สัมโมทมานชาดก ชาดกว่าด้วยพินาศเพราะทะเลาะกัน

แม่น้ำสายเล็กๆ ซึ่งเป็นแดนกั้นระหว่างเมืองกบิลพัสด์ุและเมืองเทวทหะได้เหือดแห้งลง เป็นเหตุให้ผู้คนทั้งสองเมืองเกิดการทะเลาะวิวาทแย่งน้ำกัน จนเกิดเป็นศึกสงครามระหว่างเมืองทั้งสองเป็นเหตุให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาห้ามทัพทั้งสองฝ่ายเอาไว้ https://dmc.tv/a28654

บทความธรรมะ Dhamma Articles > นิทานชาดก 500 ชาติ
[ 17 พ.ย. 2565 ] - [ ผู้อ่าน : 1056 ]

ชาดก 500 ชาติ

สัมโมทมานชาดก-ชาดกว่าด้วยพินาศเพราะทะเลาะกัน

สมัยพุทธกาลซึ่งมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์

สมัยพุทธกาลซึ่งมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์
  
       กาลครั้งนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ยังวัดนิโครธารามกรุงกบิลพัสดุ์ทรงสดับเหตุร้ายอันบังเกิดขึ้น ณ ชายแดน
ระหว่างกบิลพัสดุ์อันเป็นนครของพระราชบิดากับเทวทหะนครของพระราชมารดา อาณาเขตของนครเทวทหะและนครกบิลพัสดุ์
นี้ช่วงหนึ่งถูกแบ่งกั้นไว้ด้วยลำธารเล็ก ๆ ที่แยกมาจากแม่น้ำโรหิณีเท่านั้น
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ยังวัดนิโครธารามกรุงกบิลพัสดุ์
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ยังวัดนิโครธารามกรุงกบิลพัสดุ์
 
        แต่เดิมชาวนครทั้งสองใช้ลำธารนี้ดำรงชีวิตอย่างมีความสุขสืบต่อกันมานานปี “ วันนี้ได้อะไรมาทำอาหารหรือสหาย ดูมากมายจัง ”
“ ก็เผือกมันเช่นเคยละเพื่อนเอ้ย แล้วเจ้าล่ะ ” “ วันนี้โชคดี หาปลาได้เยอะเลยหล่ะ ” 
จนกระทั่งมีอาเพศเหตุร้ายเกิดขึ้น

แม่น้ำสายเล็กซึ่งเป็นแดนกั้นระหว่างนครกบิลพัสดุ์และนครเทวทหะ
 
แม่น้ำสายเล็กซึ่งเป็นแดนกั้นระหว่างนครกบิลพัสดุ์และนครเทวทหะ
 
        อยู่ ๆ น้ำในลำธารก็ลดระดับลงวูบ ๆ ไม่กี่วันต่อมาก็แห้งขอดเหลือติดก้นลำธารอยู่ไม่มากมายนัก พืชไร่ข้าวกล้าพากันแห้งตาย ฝูงสัตว์เลี้ยง
เริ่มล้มป่วยด้วยการขาดน้ำ ชาวเมืองสองฝั่งลำธารก็พากันมารอตักน้ำที่เหลือน้อยนิดนั้นไปดื่มกินอย่างกระเบียดกระเสียร

ชาวบ้านต่างพากันมาตักน้ำในลำธารซึ่งกำลังจะแห้งขอด
 
ชาวบ้านต่างพากันมาตักน้ำในลำธารซึ่งกำลังจะแห้งขอด
 
      “ เอา รีบตักเร็ว ๆ เข้าเถอะพวกเทวทหะฝั่งโน้นมาแย่งน้ำหมดแล้ว ” “ ได้น้ำมากพอแล้วจ๊ะ แต่มันหนักจัง หึบ อึ๊บ ” “ เจ้ายกไว้ตรงนั้นก่อนแล้วกัน
เดี๋ยวพี่ตักอีกโอ่งหนึ่งเต็มแล้วจะไปช่วยยกนะ ” เป็นธรรมดาของโลกเมื่อสิ่งใดมีน้อยแต่เป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก การแก่งแย่งย่อมเกิดขึ้น
 

ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้สร้างฝายกั้นน้ำเก็บน้ำเอาไว้ใช้สำหรับพวกของตน
 
ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้สร้างฝายกั้นน้ำเก็บน้ำเอาไว้ใช้สำหรับพวกของตน
 
        แล้วชนวนวิวาทก็ปรากฎชัดเมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มถือสิทธิ์เอาน้ำในลำธารเป็นของฝ่ายตนก่อน “ เฮ้ย กั้นน้ำไว้ใช้เองอย่างนี้มันเห็นแก่ตัวนี่น่า ” “ ใช่ ๆ ๆ ขโมย
ไปใช้ฝ่ายเดียวอย่า
นี้พวกเราก็แย่ ” “ อย่างนี้ยอมไม่ได้นะพวกเรา เอ้า รื้อไอ้ฝายกั้นน้ำออกเดี๋ยวนี้ ” “ แน่จริงก็ข้ามมารื้อสิ พ่อจะล่อให้น่วมเลย ” 
 
ชาวบ้านทั้งสองเมืองทะเลาะกันเรื่องฝายกั้นน้ำ
 
ชาวบ้านทั้งสองเมืองทะเลาะกันเรื่องฝายกั้นน้ำ 
        
       “ ใช่ พากันกลับไปซะจะดีกว่า อดน้ำตายก็ดีกว่าโดนกระบองนะเว้ย ” “ เฮ้ย พวกเรา อย่ายอมให้มันรื้อฝายของพวกเรานะเว้ย  เฮ้ย ลุยเลยดีกว่าเว้ย ”
เหตุการณ์ทำท่าจะลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ ผู้นำชาวบ้านทั้งฝ่ายเทวทหะและฝ่ายกบิลพัสดุ์จึงเปิดเจรจากันแต่ก็ดูจะไม่มีอะไรดีขึ้น

 
ผู้นำฝ่ายเทวทหะได้มาคุยกับชาวเมืองกบิลพัสดุ์ให้รื้อฝายกันน้ำ
 
ผู้นำฝ่ายเทวทหะได้มาคุยกับชาวเมืองกบิลพัสดุ์ให้รื้อฝายกันน้ำ
 
       “ ตกลงขอกันดี ๆ ไม่ได้ใช่ไหม นี่ไม่ยอมกลับไปจริง ๆ หรือนี่ ช่างดื้อรั้นเหมือนราชาของเจ้าเลยนะ ” “ เจ้ากล้าดียังไงมาล่วงเกินถึงราชาของเรา ”
“ ทำไมข้าจะไม่กล้าราชาของแกมีอะไรดีงั้นรึ ” “ อย่าลบหลู่กษัตริย์ข้านะโว้ย กษัตริย์กบิลพัสดุ์ของเจ้าก็ไม่ดีสักเท่าไหร่เหมือนกัน ”
 
ผู้นำชาวบ้านทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันเรื่องน้ำในลำธาร
 
ผู้นำชาวบ้านทั้งสองฝ่ายได้เจรจากันเรื่องน้ำในลำธาร
     
        “ เจ้าเอาที่ไหนมาว่า หะ ” “ ก็พระราชวงศ์ทั้งสองเป็นพระญาติกันหากทางข้าไม่ดี ทางแกจะดีไปได้ยังไงโง่จริง ๆ ” “ เฮ้ย แกกล้าด่าข้าว่าโง่รึ ”
“ เจ้าก็โง่เหมือนกันนั่นแหละ ” “ เจ้านั่นแหละโง่ ” 
ชาวนครทั้งสองถึงกับข้ามแม่น้ำมาลงไม้ลงมือต่อสู้กันอยู่หลายวันกัน
 
ผู้นำชาวบ้านแห่งนครกบิลพัสดุ์และนครเทวทหะได้ต่อสู้กันเพราะตกลงเรื่องแบ่งน้ำกันไม่ได้
 
ผู้นำชาวบ้านแห่งนครกบิลพัสดุ์และนครเทวทหะได้ต่อสู้กันเพราะตกลงเรื่องแบ่งน้ำกันไม่ได้
 
        ร้อนถึงเสานบดีและอำมาตย์ของกบิลพัสดุ์และเทวทหะต้องเข้ามาห้ามปราม “ พวกเจ้าหยุดก่อนเถอะ เรียกเสนาบดีฝ่ายเจ้ามาตกลงกันโดยดีเถอะ ”
เมื่ออำมาตย์ทั้งสองเมืองได้มาเจรจากัน แต่ไม่ลดราความถือดีในตนเองลงจึงไม่สามารถตกลงกันได้โดยสันติเหมือนเดิม
 
เสนาบดีทั้งสองนครได้เจรจากันเรื่องการแบ่งน้ำในลำธาร
 
เสนาบดีทั้งสองนครได้เจรจากันเรื่องการแบ่งน้ำในลำธาร
 
       “ ก็ท่านมันโลภเห็นแก่ชาวกบิลพัสดุ์มากไปไม่ยอมรื้อฝายกันน้ำออก เทวทหะเราก็แห้งแล้งจะให้นั่งดูพวกท่านชุ่มฉ่ำกันอย่างนั้นรึ ” “ ก็ชาวบ้านของเรา
มากกว่า เราก็ต้องได้ใช้น้ำก่อน เมื่อพวกเราได้น้ำจนพอใจแล้ว จึงจะยอมรื้อฝายกั้นน้ำออกให้เองแหละ ” “ ท่านจะพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก
 
พระราชาแห่งเทวทหะไม่พอพระทัยกับเหตุการณ์การแย่งน้ำที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
 
พระราชาแห่งเทวทหะไม่พอพระทัยกับเหตุการณ์การแย่งน้ำที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง
  
        ถึงราษฎรเราจะน้อยกว่าแต่เราก็จำเป็นต้องใช้น้ำเหมือนกัน ” “ หึ คุยกันอย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์เปลืองน้ำลายเปล่า ๆ เฮ้อ ” “ ข้าก็ไม่อยากคุย
ให้เสียเวลาเหมือนกัน ” คนระดับบริหารทั้งสองปรองดองกันไม่ได้ เมื่อไม่สมความตั้งใจพวกเขาเกือบชักอาวุธประหารกันในตอนนั้น
 
พระราชาแห่งกบิลพัสดุ์ก็โกรธแค้นในการถูกหยามพระเกียรติเช่นกัน    

พระราชาแห่งกบิลพัสดุ์ก็โกรธแค้นในการถูกหยามพระเกียรติเช่นกัน
 
        ยังดีที่ต่างก็สูงอายุ ยังมีความความยั้งคิดผิดชอบชั่วดีจึงไม่มีการนองเลือด “ กลับไปเสียเถอะเสนาบดีไปยกทัพกบิลพัสดุ์พากษัตริย์เจ้ามา
น่าจะสมศักดิ์ศรีกว่านี้นะ ” “ ได้ รบกันไปเลยจะได้รู้ดำรู้แดงกันสะที ” ในที่สุดเรื่องแบ่งน้ำกันใช้ก็กลายเป็นศึกใหญ่ที่มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน
 
กองทัพของกรุงเทวทหะได้เคลื่อนทัพมายังชายแดนซึ่งเป็นเขตแบ่งกั้นหระหว่างเมืองทั้งสอง
 
กองทัพของกรุงเทวทหะได้เคลื่อนทัพมายังชายแดนซึ่งเป็นเขตแบ่งกั้นหระหว่างเมืองทั้งสอง
  
       เพราะในเรื่องพระเกียรติยศและศักดิ์ศรีแล้วราชาถือเป็นเรื่องสูงสุดจะยอมให้ใครหยามไม่ได้เลย “ จัดทัพ เราจะข้ามแม่น้ำโรหิณีไปสั่งสอนเทวทหะ
เคลื่อนทัพเราจะให้ชาวกบิลพัสดุ์สำนึกผิดขอขมาเราให้ได้ ” และแล้วเรื่องไม่น่าจะเกิดก็บังเกิด ณ บัดนั้นชายแดนกบิลพัสดุ์ก็เต็มไปด้วยพยุหพลไกร


กองทัพแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้ยกทัพมาประชิดชายแดนเพื่อต่อสู้กับกองทัพของนครเทวทหะ
 
กองทัพแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ได้ยกทัพมาประชิดชายแดนเพื่อต่อสู้กับกองทัพของนครเทวทหะ
 
        แห่งทัพเทวทหะพระญาติฝ่ายพระมารดาสิริมหามายาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “ พวกเรา ลุย ” และที่ประจันหน้าอันเป็นแนวยาวตลอดลำน้ำ
อันเป็นพรมแดนคือทัพกระบิลพัสดุ์พระประยูรญาติฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาของพระพุทธองค์เช่นกัน “ เราให้โอกาสสุดท้ายแก่ท่าน
ก่อนตะวันตรงหัวให้พากันกลับไปให้หมดเพราะหลังจากเวลานั้นท่านจะโดนทัพกบิลพัสดุ์ขยี้ไม่เหลือซากแน่ ”


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาห้ามทัพทั้งสองเมืองซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระองค์
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จมาห้ามทัพทั้งสองเมืองซึ่งเป็นพระประยูรญาติของพระองค์
 
       เหตุร้ายนั้นปรากฎแจ้งแก่พระพุทธองค์ทั้งสิ้นจึงเสด็จมาชายแดนประทับอยู่กลางกองทัพทั้งสองฝ่าย ทั้งสองกองทัพต่างกราบทูลข้อขัดแย้งให้ร้ายกัน
และกันว่าแย่งน้ำในลำธารไปใช้ พระพุทธองค์จึงตรัสถามให้สติ “ ดูก่อนมหาบพิธระหว่างน้ำกับเลือดสิ่งไหนมีค่ามากกว่ากัน ” “ เลือดมีค่ามากกว่าน้ำ
พระพุทธเจ้าค่ะ ” “ เป็นดังนั้นมหาบพิธ โดยเฉพาะเป็นเลือดพระประยูรญาติกันเองด้วยแล้ว ไฉนต้องมาหลั่งรินแลกกับน้ำด้วยเล่า
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่า สัมโมทมานชาดก แก่พระราชาและเหล่าทหารทั้งสองฝ่าย
 
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเล่า สัมโมทมานชาดก แก่พระราชาและเหล่าทหารทั้งสองฝ่าย
 
        ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะวิวาทนั้นไม่ควรให้เกิดขึ้นในหมู่ญาติเลย ในกาลก่อนแม้สัตว์เดรัจฉานเมื่อมีความสามัคคีปรองดองกันก็ยังสามารถพ้นภัย
แก่ศัตรูได้ แต่ครั้นทะเลาะเบาะแว้งกันความพินาศวอดวายก็มาถึง ” 
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงระลึกชาติด้วยบุพเพนิวาสนุสติญาณ
ตรัสเล่าสัมโมทมานชาดก ดังนี้
 
พญานกกระจาบได้อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ชายแดนนครพาราณสี
 
พญานกกระจาบได้อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ชายแดนนครพาราณสี
 
       ในอดีตกาลป่ากว้างใหญ่ที่รายรอบมหานครพาราณสีนครหลวงแห่งแคว้นกาสีมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก มีพญานกกระจาบคุมบริวารนับพันตัว
ท่องเที่ยวหากินอยู่ในป่านี้อย่างผาสุขตลอดมา “ ผู้นำเรานี่เท่จริง ๆ เลย สง่างามเป็นที่สุด ” “ ใช่ ใช่ ใช่ ท่านเก่งแล้วก็ฉลาดมากด้วย เชื่อท่าน
ก็จะปลอดภัยนะเธอ ” “ พวกเจ้าจงหากินอย่างระมัดระวังตัวไว้ด้วย
 
พญานกกระจาบและบริวารนับพันตัวได้อาศัยอยู่ในป่าด้วยกันอย่างมีความสุข
 
พญานกกระจาบและบริวารนับพันตัวได้อาศัยอยู่ในป่าด้วยกันอย่างมีความสุข
 
       หากเกิดเหตุร้ายใด ๆ ก็จงใช้สติแก้ไขจะนำพาตนเองและหมู่คณะให้ปลอดภัยได้ ” อยู่มาวันหนึ่งกรรมบันดาลให้มีพรานล่านกผ่านมาพบ
กับนกกระจาบฝูงนี้เข้า “ ฮะฮ่า แจ่มไปเลย จับไปขายเป็นเดือน ๆ ก็ไม่หมด สบายข้าล่ะ ” นายพรานจัดเตรียมหาลานกว้างเหมาะ ๆ
 
นายพรานล่านกได้ผ่านมาเจอกับฝูงนกกระจาบในป่าใหญ่
 
นายพรานล่านกได้ผ่านมาเจอกับฝูงนกกระจาบในป่าใหญ่

        ขึงตาข่ายแล้วโปรยเมล็ดพืชล่อไว้บนพื้นแล้วซ่อนตัวหลังต้นไม้ จากนั้นก็เป่าปากเลียนเสียงนกกระจาบลวงให้หมู่นกเชื่อสนิทใจ พรานนก
ผู้มีความอดทนสูงรอคอยเวลาได้ครั้งละนาน ๆ กว่าที่นกบนต้นไม้จะหลงกลคิดว่ามีนกพวกเดียวกันร้องเรียกให้ลงมากินอาหาร “ อุ๊ย ลงมาจ้า
บินลงมากินกันเยอะๆ เออ ๆ อย่างนั้น ๆ เลย ”

นานพรานได้ขึงตาข่ายดักนกกระจาบ
 
นานพรานได้ขึงตาข่ายดักนกกระจาบ

       แล้วเหล่าฝูงนกกระจาบก็หลงกลพรานป่าต่างแห่กันลงมาจากต้นไม้จิกกินเมล็ดพืชอย่างมีความสุข ทันทีที่นกกระจาบพากันลงมารวมกัน
ที่พื้นตามต้องการพรานก็ปล่อยตาข่ายลงมาอย่างรวดเร็ว “ โอ๊ะ อะไรนี่ ” “ เราโดนตาข่าย ” หลังจากวันนั้นนายพรานก็มาดักจับนกไปได้ทุกวัน

ฝูงนกกระจาบได้บินลงมากินเมล็ดพืชที่นายพรานได้โปรยไว้ที่พื้น

ฝูงนกกระจาบได้บินลงมากินเมล็ดพืชที่นายพรานได้โปรยไว้ที่พื้น
 
       จนนกกระจาบร่อยหรอลงไปมาก “ นกตัวน้อยตัวนิด ฮะ นกตัวน้อยตัวนิด ฮะฮ่า พากันหลงกลข้าไปหมดเลย หวานหล่ะ ” พญานกกระจาบ
เมื่อรู้ข่าวนี้ก็พยายามหาทางช่วยบริวารของตนอย่างเร่งรีบ วันหนึ่งก็คิดหาวิธีออกจึงเรียกประชุมใหญ่ฝูงนกกระจาบทั้งป่า “ จำไว้ให้ดีนะ

 
ฝูงนกกระจาบได้บินลงมากินเมล็ดพืชตรงที่นายพรานขึงตาข่ายดักเอาไว้
 
ฝูงนกกระจาบได้บินลงมากินเมล็ดพืชตรงที่นายพรานขึงตาข่ายดักเอาไว้
 
       ครั้งต่อไปหากพวกเธอถูกตาข่ายคลุมไว้จงตั้งสติให้มั่นช่วยกันยกตาข่ายไปทิ้งให้ได้ ด้วยการเอาหัวสอดในช่องขาข่ายตัวละช่อง แล้วบินขึ้น
พร้อม ๆ กัน เอาตาข่ายไปทิ้งบนยอดไม้สูง เมื่อทำตามแผนนี้แล้ว พวกเธอก็จะปลดตัวเองลงมาอย่างเป็นอิสระโดยง่าย ” วันต่อ ๆ มาเมื่อพรานนก
 
ฝูงนกกระจาบจำนวนมากได้ติดตาข่ายของนายพราน
 
ฝูงนกกระจาบจำนวนมากได้ติดตาข่ายของนายพราน
 
       ปล่อยตาข่ายลงมาคลุมอีกนกกระจาบก็พร้อมใจกันบินขึ้นยกเอาตาข่ายไปทิ้งบนยอดไม้ตามคำแนะนำของพญานกเสมอ “ มาเร็วพวกเราช่วยกันยก
หนึ่ง สอง สาม ” “ เฮ้ย เย้ ๆ ๆ มันเริ่มขึ้นแล้ว ดีใจจัง ” “ รอดแน่ ๆ พวกเรา ช่วยกันเร็ว เฮ ” ระยะหลัง ๆ นายพรานเลยจับนกไม่ได้แม้สักตัวเดียว
 
นานพรานดักนกกระจาบกลับไปได้เป็นจำนวนมาก
 
นานพรานดักนกกระจาบกลับไปได้เป็นจำนวนมาก
 
      ต้องกลับบ้านไปมือเปล่าทุกครั้ง “ เฮ้ย เสียอารมณ์จริง ๆ จับไม่ได้สักตัว มิหนำซ้ำตาข่ายยังไปติดกับกิ่งไม้ข้างบนอีก ” แต่เขาก็ไม่ท้อถอย
ยังคงนำตาข่ายมาวางกับดักล่อไว้เหมือนเคย “ สักวันหนึ่งพวกแกก็ต้องทะเลาะกัน เมื่อนั้นแหละนกเอ๋ย แกต้องแตกสามัคคีไม่มีปัญญา
 
พญานกกระจาบได้สอนวิธีเอาตัวรอดเวลาติดตาข่ายนายพรานให้กับนกบริวารของตน
 
พญานกกระจาบได้สอนวิธีเอาตัวรอดเวลาติดตาข่ายนายพรานให้กับนกบริวารของตน
 
       หอบตาข่ายหนีไปได้อีกแน่ ” ดังที่นายพรานคิด อีกไม่ช้านานนกกระจาบสองกลุ่มก็ทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ “ เจ้านี่ซุ่มซ่ามจริง ๆ
ไม่มีสัมมาคารวะไม่รู้จักอาวุโสบินมาเหยียบหัวพี่ได้ไง แถมยังไม่ขอโทษอีก ” “ แค่นี้ต้องขอโทษด้วยเหรอ ก็ตาข้าไม่ได้อยู่ตรงเท้า
 
ฝูงนกกระจาบต่างพร้อมใจกันบินเอาตาข่ายขึ้นไปยังที่สูง
 
ฝูงนกกระจาบต่างพร้อมใจกันบินเอาตาข่ายขึ้นไปยังที่สูง
 
      สักหน่อยจะเห็นหัวพี่ได้ไงเล่า ” “ ตัวแค่นี้ ซ่านักนะเจ้า ” “ ซ่าไม่ซ่าโซดาก็เรียกพี่แล้วกัน ” เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งเช่นนี้นกกระจาบทั้งฝูง
ก็เริ่มแบ่งฝ่ายตั้งป้อมจับผิดกันและกัน ความหายนะเริ่มก่อรูปร่างขึ้นแล้วบนความไม่สบายใจของพญานกซึ่งพยายามไกล่เกลี่ยให้รอมชอม
 
ฝูงนกได้บินเอาตาข่ายของนายพรานขึ้นไปแขวนไว้บนกิ่งไม้
 
ฝูงนกได้บินเอาตาข่ายของนายพรานขึ้นไปแขวนไว้บนกิ่งไม้
 
       สมานฉันท์ซึ่งก็ดูจะไร้ผล “ พวกเจ้าอีกแล้วหรือนี่บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าต้นไม้ต้นนี้มันเป็นของพวกพี่ ” “ อ้าว จะมาจับจองเองได้ยังไง ข้าก็เป็นนก
ในป่านี้เหมือนกันก็ย่อมมีสิทธิ์อยู่ต้นไม้ต้นไหนก็ได้ ” “ เถียงคำไม่ตกฟากเชียวนะ ” “ ท่านนั้นแหละ ปากว่าตาขยิบ ” “ ปากว่าตาขยิบ มันเกี่ยวได้ไง
 
นกกระจาบจำนวนหนึ่งได้เกิดการทะเลาะกันถึงขั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
 
นกกระจาบจำนวนหนึ่งได้เกิดการทะเลาะกันถึงขั้นแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
 
     เจ้าเถียงมั่วเปล่านี่ ” “ เออน่าเถียง ๆ ไปก่อน เอาเสียงดังเข้าว่าก็พอ ” “ พวกเจ้าอย่าทะเลาะกันเลย อยู่ป่าเดียวกันก็ต้องรักกัน หนักนิดเบาหน่อย
ก็ให้อภัยกันเถอะ ” “ ไม่ได้หรอกพญานกของอย่างนี้มันเกี่ยวกับศักดิ์ศรียอมไม่ได้ ” “ เราก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน ”
 
พญานกกระจาบได้เตือนให้นกทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองกัน
 
พญานกกระจาบได้เตือนให้นกทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองกัน
 
     ไม่ว่าพญานกจะพยายามไกล่เกลี่ยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล บริวารก็ยังดื้อรั้นไม่ยอมฟัง ขึ้นชื่อว่าการทะเลาะกันหากเกิดขึ้นที่ใดที่นั่นย่อมไม่มี
ความปลอดภัย ต่อไปความพินาศจะเกิดแก่นกทั้งหลายเป็นแน่ “ วันหน้ายังไงก็ชั่งเถอะ แต่วันนี้ข้าต้องเอาเลือดหัวเจ้านกซ่านี่ออกให้ได้ ”

 
พญานกกระจาบได้พาฝูงบริวารที่เชื่อฟังตนย้ายไปอยู่ที่ป่าแห่งใหม่
 
พญานกกระจาบได้พาฝูงบริวารที่เชื่อฟังตนย้ายไปอยู่ที่ป่าแห่งใหม่
 
       “ ข้าเตือนแล้ว พวกเจ้าไม่ฟังเองนะ จะขัดแย้งรอหายนะเช่นนี้ก็ตามใจพวกเจ้าเถอะ ” พญานกมองกาลไกลเช่นนั้นแล้วจึงพานกบริวารนก
ที่เชื่อฟังแยกฝูงจากไปที่อื่น “ ไปกับพญานกดีกว่าอยู่นี่ไม่ปลอดภัยแน่ ๆ ” หลังจากนั้นไม่นานนกกระจาบที่เหลือก็ถูกทอดตาข่ายจับได้ไม่เว้น
แต่ละวันเพราะแม้ติดตาข่ายอยู่ก็มักทะเลาะกันไม่เลิก
 
กลุ่มนกกระจาบที่ทะเลาะกันต่างพากันมากินเมล็ดพืชที่นายพรานวางล่อไว้
 
กลุ่มนกกระจาบที่ทะเลาะกันต่างพากันมากินเมล็ดพืชที่นายพรานวางล่อไว้
 
      “ ไหนคุยว่าเก่งนักก็ยกตาข่ายไปทิ้งสิ ” “ เจ้านกบ้านี่ใครจะยกตัวเดียวไหวล่ะหนักจะตาย ” “ ชิ ชิ ชิ ขอร้องข้าก่อนซิ แล้วข้าจะช่วยเจ้ายก ” “ ไม่มีทาง
ข้าไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีหรอก ” “ อย่าเถียงกันเลย ประเดี๋ยวเมียข้าก็จับถอนขนเหมือนกันหมดแหละ ฮะ ฮ่า ฮ้า ” “ ก็มัวแต่พูดอยู่นั้นแหละ ช่วยกันยกหน่อยสิ ”
 
ฝูงนกไร้ความสามัคคีมัวแต่ทะเลาะกันเลยถูกนายพรานจับไปได้ทั้งหมด
 
ฝูงนกไร้ความสามัคคีมัวแต่ทะเลาะกันเลยถูกนายพรานจับไปได้ทั้งหมด
 
        “ ก็มันยกไม่ไหวเนี่ย คราวนี่ไม่รอดแน่ ๆ ” จากบัดนั้นเป็นต้นมาป่าใหญ่รอบ ๆ เมืองพาราณสีก็ไม่มีฝูงนกกระจาบอีกต่อไป พระพุทธองค์ตรัสสัมโมทมานชาดก
แล้วทรงให้โอวาทแก่ประยูรญาติทั้งสองฝ่ายว่า “ การทะเลาะวิวาทกันในระหว่างญาตินั้นไม่สมควรเลย เพราะการทะเลาะวิวาทเป็นมูลเหตุแห่งความพินาศสถานเดียว ”

ต่อมาในพุทธกาลสมัย
นกกระจาบพาลหาเรื่อง กำเนิดเป็น พระเทวทัต
พญานกกระจาบ เสวยพระชาติเป็น พระพุทธเจ้า

สมฺโมทมานา คจฺฉนฺติ  ชาลมาทาย ปกฺขิโน
ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ  ตทา เอหินฺติ เม วสํ

นกทั้งหลายมีความพร้อมใจกัน
จึงหอบเอาตาข่ายไปได้
เมื่อใดมันทะเลาะกัน
เมื่อนั้นมันจักตกอยู่ในอำนาจของเรา

 
 








พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      อภิณหชาดก ชาดกว่าด้วยการเห็นกันบ่อยๆ
      เนรุชาดก ชาดกว่าด้วยอานุภาพของเนรุบรรพต
      ตัณฑุลนาฬิชาดก ชาดกว่าด้วยการตีราคาสินค้า
      วิโรจนชาดก ชาดกว่าด้วยสุนัขจิ้งจอกไม่เจียมตัว
      ทุททุภายชาดก ชาดกว่าด้วยกระต่ายตื่นตูม
      สกุณาชาดก ชาดกว่าด้วยที่พึ่งให้โทษ
      รุหกชาดก ชาดกว่าด้วยรุหกะปุโรหิต
      กาลัณฑุกชาดก ชาดกว่าด้วยมารยาทส่อสกุล
      สีหจัมมชาดก ชาดกว่าด้วยลาห่มหนังสิงโต
      สัพพาทาฐิชาดก ชาดกว่าด้วยผู้มีบริวารมากเป็นใหญ่ได้
      ลิตตชาดก ชาดกว่าด้วยลูกสกาอาบยาพิษ
      อาวาริยชาดก ชาดกว่าด้วยไม่ควรเปล่งวาจาที่ดีให้เกินแก่ควรกาล