เปลี่ยนความโกรธเป็นความเข้าใจ

ความโกรธเหมือนระเบิดที่คอยทำร้ายตัวเองแล้วค่อยลุกลามไปทำลายสิ่งแวดล้อม ผู้โกรธก็เหมือนกันจะคอยทำให้ตัวเองทุกข์ใจก่อนแล้วค่อยๆ ทำให้คนอื่นรอบข้างทุกข์ใจตามเช่นกัน ความโกรธนั้นไม่ดีเลย แต่ในเมื่อเรายังมีกิเลสยังไม่สามารถกำจัดความโกรธไปได้เราลองมาเปลี่ยนความโกรธให้เป็นการสื่อสารอย่างสันติ https://dmc.tv/a17384

บทความธรรมะ Dhamma Articles > Review รายการ DMC
[ 30 ม.ค. 2557 ] - [ ผู้อ่าน : 28446 ]
ทันโลก ทันธรรม
เปลี่ยนความโกรธเป็นความเข้าใจ
จากรายการทันโลก ทันธรรม ออกอากาศทางช่อง DMC


       ความโกรธเหมือนระเบิดที่คอยทำร้ายตัวเองแล้วค่อยลุกลามไปทำลายสิ่งแวดล้อม ผู้โกรธก็เหมือนกันจะคอยทำให้ตัวเองทุกข์ใจก่อนแล้วค่อยๆทำให้คนอื่นรอบข้างทุกข์ใจตามเช่นกัน ความโกรธนั้นไม่ดีเลย แต่ในเมื่อเรายังมีกิเลสยังไม่สามารถกำจัดความโกรธไปได้เราลองมาเปลี่ยนความโกรธให้เป็นการสื่อสารอย่างสันติ

     เรื่องความโกรธใครๆ ก็ต้องมีเพราะเราเป็นมนุษย์ ปุถุชน ยังไงก็ต้องโกรธเหมือนกัน แต่ทำอย่างไรให้ความโกรธกลายเป็นพลังสร้างสรรค์นี่สิสำคัญแล้วก็วันนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากโดยมีนักจิตวิทยาแล้วก็เกี่ยวกับเรื่องที่พัฒนาบุคคล ชาลี คาร์ล แล้ว นิว กิฟสัน ได้วิเคราะห์อย่างดีว่าทำไมคนเราถึงโกรธแล้วเราจะเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นความเข้าใจได้อย่างไร ใน 10 ขั้นตอนง่ายๆ

เริ่มแลกเลยเราจะต้องวิเคราะห์แล้วก็ต้องรู้จักก่อนว่าเวลาเราโกรธเกิดอะไรขึ้น

      1. เกิดความไม่พอใจขึ้น สาเหตุของความไม่พอใจก็คือความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง ก็คืออยากได้แล้วไม่ได้นี่เอง ไม่ได้ดั่งใจ เพราะฉะนั้นเราต้องวิเคราะห์ให้ได้เลยว่ามันเกิดจากความไม่พอใจขึ้นมา

      2. เกิดการเพ่งโทษ ตำหนิผู้อื่น เป็นคนก็ได้ สัตว์ก็ได้ สิ่งของก็ได้ อาจเป็นใครบางคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นวัตถุแห่งความโกรธ มันเป็น คน สัตว์ สิ่งของนั่นเอง

      3. ในความโกรธนั้นเรากำลังคิดจะพูดหรือคิดจะทำอะไรบางอย่างโดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เราไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการด้วย

      เพราะฉะนั้น 10 ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วค้นว่าได้ความโกรธมายังไง แล้วต้องเรียนรู้การแสดงความโกรธออกมาในวิธีทางที่เราได้รับความตอบสนองร่วมกับผู้อื่นก็ได้รับการตอบสนองด้วย ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่จะนำไปสู่ความพอใจทั้งสองฝ่าย

     1. ให้มองว่าความโกรธเหมือนสัญญาณเตือน คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดอารมณ์คุกรุ่นขึ้นมาเรามักจะมุ่งความสนใจไปในสิ่งที่เราอยากได้แล้วก็มามองว่าความคิดของอีกฝ่ายผิด ฉะนั้นเราต้องเลิกคิดแบบนี้ เราต้องมองว่าคนอื่นไม่ได้เป็นฝ่ายผิดหรือเราต้องไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูมองว่าความต้องการของเราไม่ได้รับการตอบสนอง

     2. ต้องดูให้ชัดว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น คือหมายถึงว่า เวลาโกรธความโกรธที่แท้จริงหรือว่าสิ่งที่เราโกรธคืออะไร แล้วอธิบายให้ได้ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรามีความชัดเจนตรงนั้นมันจะทำให้เราสื่อสารไม่ไปเพ่งโทษอีกฝ่ายหนึ่งแต่เราต้องการจะสื่อสารให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราต้องการอะไรก็มีโอกาสง่ายขึ้นที่จะทำให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับสิ่งที่เราคิดที่เราพูดคือต้องการให้มันชัดขึ้นนั่นเอง

     3. ต้องรับผิดชอบและจริงใจต่อความรู้สึกของตนเอง เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเรามีแนวคิดเป็นการตัดสิน (ตัดสินผู้อื่น)  คือไปตัดสินแล้วก็กล่าวโทษ แล้วก็ละเลยความต้องการบางอย่างของเราไป ความรู้สึกต่างๆของเราที่เกิดขึ้นในใจเรานั้นเป็นสัญญาณเตือนว่ามันเป็นผลจากความต้องการในใจเราไม่ได้รับการตอบสนอง

     4. รู้เท่าทันความคิด กระจางชัดถึงความต้องการ  ปกติวัฒนธรรมคนมักจะละเลยความต้องการของตนเอง มักจะถูกสอนว่าไม่ต้องไปใส่ใจความรู้สึกของตนเองความตองการของตนเองพยายามลดความต้องการของชีวิตลง ถ้าใครสักคนมาบอกความต้องการลึกๆ ออกมาก็จะถูกมองว่าเห็นแก่ตัวในสังคมมักจะมองกันอย่างนั้นแต่เราถูกสอนว่าไม่ให้พูดให้คนอื่นหยิบยื่นให้เอง เวลาเราโกรธขึ้นมาบ่อยครั้งที่เราเพ่งโทษคนอื่นแล้วจะมีอารมณ์ความรู้สึกแฝงอยู่เนื่องจากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนอง ฉะนั้นให้เรารู้ทันความคิดของเราว่าเรารู้สึกอะไร จริงๆ เรารู้สึกกลัว รู้สึกเสียใจ รู้สึกกังวล รู้สึกสับสน ให้มุ่งความสนใจไปที่ความรู้สึกของเรา เรารู้สึกอะไรขึ้นมา แล้วก็แยกความรู้สึกออกจากการตัดสินผู้อื่น ซึ่งขั้นตอนนี้สำคัญมากเลยเพราะว่าจะนำไปสู่ความต้องการของเราจริงๆ มันจะได้รับการตอบสนองทั้งสองฝ่าย

     5. การค้นหาความต้องการที่แท้จริงของตนเอง  เริ่มสื่อสารอย่างมีสติ คือหนึ่งสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น  สองคือมองให้เห็นว่าเรารู้สึกอะไร  สามดูว่าเราต้องการอะไร แล้วก็สี่ขอร้องอะไรให้อีกฝ่ายมาเติมเต็มสิ่งที่เราขาดนั้นเอง คือทั้งสี่ข้อต้องใส่ใจที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐาน มากกว่าจะใส่ใจกับการตัดสินผู้อื่น คำพูดที่เราจะพูดออกไปจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกตัวบ้างไหมว่าทำให้เราโกรธคือแทนที่เราจะไปใส่ใจตรงนั้นเนี่ยให้เปลี่ยนกลับมาใจตรงนั้นให้เปลี่ยนกลับมาใส่ใจ จริงๆ แล้วเราต้องการให้อีกฝ่ายตอบสนองอะไรเราจึงจะเกิดความพอใจกันทั้งสองฝ่ายนั่นเอง (ความต้องการพื้นฐานที่ว่ามันคืออะไรค่ะ)  ก็คือว่าสิ่งที่จะช่วยให้เราฟังผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง เช่น ความเคารพ และเข้าใจผู้อื่น และก็การเอื้ออาทรความเกื้อกูลของอีกฝ่ายหนึ่ง  (เป็นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เราต้องการเค้า เค้าก็ต้องการเราด้วย) แล้วก็ไปวิเคราะห์ว่าจริงๆแล้วที่เราโกรธเราขาดอะไร หรือเค้าไม่ได้ทำไรให้เราต้องการแล้วเกิดไม่ตอบสนองเป็นเรื่องงานก็ได้ของเรื่องของความสำคัญก็ได้ ความคาดหวังก็ได้ แล้วเราไม่ได้พูดกัน  (แล้วถ้าเกิดเรามาคิดถึงความต้องการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนต้องการก็อาจจะเข้าใจเค้ามากขึ้นด้วยซ้ำนะค่ะ) ก็จะทำให้เกิดความกรุณาความปราณี

      6. ต้องเริ่มกระทำในสิ่งที่จะบรรลุความต้องการ เมื่อเราโกรธเราก็ต้องหาว่าเราจะทำอะไรเพื่อบรรลุถึงความต้องการ  (เราโกรธเมื่อไม่ได้สิ่งที่เราต้องการ เอาความโกรธเป็นประเด็น เอาสิ่งที่ต้องการเป็นประเด็น)

     7. คิดหาคำขอร้องที่ชัดเจน  คือเป็นการเปลี่ยนแปลงอารมณ์โกรธให้กลายเป็นขั้นชองการเรียนรู้ในสิ่งที่เป็นไปได้จริงแล้วเค้าก็ตอบสนองเราได้จริง

     8. ต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของอีกฝ่าย  การที่จะสื่อสารกันรู้เรื่องเราต้องเข้าใจอีกฝ่ายด้วยจริงๆ แล้วเค้าต้องการการตอบสนองอะไรบ้าง ไม่ใช่ว่าเราคิดอย่างเดียวแล้วเราจะตอบสนองอะไรบ้างไม่ได้ไปฟังเค้าเลย เพราะฉะนั้นหูของเราอย่าไปฟังเสียงที่เราโกรธวิเคราะห์ให้ลึกว่าจริงๆ แล้วเค้าอยากได้อะไร

     9. ใครจะพูดก่อน  เมื่อเรามองทุกอย่างแล้วให้เราเป็นคนตัดสินใจว่าใครจะพูดก่อนตัวเราหรือตัวเค้า  เราลองคิดดูว่าใครทุกข์มากกว่าใคร แล้วใครกระจ่างชัดมากกว่ากัน ถ้าเราเปิดโอกาสให้คนที่มีความกระจ่างชัดมากกว่าก็จะทำให้การสื่อสารไม่ล้มเหลว เหมือนกับมีความชัดเจนแต่เค้ายังทุกข์อยู่เลย เราไม่ทุกข์แล้วเพราะเราวิเคราะห์ออกหมดแล้ว  คาดคะเนความรู้สึกของอีกฝ่ายหมดแล้วเพราะเรามองว่าเค้าอยากได้อะไรเราลิสต์ความรู้สึกของเค้าได้ด้วย เราตั้งชื่อความรู้สึกของเค้าได้ ตอนนี้เค้ากำลังกลัว เค้ากำลังสับสน เค้ากำลังนู่น นี่ นั่น เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นถ้าคนอย่างเราที่มีความกระจ่างชัดมากว่าไปฟังคนที่เค้าทุกมากกว่าเรา เค้ายังจมความทุกอยู่เลย  และที่สำคัญขั้นสุดท้าย

     10. เริ่มต้นสนทนา (เข้าใจแล้วนับ 1-10 เวลาโกรธเป็นแบบนี้นี่เอง ไม่ใช่แค่นับตัวเลข แต่นับแล้วก็มีเรื่องราวในแต่ละตัวเลขไปด้วยว่าเราจะค้นหาโกรธ ความต้องการของตัวเอง ความต้องการของเค้าแล้วมาสรุปด้วยการสื่อสารอย่างสันติอย่างไร)

      ขั้นสุดท้ายก็คือการเริ่มต้นสนทนา ก่อนจะเริ่มต้นสนทนาให้นึกสามข้อ ข้อที่หนึ่งเราต้องการอะไร ข้อที่สองอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกอะไรต้องการอะไร ข้อสามเราต้องการให้เกิดผลอย่างไรในขั้นต่อไป นั่นแหละมันจะกรองคำพูดของเราเพราะถ้าเราไม่คิดข้อที่สามถ้าเราโพ่งออกไปทะเลาะกันเลย แยกกันไปเลย เสียหายกัน ล้มเหลวกัน แล้วก็มานั่งเสียใจทีหลัง เพราะเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราพูดทำและผลที่จะเกิดตามมาเกิดจะคำพูดจากการกระทำของเรานั่นเอง ฉะนั้นเมื่อชัดเจนแล้ว คิดก่อนว่าจะพูดอะไรและไม่พูดอะไร เมื่ออีกฝ่ายได้แสดงความรู้สึกออกมา เช่น คุณมันเห็นแกตัว คุณมันคิดถึงแต่ตัวเอง แล้วก็กล่าวโทษเราออกมา แปลว่าอีกฝ่ายเค้าข้ามขั้นตอนไปสู่ขั้นตอนพูดเลยโดยไม่ได้ผ่านขั้นตอนกลั่นกลอง

     เพราะฉะนั้นเราต้องทำอย่างไรรู้ไหมคับ (เราต้องไม่หลุดค่ะ) ไม่หลุดเราต้องนั่งนิ่งๆ วิเคราะห์เอาความรู้สึกออกมาเลย อ๋อ คุณรู้สึกกังวล คุณรู้สึกขอความเห็นใจ คุณรู้สึกอยากได้ความรัก คุณรู้สึกอยากได้ความจริงใจ เขียนเป็นความรู้สึกของออีกฝ่ายหนึ่งออกมาแล้วก็ฟัง ฟังเสดก็เปิดความต้องการของเราออกมาแล้วเราพยายามพูดในสิ่งที่เรารู้สึกเช่น ผมรู้นะครับคุณต้องการความรักความเอาใจใส่ ต้องการความเห็นใจ แค่นี้ ก็เป็นการทำให้อีกฝ่ายเปิดรับความต้องการของเราเหมือนกับเราเห็นใจเค้า ทำให้เค้าพร้อมที่จะรับฟังความรู้สึกของเราบ้าง ความต้องการของเราบ้าง มันก็จะไม่มีความโกระเหลืออยู่

     เพราะฉะนั้น พูดตั้งหลักอย่างชัดเจนเลย ว่าการเจรจาไม่ใช่จะเอาชนะกันด้วยวิวาทะ แต่เป็นการที่เราจะสร้างสันติร่วมกัน และอีกหนึ่งอย่างที่เน้นย้ำ คือจะขออะไรไม่ขอที่เกินความสามารถที่เค้าทำได้ด้วย  และทั้งหมดนี้เป็นส่วนของทันโลก  ในส่วนของทันธรรมพระอาจารย์ ดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ ท่านจะมีอะไรมาฝากติดตามได้เลยค่ะ
 

     เจริญพร  วันนี้เรามาคุยกันเรื่องว่าเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความเข้าใจความโกรธมีโทษมากๆ เลยนะ พระสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า นตฺถิ โทสสโม กลิ แปลว่าโทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี ขนาดนี้นะ ความโกรธมีโทษมากที่สุดเลยยเนี่ย เราลองสังเกตสิ เวลาคนเราพอโกรธขึ้นมาเนี่ย มันไม่คิดหน้าคิดหลังกันเลยนะ โกรธจัดๆ แล้วเราก็โอโหทำในสิ่งที่เรายังคาดไม่ถึงเลย แล้วพอหลังจากความโกรธคลายไปแล้วเราก้จะมานั่งนึดเสียใจทีหลัง ถ้าจะเปรียบกิเลส 3 ตระกูล คือ

     1. ตระกูลราคะ เกิดง่ายหายช้า โทษน้อย แต่ฟังว่ามีโทษน้อยแล้วอย่าพึ่งคิดว่างั้นหมูๆไม่มีปัญหา คือโดยเปรียบเทียบแล้วเนี่ยมันเป็นอย่างนั้น คือเกิด มันเกิดง่ายคือชายหนุ่มเจอหญิงสาว หญิงสาวเจอชายหนุ่มก็ปิ้งขึ้นมาเกิดได้แล้ว พัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว เกิดง่ายหายช้า มันผูกพันอยู่ในใจ แต่ว่ามีโทษน้อย เทวดาก็ยังมีการชอบในเพศตรงข้ามเลย เทพบุตรชอบเทพธิดา เป็นต้น

     2. โมหะ  หายช้า  โทษเรื้อรัง โมหะนี่ความหลง หายช้า แต่ว่าโทษเป็นโทษแบบเรื้อรัง คำว่าโทษน้อยไม่ค่อยอยากใช้เท่าไหร่ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าไม่เท่าไหร่ จริงๆ หายช้าแต่ว่าโทษแบบเรื้อรัง มันไม่ปุ๊ปปั๊ปขึ้นมาทันที

     3. โทสะ  หายเร็ว  มีโทษมาก โหมขึ้นมาทีโอโหทำอะไรได้สารพัด แต่สักพักเทียบแล้วจะหายเร็วกว่าโมหะ ราคะแต่ว่าระหว่างที่เกิดพลาดทำไรไว้ปั๊ป ต้องรับผลที่เกิดเลย จะเห็นตัวอย่างได้ไปหมด

      ยกตัวอย่างเช่น  มีแม่บ้านสิงค์โปร์ ก็อยู่กินกับสามีมาสิบกว่าปีอายุก็ประมาณ 30 แล้วก้มีคนมาบอกว่าตอนนี้สามีแอบไปมีภรรยาน้อยเจ้าตัวก็ผิดสังเกตแล้วว่าทำไมพ่อบ้านเดี๋ยวนี้กลับบ้านผิดเวลา แล้วเปลี่ยนรถ แต่งตัวดูโฉบเฉี่ยว ดูผิดปกติพอมีคนมาเล่าให้ฟังปั๊ปก็ปิ้งเลยใช่เลย ชัวร์ เท่านั้นเองเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมเอ่ย ไปหาค้อนปอนด์มานะเสร็จเรียบร้อย สามีทำธุรกิจขายรถมือสองอยู่เนี่ย บุกไปเต้นรถสามีไปถึงไม่พูดพร่ามทำเพลง เอาค้อนปอนทุบกระจกหน้ารถทุบกระโปรงเนี่ยลุย 18 คันรวดถึงจะคลาย ต้องลุยอย่างนี้ก่อนค่อยคุยกัน ถ้าเจอสามีปั๊ปอาจจะเอาค้อนปอนทุบหัวเลย

     ฉะนั้น อาจต้องตายไปข้างนึง ฉะนั้นแค่ระบายความโกรธเล่นรถไป 18 คันรวดเลยแต่พอเค้ามาแจ้งความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดประมาณ หกหมื่นเหรียญ หรือประมาณ สองล้าน เจ้าตัวเป็นลม ระหว่างความโกรธไม่คิดหน้าคิดหลังอาระวาดไปก่อน แต่ว่าพอผลเสียหายเกิดขึ้นทีหลังก็เสียใจ คนกำลังโกรธเนี่ยฆ่าคนยังได้เลยนะ ปุ๊ปปั๊ปขึ้นมาบางคนบอกว่าฆ่าบุคคลอันเป็นที่รักอย่างคุณพ่อคุณแม่ถ้าโกรธมากๆ จัดๆ เนี่ยยังทำได้เลยฆ่าตนเองก็ทำได้แล้วแต่ละอย่างก็มานึกเสียใจทีหลังทั้งนั้นแหละ
 
     เราไปดูสิกรณีที่ถูกตำรวจจับนะไม่น้อยเลยเนี่ยเกิดจากความโกรธท่านใช้คำว่าอารมชั่ววูบ หรือคำว่าบรรดารโทสะคดีตำรวจคดีในศาลตรงนี้เลยเนี่ยเกิดบรรดาโทสะเลยทำนั่นทำนี่ขึ้นมาเกิดความเสียหายใหญ่โตแล้วตัวเองก็มานั่งเสียใจทีหลัง

     สมัยเรียนหนังสืออยู่มีเพื่อนที่คณะแพทย์คนนึงพักอยู่หอพักเอกชน วันนึงก็ทราบว่าเพื่อนเกิดเรื่องชกต่อยขึ้นก็เลยถามเค้าว่าเกิดอะไรขึ้นเค้าเลยเลาให้ฟังแบบนี้ว่า เค้าอยู่ที่ตึกหอพักชั้นสามแล้วขึ้นกระไดไปถึงก็ต้องเลี้ยวไป 5-6 ห้องก็จะถึงห้องตัวเองตรงชั้นเดียวกันมีอยู่ครอบครัวนึงภรรยากำลังท้อง พึ่งแต่งงานกันภรรยากำลังตั้งครรภ์แรกแล้วสามีก็ออกเป็นเชิงนักเลงชอบยืนตรงเชิงกระไดกอดหน้าอกแล้วก็มองเค้าเองก็นักกีฬาตัวใหญ่สูงกว่า 180 เค้ามองหน้า เค้าเองก็ 20 เศษๆ เรียนแพทย์เรียนก็เก่งแต่ว่าวัยรุ่นหน่อยๆ มองหน้าเค้าก็มองหน้าคืน จ้องหน้าเค้าก็จ้องหน้าคืนแล้วเค้าก็เดินเลยไปที่ห้องตัวเองปรากฎว่านักเลงคนที่ถูกจ้องหน้าคนนั้นโกรธไปพาพวกมา นิสิตแพทย์ก็พักอยู่สองคนกับพี่ชายในห้องมีคนมาเคาะประตู พอเปิดประตูปั๊ปกำปั้นลอยมาก่อนเลยหนุ่มนักเลงคนนั้นไปพาเพื่อนนักลักบี้ตัวใหญ่อีกสองคนมาสามรุมสอง อีกฝ่ายสองไม่ทันตั้งตัว เข้ามาถึงก็พุบพับเค้าเองก็รีบแหวกหลุดจากห้องเพราะถ้าอยู่ในห้องเสร็จแน่ วิ่งลงมาข้างล่างกำลังยืนงงร้องเรียกคนช่วยพี่ชายก็ถูกยำอยู่ข้างบน แล้วเดี๋ยวพี่ชายก็โซซัดโซเซลงมา สามคนนั้นขับรถปั๊ปก็เฉี่ยวพี่ชายอีกแล้วก็ออกไปเจ้าตัวบอกให้ทางบ้านรู้บ้านอยู่เมืองเพชรบุรีนะ เมืองคนดุยิ่งยุคนั้นละก็มือปืนเมืองเพชรละก็ดังที่เดียว
 

     พ่อแม่ก็โกรธที่ว่าลูกชายสองคนถูกลุมทำร้ายเนี่ยก็แจ้งความตำรวจเสร็จแล้วก็ไปเอาพวกที่เป็นมือปืนมาดูแต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยิงนะแค่มาดู ภรรยาของนักเลงคนนั้นก็นั่งขอร้องๆ ยิ่งมาประเชิญหน้ากันเนี่ยฝ่ายเพชรบุรีนี่ก็มีมือปืนบุคลิกก็บอกตาเหี้ยมๆ นิ่งๆ ดูหน้าดูตาเป็นยังไง ภรรยารู้ว่าอยู่เมืองเพชรเป็นยังไง เค้าก็เข้าไปกราบขอร้องอย่านะอย่าคือถ้าถูกดำเนินคดียังพอสู้แต่ถ้าถูกยิงตายนี่ก็จบเลยเนี่ย สุดท้ายคิดหน้าคิดหลังพอสมควรเพราะลูกก็เรียนหมออีกคนก็เรียนหนังสือด้วยเหมือนกันก็เลยไม่ได้ใช้มือปืน ก็ดำเนินคดีไปปกติจนสุดท้ายหนุ่มนักเลงก็ถูกโทษจำคุกก็เสียอนาคตมีประวัติว่าถูกจำคุกประวัติอาชญากรมันก็เสียทั้งชาติเลย แค่อารมณ์ชั่ววูบนิดเดียวมีคนมองหน้าไม่คิดหน้าคิดหลังพาพวกไปลุมชกเค้าแล้วเนี่ยแล้วลองคิดดูอยู่กันแค่นั้นแล้วเนี่ยจะหนีไปใหนก็รู้จักกันอยู่ตัวเองก็มีภรรยา ภรรยาก็ตั้งท้องอยู่ แต่ตอนเวลาโกรธเค้ามองหน้าตัวเองเท้านี้แหละไม่คิดเลยว่าจะเกิดผลอะไรที่หลังลุยเลยแล้วก็มานึกเสียใจทีหลังมีความทุกข์มีปัญหาอะไรเอยะแยะทำให้ชีวิตลำบาก  

     ในอเมริกามีคนนึงนี่ไม่ได้โกรธใคร ขับรถไปปรากฏว่ารถตายกลางทาง โกรธหงุดหงิดขึ้นมาทำไงไหมเอ่ย โกรธหงุดหงิดขึ้นมาทำไงรู้ไหมเอ่ย อเมริกากฏหมายซื้อปืนได้ง่ายคว้าปืนอาก้าจากในรถมาออกมาจากรถยิงรถตัวเองหมดแม็ก 30 นัด ค่อยสะใจ หายโกรธหน่อยแล้วก็ให้อู่มาลากรถตัวเองไปซ่อมระหว่างรถเสียไปซ่อมก็เจอกระสุนไปสามสิบนัดไม่รู้โดนเครื่องโดนอะไรพรุนขนาดใหนเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา แต่ว่ามันสะใจดี ก็มันโกรธ

     เพราะฉะนั้นจะให้แก้โกรธก็ต้องเอาอาก้าสักแม็กโกรธใครเอ่ยรถมันก็ไม่มีชีวิต รถก็รถของเราพอไปยิงแล้วเนี่ยดีขึ้นตัวเองก็เดือดร้อนจะเอาสะใจอย่างเดียว   พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า โทษใดเสมอด้วยความโกรธไม่มี พวกเราอย่าไปทำนะจริงๆ เชื้อโกรธมีทุกคนยังไม่เกิดกิเลสนะจะตัดความโกรธได้ต้องพระอนาคามีขึ้นไป แต่ว่าเอาว่าอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้อย่าให้ล่วงเลยกว่านั้นไปก็แล้วกัน  

     มีคราวหนึ่งพระอินทร์มาตรัสทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลฆ่าอะไรเสียได้จะนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จะไม่เศร้าโศก พระมหาสมณโคดมทรงทรงเสริมการฆ่าอะไร ถามพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าตอบว่าบุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จะนอนหลับเป็นสุข ถ้าโกรธอยู่นะหลับไม่ลงเลยมันหงุดหงิดพุ่งหร่านไปหมด แต่ถ้าเคลียร์ความโกรธจากใจไปได้หลับสบาย หลับเป็นสุข บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จะไม่เศร้าโศกอาการเผือดใจแห้งใจก็จะหายไป  
     พระอริยะเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญการอันฆ่าความโกรธซึ่งมียอดหวาน มีรากเป็นพิษ แล้วก็จะออกผลมาเป็นความทุกข์ในที่สุด  คือตอนกำลังโกรธได้ทำให้สะใจมันกำลังสะใจ บังอาจนอกใจคว้าค้อนปอนทุบรถไปสิบแปดคันรวด  เนี่ยยอดหวาน มันสะใจทุบโปง ไปทุบอีกคัน หรือว่าโกรธรถตัวเองเป็นไง ไปคว้าอาก้ามายิงสามสิบนัดมันสะใจดี เนี่ยมียอดหวาน มีรากเป็นพิษแล้วก็จะออกผลเป็นความทุก ยังมีปัญหาไรอีกเยอะแยะ

     เพราะฉะนั้นแก้ความโกรธได้ตัดไฟต้นลม ถามว่าจะแก้ยังไงล่ะ เอาหลักง่ายๆ นะ คนที่กำลังโกรธสาเหตุคือว่าไม่ได้ดั่งใจมันผิดหวังทำไมไม่ได้ดั่งใจไม่สมกับที่เราอยากให้เค้าเป็น รถทำไมถึงเสีย สามีทำไมไปมีภรรยาน้อย คนนั้นทำไมมองหน้าพอผิดหวังไม่ได้ดั่งใจก้ลุยเลย คนอยากจะเข้าห้องเข้าไม่ได้มีกำแพงขวางอยู่คว้าค้อนปอนทุบเลยมีปัญหา  

วิธีการแก้คือ

     1. ให้คิดว่าการแก้คืออะไร คนที่ไม่คิดหน้าคิดหลังนะจะแก้ได้ต้องชัดเจนว่าเราต้องการอะไร

     2. อีกฝ่ายเค้าคิดอะไรอยู่ เค้าต้องการอะไร ทำไมเค้าถึงทำแบบนั้น จริงๆ ก็คือรู้เค้ารู้เรา เข้าใจตัวเองแล้วเข้าใจเค้าพอเข้าใจแล้วทำยังไงเราถึงจะไปอยู่จุดนั้นได้ทำยังไงจะให้เค้าปรับแล้วก็จูนความต้องการตรงนั้นได้ยังไงจะเหมือนกับว่าพอเราเจอกำแพงอยู่ไม่ใช่คว้าค้อนปอนทุบแต่มองดูว่าประตูอยู่ตรงใหนการรู้เค้ารู้เราคือกุญแจไขประตูหัวใจ เจอประตูจับลูกบิดแล้วเราจะเข้าห้องได้อย่างสบายๆ ไปนั่งได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องเอาค้อนปอนทุบห้องเลยต้องเข้าใจความเข้าใจตัวเองอย่างชัดเจน จริงๆ เราอยากได้อะไรแล้วที่เราขัดใจจนโกรธคืออะไรกันแน่พอตรึกตรองให้ดีความโกรธเราจะลดทำอย่างนั้นเค้าคิดอะไรเค้าต้องการอะไรแล้วก็จูนเข้ามาหาเราจะพบทางออกในที่สุด เพราะอย่าลืมความจริงอย่างนะ ว่าพวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่เวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนต่อให้เป็นคนชาตินี้เหมือนไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเป็นคู่แค้นกันภพใดภพหนึ่ง ในอดีตเค้าอาจจะเคยเป็น พ่อเรา แม่เรา ลูกเรา บุคคลที่เรารักที่สุดเลยเนี่ย แต่เราลืมไปแล้วเท่านั้นเองนึกอย่างนี้แล้วความปรารถนาดีจะเกิดขึ้นแล้วความรู้สึกอยากจะทำลายก็จะคลายลงให้เราตั้งสติรู้เค้ารู้เราให้ได้ สุดท้ายจะแก้ความโกรธเปลี่ยนเป็นความเข้าใจแล้วสามารถแก้ปัญหาได้อย่างราบรื่นในที่สุด  เจริญพร

รับชมวิดีโอ
 

รับชมคลิปวิดีโอเปลี่ยนความโกรธเป็นความเข้าใจ
ชมวิดีโอเปลี่ยนความโกรธเป็นความเข้าใจ   Download ธรรมะเปลี่ยนความโกรธเป็นความเข้าใจ
 
 

http://goo.gl/6op6Q6


พิมพ์บทความนี้



บทความอื่นๆ ในหมวด

      วันวาเลนไทน์ Valentine’s Day ประวัติและธรรมเนียมปฏิบัติในวันวาเลนไทน์
      ทุกข์โทษภัยของวจีกรรม
      นกน้อยผู้มีจิตเลื่อมใส
      ทำถูกหลักวิชชา นำพาสู่สวรรค์
      Affiliate Marketing ทำอย่างไร
      อารมณ์กับการเกิดโรค
      ฝึกเด็กอย่างไรโตไปไม่โกง
      เศรษฐกิจฐานชีวภาพ
      ล้มแล้วลุก ข้อคิดดีๆ ในการแก้ปัญหาชีวิต
      สรรเสริญพุทธคุณ บุญส่งถึงนิพพาน
      เลิกราอย่างเข้าใจ
      วันมาฆบูชา 2561 ประวัติความสำคัญ กิจกรรมวันมาฆบูชา
      การเดินทางไปสู่ปรโลก



งานบุญวันคุ้มครองโลก

   ค้นหา บทความธรรม    

  ฝันในฝันวิทยา
  สารพันธรรมะ
  ปกิณกธรรม
  ผลการปฏิบัติธรรม
  โครงการฟื้นฟูศีลธรรมโลก
  ธรรมะบันเทิง
  ข่าว
  ข่าวประชาสัมพันธ์
  ข่าวบุญฝากประกาศ
  DMC NEWS
  ข่าวรอบโลก
  กิจกรรมเว็บ dmc.tv
  Scoop - Review DMC
  เรื่องเด่นทันเหตุการณ์
  Review รายการ DMC
  หนังสือธรรมะ
  ธรรมะเพื่อประชาชน
  ที่นี่มีคำตอบ
  หลวงพ่อตอบปัญหา
  อยู่ในบุญ
  สุขภาพนักสร้างบารมี
  นิทานชาดก
  CaseStudy กฎแห่งกรรม
  กฎแห่งกรรม
  เรื่องราวชีวิต
  เหลือเชื่อแต่จริง
  อุทาหรณ์สอนใจ
  ฮอตฮิต...ติดดาว
  วิบากกรรม...ทำให้ทุกข์
  บุญเกื้อหนุน
  ปรโลกนิวส์
  ธรรมะและสมาธิ
  พุทธประวัติ
  สมาธิ
  ผลการปฏิบัติธรรมนานาชาติ
  ทศชาติชาดก
  พุทธประวัติและวันสำคัญ
  บทสวดมนต์
  ศัพท์ธรรมะ ภาษาอังกฤษ
  มหาปูชนียาจารย์
  อานุภาพมหาปูชนียาจารย์
  ประวัติ
  กิจกรรม
  ธุดงค์สถาปนาเส้นทางมหาปูชนียาจารย์
  About DMC
  เกี่ยวกับ DMC
  DMC GUIDE
  มือถือ Mobile
  คู่มือเว็บ www.dmc.tv
  มาวัดพระธรรมกาย
   ค้นหา บทความธรรม    

ธรรมะที่เกี่ยวข้อง - Related
ปฏิทินวันพระ
ปฏิทินวันพระ

ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
ธุดงค์แก้ว ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว

ปฏิบัติธรรมสมาธิแก้ว
บวชนานาชาติ

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ตารางตักบาตรพระทั่วไทย

ตารางตักบาตรทั่วไทย
ศึกษาธรรมะทางไกล DOU

บวชพระ
สมัครบวชพระ

ค่ายปิดเทอม
ค่ายปิดเทอม

ธรรมะเพื่อประชาชน
ธรรมะเพื่อประชาชน

พุทธประวัติ
พุทธประวัติ

พุทธสุภาษิต
พุทธสุภาษิต

พระไตรปิฎก
พระไตรปิฎก

เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก
เคล็ดลับสุขภาพจากพระไตรปิฎก

พระศรีอริยเมตไตรย์
พระศรีอริยเมตไตรย์

สามเณรอรหันต์
สามเณรอรหันต์

ธรรมกาย
ธรรมกาย

บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล
บทสวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พร้อมคำแปล

วัดในพระพุทธศาสนา
วัดในพระพุทธศาสนา

โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข
โครงการหมู่บ้านศีล 5 ประชาเป็นสุข

ความดีพื้นฐานสากล 5 ประการ
ความดีสากล 5 ประการ

สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา
สื่อการเรียนรู้พระพุทธศาสนา

ร้านหนังสือออนไลน์
ร้านหนังสือออนไลน์

Social Network กับงานพระพุทธศาสนา
Facebook Fanpage


รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนาบนสังคมออนไลน์
รับแจ้งข่าวภัยพระพุทธศาสนา
บนสังคมออนไลน์ (Social Network)

สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย
สื่อประกาศขอขมาต่อวัดพระธรรมกาย


สมัครเป็นอาสาสมัคร
สมัครเป็นอาสาสมัคร