
ประวัติผู้ส่ง
ผู้ส่งเคสเป็นนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ลูกพระธรรม มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เธอได้ย้ายเข้ามาทำงานช่วยงานอยู่ที่วัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยได้รับการชักนำมาจากพี่สาว ซึ่งในตอนนั้นพี่สาวมาทำงานเป็นคนงานก่อสร้างอยู่ที่วัด ปัจจุบัน ผู้ส่งเคสก็ยังคงทำงานอยู่ที่เดิม และรู้สึกรักหลวงพ่อ รักคุณยาย และรักพี่ๆ ทุกคนที่วัดมาก
เนื้อเรื่อง
เรื่องราวของผู้ส่งเคสเริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอได้แต่งงานและมีครอบครัว เธอตั้งท้องครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2547 การแพ้ท้องครั้งนี้รุนแรงมาก อาเจียนทุกวันจนร่างกายผอมลงไป เมื่อท้องเริ่มโตใกล้คลอด ผู้ส่งเคสและสามีวางแผนกันว่าจะให้พี่สาวของสามีช่วยเลี้ยงลูกให้ เมื่อท้องได้ 8 เดือน ผู้ส่งเคสจึงเดินทางไปบ้านสามีที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อเตรียมตัวคลอด แพทย์กำหนดวันคลอดไว้เป็นวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2548 แต่ในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เมื่อไปพบแพทย์อีกครั้ง แพทย์สังเกตว่าท้องมีขนาดใหญ่ผิดปกติ จึงทำการอัลตราซาวด์และตรวจพบว่าเด็กในท้องเป็นฝาแฝด
ในเช้าตรู่ของวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ผู้ส่งเคสเริ่มมีอาการปวดท้อง อาการปวดทวีความถี่ขึ้นเรื่อยๆ เธออดทนปวดไปจนเกือบ 20:00 น. แต่ก็ยังไม่สามารถคลอดได้ แพทย์จึงแนะนำให้ผ่าตัดคลอด ผู้ส่งเคสยินยอมให้ผ่าตัด เมื่อแพทย์บล็อกหลังและฉีดยาชาเสร็จ เด็กแฝดหญิงทั้งสองคนก็ถูกนำออกมาได้อย่างปลอดภัยและแข็งแรงดี ผู้ส่งเคสพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 3 วันและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ เธอได้มอบลูกแฝดทั้งสองให้พี่สาวของสามีช่วยเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ โดยมีเธอและสามีเป็นผู้ช่วย แต่ก็รู้สึกเหนื่อยมากเพราะต้องเลี้ยงเด็กสองคน
หลังจากผ่านไป 1 เดือน ผู้ส่งเคสและสามีต้องการกลับมาทำงานตามเดิม แต่พี่สาวของสามีไม่สามารถดูแลเด็กแฝดทั้งสองคนเดียวได้ ผู้ส่งเคสจึงคิดจะให้คุณแม่ของตนเองที่อยู่จังหวัดอุตรดิตถ์มาช่วยเลี้ยงให้ เพราะคุณแม่เป็นคนเลี้ยงลูกเก่ง และจะมาช่วยเลี้ยงหลานต่อ เมื่อโทรไปหาคุณแม่ ท่านก็ตกลงเพราะเคยเห็นหลานสาวแล้วและอยากอุ้ม
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ คุณแม่พร้อมญาติๆ ได้ขับรถกระบะมาจากอุตรดิตถ์ โดยแวะมารับผู้ส่งเคสที่ปทุมธานีก่อน แล้วจึงจะเดินทางต่อไปสุรินทร์ ผู้ร่วมเดินทางมาด้วยมีคุณแม่ น้าสะใภ้ และน้าผู้หญิงซึ่งเป็นเจ้าของรถ พร้อมลูกชายของน้าอีก 1 คน ในเช้าวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทุกคนจึงออกเดินทางไปสุรินทร์ พี่สาวของผู้ส่งเคสซึ่งทำงานอยู่ที่วัดก็ได้เดินทางไปด้วย พวกเขาไปถึงสุรินทร์ในเย็นวันเดียวกัน หลังจากชื่นชมหลานสาวฝาแฝด ทานข้าวเย็นกันแล้ว ทุกคนตัดสินใจจะเดินทางกลับอุตรดิตถ์ทันทีโดยไม่ได้พักผ่อนเลย ญาติทางสามีได้ทักท้วงให้พักค้างคืนก่อน แต่คุณแม่และน้าๆ ไม่ยอมและขอเดินทางกลับเลยในเย็นวันนั้น
พวกเขาเดินทางกลับด้วยรถยนต์คันเดิม ประมาณ 5:00 น. กว่าๆ เกือบ 18:00 น. ของวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ขณะที่รถวิ่งมาถึงอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในขณะที่ทุกคนหลับสนิท ผู้ส่งเคสได้ยินเสียงดังครืนรุนแรงมาก รถพุ่งตกลงจากไหล่ถนนลงข้างทาง กระบะรถบุบเข้ามาเกือบถึงตัวผู้ส่งเคส และรถจอดสนิทในท่าตะแคงเล็กน้อย น้าผู้หญิงที่นั่งอยู่กระบะหลังกระเด็นตกพื้นข้างประตูคนขับ ทำให้สะโพกหลุดและบริเวณขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือด คุณแม่และน้าสะใภ้ซึ่งอยู่กระบะหลังเช่นกัน กระเด็นออกจากกระบะรถไปนอนคู่กันในท่าเดียวกันที่ริมคันถนน ห่างจากรถประมาณ 6 เมตร คุณแม่และน้าสะใภ้เสียชีวิตทั้งคู่ ส่วนลูกสาวฝาแฝดคนน้องที่ผู้ส่งเคสอุ้มอยู่ถูกเบาะรถกระแทกอย่างแรงจนสมองยุบ เสียชีวิตทันทีเช่นกัน ผู้รอดชีวิตที่เหลือบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย พี่สาวที่นั่งข้างหน้าผู้ส่งเคสอุ้มรูปหล่อหลวงปู่สดไว้และไม่เป็นอะไรเลย
ศพของคุณแม่และแฝดคนน้องถูกตั้งสวดที่บ้านของผู้ส่งเคส ส่วนศพของน้าสะใภ้ตั้งสวดที่บ้านของน้าสะใภ้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ในช่วงที่ศพยังตั้งสวดอยู่ที่บ้าน ทุกเช้าจะนิมนต์พระมาสวดและฉันภัตตาหารที่บ้าน เช้าวันที่ 3 หลังเสียชีวิต พระได้ไปสวดที่บ้านผู้ส่งเคสก่อน จากนั้นจึงไปสวดและฉันภัตตาหารที่บ้านน้าสะใภ้ หลังจากพระกลับวัด ทุกคนที่มาร่วมงานกำลังจะรับประทานอาหารร่วมกัน ทันใดนั้น หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 35-36 ปีที่มาร่วมงานศพ มีอาการเหมือนวิญญาณของน้าสะใภ้เข้าสิงร่าง (ผู้ส่งเคสไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นี้)
ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เมื่อน้าสะใภ้เข้าร่างได้ ก็ร้องไห้มากและพูดออกมาปนเสียงสะอื้นว่า ไม่น่าไปเร็วขนาดนี้เลย ยังไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้เลย เธอพูดกับทุกคนว่าอยากเห็นลูกๆ ของเธอ เธอบอกว่าขออภัยที่มาแป๊บเดียว และบอกด้วยว่า ป้า (หมายถึงคุณแม่ของผู้ส่งเคส) ก็มาด้วย อุ้มลูกสาวฝาแฝดที่ตายมาด้วย วิญญาณน้าสะใภ้ใช้มือตบพื้นกระดานข้างตัวแล้วเรียกให้ลูกๆ ของตนเองมากราบแม่ของผู้ส่งเคส โดยบอกว่าป้านั่งอยู่ตรงนี้ ลูกๆ ของน้าสะใภ้จึงเข้าไปกราบที่ตรงนั้นทั้งๆ ที่มองไม่เห็น หลังจากนั้นเพื่อนของน้าสะใภ้ซึ่งเคยดื่มเหล้าด้วยกัน ก็ไปนำเหล้ามาให้วิญญาณของน้าสะใภ้ดื่ม หญิงสาวที่ถูกสิงก็ยกเหล้าดื่มหมดแก้ว วิญญาณน้าสะใภ้ยังไม่ยอมออกจากร่าง บอกว่าจะรอให้ลูกชายคนเล็กซึ่งไปส่งพระกลับมา (พระไปแล้วจึงเข้าได้)
เมื่อลูกชายมาถึงบ้าน วิญญาณน้าสะใภ้ก็ออกจากร่างไปทันที ขณะที่วิญญาณออกจากร่าง หญิงที่ถูกสิงก็ล้มหมดสติไป ในเวลาเดียวกันนั้น ลูกสาวคนโตของน้าสะใภ้ก็เป็นลมหมดสติไปด้วยพร้อมกัน เมื่อลูกสาวคนโตของน้าสะใภ้ฟื้นขึ้นมา เธอก็เล่าว่าเธอเห็นคุณแม่ของผู้ส่งเคสมาด้วยจริงตามที่วิญญาณน้าสะใภ้บอก คุณแม่ใส่ชุดขาวอุ้มลูกแฝดของผู้ส่งเคสที่เสียชีวิตมาด้วย คุณแม่เดินเงียบๆ นำหน้าน้าสะใภ้ไป ทันใดนั้น เธอเห็นมือดำใหญ่มาคว้าแขนน้าสะใภ้ ฉุดดึงตัวไป (จึงยังไม่มีโอกาสได้คุยกับลูกชายคนที่สอง) เธอรีบคว้าแขนอีกข้างของแม่พยายามดึงไว้แต่สู้แรงดึงไม่ไหว เธอมีความรู้สึกว่าร่างของแม่ (น้าสะใภ้) และแม่ของผู้ส่งเคสลอยหวืดออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว แว๊บเดียวก็ถึงถนนใหญ่ซึ่งห่างจากบ้านเกือบ 2 กม. ปากของเธอก็ร้องว่า แม่อย่าไป แม่อย่าไป เมื่อถึงถนนใหญ่ น้าสะใภ้จึงผลักร่างของเธอออกแล้วพูดว่า ไม่ต้องไป อยู่กับน้องนี่แหละ (หมายถึงลูกสาวคนโตตามติดไปด้วย) จากนั้นเธอก็ฟื้นขึ้นมา ในช่วงที่เธอหมดสติ คนบอกว่าใบหน้าซีด เท้าเย็นขึ้นมาถึงขาแล้ว
ประมาณ 5 เดือนหลังคุณแม่เสียชีวิต ผู้ส่งเคสฝันเห็นคุณแม่และลูกแฝดที่เสียชีวิต ฝันเห็นคุณแม่แต่งตัวแบบชาวบ้านเหมือนตอนมีชีวิตอยู่ และได้พูดคุยกับเธอ แต่จำเรื่องที่คุยไม่ได้ ส่วนลูกแฝดที่เห็นในฝัน เดินได้แล้วแต่ตัวดำมาก ในฝันผู้ส่งเคสพยายามพูดกับเขา แต่เขายังไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเลย
คำถาม
- 1. ผู้ส่งเคสทำบุพกรรมใดมาจึงต้องถูกผ่าตัดคลอด ไม่สามารถคลอดเองได้ตามธรรมชาติ
- 2. ผู้ส่งเคสและสามีมีบุพกรรมใดจึงได้ลูกฝาแฝดมา การมีลูกฝาแฝดเกิดจากสาเหตุใดบ้าง และลูกแฝดทั้งสองทำกรรมใดมาจึงมาเกิดเป็นฝาแฝดกันและเป็นหญิงทั้งคู่
- 3. บุพกรรมใดที่ทำให้ทุกคนในรถต้องมาประสบอุบัติเหตุพร้อมกัน
- 4. กรรมใดที่ทำให้คุณแม่ น้าสะใภ้ และลูกแฝดผู้เสียชีวิตทันที แต่แฝดคนพี่ไม่เป็นอะไรเลย
- 5. ตอนที่สิ้นใจใหม่ๆ คุณแม่ น้าสะใภ้ และลูกแฝดผู้เสียชีวิตรู้สึกอย่างไร
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ตอนอื่นที่คล้ายกัน
คุณพ่อทำกรรมอะไรจึงต้องผ่าตัดหัวใจและเป็นโรคความจำเสื่อม

