พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ภีตสูตร ว่า
เอเตสุ ธมฺเมสุ ฐิโต จตูสุ ธมฺเม ฐิโต ปรโลกํ น ภาเยติ
ผู้อยู่ครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้ถ้อยคำของผู้ขอ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่าง ชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก"
การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถือเป็นเรื่องปกติของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นธรรมประจำโลก เพราะโลกนี้ตกอยู่ในสามัญลักษณะ ๓ ประการ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา พรหม หรืออรูปพรหม ตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อถึงขีดถึงคราวที่สรีระร่างกายใช้การไม่ได้ เหมือนรถที่ใช้งานมาเป็นเวลานาน ครั้นหมดอายุการใช้งาน ก็จำเป็นต้องทิ้งไป เพื่อใช้คันใหม่ที่ดีกว่าเดิม สังขารร่างกายก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องทอดทิ้งร่างที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ซึ่งมีความแก่ชราความเสื่อมสลายใช้การไม่ได้นี้ ไปแสวงหารูปกายใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า ก่อนตายได้สั่งสมบุญหรือบาปไว้มากกว่ากัน ถ้าบุญมากก็ได้รูปกายใหม่ที่ละเอียดประณีตกว่าเดิม หากสั่งสมอกุศลกรรมไว้มาก อายตนะของบาปจะดึงดูดไปสู่อบายภูมิ ลงไปสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่าเดิม
พระพุทธองค์ทรงสอนให้เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน มีใจสูงสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ ซึ่งแปลว่า ผู้มีใจสูงมีใจประเสริฐ จิตใจจะสูงได้ต้องมีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยินดีในการให้มากกว่าการรับ ใครมีปัญหาอะไรพอที่เราจะช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือกันไป ไม่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว มีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ เมื่อดำรงมั่นอยู่ในธรรมเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่ต้องกลัวปรโลก เพราะเมื่อละโลก ต้องไปเสวยสุขในสุคติโลกสวรรค์อย่างแน่นอน
*เหมือนในสมัยของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ชื่อ ฉฬภังคะ มีลูกศิษย์ ๑,๘๐๐ คน ท่านได้สั่งสอนลูกศิษย์ให้บำเพ็ญเมตตาภาวนา จะได้ไปสู่พรหมโลก วันหนึ่ง ขณะที่อาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำ ท่านได้มองเห็นพระสงฆ์หมู่ใหญ่ กำลังเดินข้ามแม่น้ำภาคีรสี แม่น้ำไม่ลึกจนเกินไป แต่ก็ทำให้เหล่าภิกษุต้องลำบากในการเดินข้าม ซึ่งพระภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีเสขิยวัตรงดงามน่าเลื่อมใส ไม่คะนองมือคะนองเท้า ท่านจึงเกิดความเลื่อมใส เกิดกุศลศรัทธาอยากจะทำบุญ ด้วยการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำนั้น
เมื่อคิดเช่นนั้น ท่านได้บอกข่าวบุญให้กับลูกศิษย์ทั้งหมดว่า อยากจะสร้างสะพานถวายแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระสงฆ์จะได้เดินทางข้ามลำธารได้อย่างสะดวกสบาย อานิสงส์แห่งการถวายสะพานข้ามแม่น้ำนี้ จะได้เป็นพลวปัจจัยให้ข้ามพ้นทุกข์ในสังสารวัฏได้ เมื่อลูกศิษย์ทั้งหลายได้ยินข่าวบุญแล้ว เกิดจิตศรัทธา ต่างสละทรัพย์คนละ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง เต็มกำลังศรัทธาของตน และพากันไปจ้างช่างให้มาสร้างสะพานขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เวลาสร้างไม่กี่เดือนก็สำเร็จ
หลังจากสร้างสะพานแล้ว พราหมณ์พร้อมด้วยบริวาร ถือโอกาสเดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการด้วยความเคารพนอบน้อม พลางกราบทูลถึงความตั้งใจในการสร้างสะพานถวายเป็นสังฆทานว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สละทรัพย์หลาย พันกหาปณะ พร้อมทั้งบอกข่าวบุญแก่พวกพ้องบริวาร ให้มาร่วมกันสร้างสะพาน บัดนี้สะพานข้ามลำธารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ได้โปรดทรงรับเป็นสังฆทาน พร้อมด้วยไทยธรรมเหล่านี้ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"
เมื่อบังเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก ยานพาหนะที่ตกแต่งดีแล้วจักบังเกิดขึ้น ม้าสินธพ ๑,๐๐๐ เป็นพาหนะที่มีกำลังวิ่งเร็วดุจลม จักคอยรับใช้ทั้งเช้าเย็น นับจากกัปนี้ไปอีกหนึ่งแสนกัป พระบรมศาสดาพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิตแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักได้นิพพานอันเกษม"
เราจะเห็นว่า ผู้ที่สั่งสมบุญไว้มาก ย่อมไม่หวาดกลัวต่อความตาย กลัวอย่างเดียว คือ กลัวว่าจะไม่ได้สร้างบุญ เพราะรู้ว่าบุญยังประโยชน์ให้ได้สมบูรณ์ในทุกสิ่งของชีวิต เมื่อมีบุญมากแล้ว แม้ต้องจากโลกนี้ไปสู่ปรโลก ย่อมเวียนวนอยู่ในสุคติโลกสวรรค์อย่างเดียว เหมือนอย่างพราหมณ์ในเรื่องนี้
พวกเราต้องทำบุญบ่อยๆ อย่าชะล่าใจว่า เราทำมามากแล้ว เราต้องไม่ประมาท ต้องสั่งสมบุญทุกชนิด บุญเล็กบุญน้อยบุญใหญ่ ทำไปทุกๆ บุญ อย่าให้ขาดแม้แต่ครั้งเดียว สิ่งอะไรที่เป็นบุญเป็นกุศล ให้รีบทำทันทีโดยไม่ลังเล ให้ดีใจเถิดว่า นั่นแหละจะเป็นสมบัติใหญ่ติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม เราจะได้ไม่ต้องไปหวาดกลัวต่อปรโลกต่อมรณภัย เพราะชีวิตหลังความตายจะต้องไปสู่สุคติภูมิอย่างแน่นอน ดวยเหตุที่ได้สั่งสมบุญบารมีไว้อย่างดีกันทุกคน













