โดย อ. วศิน อินทสระ
พระพุทธภาษิต
ทูรงฺคมํ เอกจรํ อสรีรํ คูหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ
โมกฺขนฺติ มารพพฺธนา
คำแปล
จิตนี้เที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีสรีระ, มีคูหา
คือกายเป็นที่อาศัย ผู้ใดจักสำรวมจิต ผู้นั้นย่อมพ้น
จากเครื่องผูกแห่งมาร
อธิบายความ
จิตเที่ยวไปได้แม้ไกลแสนไกลแม้เพียงครู่เดียว ไม่ต้องอาศัยพาหนะใดๆ
ไม่มีน้ำหนัก ไม่กินเนื้อที่
การเดินทางของแสงนับว่าเร็วก็ยังไม่เร็วเท่าการเดินทางของจิต
จิตไปเที่ยวได้ทั่วโลกด้วยเวลาเพียงเล็กน้อยแล้วกลับมา
ถ้าเราสามารถไปเที่ยวได้อย่างจิต เราคงสนุกสนานมาก
ไม่เปลืองเวลามากและไม่ต้องใช้ค่าพาหนะใดๆ
ท่านจึงว่า ทูรงฺคมํ = เที่ยวไปได้ไกล
คำว่า เที่ยวไปดวงเดียวเดียวนั้น หมายความว่า
จิตเกิดขึ้นทีละดวง แม้จะเกิดเร็ว แต่เกิดทีละดวง
เมื่อดวงเก่าดับไปดวงใหม่จึงจะเกิดขึ้น
จิตย่อมรับอารมณ์ได้ทีละอย่างแต่เร็วมาก
เราจึงอาจรู้สึกไปว่า มีความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นในขณะเดียว
จิตไม่มีสรีระ คือไม่มีสัณฐาน ไม่มีสี ไม่มีรูปหยาบอย่างที่เราเห็นได้ด้วยตาเนื้อ
เราจึงมองไม่เห็นจิต เราเห็นแต่พฤติกรรมของจิต
ทำนองเดียวกับเรามองไม่เห็นความร้อน
แต่เราเห็นอาการของความร้อน
เช่นเราเห็นสีของไฟ เป็นต้น พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ย่อมมาจากจิต
ที่ว่ามีคูหาเป็นที่อาศัยนั้น คือ
จิตอาศัยร่างกายนี้ อันประกอบขึ้นจากมหาภูตรูป 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
การสำรวมจิต คือการระวังไม่ให้กิเลสที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น ละกิเลสที่เกิดแล้วให้สูญสิ้นไป
เครื่องผูกแห่งมารนั้น ท่านหมายเอาวัฏฏทุกข์ในภูมิทั้ง 3 คือ
กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
บุคคลสามารถพ้นจากวัฏฏทุกข์นี้ได้ก็โดยการสำรวมจิต
พระศาสดาตรัสพระพุทธภาษิตนี้ ปรารภพระสังฆรักขิต มีเรื่องย่อดังนี้
เรื่องพระภาคิไนยสังฆรักขิต (สังฆรักขิตผู้เป็นหลาน)
พระศาสดาประทับที่เชตวนาราม เมืองสาวัตถี กุลบุตรผู้หนึ่งชาวเมืองสาวัตถีนั่นเอง ฟังธรรมของพระศาสดาแล้วมีเความเลื่อมใสขออุปสมบท
เมื่ออุปสมบทแล้ว ปรากฏนามว่า สังฆรักขิต
ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์หลังจากบวชแล้วเพียง 2-3 วัน
น้องชายของพระสังฆรักขิตนั้น มีบุตรชายคนหนึ่ง ให้บวชในสำนักของพระสังฆรักขิตผู้เป็นลุง
แม้พระนั้นก็ชื่อสังฆรักขิต เหมือนกัน จึงเรียกกันว่า
ภาคิไนยสังฆรักขิต คือสังฆรักขิตผู้เป็นหลาน
เธอจำพรรษาที่วัดใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ได้ผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าจำนำพรรษา) มา 2 ผืน
ผืนหนึ่งยาว 7 ศอก อีกผืนหนึ่งยาว 8 ศอก
เธอกำหนดไว้ในใจว่า จะถวายผืนที่ยาว 8 ศอก นั้นแก่หลวงลุง
จึงไปคอยพระเถระอยู่ ณ ที่อยู่ของท่าน
เมื่อหลวงลุงมาก็ทำการต้อนรับ รับบาตร จีวร
อาราธนาให้พระเถระนั่ง ล้างเท้า และถวายน้ำดื่ม
พัดพระเถระอยู่ครู่หนึ่ง แล้วนำผ้ายาว 8 ศอกออกมาถวาย
อ้อนวอนขอให้หลวงลุงรับไว้ เพราะเป็นความตั้งใจของตนตั้งแต่ได้มา
แต่ท่านลุงปฏิเสธ บอกว่าผ้าสำหรับใช้ของท่านมีบริบูรณ์แล้ว ขอให้พระสังฆรักขิตเอาไว้ใช้เอง
พระสังฆรักขิตผู้หลานอ้อนวอนถึง 3 ครั้ง พระเถระก็หารับไม่ คงยืนยันอย่างเดิม
พระหลานชายน้อยใจว่า
"ว่าโดยฐานะทางสายโลหิตก็เป็นหลาน เมื่อบวชก็เป็นสัทธิวิหาริก (ศิษย์อุปฌาย์)
แม้เป็นเช่นนี้ ท่านไม่ประสงค์ใช้สอยร่วมกับเรา
ท่านรังเกียจในการรับผ้าสาฎกที่เราตั้งใจมานานที่จะถวาย
เราจะเป็นสมณะอยู่ทำไมอีก เราควรสึกไปเป็นคฤหัสถ์"
เธอคิดดังนี้แล้วได้คิดต่อไปว่า
"การครองเรือนตั้งตัวได้ยาก ควรจะทำอะไรกิน มองเห็นทางอยู่อย่างหนึ่งคือ
เอาผ้าสาฎก 8 ศอกไปขายแล้วซื้อแม่แพะมาตัวหนึ่ง
แม่แพะออกลูกเร็ว เมื่อแม่แพะออกลูกแล้วจะขายลูกแพะเอามาทำต้นทุน
เมื่อรวมเงินได้มากแล้วจะหาหญิงคนหนึ่งมาเป็นภรรยา
ต่อมาจะมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง จะพาลูกนั่งเกวียนมาหาหลวงลุง
เราจะอุ้มลูกแต่แม่เขาบอกว่าให้เราขับเกวียนเขาจะอุ้มเอง
โดยความเผลอเลอ ลูกหล่นลงไปอยู่ที่ทางเกวียน ล้อเกวียนจะทับลูก
เราโกรธภรรยาจับเอาด้ามปฎักตีหัวมัน"
คิดมาถึงตอนนี้ สังฆรักขิตเอาด้ามพัดตีหัวหลวงลุงพอดี เพราะเพลินไปว่าเป็นภรรยาตน
พระเถระคิดว่า ทำไมพระหลานชายจึงทำอย่างนี้ กำหนดจิตจึงรู้ เพราะท่านเป็นพระอรหันต์ จึงกล่าวว่า
"สังฆรักขิต! เธอตีมาตุคามไม่ได้แล้ว เรื่องอะไร จึงมาตีเอาเราเล่า?"
พระสังฆรักขิตคิดว่า
"ตายจริง! พระอุปฌาย์รู้เรื่องที่เราคิดด้วย เราจะอยู่เป็นพระได้อย่างไรต่อไป เราจะสึกละ"
ดังนี้แล้วได้วางพัดใบตาลแล้วออกวิ่งหนี
ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นออกวิ่งไล่ตาม จับมาได้ พาไปเฝ้าพระศาสดา
พระพุทธองค์ ทรงทราบเรื่องทั้งปวงแล้วตรัสว่า
ภิกษุ! เธอทำกรรมหนักอย่างนั้นทำไม
เธอเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ผู้มีความเพียร
เธอบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าเช่นเรา
ควรมีความเพียรให้เขาได้เรียกตนว่า เป็นโสดาบัน หรือสกทาคามี อนาคามี จะมิควรหรือ ?
"เธออย่าคิดอะไรมากไปเลย มาเถิดมาฝึกฝนอบรมจิต
ธรรมดาจิตย่อมรับอารมณ์ได้ไกล ท่องเที่ยวไปไกล
เธอควรพยายามสำรวมจิตเพื่อให้ละราคะ โทสะและโมหะอันเป็นเครื่องผูกแห่งมาร"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระพุทธพจน์ว่า
"ทูรงฺคมํ เอกจรํ" เป็นอาทิ มีนัยดังพรรณนามาแล้วแต่ต้น
จบพระธรรมเทศนา พระภาคิไนยสังฆรักขิตได้บรรลุโสดาปัตติผล
ทางแห่งความดี ตอน จิตนี้เที่ยวไปไกล
เริ่มโดย Dd2683, Dec 03 2006 08:17 PM
มี 2 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้
#1
โพสต์เมื่อ 03 December 2006 - 08:17 PM
ใจหยุดที่สุดแห่งบุญ มุ่งสู่ที่สุดแห่งธรรม
#2
โพสต์เมื่อ 04 December 2006 - 03:04 PM
Anumotana
Sathu kah
Sathu kah
โลกอยู่ภายใต้การครอบงำของชรา ก้าวเข้าไปสู่ชรา ไม่ยั่งยืน
โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่มีผู้เป็นใหญ่
โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวง
โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา.
- สละโลกได้ ก็พ้นทุกข์ได้
#3
โพสต์เมื่อ 29 March 2007 - 02:39 PM
ขอกราบอนุโมทนาบุญกับคุณแดงดีด้วยครับ สาธุ












