของคำพูดที่ไม่ใช่แค่คำพูดนะครับ ส่วนคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์บางคาถา คิดว่าเพราะมีอำนาจบางอย่างมากำกับครับ

#9 Defilement Destroyer

Defilement Destroyer
  • Members
  • 274 โพสต์
  • Gender:Male

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 09:29 PM

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า คาถาที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งในการใช้วิชชาอาคมต่างๆซึ่งคงจะตรงกับความสงสัยของ จขกท
ดังนั้นก็จะกล่าวจากที่เคยได้ยินมากับความเห็นของผมนิดๆนะครับ
ความศักสิทธิ์ของวิชชามาจาก
1. คาถา
2. ครูบา
3.สมาธิ

ถ้าเป็นมนต์ปนธรรมก็อาจเปรียบเทียบได้คือ
1 คาถา เมื่อกล่าวหรือพูดเพื่อเป็นสื่อกลางกับครูบาผู้รักษาวิชชา คล้ายๆเป็นรหัสลับอะไรอย่างนี้ละครับ ส่วนมากคงจะเป็นบทสรรเสริญพระพุทธเจ้าบ้าง พระอรหันต์บ้าง เช่นสรรเสริญคุณของพระโมลคัลลานะ เป็นต้นครับ ^^
2 ครูบา วิชชาทุกวิชชาก็มีเจ้าของวิชชาที่ดูแลรักษาอยู่ ซึ่งระดับต้นๆ ก็คือวิทยาธร ที่คอยดูแลวิชชาให้ศักสิทธิ์
3 สมาธิ ผู้ที่จะใช้วิชชาได้ดีในที่สุดต้องมีสมาธิที่ดีด้วย นี้เลยเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่แต่ละคนทำได้ไม่เหมือนกัน

ส่วนประเภทที่กล่าวคำสัตย์แล้วมีความศักสิทธิ์ก็มี เป็นสัจจะบารมี
เช่นในชาติที่พระพุทธองค์เกิดเป็นพญานกคุ่ม สามารถดับไฟไหม้ป่าได้ด้วยการกล่าวคำสัตย์ และทำให้บริเวณนั้นไม่มีไฟไหม้เลยตลอด 1 กัปป์เป็นต้น

อนุโมทนากับ จขกท ด้วยนะครับ
ภูเขาศิลาล้วนย่อมตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวเพราะแรงลมฉันใด
ผู้ที่ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว ก็ย่อมมีจิตตั้งมั่น
ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลายฉันนั้น
(พุทธพจน์)

#10 iMac24

iMac24
  • Members
  • 437 โพสต์
  • Location:Dmoc
  • Interests:เกิดมาสร้างบารมี

โพสต์เมื่อ 31 October 2006 - 11:51 PM

อืม
จงสู้และอย่าท้อ ลูกเอย
ต้องถึงธรรมอย่างเสบย แน่แท้
ให้ทำอย่างที่เคย สอนสั่ง
นั่ง บ่ มีข้อแม้ จักได้ธรรมครอง

สุนทรพ่อ

มาร่วมกันสร้างสันติสุขให้กับโลกกันเถอะ