จากเหตุการณ์ระเบิด 8 จุดกลางกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทำให้ระบบการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญและการเฝ้าระวังการก่อวินาศกรรมและอาชญากรรมในเขตชุมชนเมืองใหญ่มีการพูดถึงกันมากขึ้น

รวมทั้งระบบ "กล้องวงจรปิด" สำหรับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เพราะหลายคนมองว่าจะสามารถนำมาคลี่คลายคดีต่างๆ และจับกุมคนร้ายได้อย่างไม่ผิดพลาด

"สุวิช จิตรเกษมสุข" กรรมการผู้จัดการ (เอ็มดี) บริษัทดิจิตอลคอม ผู้แทนจำหน่ายกล้องวงจรปิดยี่ห้อ Axis ให้ความรู้ถึงลักษณะและประสิทธิภาพของกล้องวงจรปิดสมัยใหม่ว่า

ระบบกล้องวงจรปิดสำหรับการรักษาความปลอดภัยในเขตชุมชน (Nextwork Video City Surveillance System) เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยดำเนินการในระบบป้องกันและรักษาความปลอดภัย เช่น การตรวจจับ ตรวจตรา หรืออำนวยความสะดวกในการควบคุมงานด้านการจราจร เฝ้าระวังการเกิดอาชญากรรม ตรวจสอบและติดตามเหตุการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้น และตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนหลังได้ด้วย

สำหรับกล้องวงจรปิดที่ถือว่าไฮเทคและมีคุณภาพสูง ณ วันนี้ คือ กล้องระบบ "IP Camera" (ไอพี คาเมร่า) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และมีประสิทธิภาพเหนือกว่ากล้องวงจรปิดแบบเก่า (CCTV) หลายเท่าตัว




เอ็มดีบริษัทดิจิตอลคอม กล่าวว่า จุดเด่นของกล้องวงจรปิดแบบ IP Camera คือเรื่องของการทำงานที่มีพื้นฐานอยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (เน็ตเวิร์ก) ซึ่งจะช่วยในการเชื่อมต่ออุปกรณ์กล้อง IP Camera ที่ขยายได้อย่างไม่จำกัด

ปัจจุบัน เราสามารถดูภาพจากกล้องผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ ทำให้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนในโลก เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็กลับเข้ามาดูภาพจากกล้องได้ อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนกล้อง หรือเปลี่ยนจุดติดตั้งก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ ยังมีกล้อง IP Camera ที่สนับสนุนการทำงานแบบ "ไร้สาย" อีกด้วย จึงทำให้ง่ายต่อการติดตั้งใช้งานยิ่งขึ้น

การที่กล้อง IP Camera ทำงานบนระบบเครือข่ายนั้นมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของตัวกล้อง เพราะระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั้นสื่อสารกันด้วยระบบสัญญาณดิจิตอล

ดังนั้น ถ้าไม่รู้รหัสผ่านของกล้อง ก็ไม่สามารถเข้าไปดูภาพจากกล้องได้เด็ดขาด



ข้อดีอีกประการของระบบกล้อง IP Camera ได้แก่ การใช้งานสำหรับระบบรักษาความปลอดภัยในยุคที่เครือข่ายการสื่อสารเข้าสู่ "ยุคที่ 3" (3จี)

หมายความว่า ระบบกล้อง IP Camera ในยุค 3 จีไม่ได้เป็นเพียงแค่การบันทึกภาพเหมือนกับกล้อง CCTV ทั่วๆ ไปอีกแล้ว แต่ยังช่วยในเรื่องของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยการเชื่อมต่อข้อมูลจากกล้องเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ได้

เช่น การเชื่อมต่อกับระบบตรวจจับควันและเตือนภัยไฟไหม้

โดยระบบต่างๆ จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับระบบกล้อง IP Camera แล้วควบคุมผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียว อีกทั้งยังสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

นอกจากนั้น เรายังสามารถกำหนดให้ส่งกล้องและระบบคอมพิวเตอร์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยต่างๆ ผ่านอีเมล์ หรือเอสเอ็มเอสมือถือได้ด้วย ทำให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำได้รวดเร็วทันท่วงที

ไม่ใช่พอเกิดเหตุการณ์ไปแล้วถึงมานั่งดูภาพที่บันทึกไว้ ซึ่งบางครั้งแก้ไขอะไรไม่ได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม สุวิชยอมรับว่า จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของกล้อง IP Camera ก็คือ ผู้ใช้จำเป็นต้องศึกษาความรู้เพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องนี้อาจจะยากพอสมควรช่วงเริ่มต้น และต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม ทำให้บางคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดกล้อง IP Camera คุณภาพสูงบางรุ่นถึงมีราคาสูงกว่า CCTV มาก



สำหรับผลตอบรับจากลูกค้าที่ซื้อระบบกล้องวงจรปิด IP Camera จากดิจิตอลคอมไปใช้นั้น สุวิชบอกว่า ออกมาดี

โดยลูกค้าที่ผ่านมา เช่น ร้านวัตสันตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ, พื้นที่บางเขตของกทม., เทศบาล จ.เชียงราย และเทศบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งใช้รักษาความปลอดภัยและดูแลการจราจร, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในส่วนของพื้นที่ขนส่งสินค้า Cargo Free Zone

"คงจะขอสรุปไว้สั้นๆ ว่า สิ่งที่เราเคยใช้ได้ดีในอดีตนั้น บัจจุบันมันอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว...

"อยากให้กลับมาลองคิดดูว่าระบบรักษาความปลอดภัยนั้นมันสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบใหม่ๆ ได้ทันท่วงทีไหม เพราะว่าปัจจุบันภัยคุกคามต่างๆ ก็ได้พัฒนารูปแบบไปต่างๆ นานา และเราเตรียมพร้อมพอหรือยังที่จะป้องกัน" สุวิชระบุ 
 
 
 
 
ที่มา-
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

บทความที่เกี่ยวข้อง