ทุกตัวอักษรได้รับมาจากทางอีเมล์ค่ะ ไม่ทราบชื่อผู้เขียนค่ะ
......................................................
ทุกคนมีจิตสัมผัส จิตสัมผัสเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเอาใครสักคนมานั่งตรงหน้า คุณมองดูแล้วรู้สึกได้ว่าในหัวเขากำลังอัดแน่นด้วยพายุความฟุ้งซ่าน หรือคุณฟังคนจะมาหลอกขายของ ฟังไปฟังมาคุณรู้สึกได้ว่าเขาพูดโกหก สัมผัสเหล่านี้ใช้ตาดูหรือหูฟังอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องใช้ใจรู้ ใช้ใจเป็นตัวตัดสิน
อันที่จริงหากปราศจากจิตสัมผัส คุณจะใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง ปราศจากวูบแห่งความกลัวแปลกๆ ปราศจากวูบแห่งความคุ้นเคยที่อธิบายยาก ปราศจากวูบแห่งสังหรณ์ล่วงหน้า
แต่ประเด็นคือเมื่อไม่ทราบว่า รู้ หรือ สัมผัส ได้อย่างไร อีกทั้งสลับผิดสลับถูกไปเรื่อย หาความแน่นอนไม่ได้ จิตสัมผัสจึงเป็นธรรมชาติที่คลุมเครือสำหรับมนุษย์ธรรมดา และมีแนวโน้มจะเป็นเรื่องมั่วมากกว่าเรื่องจริง
จิตสัมผัสมีทั้งหยาบและละเอียด สัมผัสหยาบๆของคนธรรมดานั้นเกิดขึ้นเมื่อมีภาพเสียงมากระทบหูตาเสียก่อน เช่นเห็นใครบางคนเดินมาแล้วรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนได้กลิ่นเรื่องร้ายแรงบางอย่างในอากาศรอบตัวคนๆนั้น แต่ก็ไม่อาจระบุว่าคนๆนั้นไปทำอะไร จนกว่าข่าวหน้าหนึ่งวันรุ่งขึ้นจะรายงานว่าที่แท้เป็นฆาตกรหั่นศพยัดกระเป๋า
แตกต่างจากสัมผัสทางจิตที่ละเอียดและสามารถรู้ชัดของผู้ทรงฌาน เพียงฆาตกรเดินมาพร้อมกระแสร้ายแรง จิตของผู้ทรงฌานสัมผัสเข้าก็ระบุได้ถูกต้องทันที ว่ากระแสร้ายแรงดังกล่าวคือเงากรรมชั่วที่เพิ่งฆ่าคนเอาไว้ และสัญญาณของเงากรรมจะมาปรากฏเป็นนิมิตในห้วงมโนทวาร กลายเป็นสัมผัสรู้ชัดว่าคนร้ายทำการฆาตกรรมเหยื่อรูปพรรณสัณฐานอย่างไร ด้วยอาวุธแบบไหน ซ่อนชิ้นส่วนศพไว้ตรงมุมใด เป็นต้น
หรือจิตสัมผัสที่สูงขึ้นไปอีกระดับ คือแม้ไม่เห็นหน้าค่าตาทั้งฆาตกรและเหยื่อ แต่เพียงได้ยินคนอ่านหนังสือพิมพ์นั่งวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามันกลางวงโต๊ะกาแฟ ผู้มีจิตสัมผัสพิเศษน้อมใจไปรู้ ก็รู้ครบทั้งรูปพรรณสัณฐานของฆาตกรและเหยื่อ ตลอดจนเหตุสะเทือนขวัญเป็นฉากๆได้หมดด้วยตนเองทีเดียว
ที่จิตสามารถสัมผัสและล่วงรู้อะไรๆนอกขอบเขตหูตาได้ ก็เพราะธรรมชาติของจิตนั้นคือ รู้ แต่ที่ปกติ ไม่รู้ ก็เพราะเจอคลื่นรบกวนเช่นราคะ โทสะ และพายุความฟุ้งซ่านมัวมน ต่อเมื่อทรงฌาน มีความใสสะอาดเหมือนกระจกที่ปราศจากฝุ่นฝ้า ก็เกิดทัศนวิสัยที่แจ่มชัด สัมผัสรู้สิ่งใดก็ได้ที่ไม่ละเอียดอ่อนเกินวิสัยจิตระดับตน
ระดับความสามารถสัมผัสของแต่ละคนไม่เท่ากัน พุทธเราถือว่าผู้มีจิตสัมผัส รู้เห็นอะไรๆได้แจ่มแจ้งแทงตลอดถึงที่สุดมีอยู่คนเดียวคือพระพุทธเจ้า ท่านสั่งสมบารมีมาหลายด้าน มีมหาทานประมาณอนันต์เป็นอาทิ จึงอาจแทงตลอดในทุกสิ่งที่ต้องการรู้โดยไม่มีสิ่งใดติดขัด ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน ตลอดจนวิธีเกิดดับของจักรวาล
และผู้รู้แจ้งแทงตลอดทั้งมหาจักรวาลเช่นท่าน ก็ทราบด้วยว่าเรื่องน่ารู้ที่สุดคือกายใจของเราๆนี้ เรื่องน่าใช้จิตเข้าสัมผัสที่สุดคือนิพพานอันเป็นความดับทุกข์ ท่านสัมผัสทุกความจริงมาแล้ว เพื่อประกาศว่าไม่มีความจริงใดน่าสัมผัสและเข้าให้ถึงยิ่งไปกว่าเรื่องของทุกข์และการดับทุกข์เลยสักเรื่องเดียว
ถาม ผู้มีจิตสัมผัสจะส่งจิตออกมาถึงใครก็ได้หรือ?
ถ้าบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายมีคุณธรรม หรือมีสภาวจิตที่ละเอียดหรือใหญ่เหนือคุณ ก็จะเหมือนมีกำแพงกว้างยาวสูงเกินกว่าที่คุณจะเจาะเข้าไปเห็นรายละเอียดภายใน อย่างมากก็แค่สัมผัสได้ว่ากำลังสุขมากหรือสุขน้อย หรือเห็นแต่ภาพชีวิตดีๆ ภาพชีวิตที่สว่างแบบกว้างๆเท่านั้นครับ ความจริงโลกที่ดูเหมือนเปิดเผยอยู่ตลอดเวลานี้ ถูกปิดบังอยู่ด้วยม่านกรรมดำบ้าง ม่านกรรมขาวบ้าง ต่อให้มีจิตสัมผัสอย่างไร ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็รู้ไม่ได้หมดหรอก
ถาม ทำอย่างนั้นเรียกส่งจิตออกไปนอกกาย ถูกต้องไหม? แล้วเขาจะส่งจิตไปโน่นไปนี่เพื่ออะไรได้บ้าง?
จิตออกจากกายนั้น พระพุทธเจ้าเรียกว่า มโนมยิทธิ คือผู้ทรงฌานใช้กำลังจิตถอดจิตจากร่างเหมือนชักดาบจากฝัก ส่วนจิตสัมผัสนี่การรับรู้ทั้งหมดปรากฏขึ้นในมโนทวาร ทำนองเดียวกับที่คุณหลับแล้วเห็นภาพฝันต่างๆ สิ่งที่ผิดแผกจากความฝันคือภาพเสียงที่รับรู้อยู่ในมโนทวารไม่ใช่แค่คลื่นลมเหลวไหล แต่เป็นความจริง พิสูจน์เป็นรูปธรรมได้จริง (ในกรณีที่จิตสัมผัสเที่ยงตรง)
ส่วนจุดประสงค์ของการส่งจิตไปสัมผัสก็ไม่จำกัดครับ ดูเลขหวยก็ได้ ดูมนุษย์ต่างดาวก็ได้ ดูวันโลกาวินาศก็ได้ คิดถึงอะไรได้ก็ดูได้ทั้งนั้น แต่จะเห็นหรือไม่เห็น จะจริงหรือไม่จริง ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีกำลังความหนักแน่นและความบริสุทธิ์ของจิตมากน้อยเพียงใด หากจิตยังโลภมาก อยากรู้ว่าหวยออกอะไร หรือหากจิตยังโกรธมาก อยากรู้ที่อยู่ศัตรูจะได้ตามไปฆ่า ประเภทนี้กิเลสจะส่งคลื่นรบกวนยิ่งกว่าหิมะตก ต่อให้เคยทรงฌาน เคยมีจิตสัมผัสที่เที่ยงตรง ก็ไม่อาจเห็นอะไรได้ตามประสงค์อย่างแน่นอนครับ
จิตสัมผัส
เริ่มโดย บุญโต, Jul 25 2006 02:19 PM
มี 4 โพสต์ตอบกลับกระทู้นี้
#1
โพสต์เมื่อ 25 July 2006 - 02:19 PM
#2
โพสต์เมื่อ 25 July 2006 - 05:08 PM
คนรับรู้ทาง อายตนะ 6
แต่บางคนที่ฟุ้งซ่าน หรือธาตุไม่ปกติ ก็อาจนึกเอาเองแบบมึนๆ มั่วๆ ก็ได้ค่ะ
. . . . . . . . .
"ใจ" ควรรักษาให้ ใส สว่าง อยู่ตลอดเวลา ด้วยการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเป็นประจำ
แต่บางคนที่ฟุ้งซ่าน หรือธาตุไม่ปกติ ก็อาจนึกเอาเองแบบมึนๆ มั่วๆ ก็ได้ค่ะ
. . . . . . . . .
"ใจ" ควรรักษาให้ ใส สว่าง อยู่ตลอดเวลา ด้วยการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิเป็นประจำ
ขออนุโมทนาบุญนะคะ สาธุ
#3
โพสต์เมื่อ 26 July 2006 - 02:27 PM
จะมีประโยชน์อะไร เมื่อมีจิตสัมผัสหรือญาณที่รอบรู้
แล้วไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์แห่งการพ้นทุกข์ที่แท้จริง
ความรู้นั้นก็หยุดอยู่ตรงนั้น
เพราะเข้าลักษณะ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
แล้วไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์แห่งการพ้นทุกข์ที่แท้จริง
ความรู้นั้นก็หยุดอยู่ตรงนั้น
เพราะเข้าลักษณะ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด
#4
โพสต์เมื่อ 26 July 2006 - 04:12 PM
เห็นด้วยกับคุณ gioia ค่ะ เมื่อมีพรสรรค์ แล้วต้องมีพรแสวงด้วค่ะ
แม้มืดตื้อ..มืดมิด..ก็มีสิทธิ์เข้าถึงธรรม
#5
โพสต์เมื่อ 27 July 2006 - 02:39 PM
ทำให้ว้าวุ่นใจเปล่า ๆ (ความเห็นส่วนตัว)
สัมผ้สใด รือ จะเท่า สัมผัสศูนย์กลางกาย ของเราเอง
สัมผ้สใด รือ จะเท่า สัมผัสศูนย์กลางกาย ของเราเอง












