คบบัณฑิต - บัณฑิตที่แท้จริง
ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีสิ่งที่จะต้องศึกษาควบคู่กันไปอยู่ ๒ ประการ คือ การศึกษาวิชาความรู้ทางโลก และการศึกษาวิชชาความรู้ทางธรรม การศึกษาวิชาความรู้ทางโลก มีเป้าหมาย เพื่อให้เรารู้จักวิธีแสวงหาปัจจัยสี่มาเลี้ยงตน ทำให้เราได้รับความสุขและความสำเร็จในชีวิต
การศึกษาความรู้ในทางธรรม มีเป้าหมายเพื่อฝึกฝนอบรมจิตใจของเรา ให้สะอาด บริสุทธิ์ เพื่อจะได้เข้าถึงแหล่งแห่งสติ แหล่งแห่งปัญญาที่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตจิตใจของเราสะอาดบริสุทธิ์สูงส่งยิ่งๆ ขึ้น จนกระทั่งหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง ที่อยู่ภายในตัวของเรา
มีธรรมภาษิตที่ปรากฏใน มังคลัตถทีปนี ว่า
ธีรญฺจ ปญฺญญฺจ พหุสฺสุตญฺจ
โธรยฺหสีลํ วตวนฺตมริยํ
ตํ ตาทิสํ สปฺปุริสํ สุเมธํ
ภเชถ นกฺขตฺตปถํว จนฺทิมา
ส่วนการคบกับบัณฑิต ย่อมนำมาซึ่งความสุขความเจริญรุ่งเรือง เพราะบัณฑิตจะคอยชี้แนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่ถูกต้องดีงาม เนื่องจากเป็นผู้มีใจใสเป็นปกติ มีความเห็นถูกต้อง ตรงไปตามความเป็นจริง รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นประโยชน์ และอะไรไม่เป็นประโยชน์ การอยู่ร่วมกับบัณฑิตจึงเป็นสุข เหมือนอยู่ท่ามกลางสมาคมของหมู่ญาติมิตรที่มีความปรารถนาดีต่อกัน
มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ ต่างมีความปรารถนาเหมือนกัน คือ ปรารถนาความสุขและพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ที่สมบูรณ์ มีความรู้ความสามารถ แตกฉานทั้งทางโลกและทางธรรม จึงได้พยายามศึกษาหาความรู้ให้สูงขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เมื่อจบปริญญาแล้ว เขาก็เรียกว่า "เป็นบัณฑิต" "เป็นมหาบัณฑิต" "เป็นดอกเตอร์" ได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นคนมีความรู้ คนมีปัญญา นี่คือ บัณฑิตในทางโลก
สำหรับบัณฑิตในทางธรรม หมายเอาผู้มีคุณธรรมภายใน ซึ่งมีอยู่หลายระดับถึง ๑๘ ชั้นด้วยกัน ตั้งแต่กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระโสดาบันละเอียด กายธรรมพระสกทาคามี กายธรรมพระสกทาคามีละเอียด กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอนาคามีละเอียด กายธรรมพระอรหัต และกายธรรมพระอรหัตละเอียด ทั้งหมดนี้เป็นบัณฑิตที่มีอยู่ภายในตัวของมนุษย์ทุกคน ละเอียดเป็นชั้นๆ เข้าไป มีความฉลาด ความรอบรู้เพิ่มขึ้น ไปตามลำดับ
ถ้าเราเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราจะมีความรู้ในระดับของกายมนุษย์ละเอียด เป็นชีวิตที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่ากายมนุษย์หยาบ และจะเห็นไปตามความเป็นจริงว่า กายมนุษย์เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นเพียงแค่เครื่องอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
พอเข้าถึงกายทิพย์ เราจะมีความรู้ในระดับของกายทิพย์ รู้ทั่วถึงหมดในสุคติโลกสวรรค์ กายทิพย์จะสวยงามกว่า กายมนุษย์ละเอียด มีเครื่องประดับที่ละเอียดกว่า ประณีตกว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น
เมื่อเข้าถึงกายรูปพรหม ก็จะรู้ทั่วถึงในรูปภพ ละเอียดกว่า ประณีตกว่ากายทิพย์ มีความสุขอยู่ในฌานสมาบัติ เข้าถึงกายอรูปพรหม เราจะรู้ทั่วถึงในอรูปภพ ละเอียดกว่า ประณีตหนักยิ่งขึ้น มีความสุขอยู่ในอรูปฌานสมาบัติ เมื่อเข้าถึงกายธรรม ก็จะรู้ทั่วถึงภพสาม โลกันตร์ นิพพาน รู้ทั่วหมด ทั้งรู้ทั้งเห็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทะลุปรุโปร่งไปหมด รู้เห็นทุกสิ่งไปตามความเป็นจริง
กายธรรมนี้ เป็นกายที่สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ทุกประการ งามไม่มีที่ติ เรียกว่าพุทธรัตนะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด เพราะรู้ได้รอบตัว เห็นได้รอบตัว ไม่มีอะไรกำบังขอบข่ายของธรรมจักษุและ ญาณทัสสนะ เป็นผู้ตื่นจากกิเลสทั้งหลาย จิตใจเบิกบาน สว่างไสว มีความบริสุทธิ์ มีดวงปัญญาอันเลิศ และมีมหากรุณาธิคุณ ประชุมรวมกันอยู่ในกายธรรม ดังนั้นกายธรรมจึงเป็นจุดเริ่มต้น ของพระพุทธศาสนา
กายธรรมโคตรภูเป็นกายธรรมเบื้องต้น คือ พ้นจากภาวะของปุถุชน แต่ยังไม่เป็นพระอริยเจ้า พอเข้าถึงกายธรรมพระโสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ อย่าง กิเลสก็เบาบางลงไป เข้าถึงกายธรรมพระสกทาคามี กิเลสก็เบาบางลงไปอีก เข้าถึง กายธรรมพระอนาคามี ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมด เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอรหัต ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ไม่มีอะไรมาปิดบังธรรมจักษุและญาณทัสสนะของกายธรรม พระอรหัตได้ กายธรรมอรหัตนี่แหละจึงได้ชื่อว่า เป็นบัณฑิตที่แท้จริง ถ้าอยากรู้ว่าบัณฑิตที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็ให้เอาใจหยุดไปที่ศูนย์กลางกาย
*ในสมัยพุทธกาล มีเด็กน้อยคนหนึ่งชื่อ "บัณฑิต" เมื่ออายุ ๗ ขวบ ได้ขออนุญาตบิดามารดาออกบวชเป็นสามเณรในสำนักของพระสารีบุตร และในวันที่ ๘ ของการบวชนั่นเอง ขณะที่สามเณรบัณฑิตกำลังเดินบิณฑบาตตามหลังพระเถระ
สามเณรเดินต่อไป เห็นช่างศรกำลังเอาลูกศรลนไฟ เล็งด้วยหางตา แล้วดัดให้ตรง จึงเรียนถามพระเถระว่า "พวกเขาทำอะไรกันขอรับ"
ขณะนั้น สามเณรกำลังเจริญภาวนา เป็นผู้มีความเพียร มีจิตตั้งมั่นหยั่งลงสู่สมาธิ ได้บรรลุผล ๓ คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล และอนาคามิผล พระบรมศาสดาทรงทราบ เรื่องราวของสามเณรโดยตลอด ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ทรงดำริว่า บัดนี้ สามเณรบัณฑิตได้บรรลุอนาคามิผลแล้ว และอุปนิสัยแห่งอรหัตตผลของสามเณรนั้นมีอยู่ สารีบุตรซึ่งยังไม่ทราบถึงการบรรลุธรรมของเธอ จะนำอาหารมาให้ ซึ่งจะทำให้การบำเพ็ญสมณธรรมของเธอเสียไป"
บ่ายวันนั้นเอง ขณะที่พระภิกษุทั้งหลายกำลังสนทนากัน ด้วยเรื่องการบรรลุอรหัตตผลของสามเณรบัณฑิต เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมา แล้วตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาผู้มีบุญบำเพ็ญสมณธรรม จันทเทพบุตรฉุดรั้งมณฑลพระจันทร์ไว้ สุริยเทพบุตรฉุดรั้งมณฑลพระอาทิตย์ไว้ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้ยืนอารักขาทั้ง ๔ ทิศ ท้าวสักกเทวราชยืนอารักขาที่ประตูห้องพัก แม้เราตถาคต ก็มิอาจนิ่งอยู่ได้ ยังต้องไปยืนอารักขาบุตรของเรา ที่ซุ้มประตู
ธรรมดาบัณฑิต เห็นคนไขน้ำเข้านา เห็นช่างศรดัดลูกศร ให้ตรง เห็นช่างถากไม้แล้ว ย่อมถือเอาเหตุนั้นเป็นอารมณ์ มีปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในอรหัตตผลได้
ดังนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายที่มีความรู้ในทางโลก จะจบปริญญาระดับไหน มากมายกี่สาขาก็ตาม อย่าเพิ่งหลงดีใจว่า เรามีความรู้ทางโลกมากมายก่ายกองแล้ว แต่ยังมีความรู้อีกชนิดหนึ่ง เป็นความรู้แจ้งภายในที่ละเอียดลึกซึ้งกว่า ซึ่งเราจะต้องเรียนรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะไม่รู้แล้วไม่ปลอดภัย ส่วนความรู้ในทางโลกบางสาขาวิชานั้น ไม่รู้ไม่เป็นไร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในทางธรรมที่รู้ได้ด้วยธรรมกายนั้น ถ้าไม่รู้แล้ว เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในทะเลทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้นให้ทุกคนหมั่นทำใจหยุดใจนิ่งทุกวันทุกเวลา เพื่อเข้าถึงธรรมกายให้ได้กันทุกคน













