เรื่องผี ๆ ผี มีจริงหรือเปล่า . . .

ผีมีจริงไหม เคยเจอผีหรือเปล่า เรื่องผีๆ น่าสะพรึงกลัว ผีกระสือ ผีปอบ ผีถ้วยแก้ว เรื่องผีที่ได้ยินกันตลอด แล้วผีมีจริงหรือกลัวกันไปเอง รวบรวมเรื่องเล่าผีๆทั้งหลายไว้ที่นี่แล้ว. . . https://dmc.tv/a16438

บทความธรรมะ Dhamma Articles > ความรู้รอบตัว
[ 19 ส.ค. 2556 ] - [ ผู้อ่าน : 45633 ]

เรื่องผีๆ



เรื่องผีๆ
ความจริงของผีๆ กำลังจะเปิดเผย
ใครขวัญอ่อน ระวังใจเอาไว้ให้ดี

ไสยศาสตร์ ไสยเวท เมื่อติดอยู่ในวงจรไสยศาสตร์ต้องทำอย่างไร แก้กรรม วิธีแก้กรรม



เรื่องผีๆ
เรื่องผีผี


เรื่องผีคืออะไร

    
     ผี คือ อดีตมนุษย์

 

เรื่องผีๆ
เรื่องผีผี

 
     คำว่า ผี” นั้น หมายถึง อดีตมนุษย์ที่เป็นกายละเอียดในระดับภาคพื้นมนุษย์หลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวกสัมภเวสี หรือภุมมะเทวา เป็นต้น ซึ่งพวกผีบ้านผีเรือน หรือภุมมะเทวาระดับล่าง ก็จัดว่าเป็นผีประเภทหนึ่งในหลายๆ ผี
 
     คำว่า “ผี” นั้นก็อาจจะคล้ายๆ กับคำว่า “คน” ซึ่งเป็นคำกลางๆ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ, ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ เป็นต้น หรืออย่างคำว่า “ต้นไม้” ก็ยังมีการแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ไม้ล้มลุก, ไม้ดอกไม้ประดับ หรือไม้ยืนต้น เป็นต้น
 

     สำหรับคำว่า “ผี” ก็เช่นเดียวกันสามารถแบ่งผีออกเป็นรายละเอียดปลีกย่อยได้อีก

เรื่องผีๆ เพลงผีๆ



เรื่องผี..ผีมีกี่ประเภท

     เราสามารถแบ่ง ผี ออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้คือ


เรื่องผีๆ
เรื่องผีๆ
 
     ผีประเภทที่ 1 อดีตมนุษย์ที่เพิ่งจะละจากโลกนี้ไป แล้วก็กลายไปเป็นกายละเอียดที่กำลังรอคอยการส่งผลของบุญและ บาปอยู่ว่าจะไปเกิดอยู่ในภพภูมิใด เช่นบางเคสก็วนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง 7 วันบ้าง หรือเกินกว่านั้นบ้าง เป็นต้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ผลของบุญและบาปที่พวกเขาได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้ช่องส่งผลตอนไหน 

     ผีประเภทที่ 2 พวกสัมภเวสี หรือที่พวกเรารู้จักกันในนามว่า “ผีเร่ร่อน” คือพวกกายละเอียดที่ไม่มีบุญมากพอที่จะไปบังเกิดอยู่ในสวรรค์ และก็ไม่มีบาปมากพอที่จะต้องไปตกนรก เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นผีที่เร่ร่อนไปมาอยู่ภายในเมืองมนุษย์ และไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีบุญพอที่จะมีเรือนเป็นของตัวเอง จนกลายเป็นพวกไม่มีบ้าน นั่นเอง

     ผีประเภทที่ 3 นั้นก็คือ พวกภุมมะเทวาระดับล่าง หรือพวกผีบ้านผีเรือน
 


ผีประเภทที่ 1 : อดีตมนุษย์ที่เพิ่งจะละจากโลกนี้ หรือ พูดง่ายว่าเพิ่งตาย!

     สำหรับผู้ที่ละโลกแล้วใจไม่หมองไม่ใส คือ ก่อนตายภาพแห่งความชั่ว หรือความดี ยังไม่มีฝ่ายใดที่จะส่งผลชัดเจนกว่ากัน เมื่อตายแล้วกายละเอียดก็ออกจากกายหยาบ วนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์ เนื่องจากตนไม่เคยศึกษาเรื่องความจริงของชีวิตหลังความตาย จึงทำอะไรไม่ถูก ก็วนเวียนไปเยี่ยมญาติตามที่ต่างๆ แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ วนเวียนจนครบ 7 วัน ที่ต้อง 7 วัน เพราะ เป็นระยะเวลาที่เปิดโอกาสให้นึกถึงบุญให้ได้

เรื่องผี
เรื่องผีๆ

 
     เมื่อครบ 7 วัน ถ้านึกถึงบุญไม่ออก เพราะว่าใจสับสน หรือไม่ค่อยทำบุญ ผู้ตายก็จะกลับไปที่เดิมที่ตนเองเสียชีวิต เมื่อถึงเวลา เจ้าหน้าที่จากยมโลกที่เราเรียกว่า ยมทูต มีลักษณะผมหยิก ตัวดำ ตาโปน นุ่งผ้าหยักรั้งสีแดง จะมารับตัวไป โดยวิธีการต่างๆ เช่น ล่ามโซ่ตรวน หรือใช้อาวุธคุมไปเฉยๆ แล้วแต่ความถือตัวของผู้ตาย หากเป็นพวกนายทหารมียศมาก ไม่เชื่อฟังก็จะต้องใส่โซ่ตรวนล่ามไปยมโลก หากดิ้นรนขัดขืน ก็จะถูกทุบตี ทำร้าย อย่างไม่มีปรานี



รหัสผ่านสู่ปรโลก
 
 

ผีประเภทที่ 2 : ผีเร่ร่อน หรือสัมภเวสี คือผีอะไร

     สัมภเวสี หรือที่พวกเรารู้จักกันในนามว่า “ผีเร่ร่อน” คือ พวกกายละเอียดที่ไม่มีบุญมากพอที่จะไปบังเกิดอยู่ในสวรรค์ และก็ไม่มีบาปมากพอที่จะต้องไปตกนรก เมื่อ เป็นเช่นนี้ จึงทำให้พวกเขาต้องกลายมาเป็นผีที่เร่ร่อนไปมาอยู่ภายในเมืองมนุษย์


  เรื่องผีๆ
เรื่องผีเร่ร่อน

ผีเร่ร่อนหรือสัมภเวสีมีรูปร่างอย่างไร

      สำหรับรูปร่างลักษณะของพวกสัมภเวสีนั้น พวกเขาก็จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับคนที่อดๆ อยากๆ มีร่างกายซูบผอม และก็ต้องคอยอาศัยอาหารที่มนุษย์ทิ้งแล้ว หรืออาหารที่มนุษย์เซ่นไหว้ผี หรือไหว้เจ้าในการประทังชีวิตไปวันๆ โดยพวกเขาจะกินโอชารสหรือส่วนละเอียดของอาหาร ส่วนว่าโอชารสของอาหารจะดีหรือไม่ดีนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของอาหาร กล่าวคือ ถ้าเป็นอาหารที่จัดไว้เพื่อเซ่นไหว้ โอชารสของอาหารก็จะดีและประณีตกว่าโอชารสของอาหารที่มนุษย์ทิ้งแล้ว

 

ผีเร่ร่อนกินอาหารเซ่นไหว้อย่างไร?


       และเมื่อพวกสัมภเวสีกินโอชารสของอาหารดังกล่าวเข้าไปแล้ว อาหารเหล่านั้นก็จะเหลือเพียงแค่ส่วนหยาบที่ปราศจากโอชารสของอาหารเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ว่าอาหารส่วนหยาบนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่สารอาหารและรสชาติของอาหารได้สูญสลายหายไปแล้วนั่นเอง ส่วนอากัปกิริยาในการกินโอชารสของพวกสัมภเวสีนั้น พวกเขาก็จะใช้มือหยิบจับอาหารในส่วนละเอียดขึ้นมากินอย่างหิวกระหายเป็นปกติ

 
เรื่องผีๆสัมภเวสี
เรื่องการกินของผีเร่ร่อน


        ส่วนว่า พวกเขาจะมีความหิวกระหายมากน้อยขนาดไหนนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ในพื้นที่นั้นๆ มีอาหารที่มนุษย์ทิ้งแล้ว หรือมีอาหารที่มนุษย์เซ่นไหว้ผีหรือไหว้เจ้ามากน้อยขนาดไหน คือถ้าหากมีอาหารดังกล่าวน้อย พวกเขาก็จะมีความหิวกระหายมาก แต่ถ้าหากมีอาหารดังกล่าวมาก พวกเขาก็จะมีความหิวกระหายน้อย และถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีความหิวกระหายน้อยแล้วก็ตาม แต่ถึงกระนั้นความหิวกระหายของพวกเขา ก็ยังมีปริมาณที่มากกว่ามนุษย์ที่หิวโซแบบมากๆ มากๆ
 
        แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพวกสัมภเวสีจะไม่มีอาหารที่มนุษย์ทิ้งแล้ว หรืออาหารที่มนุษย์เซ่นไหว้ผีหรือไหว้เจ้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็ยังสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ด้วยอำนาจแห่งวิบากกรรมที่มาหล่อเลี้ยงพวกเขาเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาได้รับความหิวกระหายอย่างที่สุดนั่นเอง

        เรื่องราวของสัมภเวสีนั้น มีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าเราจะมาลงรายละเอียดกันทั้งหมด มันก็จะยาวมากๆ เอาไว้เราค่อยมาศึกษาเรื่องของสัมภเวสีกันต่อไปในภายหลัง
 
 
การไหว้เจ้าที่

 

 
 

ผีประเภทที่ 3 : ผีบ้านผีเรือนคืออะไร

 

     เรื่องราวเกี่ยวกับผีบ้านผีเรือนนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวของพวกเราทุกคน แบบคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
 

เรื่องผีๆ
ผีบ้านผีเรือน
     คำว่า “ผีบ้านผีเรือน” นั้น ในความเป็นจริงแล้วก็คืออดีตมนุษย์ที่หลังจากละโลกไปแล้ว ได้ไปบังเกิดเป็นภุมมะเทวาระดับล่าง ที่อาศัยเรือนหยาบหรือบ้านของมนุษย์เป็นที่อาศัยอยู่ ซึ่ง โดยทั่วๆ ไปแล้วพวกผีบ้านผีเรือนที่มีกำลังบุญไม่มาก ก็จะอาศัยโครงสร้างของเรือนหยาบหรือบ้านของมนุษย์ทั่วๆ ไปอยู่เลย แต่ถ้าพวกผีบ้านผีเรือนตนไหนมีกำลังบุญที่มากขึ้นมาหน่อย ก็จะมีห้องพิเศษที่ต่อเติมเพิ่มออกมาจากเรือนหยาบ หรือบ้านของมนุษย์ ซึ่งส่วนที่เป็นห้องพิเศษนี้จะเป็นส่วนละเอียดที่มนุษย์มองไม่เห็น
 

 

ผีบ้านผีเรือน อยู่ที่ไหน

        แม้ว่าพวกผีบ้านผีเรือนเหล่านี้จะอาศัยโครงสร้างของเรือนหยาบหรือบ้านของมนุษย์ เป็นที่อาศัยอยู่ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นรูปแบบการตกแต่งภายในบ้าน รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ของพวกผีบ้านผีเรือนก็จะมีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง ที่เกิดขึ้นตามกำลังบุญของแต่ละตน โดยพวกเขาจะไม่ได้ใช้ข้าวของต่างๆ ร่วมกับมนุษย์เลย

 

ผีบ้านผีเรือน
ผีบ้านผีเรือน
 
     สำหรับคำว่า “เรือนหยาบหรือบ้านของมนุษย์ที่พวกผีบ้านผีเรือนอาศัยอยู่นั้น” จะ มีความหมายรวมไปถึงพวกตึก คอนโด แฟลท อพาร์ทเม้นต์ คฤหาสน์ โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งกระต๊อบและบังกะโล เป็นต้น (คือสิ่งก่อสร้างอะไรก็ตามที่มีหลังคามุงบัง ล้วนสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของพวกผีบ้านผีเรือนได้ทั้งสิ้น
 
     ส่วนว่าผีบ้านผีเรือนแต่ละตน จะได้อยู่ในสถานที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางมากน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังบุญที่ผีบ้านผีเรือนแต่ละตนได้เคยสั่งสมเอาไว้ สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ คือถ้าหากสั่งสมบุญเอาไว้มาก ก็จะได้อยู่ในสถานที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางมาก แต่ถ้าหากสั่งสมบุญเอาไว้น้อย ก็จะได้อยู่ในสถานที่ที่มีอาณาเขตน้อย หรือมีอาณาเขตที่ไม่กว้างขวางสักเท่าไหร่
 

ผีบ้านผีเรือนก็มักจะเป็นญาติของเรามาก่อน หรือไม่ใช่?!?

        โดยส่วนใหญ่แล้ว ผีบ้านผีเรือนแต่ ละตน มักจะไปบังเกิดอยู่ในสถานที่ หรือบ้านเรือนที่มีคน สัตว์ สิ่งของ ที่พวกเขาคุ้นเคยในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เช่น เคยเป็นบ้านเดิมของตัวเอง หรือเป็นบ้านของคนที่ตัวเขารักและผูกพันเป็นอย่างมาก เช่นบ้านของคุณแม่ หรือเป็นบ้านของญาติ เป็นต้น

เรื่องผี
ผีบ้านผีเรือน

 

ผีบ้านผีเรือนย้ายที่อยู่ตามเจ้าของบ้านได้หรือไม่????

      ถ้าหากวันใดเจ้าของบ้านที่พวกผีบ้านผีเรือนรักและผูกพันเป็นอย่างมาก ย้ายไปอยู่ที่อื่น พวกผีบ้านผีเรือนเหล่านั้น ก็จะย้ายตามไปอยู่กับเจ้าของบ้านที่พวกเขาผูกสมัครรักใคร่ด้วย แต่ก่อนที่พวกเขาจะย้ายไปได้นั้น พวกเขาก็จะต้องขออนุญาตจากท่านเทพบุตรภุมมะเทวาที่เป็นหัวหน้าเขตแห่งนั้น เสียก่อน

เรื่องผี
ผีบ้านผีเรือน

 
        ถ้าหากวันใดเรือนหยาบหรือบ้านของมนุษย์ ที่พวกผีบ้านผีเรือนเหล่านั้นอาศัยอยู่ถูกรื้อถอน หรือถูกทำลายไป พวกผีบ้านผีเรือนเหล่านั้นก็จำเป็นที่จะต้องย้ายไปหาที่อยู่อาศัยใหม่ ตามกำลังแห่งบุญของผีบ้านผีเรือนแต่ละตน ซึ่งหัวหน้าเขตก็จะเป็นผู้ที่จัดสรรที่อยู่ใหม่ให้กับผีบ้านผีเรือนเหล่า นั้นตามความเหมาะสม แต่ถ้าหาก ณ ช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่ผีบ้านผีเรือนตนนั้นจะต้องไปเกิดใหม่พอดี ผีบ้านผีเรือนตนนั้นก็จะไปบังเกิดใหม่ตามกำลังแห่งบุญและบาปที่ตัวเขาได้เคย กระทำเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่

ผีบ้านผีเรือนเกิดขึ้นได้อย่างไร?


           สำหรับการบังเกิดขึ้นของพวกผีบ้านผีเรือน หรือภุมมะเทวาระดับกลางและล่างนั้น ก็จะมีลักษณะที่คล้ายๆ กับการบังเกิดขึ้นของเทวดาทั่วๆไป นั่นก็คือ มีการบังเกิดขึ้นแบบ “โอปปาติกะ หรือเกิดแบบ เกิดปุ๊บโตปั๊บ” เพียงแต่การเกิดแบบ “โอปปาติกะ” ของพวกผีบ้านผีเรือนนั้น จะมีลักษณะที่แตกต่างจากพวกเทวดาที่อยู่บนสวรรค์ทั่วๆ ไปตรงที่ เวลาที่พวกผีบ้านผีเรือนบังเกิดขึ้น พวกเขาจะเกิดมามีรูปร่างลักษณะหน้าตาและอายุ ที่ละม้ายคล้ายกับตอนที่พวกเขาใกล้จะเสียชีวิต เช่น ถ้าหากพวกเขาเสียชีวิตในช่วงวัยเด็ก พวกเขาก็จะเกิดมาเป็นผีบ้านผีเรือนที่อยู่ในวัยเด็ก หรือถ้าหากพวกเขาเสียชีวิตในช่วงสูงวัย พวกเขาก็จะเกิดมาเป็นผีบ้านผีเรือนสูงวัย เป็นต้น ซึ่งจะแตกต่างและไม่เหมือนกับการบังเกิดขึ้นของเทพบุตรเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ ที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นหนุ่มเป็นสาวนั่นเอง

เรื่องผี
การพัฒนาการของผีบ้านผีเรือนทางกายภาพ


       ส่วนการเจริญเติบโต หรือพัฒนาการทางกายภาพของผีบ้านผีเรือนนั้น ผีบ้านผีเรือนแต่ละตนก็จะมีการเจริญเติบโต หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือลักษณะภายนอกที่คล้ายๆ กับมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากเกิดมาเป็นผีบ้านผีเรือนในตอนวัยเด็ก เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผีบ้านผีเรือนที่เป็นเด็กน้อย ก็จะเจริญเติบโตเป็นผีบ้านผีเรือนวัยรุ่น ไล่เรื่อยไปจนกระทั่งผีบ้านผีเรือนตนนั้นกลายเป็นผีบ้านผีเรือนสูงวัยนั่น เอง เป็นต้น

        แต่ถ้าหากผีบ้านผีเรือนตนไหน ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่หมู่ญาติอันเป็นที่รักได้ทำแล้วก็อุทิศส่งมาให้ ผีบ้านผีเรือนตนนั้น ก็จะสามารถย้อนวัย หรือกลับคืนความเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้นมาได้อีกครั้ง

 

ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกผีบ้านผีเรือน

     ลักษณะชีวิตความ เป็นอยู่ของพวกผีบ้านผีเรือน หรือภุมมะเทวาระดับกลางและล่างนั้น ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีการทำมาหากิน หรือประกอบอาชีพต่างๆ เหมือนอย่างมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังต้องรับประทานอาหาร เข้าสังคม และยังต้องพักผ่อนนอนหลับเหมือนอย่างมนุษย์นั่นเอง


เรื่องของผีบ้านผีเรือน
ความเป็นอยู่ของผีบ้านผีเรือน

 
        ไม่เพียงเท่านั้น ลักษณะอาหาร ของพวกผีบ้านผีเรือนยังมีลักษณะที่คล้ายๆ กับอาหารบนโลกมนุษย์อีกด้วย แต่จะต่างกันตรงที่ว่า อาหารของพวกผีบ้านผีเรือนนั้นจะเป็นอาหารทิพย์ที่เกิดขึ้นด้วยกำลังบุญของ แต่ละตน ดังนั้นโอชารสหรือความเอร็ดอร่อย และความประณีตของอาหารของพวกผีบ้านผีเรือนแต่ละตน จึงแตกต่างกันไปตามกำลังบุญนั่นเอง

        นอกจากพวกผีบ้านผีเรือนจะมีลักษณะชีวิตความเป็นอยู่หลายๆ อย่างคล้ายๆ กับมนุษย์แล้ว พวกผีบ้านผีเรือนยังมีลักษณะการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นส่วนๆ คล้ายๆ กับในเมืองมนุษย์อีกด้วย โดยในแต่ละเขตการปกครองนั้น ก็จะมีภุมมะเทวาระดับไฮโซที่เป็นหัวหน้าเขตต่างๆ เป็นผู้ดูแลพวกผีบ้านผีเรือนเหล่านั้นอยู่

เรื่องผี
ผีๆ ก็ต้องมีการขออนุญาตข้ามเขต

        และถ้าหากผีบ้านผีเรือนตนไหน มีความต้องการที่จะเดินทางข้ามไปยังเขตการปกครองอื่น ผีบ้านผีเรือนตนนั้นก็จะต้องขออนุญาตทั้งหัวหน้าเขตการปกครองของตัวเอง และหัวหน้าเขตการปกครองที่ตัวเขาต้องการจะไปก่อน และเมื่อผีบ้านผีเรือนตนนั้นได้รับอนุญาตจากหัวหน้าเขตการปกครองทั้งสองแล้ว ผีบ้านผีเรือนตนนั้นจึงจะสามารถเดินทางไปยังเขตการปกครองดังกล่าวได้ แต่โดยปกติแล้วพวกผีบ้านผีเรือน มักจะไม่ค่อยชอบเดินทางไปไหน เพราะชอบที่จะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน สมดังชื่อที่พวกเขาได้รับว่า “ผีบ้านผีเรือน” นั่นเอง
 

ผีบ้านผีเรือนนับถือศาสนาอะไร?

         ลักษณะความเชื่อของพวกผีบ้านผีเรือนแต่ ละตนนั้น ก็จะมีความแตกต่างหลากหลายกันไปคล้ายๆ กับพวกมนุษย์ เช่น บางพวกก็นับถือพระพุทธศาสนา บางพวกก็นับถือศาสนาอื่น หรือบางพวกก็ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย เป็นต้น

เรื่องผี
ผีๆ ก็มีความเชื่อต่างๆเหมือนมนุษย์


        ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว พวกผีบ้านผีเรือนแต่ละตน ก็มักจะนับถือลัทธิความเชื่อแบบเดิมหรือแบบเดียวกันกับในสมัยที่ตัวเองยังมี ชีวิตอยู่ แต่ก็มีพวกผีบ้านผีเรือนบางส่วนที่พอกาลเวลาผ่านไป ความเชื่อของพวกเขาก็ค่อยๆ ซึมซับและแปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในแถบนั้นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า อยู่ใกล้คนเช่นไร ก็มักจะเป็นคนเช่นนั้น
 
        แต่ไม่ว่าพวกผีบ้านผีเรือนแต่ละตนจะนับถือลัทธิความเชื่ออะไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยบุญด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งบุญที่มาหล่อเลี้ยงชีวิตหลังความตายของพวกผีบ้านผีเรือนนั้นก็คือ บุญที่ผีบ้านผีเรือนแต่ละตนได้เคยสั่งสมเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เป็น หลัก และบุญที่หมู่ญาติอันเป็นที่รักได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลส่งมาให้พวกเขา รวมไปถึงบุญที่พวกเขาได้อนุโมทนาบุญกับมนุษย์ที่ทำความดี เช่น ทำบุญใส่บาตรหรือถวายสังฆทาน เป็นต้น

เรื่องผีๆ
ผีบ้านผีเรือนต้องการบุญ

 

คนดีผีคุ้ม จริงหรือเปล่า?

     สำหรับบุญพิเศษที่สำคัญอีกบุญหนึ่ง ที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตของผีบ้านผีเรือนได้นั้น ก็คือบุญที่เกิดจากการปกป้องคุ้มครองมนุษย์ที่อาศัยอยู่ภายในบ้านให้รอดพ้นจากอันตราย และให้มีโอกาสในการสั่งสมบุญสร้างความดีได้ยิ่งๆ ขึ้นไป

เรื่องผี
คนดีผีคุ้มครอง
 
     แต่ก็ไม่ใช่ว่าผีบ้านผีเรือนทุกๆ ตนจะมาคอยปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้าน หรือคนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านหลังนั้นๆ เสมอไป เพราะการที่ผีบ้านผีเรือนแต่ละตนจะเกิดอารมณ์อยากที่จะมาดูแลคนภายในบ้านหรือไม่นั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายๆ ประการ อาทิเช่น

1. ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเขตให้มาคอยปกป้องดูแลเจ้าของบ้านหลังนั้น
2. มีความผูกพันกับคนภายในบ้านหลังนั้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น เคยเป็นแม่เป็นลูกกัน หรือเป็นญาติกันมาก่อน เป็นต้น

3. เจ้าของบ้านเป็นคนที่มีจิตใจดีชอบสร้างบุญสร้างกุศล พวกผีบ้านผีเรือนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นๆ ก็จะเกิดความปรารถนาอยากที่จะมาปกป้องคุ้มครองเจ้าของบ้านหลังนั้น เพราะ ผีบ้านผีเรือนเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมในบุญกับเจ้าของบ้านหลังนั้นไปด้วย หรือที่พวกเรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “คนดีผีคุ้ม” นั่นเอง    

 
        และเมื่อพวกผีบ้านผีเรือนได้มาปกป้องคุ้มครองและอยู่ใกล้ๆ เจ้าของบ้านที่มีจิตใจดีชอบสร้างบุญสร้างกุศล และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตตามหลักของ พระพุทธศาสนาแล้ว พวกเขาก็จะได้ซึมซับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องบุญเรื่องกุศลจากเจ้า ของบ้านหลังนั้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสั่งสมบุญหรือการอนุโมทนาบุญ เป็นต้น
 

ไหว้วันตรุษจีน

 

เรื่องของภูตผีปีศาจ

 

         เมื่อพูดถึงคำว่า “ผี” แล้ว คนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงภูติและปีศาจตามไปด้วย เพราะเรามักจะได้ยินได้ฟังกันจนคุ้นหูว่า ภูติผีปีศาจ ซึ่งคำว่า “ภูติผีปีศาจ” นั้น ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละคำก็ล้วนแล้วแต่มีความหมายเฉพาะเป็นของตัวเอง คือภูติก็อย่างหนึ่ง ผีก็อย่างหนึ่ง ปีศาจก็อีกอย่างหนึ่ง

 
     สำหรับคำว่า “ภูติ” นั้น ที่ผ่านๆ มา คุณครูไม่ใหญ่ได้เคยยกตัวอย่างให้ลูกๆ นักเรียนอนุบาลฯ ได้รับฟังกันไปแล้วเป็นบางส่วน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องภูติที่เป็นผีกระสือ หรือผีกระหัง เป็นต้น
 



เรื่องผี
ผีกระสือกระหัง

 

 

        ภูติอีกประเภทหนึ่งที่ชอบใช้วิชาไสยเวทย์สายดำ หรือวิชาอาคมที่ใช้ในการเบียดเบียนและทำร้ายมนุษย์ ซึ่งตรงกันข้ามกับวิชาไสยเวทย์สายขาว ที่เป็นวิชาอาคมที่ใช้ในการรักษาและช่วยเหลือมนุษย์ สำหรับภูติประเภทนี้ จะเป็นกายละเอียดที่มีลักษณะภายนอกที่หลากหลาย แลดูน่ากลัวแต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดมากนัก ยกตัวอย่างเช่น บางตนก็มีร่างกายซูบผอมและมีผิวหนังที่เหี่ยวแห้งช้ำเลือดช้ำหนอง, บางตนก็มีนิ้วที่ยาวกว่าปกติ หรือบางตนก็มีร่างกายใหญ่โตผิดมนุษย์ แต่ก็ไม่ถึงกับสูงใหญ่เท่ากับเปรต เป็นต้น

ภูติผีปีศาจ
เรื่องผีๆภูติๆ

 

        และที่สำคัญ พวกภูติประเภทนี้จะมีฤทธิ์ประจำตัวอยู่เป็นปกติ ส่วนว่าฤทธิ์ประจำตัวของภูติแต่ละตนจะมากน้อยขนาดไหนนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนเพิ่มเติมหลังจากที่พวกเขาไปบังเกิดเป็นภูติแล้ว สำหรับการการฝึกฝนเพิ่มเติมหลังจากที่พวกเขาไปบังเกิดเป็นภูติแล้วนั้น ก็มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่างหลักๆ ดังต่อไปนี้ คือ
 
       1. ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยตัวเอง
 
       2. ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วยการไปเรียนกับอาจารย์ไสยเวทย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ากว่า
 
      3. ฝึกฝนเพิ่มเติมโดยมีอาจารย์ไสยเวทย์ที่มีวิชาอาคมแก่กล้ากว่า คอยส่งฤทธิ์และส่งวิชามาให้
 
และยิ่งพวกภูติประเภทนี้มีอายุที่ยืนยาวมากเท่าไหร่ ฤทธิ์ของพวกเขาก็จะยิ่งแก่กล้าเพิ่มมากขึ้นตามอายุของพวกเขาไปด้วย
 
เรื่องผี
ภูติผีปีศาจ

 

 

สาเหตุที่ต้องมาบังเกิดเป็นภูต!


        สำหรับสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นภูติ ที่ชอบใช้วิชาไสยเวทย์สายดำ หรือวิชาอาคมที่ใช้ในการเบียดเบียนและทำร้ายมนุษย์นั้น ทั้งนี้ก็เกิดจากในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขามีความชอบและสนใจในการศึกษาวิชาไสยเวทย์สายดำอยู่เป็นประจำ ดังนั้น เมื่อถึง ณ ช่วงเวลาที่พวกเขากำลังจะเสียชีวิต ด้วยความที่ใจของพวกเขามีความผูกพันอยู่กับวิชาไสยเวทย์สายดำเป็นอย่างมาก กอปรกับ ณ ช่วงเวลานั้น บาปที่พวกเขาได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ได้ช่องที่จะส่งผล ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นภูติประเภทนี้นั่นเอง

 
 
เรื่องผี
เรื่องผีๆของคนที่ชอบไสยเวทย์สายดำ

 
 

ภูตเฝ้าป่าเฝ้าเขา

       การจะไปบังเกิดเป็นภูติอยู่ ณ ที่แห่งไหนนั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายๆ ประการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากพวกเขามีความห่วงหรือผูกพันอยู่กับสถานที่ใดเป็นพิเศษ พวกเขาก็จะต้องไปเฝ้ารักษาอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น โดยพวกเขาก็จะใช้วิชาอาคมที่เคยร่ำเรียนมาในสมัยที่ยังมีชีวิต ดูแลรักษาพื้นที่แห่งนั้นอยู่ตลอดเวลา เช่น ภูติที่หวงแหนและเฝ้าพื้นที่ป่า

 
เรื่องผี
ภูติเฝ้าป่าเฝ้าเขา

 

 
     เมื่อมีใครเข้ามารุกรานในเขตพื้นที่ของภูติพวกนี้ พวกเขาก็จะเกิดความไม่พอใจ และเมื่อภูติพวกนี้เกิดความไม่พอใจแล้ว พวกเขาก็จะใช้ฤทธิ์ขับไล่ หลอกหลอน หรือทำร้ายบุคคลนั้นๆ หรือไม่ พวกเขาก็อาจจะแปลงกายเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสือ หมาดำ หรืองู เป็นต้น เพื่อมุ่งหมายที่จะเข้าไปทำร้ายบุคคลนั้นๆ ไม่ให้เข้ามารุกรานพื้นที่ป่าของพวกเขา แต่พวกเขาก็จะสามารถทำร้ายได้เฉพาะผู้ที่เคยมีวิบากกรรมร่วมกันมากับพวกเขาเท่านั้น เป็นต้น
 

ภูติที่คอยตามไปล้างแค้น จองเวรกัน!

          ถ้าหากพวกเขายังมีความอาฆาต หรือจองเวรกับใครเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิต เช่น มีคนมาฆ่า หรือมาทำร้ายพวกเขา เมื่อพวกเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาก็จะไปบังเกิดเป็นพวกภูติที่คอยตามไปล้างแค้น หรือคอยคิดบัญชีกับคนที่พวกเขาผูกอาฆาตเอาไว้ ด้วยการตามไปหลอกหลอนหรือทำร้ายคนเหล่านั้น เป็นต้น

 

เรื่องผี

ภูติตามล้างแค้น จองเวร เช่นถูกฆ่าตาย


ภูติที่คอยเฝ้าทรัพย์

         ภูติบางประเภท ในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นคนมักโกรธ หวงทรัพย์ และชอบที่จะศึกษาวิชาไสยเวทย์ เพื่อไปทำร้ายคนอื่นหรือไปทำร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น เมื่อคนพวกนี้ละจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาก็จะไปเกิดเป็นภูติที่คอยเฝ้าทรัพย์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา เป็นต้นนั่นเอง
 
 
เรื่องผี
ปู่โสมเฝ้าทรัพย์

 

เรื่องของปีศาจ

        ส่วนปีศาจนั้น ก็มีหลากหลายประเภทหรือหลากหลายรูปแบบเช่นเดียวกัน แต่ในวันนี้คุณครูไม่ใหญ่ก็จะขอยกตัวอย่างปีศาจขึ้นมาพอเป็นสังเขป ดังต่อไปนี้

 

     ปีศาจตัวอย่างที่ 1. คือ ปีศาจที่มีรูปร่างลักษณะน่าเกลียดน่ากลัว และมีอวัยวะที่ผิดปกติไปจากโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ เช่น หัวไปทางหนึ่งตาไปอีกทางหนึ่ง หรือมีกายบูดเบี้ยวบิดเบี้ยวไปทั้งตัว เป็นต้น


เรื่องผี
ปีศาจน่าเกลียดน่ากลัว
 
        ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจแบบนี้ ทั้งนี้ก็เกิดจากในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขามีใจหมกมุ่นหรือจมปลักอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่ดีเป็นอย่างมาก จนลืมความเป็นตัวของตัวเองไป
 
     ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขามีใจผูกพันอยู่กับวิชาไสยเวทย์สายดำแบบมากๆ ยิ่งไปกว่าพวกภูติ ซึ่งถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพกันแบบง่ายๆ ก็คือปีศาจอาจจะเปรียบเสมือนกับอาจารย์ที่สอนวิชาไสยเวทย์ ส่วนพวกภูติก็เปรียบเสมือนกับลูกศิษย์ที่เรียนวิชาไสยเวทย์นั่นเอง หรือก่อนที่จะเสียชีวิต พวกเขามีใจผูกโกรธอาฆาตแค้นคนที่มาทำร้ายเป็นอย่างมาก เป็นต้น

 
เรื่องผี
มีจิตหมกมุ่นวิชาไสยเวทย์สายดำมากๆจะเกิดเป็นปีศาจ

 

ปีศาจที่อดีตชอบทำคุณไสยใส่คนอื่น

 
        ปีศาจตัวอย่างที่ 2. คือ ปีศาจที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับเด็กทารกที่ยังไม่เกิด หรือมีการเจริญเติบโตที่ยังไม่เต็มที่ อีกทั้งพวกเขาจะมีดวงตาสีขาวหม่นหมองที่เบิกโพลง, มีรูจมูกเป็นช่องๆ และยังไม่ยื่นออกมาเหมือนจมูกคนปรกติ, มีปากที่กว้างมากเหมือนกับจะฉีกขาด และปากที่กว้างนั้นก็จะถูกเชือกร้อยและเย็บเอาไว้ให้ติดกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะ ผลแห่งกรรมที่พวกเขาได้เคยทำคุณไสยใส่คนอื่น จนทำให้คนอื่นพูดไม่ได้หรือเป็นใบ้ ได้ย้อนกลับมาส่งผลกับพวกเขา

 
เรื่องผี
ปีศาจคล้ายเด็กทารก

 
      นอกจากนี้ พวกเขายังมีรูปร่างที่ใหญ่โต น่ากลัว และผอมโซจนเห็นแต่ซี่โครงและกระดูก, มือแขนจะเล็กลีบ และนุ่งหยักรั้งสีดำ ไม่เพียงแค่นั้น ตามลำตัวของพวกเขายังมีแต่รอยสักเป็นลายพร้อยอยู่เต็มไปหมดอีกด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะ ผลแห่งกรรมที่พวกเขาได้เคยเป็นอาจารย์ที่สักยันต์ และลงอาคมให้กับลูกศิษย์เอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่
 
      ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจแบบนี้ หรือปีศาจที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับเด็กทารกที่ยังไม่เกิด ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ ในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นจอมขมังเวทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำกุมารทอง โดยพวกเขาจะนำเอาซากหรือร่างของเด็กทารกที่เพิ่งตายใหม่ๆ มาทำพิธีสะกดวิญญาณเอาไว้ไม่ให้วิญญาณของเด็กทารกเหล่านั้นไปผุดไปเกิด


เรื่องผี
วิบากกรรมชอบทำกุมารทอง

 
        และเมื่อถึงคราวที่พวกเขาต้องละจากโลกนี้ไป วิชาไสยเวทย์สะกดวิญญาณก็ได้ย้อนกลับมาเข้าตัวของพวกเขาเอง จนเป็นผลทำให้พวกเขาต้องมาเกิดเป็นปีศาจที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับเด็กทารกที่ยังไม่เกิดและมีฤทธิ์มากนั่นเอง

 
        ปีศาจตัวอย่างที่ 3 คือ ปีศาจที่มีผมหยิก ตาปูดโปน ดุร้าย น่าเกลียดน่ากลัว และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพวกปีศาจเหล่านี้ จะมีฤทธิ์และมีความน่ากลัวมากกว่าพวกภูติเป็นอย่างมาก โดยพวกเขาจะชอบอาศัยอยู่แต่ในป่าหรือในถ้ำ
 

เรื่องผี
ปีศาจผมหยิก ตาปูดโปน น่าเกลียดน่ากลัว
 

        ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจแบบนี้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะในสมัยที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นถึงระดับปรมาจารย์ไสยเวทย์สายดำ ที่มีความช่ำชองและเชี่ยวชาญทางด้านการใช้ไสยเวทย์สายดำ ไปเบียดเบียนมนุษย์เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจารย์ไสยเวทย์พวกนี้จะชอบอยู่กับป่ากับถ้ำ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เองจึงทำให้หลังจากที่พวกเขาละจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาจึงต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจตาปูดโปน ดุร้าย ชอบอาศัยอยู่แต่ในป่าหรือในถ้ำนั่นเอง
 
        ปีศาจตัวอย่างที่ 4 คือ ปีศาจที่มีผมหยิกฟู เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล มีกลิ่นกายเหม็นเน่าคละคลุ้ง และมีหน้าตาเละเทะ น่าเกลียดน่ากลัว ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจแบบนี้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ พวกเขาถูกทรมานก่อนที่จะเสียชีวิต เช่น ถูกทารุณกรรม หรือถูกฆาตกรรม เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้พวกเขารู้สึกโกรธแค้นและผูกพยาบาทอาฆาตคนที่มาทำร้ายพวกเขาเป็นอย่างมาก
 
เรื่องผี
ปีศาจผมหยิกฟู มีบาดแผล หน้าตาเละเทะ น่าเกลียดน่ากลัว

 
        และเมื่อพวกเขาได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ด้วยจิตที่โกรธแค้นและผูกพยาบาทอาฆาตอย่างสุดๆ นี้เอง จึงดึงดูดให้พวกเขาต้องมาบังเกิดเป็นปีศาจที่มีผมหยิกฟู และมีเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง

 
        ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกปีศาจเหล่านี้ไม่ต้องไปบังเกิดอยู่ในอบายนั้น ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ ณ ช่วงเวลาที่พวกเขากำลังจะเสียชีวิต บาปที่พวกเขาได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ได้ช่องที่จะส่งผลนั่นเอง

 
 

คนที่มักเจอผีบ่อยๆ เป็นเพราะอะไร

     เพราะตอนเป็นมนุษย์ชอบนับถือผี และมักเซ่นผีด้วยของสดคาว มีกรรมชนิดเดียวกัน


ทัวร์ยมโลก
 

เรื่องผีๆ เรียบเรียงมาจาก

 
 
วิธีเลิกกลัวผี

 


เรื่องผีประเภทต่างๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ผีกะ

ผีถ้วยแก้ว

ผีกระสือผีกระหัง


 

ผี นางไม้ นางกวัก นางตะเคียน
กุมารทอง


เรื่องเล่าผีๆ อ่านเรื่องผี


วันสารทจีน

 


http://goo.gl/4f65C6


พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      การใช้ถ้อยคำถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9
      ผ้าอาบน้ำฝน ที่มาและความหมายของผ้าอาบน้ำฝน
      พุทธศาสนากับภาษาไทย
      หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๔)
      วันนักข่าว ตรงกับวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี
      ส.ค.ส. ปีใหม่ 2561 ส.ค.ส. พระราชทาน
      ปุราณอักษรา
      หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๓)
      เพลงลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
      รอยลบ ที่ไม่ลบเลือน
      ผ้าห่อถักทอเชื่อมสายบุญ
      หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๒)
      หลักฐานธรรมกายในคัมภีร์พุทธโบราณ (ตอนที่ ๒๑)





   ค้นหา บทความธรรม    

  ฝันในฝันวิทยา
  สารพันธรรมะ
  ปกิณกธรรม
  ผลการปฏิบัติธรรม
  โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
  ธรรมะบันเทิง
  ข่าว
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  ข่าวบุญฝากประกาศ
  DMC NEWS
  ข่าวรอบโลก
  กิจกรรมเว็บ dmc.tv
  Scoop - Review DMC
  เรื่องเด่นทันเหตุการณ์
  Review รายการ DMC
  หนังสือธรรมะ
  ธรรมะเพื่อประชาชน
  ที่นี่มีคำตอบ
  หลวงพ่อตอบปัญหา
  อยู่ในบุญ
  สุขภาพนักสร้างบารมี
  นิทานชาดก
  CaseStudy กฎแห่งกรรม
  กฎแห่งกรรม
  เรื่องราวชีวิต
  เหลือเชื่อแต่จริง
  อุทาหรณ์สอนใจ
  ฮอตฮิต...ติดดาว
  วิบากกรรม...ทำให้ทุกข์
  บุญเกื้อหนุน
  ปรโลกนิวส์
  ธรรมะและสมาธิ
  พุทธประวัติ
  สมาธิ
  ผลการปฏิบัติธรรมนานาชาติ
  ทศชาติชาดก
  พุทธประวัติและวันสำคัญ
  บทสวดมนต์
  ศัพท์ธรรมะ ภาษาอังกฤษ
  มหาปูชนียาจารย์
  อานุภาพมหาปูชนียาจารย์
  ประวัติ
  กิจกรรม
  ธุดงค์สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์
  About DMC
  เกี่ยวกับ DMC
  DMC GUIDE
  มือถือ Mobile
  คู่มือเว็บ www.dmc.tv
  มาวัดพระธรรมกาย
   ค้นหา บทความธรรม    

ธรรมะที่เกี่ยวข้อง - Related
ปฏิทินวันพระ
ปฏิทินวันพระ

ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
บวชนานาชาติ

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ตารางตักบาตรพระทั่วไทย

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ศึกษาธรรมะทางไกล DOU

บวชพระ
สมัครบวชพระ

ค่ายปิดเทอม
ค่ายปิดเทอม

ธรรมะเพื่อประชาชน
ธรรมะเพื่อประชาชน

พุทธประวัติ
พุทธประวัติ

พุทธสุภาษิต
พุทธสุภาษิต

พระไตรปิฎก
พระไตรปิฎก

เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก
เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก

พระศรีอริยเมตไตรย์
พระศรีอริยเมตไตรย์

สามเณรอรหันต์
สามเณรอรหันต์

ธรรมกาย
ธรรมกาย

บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล

วัดในพระพุทธศาสนา
วัดในพระพุทธศาสนา

โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข
โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข

ความดีพื้นฐานสากล 5 ประการ
ความดีสากล 5 ประการ

สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา
สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา

ร้านหนังสือออนไลน์
ร้านหนังสือออนไลน์

Social Network กับงานพระพุทธศาสนา
Facebook Fanpage


รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนาบนสังคมออนไลน์
รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนา
บนสังคมออนไลน์ (Social Network)

สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย
สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย


สมัครเป็นอาสาสมัคร
สมัครเป็นอาสาสมัคร