สุธรรมาเทวสภา
 

โปริสาท คนกินคน ตอนที่ 1
 
        กิเลสคือสิ่งที่บังคับใจมนุษย์ให้สร้างกรรม  เมื่อสร้างกรรมก็กลายมาเป็นวิบาก  ครั้นมีโอกาสได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อวิบากกรรมตามมาส่งผล ทำให้เราต้องประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส

        เมื่อวิบากกรรมเก่าตามผจญ ทำให้ประสบความลำเค็ญ ต้องพลัดบ้านเสียเมือง ไร้ที่อยู่อาศัย   อย่างเช่นเรื่องของพระราชาผู้เคยเป็นจอมพสกนิร  ต้องกลายมาเป็นจอมโจรโปริสาทผู้โดดเดี่ยว เที่ยวฆ่าคนและกินคนมามากมาย มองไปรอบทิศมีแต่ปัจจามิตรรอบด้าน แต่เมื่อมาพบกัลยาณมิตร ยอมรับฟังและทำตามคำแนะนำของเพื่อนกัลยาณมิตร ชีวิตก็สามารถพลิกผันกลับมามีความสุขได้ดังเดิม

        แม้เราจะมีชีวิตในอดีตที่เคยผิดพลาด แต่ปัจจุบัน ถ้าหากยอมเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำของกัลยาณมิตร ก็สามารถกลับตนเป็นคนดี พ้นจากเวรภัย มีที่พึ่งพาอาศัยได้  ดังเรื่องราวของโปริสาท คนกินคน

        ย้อนไปในอดีตหลายกัปมาแล้ว มีชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันสองคน รูปร่างหน้าตาดี แต่เนื้อตัว เสื้อผ้าดูมอมแมม เพราะต่างเดินทางไกลรอนแรมมากันคนละที่    ทั้งคู่ได้มาพบกันในกระท่อมร้างริมทาง ในตอนแรกก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน เพราะต่างเพิ่งเดินทางมาถึงกระท่อมร้างในเวลาไล่เลี่ยกัน

        แต่เมื่อพักเหนื่อยพอสมควร และรับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มหันมาสนทนากับคนที่มาพักด้วย

        คนแรกซึ่งมีใบหน้างดงามดั่งดวงจันทร์ ดูจะมีอายุแก่กว่าอีกคนหนึ่ง ได้เอ่ยทักขึ้นก่อนอย่างมีไมตรีว่า “เพื่อน ท่านคงเป็นคนถิ่นอื่นที่เดินทางมาไกล ท่านมาจากเมืองไหน และกำลังจะไปไหนล่ะ”

        “เรามาจากเมืองพาราณสี แคว้นกาสี กำลังจะไปเมืองตักศิลา แล้วท่านล่ะ”  ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยมิตรไมตรีเช่นกัน

        “โอ ท่านมาไกลเหลือเกิน สำหรับตัวเรานั้น มาจากเมืองอินทปัตถ์ แคว้นกุรุ และตั้งใจจะไปเมืองตักศิลาเหมือนกัน”

        “แสดงว่า เราทั้งสองมีความประสงค์จะไปเมืองตักศิลาเหมือนกัน และเข้าใจว่า ท่านก็คงจะไปสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์เหมือนเรา ใช่ไหมล่ะ เพื่อน”

        “ถูกต้อง บิดามารดาของเราส่งเรามาเพื่อศึกษาศิลปวิทยาในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ”  (ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ากล่าวตอบ)

        ชายหนุ่มผู้เริ่มสนทนาก่อนได้พิจารณาดูจากคำพูด ท่วงทีกิริยา  ก็พอทราบได้ว่า คู่สนทนาของตนไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ จึงได้เอ่ยถามตรงๆ ว่า
เพื่อน ท่านเป็นลูกเศรษฐี  ลูกพราหมณ์ปุโรหิต หรือว่าเป็นโอรสของพระราชาองค์ใดหรือ”

        เมื่อถูกถามตรงๆ เช่นนี้ อีกฝ่ายจึงคิดว่า บุรุษผู้มีนัยน์ตาแหลมคมนี้ มีสติปัญญาเป็นเลิศ ไม่น่าจะมีพิษภัยใดๆ จึงตอบไปตามเป็นจริงว่า “เพื่อน เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิกราช กษัตริย์แห่งนครพาราณสี เรามีนามว่า พรหมทัต แล้วท่านเป็นใครกันล่ะ”

        “ดีละเพื่อน เมื่อท่านเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของท่านได้ ฉันก็ไม่ควรเอาเปรียบท่าน ฉันเป็นโอรสของพระเจ้าโกรัพยะ กษัตริย์แห่งนครอินทปัตถ์ ฉันมีนามว่าสุตโสม

        เมื่อต่างฝ่ายต่างเปิดเผยฐานะของตัวแล้ว จึงดีใจที่ได้มาพบเพื่อนร่วมทางผู้มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีจุดประสงค์เหมือนกัน จึงคุยกันออกรสชาติมากขึ้น  แล้วตกลงกันว่า วันรุ่งขึ้นจะเดินทางไปด้วยกัน

        ในการสนทนาครั้งนั้น พรหมทัตกุมารกล่าวในตอนสุดท้ายว่า “ท่านสุตโสม เนื่องจากว่าท่านดูจะมีอายุ  และมีนิสัยสุขุมลุ่มลึกกว่าเรา  ต่อแต่นี้ไป ขอให้เราเรียกท่านว่า ท่านพี่เถิดนะ”

        “ก็แล้วแต่ท่านเถิด ท่านพรหมทัต ถึงท่านจะเรียกเราอย่างไร เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี เพราะคำว่าเพื่อนกินใจและลึกซึ้งยิ่งนัก ดังนั้น อายุจะมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรนักหรอก”

        คืนนั้น ทั้งคู่ต่างก็หลับสนิท เพราะเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน รุ่งเช้า หลังจากทำภารกิจส่วนตัว และแบ่งปันอาหารกันรับประทานตามที่ยังเหลืออยู่

        ก่อนออกเดินทาง ได้นำทองคำแท่งที่นำติดตัวมาเพื่อเป็นค่าเล่าเรียน มาแบ่งกันดู แล้วก็ออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไป

        เมื่อถึงหมู่บ้านต้นทางที่จะไปเมืองตักศิลา ก็ได้แวะถามชาวบ้านจนได้ความแน่นอนว่า ทิศทางไหนที่จะตรงไปสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์

        เมื่อได้ความชัดเจนแล้ว ทั้งสองก็รีบเดินทางไปตามที่บอกนั้น ตกเย็นก็ถึงเมืองตักศิลา

        จากนั้นได้ตรงไปสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วแสดงตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน แจ้งความประสงค์ขอสมัครเป็นศิษย์ พร้อมทั้งมอบทองคำแท่งให้อาจารย์เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน ค่ากิน ค่าที่พัก

        อาจารย์ก็รับทั้งสองไว้ในสำนักตามประสงค์ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะมีศิษย์ที่เป็นราชกุมารจากเมืองต่างๆ มาศึกษากันเป็นจำนวนมาก และที่กำลังศึกษาอยู่ก็มี   ที่จบการศึกษาแล้ว กลับไปครองบ้านครองเมืองเป็นใหญ่เป็นโตกันก็มีจำนวนไม่น้อย

        ในความเป็นอยู่ และการศึกษาเล่าเรียนนั้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชกุมารหรือสามัญชน จะมีความเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์เหนือใครทั้งสิ้นจะมีกฎกติกาเคร่งครัด ไม่แบ่งชั้นวรรณะ แต่ถ้าหากใครทำผิดกฎ ก็มีการลงโทษเสมอกัน ดังนั้น สำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แห่งเมืองตักศิลาจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกภูมิภาค ส่วนการศึกษาของกุมารทั้งสอง จะดำเนินไปอย่างไรนั้น ก็ให้มาติดตามกันต่อในวันต่อไป
 
 
พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

ปิดการแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง