ประวัติอุโบสถวัดพระธรรมกาย

จากศรัทธาในวันบุกเบิก สู่อุโบสถพระไตรปิฎก

ข้อมูลประวัติและกิจกรรมถึงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ภาพมุมสูงอุโบสถหลังเดิมและส่วนขยายพระไตรปิฎก

อุโบสถหลังเดิมตั้งอยู่กลางส่วนขยายที่ประดับประติมากรรมรูปหนังสือพระไตรปิฎก ภาพจาก DMC

คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ร่วมกันสร้างอุโบสถวัดพระธรรมกายไว้สำหรับประกอบสังฆกรรมและอุปสมบทกุลบุตร เพื่อให้มีพระภิกษุสืบทอดพระพุทธศาสนา อุโบสถเริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2520 และยังคงใช้ตามความตั้งใจเดิม แม้ภายหลังจะขยายพื้นที่และพัฒนาเป็นอุโบสถพระไตรปิฎกแล้วก็ตาม [14] [33]

กว่าจะได้อุโบสถสีขาวหลังนี้ ผู้บุกเบิกวัด สถาปนิก วิศวกร พระภิกษุผู้ควบคุมงาน ช่างฝีมือ และสาธุชน ต่างช่วยกันตามกำลังที่มี บางท่านนำความรู้มาช่วย บางท่านสนับสนุนทุนทรัพย์หรือลงแรงทำงาน ตั้งแต่เลือกวัสดุ คัดหิน ผูกเหล็ก และเทปูน ส่วนผู้ดูแลงานประจำวันก็ช่วยเตรียมอาหารให้ผู้ทำงานด้วย [7] [8] [9]

สำหรับวัดพระธรรมกาย เราดูแลอุโบสถให้พระภิกษุมีสถานที่พร้อมสำหรับประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เมื่อคณะสงฆ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงต้องพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้ใช้งานได้มากขึ้นด้วย ในการขยายพื้นที่ครั้งนั้น เรานำรูปหนังสือพระไตรปิฎกมาเป็นองค์ประกอบของอาคาร เพื่อให้ผู้มาเยือนได้น้อมใจระลึกถึงพระรัตนตรัย [18]

อุโบสถของเรามีประวัติมาตั้งแต่การบุกเบิกวัดบนผืนนาคลองสาม ผ่านงานก่อสร้างยุคแรกและพิธีสำคัญหลายครั้ง หลังขยายพื้นที่เป็นอุโบสถพระไตรปิฎกแล้ว คณะสงฆ์ยังคงใช้สถานที่แห่งนี้ประกอบกิจของสงฆ์สืบมาถึง พ.ศ. 2569

1. ผืนนา 196 ไร่และจุดเริ่มต้นก่อนสร้างอุโบสถ

ก่อนที่อุโบสถสีขาวจะก่อร่างขึ้น หมู่คณะของเราเริ่มต้นสร้างวัดจากผืนนาในตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง หลวงพ่อธัมมชโย และคณะศิษย์ เริ่มพัฒนาที่ดิน 196 ไร่ ที่คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี ถวายไว้ สถานที่แห่งนี้มีชื่อในระยะแรกว่า “ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม” [1]

หมู่คณะเริ่มบุกเบิกวัดด้วยทุน 3,200 บาท แล้วค่อย ๆ ขุดคู กำหนดบริเวณ ปรับผืนดิน และสร้างสิ่งจำเป็นสำหรับอยู่อาศัยและปฏิบัติธรรม เงินจำนวนนี้เป็นทุนตั้งต้นของการสร้างวัดโดยรวม สำหรับการสร้างอุโบสถและปัจจัยที่ใช้ในงานก่อสร้างนั้น เกิดขึ้นภายหลังเมื่อวัดพัฒนามาอีกระยะหนึ่ง [1]

วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2518 หลวงพ่อธัมมชโยและคุณยายอาจารย์ฯ นำคณะผู้ปฏิบัติธรรมจากบ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาปฏิบัติธรรมที่ศูนย์แห่งใหม่ เมื่อมีสถานที่ถาวรแล้ว เราก็จัดการอบรมและต้อนรับสาธุชนได้ต่อเนื่องขึ้น จึงต้องเตรียมทั้งเสนาสนะและสถานที่ประกอบกิจของคณะสงฆ์ให้พร้อมกับการใช้งานด้วย [2]

พระภิกษุและอุบาสกในช่วงบุกเบิกมีอยู่ไม่มาก แต่ละท่านจึงต้องช่วยกันหลายหน้าที่ ทั้งปรับพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ดูแลงานน้ำ งานครัว จัดที่นั่ง และต้อนรับผู้มาปฏิบัติธรรม สาธุชนใช้ศาลาจาตุมหาราชิกาเป็นสถานที่ทำกิจกรรม ส่วนอุโบสถที่สร้างขึ้นภายหลังใช้รองรับสังฆกรรมโดยเฉพาะ การเตรียมพื้นที่แต่ละส่วนทำให้วัดมีทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรมและสถานที่ดำเนินกิจของสงฆ์ได้ต่อเนื่อง [32]

2. จากศูนย์ปฏิบัติธรรมสู่วัดวรณีธรรมกายาราม

ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมได้รับอนุญาตให้สร้างวัดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม ได้ตั้งเป็นวัดในชื่อ “วัดวรณีธรรมกายาราม” และวันที่ 7 พฤศจิกายน พระไชยบูลย์ ธมฺมชโย ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส หลังจากบุกเบิกและเตรียมสถานที่มาระยะหนึ่ง หมู่คณะจึงดำเนินงานต่อในฐานะวัดที่ตั้งขึ้นแล้ว [3]

วัดใช้ชื่อ “วัดวรณีธรรมกายาราม” เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณวรณี สุนทรเวช บุตรสาวของคุณหญิงประหยัดฯ ผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัด เมื่อเริ่มก่อสร้างอุโบสถและประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ วัดยังใช้ชื่อนี้อยู่ ชื่อวรณีธรรมกายารามจึงเป็นชื่อของวัดในช่วงเริ่มสร้างอุโบสถหลังนี้ และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการก่อสร้างด้วย [2]

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2524 วัดเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระธรรมกาย” ซึ่งใช้สืบมาจนปัจจุบัน งานสร้างอุโบสถดำเนินอยู่ระหว่างการใช้ชื่อวัดทั้งสองชื่อ โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อยังเป็นวัดวรณีธรรมกายาราม และเสร็จสมบูรณ์หลังเปลี่ยนเป็นวัดพระธรรมกายแล้ว ทั้งสองชื่อจึงอยู่ในประวัติวัดเดียวกัน ในช่วงที่หมู่คณะร่วมกันสร้างอุโบสถหลังนี้ [32]

3. เหตุที่ต้องมีอุโบสถของวัด

เมื่อสร้างวัดให้เป็นสถานที่อยู่และปฏิบัติธรรมของพระภิกษุแล้ว ก็ต้องมีสถานที่สำหรับกิจของสงฆ์ตามพระธรรมวินัยด้วย อุโบสถใช้เป็นที่ประชุมทำสังฆกรรม เช่น การอุปสมบทและการสวดพระปาติโมกข์ โดยมีเขตสีมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ การสร้างอุโบสถจึงเป็นงานหนึ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการดำเนินชีวิตของคณะสงฆ์ [24]

ใน พ.ศ. 2522 ผู้เข้าอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ 7 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มีการอุปสมบท ยังต้องเดินทางไปบวชที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพราะอุโบสถของวัดเรายังสร้างไม่เสร็จ ระหว่างจัดการอบรมธรรมทายาท หมู่คณะจึงทำงานก่อสร้างอุโบสถไปด้วย เพื่อให้มีสถานที่รองรับการอุปสมบทภายในวัดในเวลาต่อมา [3]

เมื่อมีอุโบสถและสีมาของตนเอง วัดก็จัดการอบรมผู้เตรียมบวช พิธีอุปสมบท และการอยู่ร่วมกันของคณะสงฆ์ได้ภายในสถานที่เดียว หมู่คณะผู้สร้างเห็นคุณค่าของการมีสถานที่ใช้ได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมบวชจนถึงชีวิตพระภิกษุ โดยตั้งใจให้อุโบสถเป็นที่ประกอบสังฆกรรมและดำเนินชีวิตตามพระธรรมวินัยสืบต่อไป

4. คณะผู้สร้างและผู้รับผิดชอบงานสำคัญ

งานสร้างอุโบสถมีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้กำหนดแนวทาง สถาปนิกและวิศวกร ไปจนถึงผู้ควบคุมงาน ช่าง และอาสาสมัคร ทุกฝ่ายนำความรู้ ความสามารถ และกำลังของตนมาช่วยกันสร้างสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์ให้สำเร็จ บุคคลที่ร่วมวางรากฐานและรับผิดชอบงานสำคัญของอุโบสถ มีหน้าที่และการมีส่วนร่วมดังนี้ [4] [10]

บุคคลหน้าที่และการมีส่วนร่วม
หลวงพ่อธัมมชโยกำหนดนโยบายและแนวทางการก่อสร้างของวัด
คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง และคณะศิษย์ร่วมบุกเบิกและสนับสนุนงานสร้างวัด
นายศิริ สุขะวัลลิสถาปนิกผู้ออกแบบอุโบสถ
นายกิจจา เล็กสุขุมวิศวกรโครงสร้าง
พระภูเบศ ฌานาภิญฺโญผู้ควบคุมการก่อสร้าง
พระชิตชัย มหาชิโตผู้ควบคุมการก่อสร้าง

ในคำสัมภาษณ์เมื่อ พ.ศ. 2531 คุณศิริเล่าว่า เริ่มช่วยงานวัดด้วยการออกแบบกุฏิ แล้วจึงขยายมาสู่อาคารอื่น ๆ โดยมีคุณกิจจาร่วมงานด้วย หมู่คณะได้ร่วมพัฒนาเสนาสนะกับทั้งสองท่านตั้งแต่ช่วงนั้น จึงมีงานที่เคยช่วยกันทำมาแล้วระยะหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มออกแบบและสร้างอุโบสถหลังนี้ [5]

คุณกิจจาเล่าว่า เริ่มมาช่วยงานวัดราว พ.ศ. 2517 หรือ 2518 โดยช่วยเป็นการส่วนตัวก่อน เมื่องานของวัดมีขนาดใหญ่ขึ้น จึงพัฒนาเป็นการขอความช่วยเหลือผ่านกรมโยธาธิการ หมู่คณะได้อาศัยความรู้ของสถาปนิกและวิศวกรในการทำงานก่อสร้าง ความตั้งใจของผู้ร่วมสร้างจึงมีผู้รู้ด้านการออกแบบและโครงสร้างมาช่วยดำเนินงานต่อ [6]

อุโบสถสีขาวก่อนมีส่วนขยายพระไตรปิฎก

อุโบสถก่อนมีส่วนขยาย เห็นเสาด้านหน้า ผิวอาคารสีขาว และรูปทรงหลังคาโค้ง ภาพจาก มูลนิธิธรรมกาย

5. สถาปัตยกรรมไทยประยุกต์และอิทธิพลจากวัดเบญจมบพิตร

ในการออกแบบอุโบสถ เราใช้วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามเป็นแนวทาง คุณศิริเทียบเคียงแปลนและองค์ประกอบบางส่วน ทั้งเสาขนาดใหญ่สี่ต้นด้านหน้า ประตู บันได และลักษณะหลังคา แล้วปรับรายละเอียดให้เหมาะกับการใช้งานและการดูแลรักษาของวัด [5]

เราให้ความสำคัญกับความงามของรูปร่างอาคารและเส้นสายหลังคา ขณะเดียวกันก็ลดลวดลายที่ทำให้งานก่อสร้างและการซ่อมบำรุงซับซ้อน ส่วนสีหลังคานั้น คุณศิริเลือกกระเบื้องโทน “สีนกพิราบ” ซึ่งต่างจากสีหลังคาอุโบสถที่ผู้คนคุ้นตาหลายแห่ง สีที่เลือกนี้เป็นรายละเอียดหนึ่งของรูปแบบอุโบสถที่ท่านออกแบบให้วัด [5]

ภายในอุโบสถ เราต้องการพื้นที่โล่ง ไม่มีเสากลาง อากาศถ่ายเท และมีทางเข้าออกสะดวก เพื่อให้พระภิกษุใช้ประกอบกิจของสงฆ์ได้คล่องตัว ส่วนวัสดุนั้นเลือกชนิดที่หาได้และซ่อมแซมง่าย โดยคิดถึงทั้งความสะดวกของผู้ใช้อาคารและการดูแลรักษาในระยะยาว ผู้รับหน้าที่ต่อไปจะได้ดูแลอุโบสถได้สะดวกด้วย [4]

คุณกิจจาอธิบายความงามของอุโบสถผ่านโครงสร้างที่มองเห็น ทั้งเสา คาน และหลังคาที่รับกันอยู่ โดยเฉพาะหลังคาซึ่งมีรูปแบบและช่วงยื่นต่างจากอาคารทั่วไป ต้องคำนวณอย่างระมัดระวัง รูปทรงที่ผู้ออกแบบต้องการกับโครงสร้างที่วิศวกรคำนวณจึงต้องทำงานรับกัน ทั้งสองฝ่ายทำงานใกล้ชิดกันเพื่อให้ได้อุโบสถตามรูปแบบที่ตั้งใจ [6]

หน้าวารสารกัลยาณมิตร บทสัมภาษณ์เรื่องการออกแบบอุโบสถ

หน้าวารสารกัลยาณมิตร มกราคม พ.ศ. 2531 ซึ่งบันทึกคำสัมภาษณ์เรื่องการออกแบบอุโบสถ ภาพจาก วารสารกัลยาณมิตร คลังหนังสือ DMC

6. ความละเอียดในการเลือกวัสดุและควบคุมการก่อสร้าง

พระภูเบศเล่านโยบายการสร้างอุโบสถไว้ในหนังสือชุด “สโตร์หน้าวัด” ว่า เราตั้งใจสร้างอาคารให้คุ้มค่า ใช้ประโยชน์ได้มาก แข็งแรง และดูแลง่าย เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักแก่ผู้ดูแลในอนาคต ผู้ควบคุมงานจึงต้องดูความเรียบร้อยตั้งแต่ระหว่างก่อสร้าง และคิดถึงการดูแลรักษาเมื่อพระภิกษุเริ่มใช้อุโบสถแล้วด้วย [7]

พระภูเบศเล่าถึงการเดินทางไปเลือกหินจากแหล่งโม่ในสระบุรี และเสาะหาทรายให้ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ เมื่อนำวัสดุมาแล้วก็ต้องรักษาความสะอาด รวมถึงนำตัวอย่างคอนกรีตไปทดสอบ อีกส่วนหนึ่งคือการทำงานกับช่างฝีมือและวัดระดับ เพื่อให้ส่วนโค้งของอาคารต่อกันได้ประณีต ผู้ควบคุมงานกับช่างจึงต้องใส่ใจรายละเอียดเหล่านี้ในแต่ละขั้นตอนของงาน [7]

งานผิวภายนอกต้องคัดหินเกล็ดทีละเม็ดให้ได้สีขาวสะอาดตามที่ตั้งใจไว้ ผู้ร่วมสร้างจำนวนมากช่วยกันทำงานนี้ เช่นเดียวกับงานโครงสร้างและงานส่วนอื่นของอาคาร กว่าจะเห็นผิวอุโบสถสีขาวอย่างที่ผู้มาเยือนได้เห็น จึงมีทั้งแรงงานของผู้คัดหินและความละเอียดในการทำงานแต่ละส่วนประกอบกันอยู่ [14]

7. นักศึกษา ชาวบ้าน และแรงงานอาสาสมัคร

นักศึกษาและชาวบ้านเป็นอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่มาร่วมสร้างอุโบสถ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงรายหนึ่งเล่าว่า เริ่มเข้าวัดใน พ.ศ. 2518 ผ่านกิจกรรมชมรมพุทธศาสตร์ เมื่อปิดภาคเรียนได้มาช่วยงานกับเพื่อนอีกสองคน ทั้งผูกเหล็ก เทปูน คัดหิน และทำงานบนหลังคาอุโบสถ นักศึกษาที่มาช่วยเช่นนี้ร่วมลงแรงกับหมู่คณะมาตั้งแต่ยุคเริ่มสร้าง [8]

ชาวบ้านในชุมชนโดยรอบก็มาช่วยงานวัดตามศรัทธา หญิงในชุมชนชาวนาคลองสามรายหนึ่งเล่าถึงงานที่เคยช่วย ทั้งสร้างโบสถ์ คัดหิน ทำงานครัว จัดดอกไม้ และดูแลบริเวณวัด ผู้ร่วมงานมีพื้นฐานชีวิตต่างกัน จึงช่วยในงานที่ตนทำได้ตามกำลังและความสามารถ งานของชุมชนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างและดูแลวัดด้วย [9]

ระหว่างก่อสร้าง พระภิกษุ อุบาสก และผู้ร่วมงานยุคบุกเบิกต้องดูแลงานประจำวันไปด้วย มีทั้งเตรียมอาหารให้ผู้ทำงาน จัดหาอุปกรณ์ ขนวัสดุ รักษาความสะอาด และจัดพื้นที่ให้พร้อม งานก่อสร้างดำเนินต่อได้เพราะมีผู้รับผิดชอบหน้าที่เหล่านี้ร่วมกับผู้ลงมือสร้างอาคาร หมู่คณะจึงต้องช่วยกันทั้งงานเบื้องหน้าและงานเบื้องหลังจนสร้างอุโบสถสำเร็จ [32]

8. พิธีวางศิลาฤกษ์ 24 ธันวาคม 2520

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2520 วัดได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี มาทรงวางศิลาฤกษ์อุโบสถ พระอิสริยยศที่กล่าวถึงเป็นพระอิสริยยศในขณะนั้น หมู่คณะจึงถือวันวางศิลาฤกษ์เป็นวันสำคัญยิ่งของงานสร้างอุโบสถ [11]

พิธีวางศิลาฤกษ์เริ่มเวลา 16.30 น. โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดราชผาติการาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนประธานฝ่ายฆราวาสคือพลเอกเสริม ณ นคร พร้อมด้วยคุณหญิงแสงเดือน ณ นคร หมู่คณะได้ประกอบพิธีนี้ในช่วงเริ่มก่อสร้าง ก่อนร่วมกันดำเนินงานอุโบสถส่วนที่เหลือต่อไป [10]

หลังจากบุกเบิกสถานปฏิบัติธรรมบนผืนนา งานสร้างวัดมาถึงวันที่ได้วางศิลาฤกษ์อุโบสถถาวรแล้ว แต่ยังมีงานก่อสร้างและพิธีที่ต้องดำเนินต่อ หมู่คณะต้องร่วมกันสร้างตัวอาคาร หล่อพระประธาน กำหนดเขตสีมา และเก็บรายละเอียดของงานแต่ละส่วน เพื่อให้อุโบสถเสร็จสมบูรณ์และพร้อมสำหรับประกอบกิจของสงฆ์

ภาพจารึกประวัติการวางศิลาฤกษ์อุโบสถ

ภาพจารึกประวัติการวางศิลาฤกษ์อุโบสถ ตีพิมพ์ในวารสารกัลยาณมิตร เมษายน พ.ศ. 2530 ภาพจาก วารสารกัลยาณมิตร คลังหนังสือ DMC

9. พระราชทานวิสุงคามสีมา 12 มกราคม 2522

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2522 วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาสำหรับอุโบสถ มีเขตกว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร ขนาดดังกล่าวเป็นขนาดของเขตวิสุงคามสีมาทั้งบริเวณ ส่วนห้องภายในและพื้นที่ใช้สอยของตัวอุโบสถมีขอบเขตของอาคารอีกส่วนหนึ่ง [10]

คณะสงฆ์จะดำเนินสังฆกรรมผูกพัทธสีมาภายหลังได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วิสุงคามสีมาจึงหมายถึงเขตที่ได้รับพระราชทาน ส่วนการผูกพัทธสีมาเป็นสังฆกรรมที่คณะสงฆ์กำหนดเขตขึ้น สำหรับวัดพระธรรมกาย เราได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2522 แล้วจึงผูกพัทธสีมาครั้งแรกใน พ.ศ. 2523 ขณะดำเนินการทั้งสองขั้นตอน งานก่อสร้างอุโบสถก็ยังคงทำต่อไปด้วย [10] [24]

10. เททองหล่อพระประธาน 18 มีนาคม 2522

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2522 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานประจำอุโบสถ พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้เป็นสิริมงคลแก่คณะสงฆ์และหมู่คณะผู้ร่วมสร้าง พิธีเททองพระประธานจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งในช่วงที่วัดกำลังก่อสร้างอุโบสถ [12]

พระประธานประจำอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ พระเกตุดอกบัวตูม หน้าตักกว้าง 3 เมตร ในปีเดียวกัน วัดยังมีพิธีเททองพระประธานศาลาจาตุมหาราชิกาด้วย พระพุทธรูปทั้งสององค์ประดิษฐานในสถานที่คนละแห่ง และมีบทบาทสำคัญต่อการใช้พื้นที่ของวัดแต่ละส่วน [3]

ภายในอุโบสถ พระประธานเป็นองค์ที่พระภิกษุและผู้มาสู่อุโบสถกราบบูชา การจัดที่นั่งของคณะสงฆ์ก็จัดโดยมีองค์พระเป็นศูนย์กลาง งานสร้างพระประธานจึงทำไปพร้อมกับงานสร้างอาคาร เพื่อเตรียมอุโบสถให้พร้อมสำหรับสังฆกรรม ทั้งยังจัดบรรยากาศภายในให้สงบเรียบร้อย เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมด้วย

หน้าวารสารบันทึกพระมหากรุณาธิคุณและพิธีเททองหล่อพระประธาน

หน้าวารสารกัลยาณมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 บันทึกพระมหากรุณาธิคุณและพิธีเททองหล่อพระประธานเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2522 ภาพจาก วารสารกัลยาณมิตร คลังหนังสือ DMC

11. คติการสร้างพระประธานและความสัมพันธ์กับการปฏิบัติธรรม

วัดพระธรรมกายสร้างพระประธานโดยอาศัยคติมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ และแนวทางปฏิบัติสมาธิที่วัดสืบทอดมา หมู่คณะเคารพกราบบูชาพระประธานในฐานะองค์แทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รูปลักษณ์ขององค์พระยังใช้ถ่ายทอดคำสอนเรื่องพระธรรมกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเผยแผ่การเจริญภาวนาของวัด การสร้างพระประธานจึงดำเนินอยู่ในแนวทางการสอนปฏิบัติธรรมนี้ด้วย [13]

พระมหาธุรกิจ ธมฺมาลงฺกโต และพระมหายศพล ธมฺมธโร ศึกษาแนวคิดการสร้างพระพุทธรูปนี้ในบทความวิชาการ พ.ศ. 2566 โดยเปรียบเทียบกับศิลปะคันธาระและทวารวดี แนวคิดเหล่านี้มีจุดร่วมคือการสร้างองค์แทนพระพุทธเจ้า สำหรับพระพุทธรูปของวัดพระธรรมกาย ลักษณะเฉพาะที่ใช้สร้างองค์พระเกี่ยวข้องกับการเผยแผ่การเจริญภาวนาตามแนวพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) [13]

ท่าประทับที่สงบ รูปทรงที่เรียบร้อย และการจัดพื้นที่รอบองค์พระ ช่วยให้ภายในอุโบสถมีบรรยากาศเหมาะแก่การประกอบกิจของสงฆ์และกราบบูชาพระรัตนตรัย รูปแบบพระประธานจึงสอดคล้องกับการใช้สถานที่สำหรับกิจเหล่านี้ ส่วนคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งวัดถ่ายทอดในแนวทางภาวนา ก็เป็นคำสอนที่เกี่ยวข้องกับคติการสร้างพระประธานด้วย

12. ผูกพัทธสีมาครั้งแรก 29 เมษายน 2523

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2523 วัดประกอบพิธีผูกพัทธสีมาอุโบสถ โดยมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นผู้สวดประกาศญัตติทุติยกรรมวาจา ท่ามกลางคณะสงฆ์ 170 รูป พิธีครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการกำหนดเขตสำหรับการทำสังฆกรรมของคณะสงฆ์ภายในบริเวณอุโบสถ [3]

เมื่อประกอบพิธีผูกพัทธสีมา ตัวอาคารสร้างเสร็จแล้วเป็นส่วนมาก จึงพร้อมให้คณะสงฆ์ดำเนินสังฆกรรมในครั้งนั้นได้ หลังพิธี หมู่คณะยังต้องร่วมกันทำงานก่อสร้างส่วนที่เหลือและเก็บรายละเอียดต่อ การผูกพัทธสีมาจึงเกิดขึ้นก่อนที่งานอุโบสถทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2525 [10]

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2523 เป็นวันผูกพัทธสีมาโดยคณะสงฆ์ ส่วนวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 เป็นวันก่อสร้างอุโบสถเสร็จสมบูรณ์ วันสำคัญทั้งสองจึงบอกขั้นตอนต่างกันในการสร้างอุโบสถ หมู่คณะต้องเตรียมทั้งเขตสำหรับสังฆกรรมตามพระธรรมวินัยและงานอาคารให้พร้อม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ใช้ประกอบกิจของสงฆ์และสืบทอดพระพุทธศาสนาได้

13. ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ 7 พฤษภาคม 2525

อุโบสถวัดพระธรรมกายก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 นับจากเริ่มงานในปลาย พ.ศ. 2520 ใช้เวลาประมาณสี่ปีเศษ ตลอดช่วงนั้นหมู่คณะร่วมกันทำงานก่อสร้างจนได้สถานที่พร้อมรองรับกิจของคณะสงฆ์ หลังสร้างเสร็จแล้ว อุโบสถก็ใช้ประกอบพิธีอุปสมบทและกิจของสงฆ์สืบมา [14]

จารึกประวัติอุโบสถระบุว่า การสร้างอาคารหลังเดิมใช้ปัจจัยรวม 11 ล้านบาทเศษ ส่วนเอกสารโครงการในชุดรางวัลสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2541 ลงค่าก่อสร้างไว้ 11,800,000 บาท จำนวนนี้เป็นค่าก่อสร้างอุโบสถเดิม การสร้างพื้นที่ขยายที่เกิดขึ้นอีกหลายสิบปีต่อมาเป็นงานคนละช่วงกับการสร้างอาคารหลังนี้ [10] [4]

อุโบสถสีขาวเป็นศาสนสถานสำคัญของพื้นที่วัดยุคแรก ผู้มาเยือนจดจำอาคารได้จากรูปทรงหลังคา เสา และผิวอาคารที่เรียบสะอาด ภายในสถานที่ที่หมู่คณะร่วมกันสร้างนี้ มีทั้งพิธีอุปสมบทและสังฆกรรมของพระภิกษุ อาคารที่สร้างเสร็จจึงได้ใช้รองรับกิจในชีวิตพระภิกษุตามที่ตั้งใจ และเป็นที่อุปสมบทผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

14. บทบาทหลังสร้างเสร็จและเหตุการณ์ในช่วงแรก

หลังสร้างเสร็จ หมู่คณะใช้อุโบสถวัดพระธรรมกายประกอบพิธีอุปสมบททั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ภายในอาคารรองรับพระภิกษุได้ประมาณ 200 รูป สถานที่ที่ร่วมกันสร้างไว้ใช้เป็นที่อุปสมบทศาสนทายาทสืบมา โดยมีพระภิกษุหลายหมื่นรูปได้เริ่มต้นชีวิตสมณะจากการบวช ณ อุโบสถแห่งนี้ [14]

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ อุโบสถวัดพระธรรมกาย การเสด็จฯ ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญในระยะหลังอุโบสถสร้างเสร็จ วารสารกัลยาณมิตร พ.ศ. 2532 ได้ถ่ายทอดทั้งภาพและเรื่องราวไว้ให้ศึกษาประวัติของอุโบสถในช่วงนั้น [11]

ผู้เตรียมบวชเข้ามาในอุโบสถเพื่อรับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงเป็นวันสำคัญทั้งสำหรับผู้บวชและครอบครัว เมื่อบวชแล้ว พระภิกษุที่อยู่ประจำก็ใช้อุโบสถเป็นที่ประชุมตามพระวินัย อุโบสถหลังเดียวกันจึงรองรับทั้งการเริ่มต้นชีวิตสมณะและกิจของคณะสงฆ์หลังจากนั้น การใช้งานเช่นนี้ตรงกับความตั้งใจของหมู่คณะที่ร่วมกันสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น

หน้าวารสารกัลยาณมิตรเรื่องพระมหากรุณาธิคุณ

บันทึกพระมหากรุณาธิคุณในวารสารกัลยาณมิตร กรกฎาคม พ.ศ. 2532 ภาพจาก วารสารกัลยาณมิตร คลังหนังสือ DMC

15. การยกย่องทางสถาปัตยกรรมในปี 2541

ใน พ.ศ. 2541 สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์มอบรางวัลชมเชย หรือ Honourable Mention ในชุดรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นให้แก่อุโบสถวัดพระธรรมกาย อาคารที่หมู่คณะสร้างไว้ประกอบกิจของสงฆ์ได้รับการยกย่องในวงการสถาปัตยกรรม หลังจากสร้างเสร็จและใช้งานมาแล้วหลายปี [4]

เราออกแบบและก่อสร้างอุโบสถโดยรักษาความเรียบง่าย ลดงานประดับ และดูรูปทรงไปพร้อมกับการใช้สอย เพื่อให้ได้อาคารที่เหมาะกับกิจของคณะสงฆ์ อุโบสถจึงใช้งานตามหน้าที่นี้มาตั้งแต่สร้างเสร็จ ขณะเดียวกัน รูปแบบที่ปรับจากแนวทางเดิมก็เป็นผลงานหนึ่งในพัฒนาการของพุทธสถาปัตยกรรมไทยร่วมสมัย

16. ดูแลคณะสงฆ์ที่เพิ่มจำนวนและเตรียมพื้นที่ให้เพียงพอ

เมื่อการอบรมและการอุปสมบทดำเนินต่อเนื่อง พระภิกษุที่ร่วมทำสังฆกรรมก็เพิ่มจำนวนขึ้น อุโบสถเดิมซึ่งรองรับพระภิกษุภายในประมาณ 200 รูป จึงต้องใช้บริเวณบันไดและพื้นที่ภายนอกเพิ่มเติมในการประชุมสงฆ์ [14] [15]

ตั้งแต่ต้น พ.ศ. 2541 วัดฯ ได้ปรับเวลาฟังพระปาติโมกข์จากช่วงเย็นหรือค่ำมาเป็นช่วงเช้า เพื่อบรรเทาความไม่สะดวกของพระภิกษุที่นั่งอยู่นอกอาคาร โดยเฉพาะความรบกวนจากยุงและแมลงในเวลากลางคืน [15]

การจัดเวลาประชุมและที่นั่งเป็นงานดูแลหมู่สงฆ์ที่เราต้องทำอยู่เสมอ เมื่อมีพระภิกษุมาประชุมมากขึ้น ก็ต้องเตรียมพื้นที่ให้ร่ม เย็น และพร้อมใช้งาน การใช้อุโบสถในแต่ละช่วงทำให้หมู่คณะได้เห็นความจำเป็นเหล่านี้ ทั้งเรื่องที่นั่งและสภาพพื้นที่ ประสบการณ์ที่พบจึงนำมาสู่การเตรียมพัฒนาบริเวณโดยรอบในเวลาต่อมา

17. บริเวณอุโบสถกับความกตัญญูต่อคุณยายอาจารย์

บริเวณใกล้อุโบสถมีมหาวิหารคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งวัดฯ สร้างขึ้นเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ให้กำเนิดวัด หมู่คณะจึงมีสถานที่ระลึกถึงท่านและช่วงบุกเบิกวัดอยู่ใกล้อุโบสถด้วย การก่อสร้างตอกเสาเข็มต้นแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2545 และยกยอดเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2546 มหาวิหารมีรูปทรงพีระมิดหกเหลี่ยม ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำรูปใบบัว [16]

ใน พ.ศ. 2546 วัดสร้างหอเทียนขึ้นระหว่างอุโบสถกับมหาวิหารคุณยายฯ ภายในบริเวณใกล้กันนี้ หมู่คณะจึงมีทั้งสถานที่กราบพระประธาน สถานที่ปฏิบัติธรรม และสถานที่ระลึกถึงพระคุณของคุณยายอาจารย์ฯ ผู้มาสู่บริเวณอุโบสถจึงได้ทำกิจเหล่านี้ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กัน [16]

วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา คณะสงฆ์และสาธุชนร่วมพิธีอัญเชิญมหารัตนอัฐิธาตุคุณยายอาจารย์ฯ ไปประดิษฐานถาวร ณ มหาวิหารคุณยายฯ และร่วมจุดวิสาขประทีปพร้อมเวียนประทักษิณรอบอุโบสถ เป็นการจัดพิธีวิสาขประทีป ณ อุโบสถครั้งแรกของวัด [17]

สมัยที่คุณยายอาจารย์ฯ ยังมีชีวิตอยู่ หมู่คณะเคยร่วมจุดมาฆประทีปและเวียนประทักษิณรอบอุโบสถมาแล้ว ภายหลังพิธีใหญ่จึงขยายไปใช้บริเวณมหาธรรมกายเจดีย์ อุโบสถยังเป็นที่ที่ผู้ร่วมงานระลึกถึงการปฏิบัติธรรมและการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละยุค รวมทั้งการร่วมพิธีที่เคยจัดขึ้นรอบอาคารหลังนี้ [17]

ภาพประกอบบันทึกวันวิสาขบูชา ณ อุโบสถ พ.ศ. 2555

ภาพประกอบบันทึกพิธีอัญเชิญมหารัตนอัฐิธาตุคุณยายอาจารย์ฯ และจุดวิสาขประทีป ณ อุโบสถ วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ภาพจาก วารสารอยู่ในบุญ เว็บไซต์กัลยาณมิตร

18. โครงการอุโบสถพระไตรปิฎกในปี 2560

เมื่อพระภิกษุที่มาร่วมทำสังฆกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้น พื้นที่ภายในอุโบสถและบริเวณที่มีหลังคาคลุมจึงไม่เพียงพอ พระภิกษุส่วนหนึ่งต้องนั่งอยู่ภายนอกอาคารและเผชิญกับแดดและฝน วัดฯ จึงพัฒนาพื้นที่รอบอุโบสถเดิมให้มีหลังคาคลุมกว้างขวางขึ้น เพื่อให้คณะสงฆ์ประกอบสังฆกรรมร่วมกันได้สะดวก พร้อมนำรูปทรงหนังสือพระไตรปิฎกมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของส่วนต่อเติม [18]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2560 โครงการอุโบสถพระไตรปิฎกได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยมีเจตนาให้ส่วนขยายเป็นทั้งพื้นที่กันแดดกันฝนและสถานที่ที่ชวนให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย วันที่ 27 มกราคม วัดฯ ได้จัดพิธีโปรยรัตนชาติและปิดทองเสามงคลเพื่อสร้างอุโบสถพระไตรปิฎก เปิดโอกาสให้หมู่คณะและสาธุชนร่วมกันสั่งสมบุญในการก่อสร้างครั้งนี้ [18]

ในการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้ เรายังคงอุโบสถสีขาวที่หมู่คณะสร้างมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกไว้ตรงกลาง แล้วเพิ่มหลังคาและประติมากรรมรอบอาคารให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งานที่กว้างขึ้น พระภิกษุจึงมีพื้นที่ประกอบกิจเพิ่มขึ้น โดยยังใช้อุโบสถเดิมอยู่ แม้รูปลักษณ์บริเวณโดยรอบจะเปลี่ยนตามความจำเป็น ผู้ร่วมสร้างและผู้ใช้งานแต่ละรุ่นก็ยังมีอาคารหลังเดิมเป็นที่ผูกพันร่วมกัน

19. พิธีเปิดม่านในปี 2561 และ 2562

วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 วัดจัดพิธีเปิดม่านมงคลอุโบสถพระไตรปิฎก มีหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นประธานสงฆ์ และผู้แทนสาธุชนร่วมเปิดม่าน หมู่คณะได้ร่วมชมองค์ประกอบรูปพระไตรปิฎกที่จัดสร้างรอบอุโบสถในพิธีนี้ พร้อมระลึกถึงบุญที่ได้ร่วมกันสถาปนาศาสนสถานแห่งนี้ ตั้งแต่งานก่อสร้างมาจนถึงวันเปิดม่าน [19] [33]

วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562 วัดจัดพิธีเปิดม่านมงคลบรมจักรพรรดิโบสถ์พระไตรปิฎก เนื่องในกิจกรรมวันคุ้มครองโลกอีกครั้งหนึ่ง พิธีนี้จัดภายหลังพิธีเปิดม่านใน พ.ศ. 2561 หมู่คณะจึงได้มาร่วมบุญทั้งในวาระก่อนและวาระนี้ พร้อมกับรับรู้ความก้าวหน้าของการพัฒนาอุโบสถพระไตรปิฎกที่ดำเนินมาในช่วงเวลานั้น [20]

ตลอดช่วงพัฒนาอุโบสถพระไตรปิฎก วัดดำเนินงานก่อสร้าง จัดองค์ประกอบรูปพระไตรปิฎก และจัดพิธีบุญตามวาระของงานไปด้วย พิธีเปิดม่านทั้งสองครั้งเปิดโอกาสให้สาธุชนร่วมอนุโมทนาบุญและชมงานที่จัดสร้างขึ้น ส่วนการผูกสีมาใหม่ซึ่งดำเนินภายหลังเป็นอีกพิธีหนึ่งสำหรับเตรียมเขตประกอบกิจของสงฆ์ การเปิดม่านกับการผูกสีมาจึงมีหน้าที่ต่างกันในงานพัฒนาอุโบสถครั้งนี้

20. หนังสือพระไตรปิฎก 707 เล่มและรูปแบบส่วนขยาย

วัดฯ จัดสร้างประติมากรรมรูปหนังสือพระไตรปิฎกเป็นองค์ประกอบสำคัญของส่วนขยาย รวม 707 เล่ม ประกอบด้วยหนังสือเล่มใหญ่ลักษณะเปิดหน้า 2 เล่ม และหนังสืออีก 705 เล่มซึ่งเรียงเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลังคา รูปทรงพระคัมภีร์เหล่านี้ทำให้ผู้มาสู่อุโบสถได้ระลึกถึงพระธรรมคำสอนตั้งแต่บริเวณภายนอก [21]

พระไตรปิฎกที่นำมาใช้เป็นแบบมีแปดกลุ่มฉบับ โดยฉบับจากประเทศไทยมีสามชุด ส่วนที่เหลือเป็นฉบับจากประเพณีการพิมพ์และระบบอักษรต่าง ๆ วัดฯ จัดสร้างโดยใช้สีของแต่ละกลุ่มฉบับดังนี้ [21]

กลุ่มฉบับพระไตรปิฎกสีของประติมากรรมหนังสือ
มหามกุฏราชวิทยาลัยแดง
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยฟ้า
บาลีสยามแดงเข้ม
ศรีลังกาแดง
พม่าแดง
กัมพูชาเหลือง ส้ม และแดง
ลาวเทาเข้ม
ฉบับอักษรโรมันเทา

พระไตรปิฎกที่นำมาจัดสร้างใช้อักษรหกชนิด ได้แก่ ไทย สิงหล พม่า ขอม ลาว และโรมัน ซึ่งวัดฯ ได้รวบรวมรายละเอียดไว้ในประวัติอุโบสถ พ.ศ. 2563 ความหลากหลายนี้เป็นความหลากหลายของระบบตัวเขียน เช่น ภาษาบาลีสามารถจารึกด้วยอักษรไทยหรืออักษรพม่าได้ ส่วนอักษรโรมันก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่ใช้ถ่ายทอดข้อความในพระคัมภีร์ [22]

หนังสือเปิดหน้าด้านหน้าและด้านหลัง

หนังสือขนาดใหญ่ด้านหน้าอุโบสถแสดงข้อความภาษาบาลีด้วยอักษรไทยคู่กับคำแปลภาษาไทย ส่วนเล่มด้านหลังแสดงภาษาบาลีด้วยอักษรพม่าคู่กับคำแปลภาษาพม่า วัดฯ เลือกหน้าที่ปรากฏคำว่า “ธรรมกาย” เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก [22]

ผู้ที่เดินผ่านหรือมาร่วมกิจกรรมในบริเวณอุโบสถสามารถเห็นหน้าพระคัมภีร์ที่จัดสร้างเป็นประติมากรรมได้จากภายนอก ทั้งรูปหนังสือ ข้อความ และระบบอักษรที่ใช้ถ่ายทอดพระธรรมคำสอนปรากฏอยู่ในพื้นที่เดียวกับที่ใช้ประกอบกิจกรรม เมื่อมากราบพระประธานหรือร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ผู้มาร่วมบุญจึงได้เห็นองค์ประกอบเหล่านี้รอบอุโบสถด้วย

เสาดอกบัวและพื้นที่มีหลังคาคลุม

ส่วนต่อเติมมีเสาที่ออกแบบเป็นรูปดอกบัว 184 ต้น พื้นที่ส่วนเดิม 1,345 ตารางเมตร เมื่อรวมกับส่วนขยายอีก 4,110 ตารางเมตร ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยรวม 5,455 ตารางเมตร และรองรับพระภิกษุทำสังฆกรรมได้ประมาณ 6,000 รูป การเพิ่มพื้นที่มีหลังคาคลุมช่วยให้หมู่สงฆ์มาประชุมร่วมกันได้สะดวกขึ้น [21] [26]

ประติมากรรมพระไตรปิฎกเปิดหน้าและแนวสันหนังสือเหนือพื้นที่มีหลังคาคลุม

ประติมากรรมหนังสือพระไตรปิฎกและพื้นที่มีหลังคาคลุม ภาพระหว่างกิจกรรมอุปสมบท DCI รุ่นที่ 23 ใน พ.ศ. 2569 ใช้ประกอบรายละเอียดอาคาร ภาพจาก DMC และ PRDCI PHOTO

21. ความหมายของพระรัตนตรัยในอุโบสถพระไตรปิฎก

วัดตั้งใจให้อุโบสถพระไตรปิฎกน้อมใจผู้พบเห็นระลึกถึงพระรัตนตรัยครบทั้งสามประการมาตั้งแต่เริ่มโครงการ ภายในบริเวณเดียวกันมีพระประธานเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า รูปพระไตรปิฎกเป็นสัญลักษณ์ของพระธรรมคำสอน และพระภิกษุที่มาประชุมทำสังฆกรรมเป็นหมู่สงฆ์ผู้สืบทอดการปฏิบัติ ผู้มาเยือนจึงระลึกถึงพระรัตนตรัยได้จากทั้งองค์พระ รูปพระคัมภีร์ และกิจของคณะสงฆ์ [18]

เหนือและรอบพื้นที่ประชุมสงฆ์เป็นรูปหนังสือพระไตรปิฎก ส่วนภายในอุโบสถเดิมยังมีพระประธานเป็นศูนย์รวม เมื่อพระภิกษุมาประกอบสังฆกรรมหรือสาธุชนมาร่วมบุญ ก็ใช้พื้นที่ท่ามกลางองค์ประกอบเหล่านี้ พระธรรมที่แสดงไว้ในรูปพระคัมภีร์มีหมู่สงฆ์เป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติ และสืบทอด ความหมายที่วัดตั้งใจไว้จึงอยู่กับกิจที่พระภิกษุและสาธุชนมาทำในอุโบสถด้วย

วัดฯ ใช้ชื่อเรียกโครงการนี้ว่า “อุโบสถพระไตรปิฎกแห่งแรกของโลก” โดยมุ่งให้รูปแบบอาคารช่วยน้อมใจผู้มาร่วมบุญสู่พระรัตนตรัย ควบคู่กับประโยชน์ในการเป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรม [22]

22. ถอนสีมาเดิมและผูกสีมาใหม่ 7 กรกฎาคม 2562

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 วัดฯ ได้จัดพิธีสถาปนาอุโบสถพระไตรปิฎก ประดิษฐานลูกนิมิต และผูกสีมาใหม่ โดยได้รับความเมตตาจากพระมหาโพธิวงศาจารย์ เจ้าอาวาสวัดราชโอรสาราม เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยพระเทพรัตนสุธีและพระศรีพัชโรดมร่วมสวดถอนสีมา ก่อนดำเนินพิธีทักนิมิตและผูกสีมาใหม่ [23]

พระสังฆาธิการและพระเถรานุเถระกว่า 1,000 รูป พร้อมด้วยพุทธบริษัทกว่า 20,000 คน มาร่วมพิธี ณ วัดพระธรรมกาย วัดใช้ชื่อพิธีประดิษฐานลูกนิมิตครั้งนี้ว่า “รัตนสิริทิพย์นิมิตมงคล 108 ลูก” หมู่คณะและสาธุชนได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลในพิธีที่จัดขึ้นเพื่อพัฒนาสถานที่ประกอบสังฆกรรม ให้รองรับการใช้งานของคณะสงฆ์ในพื้นที่ที่ขยายขึ้น [23] [24]

เมื่อขยายพื้นที่ใช้งาน วัดต้องเตรียมเขตสำหรับสังฆกรรมให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยด้วย จึงจัดให้คณะสงฆ์ถอนสีมาเดิมและผูกสีมาใหม่ภายในเขตวิสุงคามสีมา เพื่อให้พระภิกษุจำนวนมากประกอบสังฆกรรมร่วมกันได้ การเตรียมงานจึงมีทั้งอาคารที่ขยายขึ้นและเขตสำหรับกิจของสงฆ์ โดยต้องดำเนินให้สอดคล้องกันตามพระธรรมวินัย [23]

จากวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2523 ซึ่งผูกพัทธสีมาครั้งแรก จนถึงพิธีผูกสีมาใหม่ เป็นเวลาประมาณ 39 ปี ระหว่างนั้นอุโบสถใช้รองรับการอุปสมบทและกิจของสงฆ์สืบมา เมื่อหมู่สงฆ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น วัดจึงจัดพิธีผูกสีมาใหม่เพื่อเตรียมสถานที่ให้พร้อมกับการใช้งานต่อไป ทั้งการประชุมสงฆ์และการอุปสมบทเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา

คณะสงฆ์ร่วมพิธีสถาปนาอุโบสถพระไตรปิฎกและผูกสีมาใหม่

คณะสงฆ์ร่วมพิธีสถาปนาอุโบสถพระไตรปิฎก ประดิษฐานลูกนิมิต และผูกสีมาใหม่ วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ภาพจาก DMC

23. ประดิษฐานเสาสีมาและแผ่นแนวเขต 27 สิงหาคม 2562

หลังพิธีผูกสีมาใหม่ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เนื่องในวันธรรมชัย วัดฯ ได้จัดพิธีประดิษฐาน “เสาสีมาบรมจักรพรรดิรัตนอนันต์” และแผ่นแนวเขตพัทธสีมา ณ อุโบสถพระไตรปิฎก พร้อมจัดทำประมวลภาพเผยแพร่ในวันถัดมา เพื่อให้หมู่คณะและสาธุชนได้ร่วมทบทวนบุญในวาระนี้ [25]

พิธีประดิษฐานเสาสีมาและแผ่นแนวเขตจัดขึ้นต่อจากพิธีสังฆกรรมในเดือนกรกฎาคม หลังประดิษฐานแล้ว เครื่องหมายและแนวเขตก็ปรากฏอยู่ในบริเวณอุโบสถพระไตรปิฎก คู่กับอาคารที่ขยายไว้รองรับการประชุมสงฆ์ หมู่คณะจึงดำเนินงานส่วนนี้ต่อจากการเตรียมพื้นที่อาคาร เพื่อให้บริเวณอุโบสถพร้อมทั้งสถานที่ใช้งานและเครื่องหมายแนวเขตสำหรับกิจพระศาสนา

ภาพจากประมวลภาพงานบุญวันธรรมชัย 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ภาพจากประมวลภาพงานบุญวันธรรมชัย วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งมีพิธีประดิษฐานเสาสีมาและแผ่นแนวเขตพัทธสีมา ณ อุโบสถพระไตรปิฎก ภาพจาก DMC

24. การดูแลและใช้งานต่อเนื่องจนถึงปี 2569

หลังขยายพื้นที่ วัดยังใช้อุโบสถประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและดูแลสถานที่ให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ จิตอาสามาร่วมรับบุญในงานดูแลนี้ด้วย เช่น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณอุโบสถพระไตรปิฎก การช่วยกันทำงานของจิตอาสาทำให้พื้นที่พร้อมสำหรับคณะสงฆ์และสาธุชนที่จะมาใช้งาน [26]

อุปสมบทสามเณรเตรียมสถาบันธรรมชัย

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 วัดฯ ได้จัดพิธีอุปสมบทสามเณรเตรียมสถาบันธรรมชัย หรือ DCI รุ่นที่ 23 จำนวน 12 รูป ณ อุโบสถพระไตรปิฎก โดยได้รับความเมตตาจากพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ [27] [28]

ก่อนพิธีอุปสมบท สามเณรและผู้มาร่วมบุญร่วมเวียนประทักษิณ แล้วจึงเข้าสู่พิธีถวายบาตรและผ้าไตร สามเณรผ่านการเตรียมตัวและฝึกฝนอบรมมาก่อนที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถแห่งนี้ วัดตั้งใจอบรมบุคลากรให้เป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติ และรับผิดชอบงานพระพุทธศาสนา การบวชครั้งนี้จึงเป็นช่วงที่สามเณรผู้ผ่านการอบรมได้เริ่มชีวิตพระภิกษุตามความตั้งใจนั้น [27]

อุปสมบทอุทิศชีวิตในวันวิสาขบูชา

วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เนื่องในวันวิสาขบูชา วัดฯ ได้จัดพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม 8 รูป และสามเณรอุบาสก 11 รูป รวม 19 รูป ณ อุโบสถวัดพระธรรมกาย ส่วนภาคค่ำมีพิธีจุดวิสาขประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ณ มหาธรรมกายเจดีย์ [29]

ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัดจัดพื้นที่ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำตลอดวัน พิธีอุปสมบทจัดที่อุโบสถ ส่วนกิจกรรมที่มีสาธุชนมาร่วมจำนวนมากใช้ลานหรืออาคารอื่นรองรับ การบำเพ็ญบุญแต่ละช่วงจึงใช้สถานที่ตามลักษณะของงาน โดยอุโบสถยังเป็นที่ที่กุลบุตรเข้ารับการอุปสมบทและเริ่มต้นเป็นศาสนทายาท

พิธีของคณะสงฆ์และการมีส่วนร่วมของจังหวัด

วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569 วัดจัดพิธีต้อนรับสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร พร้อมถวายมุทิตาสักการะแด่พระราชภาวนาวชิรวิเทศ ณ อุโบสถพระไตรปิฎก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีร่วมพิธีในครั้งนี้ด้วย นอกจากคณะสงฆ์แล้ว หน่วยงานในจังหวัดและสาธุชนก็ได้ร่วมแสดงมุทิตาจิตในพิธีที่จัดขึ้นภายในบริเวณอุโบสถแห่งนี้ [30]

สืบทอดการอุปสมบทถึงเดือนตุลาคม 2569

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569 วัดจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทในโครงการอุปสมบทบูชาธรรม 142 ปี พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ณ อุโบสถพระไตรปิฎก กุลบุตรเข้ารับการบรรพชาอุปสมบทเพื่อบูชาธรรมหลวงปู่วัดปากน้ำ หมู่คณะและสาธุชนได้ร่วมอนุโมทนาบุญกับผู้บวชที่จะเป็นศาสนทายาทสืบไป โดยอุโบสถยังคงรองรับการอุปสมบทมาถึงเดือนตุลาคมด้วย [31]

ถึงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569 อุโบสถเดิมมีอายุประมาณ 44 ปี 5 เดือนนับจากวันสร้างเสร็จ และยังใช้รองรับการอุปสมบทภายในพื้นที่ที่ปรับขยายแล้ว อาคารที่คณะผู้บุกเบิกร่วมแรงกันสร้างจึงยังเป็นสถานที่ที่กุลบุตรรุ่นหลังเข้ามาบวช ได้ก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เช่นเดียวกับผู้บวชในยุคก่อน และรับหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

บรรยากาศภายในพิธีอุปสมบทสามเณรเตรียม DCI รุ่นที่ 23

บรรยากาศภายในพิธีอุปสมบทสามเณรเตรียม DCI รุ่นที่ 23 จากข่าวเผยแพร่วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ภาพจาก DMC และ PRDCI PHOTO

25. สืบทอดศรัทธาของผู้สร้างด้วยการใช้ประโยชน์และดูแลรักษา

จากผืนนาคลองสามจนเป็นอุโบสถพระไตรปิฎกในวันนี้ งานแต่ละช่วงมีผู้คนหลายรุ่นร่วมกันทำมา ผู้บุกเบิกเตรียมสถานที่ให้วัดใช้ปฏิบัติธรรมได้ จากนั้นผู้ร่วมสร้างช่วยกันทำอุโบสถจนสำเร็จ เมื่อมีอาคารแล้วก็มีผู้รับหน้าที่ดูแลในแต่ละยุค เพื่อให้คณะสงฆ์ใช้งานต่อไปได้ เราจึงระลึกถึงทั้งผู้เริ่มต้น ผู้สร้าง และผู้ดูแลที่รับช่วงงานกันมา

สถาปนิกและวิศวกรนำความรู้มาช่วยออกแบบและคำนวณ ผู้ควบคุมงานกับช่างฝีมือดูรายละเอียดการก่อสร้าง ขณะที่สาธุชนร่วมทั้งกำลังทรัพย์และแรงกาย นอกจากผู้ทำงานเหล่านี้ เรายังระลึกถึงผู้ช่วยงานเบื้องหลัง ทั้งผู้คัดหิน ผู้จัดหาอุปกรณ์ ผู้เตรียมอาหาร และผู้ดูแลความสะอาดด้วย งานที่แต่ละท่านรับผิดชอบช่วยให้สร้างอุโบสถได้สำเร็จ และให้งานพระศาสนาดำเนินต่อไป

เมื่อพัฒนาเป็นอุโบสถพระไตรปิฎก เรารับช่วงงานของผู้สร้างยุคแรกด้วยการรักษาอุโบสถเดิมไว้ แล้วเพิ่มพื้นที่สำหรับพระภิกษุให้พร้อมใช้งานมากขึ้น รูปหนังสือพระไตรปิฎกที่จัดสร้างรอบอาคารใช้แสดงความหมายของพระธรรมคำสอน หมู่สงฆ์ในยุคต่อมาจึงได้ใช้อุโบสถหลังเดิมร่วมกับพื้นที่ขยาย ซึ่งเตรียมไว้ให้เหมาะกับการประกอบกิจของสงฆ์

พระภิกษุใช้อุโบสถประชุมทำสังฆกรรม ส่วนกุลบุตรเข้ามารับการอุปสมบท การใช้งานแต่ละครั้งสืบต่อความตั้งใจของผู้ร่วมสร้าง เราจึงดูแลอุโบสถให้สะอาด เรียบร้อย และพร้อมใช้ เพื่อให้กิจเหล่านี้ดำเนินต่อได้ งานรักษาศาสนสถานของวัดพระธรรมกายทำไปพร้อมกับการอบรมพระภิกษุและส่งเสริมให้ผู้คนได้ศึกษาปฏิบัติธรรม ตามความตั้งใจที่หมู่คณะมีต่อสถานที่แห่งนี้

เราขอน้อมระลึกถึงพระคุณของผู้บุกเบิกวัด และอนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ร่วมสร้างและดูแลอุโบสถ ทั้งกำลังที่ลงให้ในวันเริ่มก่อสร้างและงานที่ช่วยกันทำสืบมา ทำให้คณะสงฆ์มีสถานที่ประกอบกิจ และให้กุลบุตรได้เข้ามาอุปสมบท อุโบสถที่หมู่คณะร่วมแรงกันสร้างจึงได้ใช้สืบทอดพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

วันหรือปี พ.ศ.เหตุการณ์อ้างอิง
20 กุมภาพันธ์ 2513เริ่มบุกเบิกศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมบนที่ดิน 196 ไร่[1]
9 เมษายน 2518ย้ายการปฏิบัติธรรมจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาสู่ศูนย์แห่งใหม่[2]
22 มิถุนายน / 29 กรกฎาคม 2520ได้รับอนุญาตสร้างวัด / ตั้งวัดวรณีธรรมกายาราม[3]
24 ธันวาคม 2520พิธีวางศิลาฤกษ์อุโบสถ[10]
12 มกราคม 2522ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา[10]
18 มีนาคม 2522สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเททองหล่อพระประธาน[12]
29 เมษายน 2523ผูกพัทธสีมาครั้งแรก[3]
29 เมษายน 2524เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดพระธรรมกาย[32]
7 พฤษภาคม 2525อุโบสถเดิมก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์[14]
14 กรกฎาคม 2527สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จฯ ณ อุโบสถ[11]
2541ได้รับรางวัลชมเชยทางสถาปัตยกรรมจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ[4]
2545–2546ก่อสร้างมหาวิหารคุณยายอาจารย์ฯ และพัฒนาบริเวณใกล้อุโบสถ[16]
4 มิถุนายน 2555จุดวิสาขประทีปและเวียนประทักษิณรอบอุโบสถ[17]
27 มกราคม 2560โปรยรัตนชาติและปิดทองเสามงคลในโครงการอุโบสถพระไตรปิฎก[18]
1 มกราคม 2561พิธีเปิดม่านมงคลอุโบสถพระไตรปิฎก[33]
22 เมษายน 2562มีพิธีเปิดม่านมงคลอีกวาระหนึ่ง[20]
7 กรกฎาคม 2562ถอนสีมาเดิมและผูกสีมาใหม่[23]
27 สิงหาคม 2562ประดิษฐานเสาสีมาและแผ่นแนวเขตพัทธสีมา[25]
25 กรกฎาคม 2567บันทึกกิจกรรมจิตอาสาทำความสะอาดอุโบสถ[26]
2 พฤษภาคม 2569อุปสมบทสามเณรเตรียม DCI รุ่นที่ 23 จำนวน 12 รูป[27]
31 พฤษภาคม 2569อุปสมบทอุทิศชีวิตในวันวิสาขบูชา รวม 19 รูป[29]
6 มิถุนายน 2569พิธีมุทิตาสักการะพระราชภาวนาวชิรวิเทศ[30]
3 ตุลาคม 2569บรรพชาอุปสมบทบูชาธรรม 142 ปี พระมงคลเทพมุนี[31]

ข้อมูลพื้นที่อุโบสถและส่วนขยาย

ข้อมูลพื้นที่ของอุโบสถเดิมและโครงการส่วนขยาย มีรายละเอียดตามเอกสารแต่ละช่วงเวลาดังนี้

ชุดข้อมูลรายการพื้นที่
เอกสารรางวัลสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2541 [4]ภายในอุโบสถ246 ตารางเมตร
เอกสารรางวัลสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2541 [4]ระเบียงรอบอุโบสถ1,145 ตารางเมตร
เอกสารโครงการส่วนขยาย พ.ศ. 2562 [21]พื้นที่ส่วนเดิมตามนิยามของโครงการ1,345 ตารางเมตร
เอกสารโครงการส่วนขยาย พ.ศ. 2562 [21]พื้นที่ส่วนขยาย4,110 ตารางเมตร
เอกสารโครงการส่วนขยาย พ.ศ. 2562 [21]พื้นที่ใช้สอยรวม5,455 ตารางเมตร
คำจารึกประวัติอาคาร [10]เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร

ตัวเลขพื้นที่ในตารางคงชื่อรายการตามเอกสารแต่ละชุด พื้นที่ภายในอาคาร ระเบียง พื้นที่โครงการ และเขตวิสุงคามสีมามีความหมายต่างกัน จึงใช้ชื่อตามรายการกำกับเมื่อกล่าวถึงขนาดของอุโบสถและบริเวณโดยรอบ

จำนวนพระภิกษุที่รองรับในข้อมูลต่างช่วงเวลา

รายการจำนวนอ้างอิง
ภายในอุโบสถเดิมประมาณ 200 รูป[14]
อุโบสถก่อนต่อเติม ตามบทความประวัติ พ.ศ. 25631,500 รูป โดยบทความไม่ได้แจกแจงขอบเขตพื้นที่ที่นับ[22]
อุโบสถพระไตรปิฎกภายหลังขยายพื้นที่ประมาณ 6,000 รูป[26]

ตัวเลขดังกล่าวคงไว้ตามคำเรียกและบริบทของแต่ละเอกสาร เพื่อประกอบการศึกษาพัฒนาการของพื้นที่

เอกสารประกอบประวัติ

วัดพระธรรมกายได้บันทึกเรื่องราวของอุโบสถไว้ผ่านคำจารึก หนังสือประวัติวัด วารสารกัลยาณมิตร วารสารอยู่ในบุญ บทสัมภาษณ์ผู้ร่วมงาน และภาพกิจกรรมในแต่ละยุค เอกสารเหล่านี้เก็บทั้งลำดับการก่อสร้าง ความรู้ของผู้รับผิดชอบงาน และความทรงจำของหมู่คณะผู้ร่วมสร้างไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

รายละเอียดวันสำคัญในบทความใช้วันเกิดเหตุการณ์ ส่วนรายการอ้างอิงด้านล่างแสดงชื่อเอกสารและวันเผยแพร่เพื่อให้ค้นอ่านต่อได้ โดยมีข้อมูลกิจกรรมถึงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

แหล่งอ้างอิง

เอกสารประวัติและการก่อสร้าง

1. คู่มือชมวัดพระธรรมกาย เรื่อง วัดพระธรรมกาย — ประวัติการบุกเบิก พื้นที่ 196 ไร่ และทุนเริ่มต้นของวัด

https://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=8428

2. 51 ปี วัดพระธรรมกาย — 26 กุมภาพันธ์ 2564 ประวัติการย้ายสถานปฏิบัติธรรมและการตั้งวัด

https://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=20519

3. ๔๘ ปี วัดพระธรรมกาย Missions for Peace — หนังสือ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะหน้าในเล่ม 45–48 ตรวจข้อความกับภาพหน้าหนังสือ

https://images.dmc.tv/ebook/pdf/pdf_775.pdf

10. การวางศิลาฤกษ์อาคารอุโบสถวัดพระธรรมกาย ภาพคำจารึก — วารสารกัลยาณมิตร เมษายน 2530 หน้าในระบบ 139 ใช้ภาพจารึกตรวจวันสำคัญ

https://www.dmc.tv/ebook/903/115602

11. พระมหากรุณาธิคุณ — วารสารกัลยาณมิตร กรกฎาคม 2532 หน้าในระบบ 56 ภาพและคำบรรยายพระราชกรณียกิจ

https://www.dmc.tv/ebook/939/120104

12. ภาพพิธีเททองหล่อพระประธาน — วารสารกัลยาณมิตร พฤศจิกายน 2529 หน้าในเล่ม 3

https://www.dmc.tv/ebook/898/114772

14. อุโบสถวัดพระธรรมกาย เว็บไซต์มูลนิธิธรรมกาย — ประวัติอาคารเดิมและการรองรับพระภิกษุภายใน

https://www.dhammakaya.net/วัดพระธรรมกาย/อุโบสถวัดพระธรรมกาย

32. วัดพระธรรมกาย ภูมิทัศน์แห่งศรัทธาและการเผยแผ่ — 18 กันยายน 2569 บันทึกความทรงจำอุบาสิการุ่นแรก

https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=25643

33. ครบรอบ 50 ปี วัดพระธรรมกาย ตอน สถานที่สำคัญในวัด — 8 กุมภาพันธ์ 2563 ยืนยันวันเปิดม่านอุโบสถพระไตรปิฎก 1 มกราคม 2561

https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19002

สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และความทรงจำผู้ร่วมงาน

4. ASA Architectural Design Awards 1998 — สำเนาหน้าเว็บสมาคมสถาปนิกสยาม ระบุ Honourable Mention ผู้ออกแบบ วิศวกร งบประมาณ และพื้นที่

https://en.dhammakaya.net/wp-content/uploads/2016/02/ASA-Architectural-Design-Awards-1998.pdf

5. การออกแบบอุโบสถ บทสัมภาษณ์ศิริ สุขะวัลลิ — วารสารกัลยาณมิตร มกราคม 2531 หน้าในเล่ม 55 ตรวจภาพสแกนประกอบข้อความถอด

https://www.dmc.tv/ebook/912/117251

6. การก่อสร้างวัด บทสัมภาษณ์กิจจา เล็กสุขุม — วารสารกัลยาณมิตร มกราคม 2531 หน้าในเล่ม 56

https://www.dmc.tv/ebook/912/117252

7. สโตร์หน้าวัด เรื่อง โบสถ์ — 27 พฤศจิกายน 2568 คำบอกเล่าของพระภูเบศเกี่ยวกับการควบคุมงานก่อสร้าง

https://www.kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=24976

8. ไม่เอาน่า อย่าคิด — คำบอกเล่าอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เฉพาะส่วนการเป็นอาสาสมัครก่อสร้าง

https://www.dmc.tv/article/2833

9. เหนื่อยไหมจ๊ะ คนดี — คำบอกเล่าผู้ร่วมงานวัดจากชุมชนคลองสาม เฉพาะประสบการณ์ช่วยงานก่อสร้างและงานวัด

https://www.dmc.tv/article/566

13. วิเคราะห์แนวคิดการสร้างพระพุทธรูปของวัดพระธรรมกายกับการสร้างพระพุทธรูปศิลปะคันธาระและศิลปะทวารวดีในประเทศไทย — พระมหาธุรกิจ ธมฺมาลงฺกโต และพระมหายศพล ธมฺมธโร วารสารพุทธพัฒนศาสตร์ศึกษา ปี 1 ฉบับ 3 พ.ศ. 2566

https://so12.tci-thaijo.org/index.php/djbid/article/download/768/651

15. พระหลานคุณยาย — คำบอกเล่าการเปลี่ยนเวลาฟังพระปาติโมกข์ใน พ.ศ. 2541

https://www.dhamma01.com/read/12152

ภูมิทัศน์และการพัฒนาเป็นอุโบสถพระไตรปิฎก

16. วัดพระธรรมกาย จากวันวานถึงวันนี้ — 13 กุมภาพันธ์ 2556 โดยเฉพาะภูมิทัศน์และมหาวิหารคุณยายอาจารย์ฯ ใกล้อุโบสถ

https://www.dmc.tv/article/10664

17. วันประวัติศาสตร์ อัญเชิญมหารัตนอัฐิธาตุคุณยายอาจารย์ และจุดวิสาขประทีป ณ อุโบสถ — วารสารอยู่ในบุญ กรกฎาคม 2555 เหตุการณ์ 4 มิถุนายน 2555

https://www.kalyanamitra.org/th/Buddhist_culture_detail.php?page=2030

18. บุญสร้างวิหารทาน อุโบสถพระไตรปิฎก — 23 มกราคม 2560 พร้อมประมวลภาพพิธี 27 มกราคม 2560

https://www.dmc.tv/article/22202

19. พิธีเปิดม่านมงคลอุโบสถพระไตรปิฎก — วารสารอยู่ในบุญ กุมภาพันธ์ 2561 หน้าในเล่ม 36 ใช้ภาพสแกนตรวจข้อความ

https://www.dmc.tv/ebook/739/93800

20. พิธีเปิดม่านมงคลในวันคุ้มครองโลก 22 เมษายน 2562 — ประมวลภาพ เผยแพร่ 24 เมษายน 2562

https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=17983

21. โบสถ์พระไตรปิฎก ปฏิมากรรมยุคใหม่ จากปี 2525 สู่ปี 2562 — 2 พฤษภาคม 2562 ข้อมูลส่วนขยาย จำนวนหนังสือ และฉบับพระไตรปิฎก

https://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=18012

22. อุโบสถพระไตรปิฎก แห่งแรกของโลก — ณัชชี่ วารสารอยู่ในบุญ เมษายน 2563 จำนวนเสา ระบบอักษร และความหมายเชิงสัญลักษณ์

https://www.kalyanamitra.org/th/uniboon_detail.php?page=4830

23. พิธีสถาปนาอุโบสถพระไตรปิฎก ประดิษฐานลูกนิมิตและผูกสีมา — ข่าวหลังพิธี 7 กรกฎาคม 2562

https://www.dmc.tv/article/25057

24. พิธีผูกสีมาและประดิษฐานลูกนิมิต รัตนสิริทิพย์นิมิตมงคล 108 ลูก — 19 มิถุนายน 2562 กำหนดการและคำอธิบายคำว่าสีมา

https://www.dmc.tv/article/24922

25. ประมวลภาพงานบุญวันธรรมชัย 27 สิงหาคม 2562 — พิธีประดิษฐานเสาสีมาและแผ่นแนวเขตพัทธสีมา

https://www.dmc.tv/article/25283

26. สถานที่ชมวัด 9 จุดสำคัญในวัดพระธรรมกาย — 5 สิงหาคม 2567 รายละเอียดอุโบสถพระไตรปิฎกและภาพทำความสะอาด 25 กรกฎาคม 2567

https://www.dmc.tv/article/30081

หลักฐานการใช้งานใน พ.ศ. 2569

27. พิธีอุปสมบทสามเณรเตรียม DCI รุ่นที่ 23 — ข่าว 7 พฤษภาคม 2569 จำนวนผู้เข้ารับการอุปสมบท 12 รูป

https://www.dmc.tv/article/34447

28. ประมวลภาพอุปสมบทสามเณรเตรียม DCI รุ่นที่ 23 — เหตุการณ์ 2 พฤษภาคม 2569

https://www.dmc.tv/photo/5885

29. ทบทวนบุญ วิสาขบูชา พ.ศ. 2569 — บันทึกหลังงาน 31 พฤษภาคม 2569 เผยแพร่ 3 มิถุนายน 2569

https://video.dmc.tv/media/63147

30. ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีร่วมพิธีมุทิตาสักการะพระราชภาวนาวชิรวิเทศ — สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี เหตุการณ์ 6 มิถุนายน 2569

https://pte.onab.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/126972

31. พิธีบรรพชาอุปสมบทบูชาธรรม 142 ปี พระมงคลเทพมุนี — ประมวลภาพเหตุการณ์ 3 ตุลาคม 2569

https://www.dmc.tv/photo/6192

ปิดการแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง