แต่เมื่อใดบาปเผล็ดผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นบาปว่าชั่ว
ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดเวลาที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรมดี ว่าดี
อายตนนิพพานเป็นธรรมธาตุที่เปี่ยมไปด้วยบรมสุขอันเป็นอมตะ เต็มไปด้วยกายธรรมอรหัตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในแต่ละภพแต่ละชาติ ต่างมีเป้าหมายที่จะเข้าถึงนิพพาน แต่ถูกอวิชชามาห่อหุ้มดวงจิต ปิดบังเห็น จำ คิด รู้ ทำให้ลืมเลือนเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ผู้ที่มีใจบริสุทธิ์ ที่เกิดจากการหยุดนิ่ง จึงจะสามารถเข้าไปรู้เห็นความเป็นจริงในฉากหลังของชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เราน่าศึกษาค้นคว้า และเข้าไปให้ถึงกันทุกคน
มีวาระแห่งพระบาลีที่ปรากฏใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ความว่า
ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ ปาปานิ ปสฺสติ
ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ
ได้ดี เนื่องจากเราเกิดความรู้สึกว่า รอไม่ไหว อย่าไปคิดอย่างนั้น เพียงแค่เราตั้งใจมั่น มีศรัทธาที่ไม่คลอนแคลน ทุ่มหัวใจสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เราย่อมได้รับอานิสงส์นั้นอย่างแน่นอน และเมื่อไรบุญส่งผล เราจะมีแต่ความปีติ อิ่มอกอิ่มใจอย่างไม่มีประมาณ
*เหมือนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๙๔ กัป ที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวการสร้างบารมีของนักบุญท่านหนึ่ง ซึ่งในภพชาติสุดท้ายท่านมีชื่อว่า มธุปิณฑิกเถระ ในอดีตท่านได้สร้างบุญพิเศษ ทำให้ได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ตลอดระยะเวลาที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ในกัปที่ ๙๔ ที่ผ่านมานั้น เป็นยุคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในยุคนี้เป็นช่วง เวลาที่มนุษย์มีอายุยืนถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะตรัสรู้ในยุคของมนุษย์ที่มีอายุตั้งแต่แสนปีลงมา บางพระองค์ ๙๐,๐๐๐ ปี บางพระองค์ ๘๐,๐๐๐ ปี ไล่เรื่อยลงมา ต่ำสุดคือ ในยุคที่มนุษย์มีอายุ ๑๐๐ ปี ดังเช่นในยุคของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา หากต่ำกว่านั้นมนุษย์จะมีทิฏฐิมานะมาก จะสอนยาก ในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ มนุษย์มีอายุยืนถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระองค์ได้ประสูติในตระกูลกษัตริย์ ทรงอยู่ครองเรือนถึงหมื่นปีจึงทรงออกผนวชด้วยราชพาหนะคือ วอทอง บำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือน ก็ทรงตรัสรู้ธรรม
หลังจากตรัสรู้แล้ว พระสิทธัตถพุทธเจ้า ทรงเสด็จจาริกประกาศพระสัทธรรมตามแว่นแคว้นต่างๆ ทรงยังสรรพสัตว์ทั้งหลายให้บรรลุธรรมตามเป็นอันมาก ทำให้กิตติศัพท์ของพระองค์แผ่ขยายไปทั่วชมพูทวีป มหาชนผู้ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ ต่างพากันไปฟังธรรมไม่ขาดสาย เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึงเมืองใด มหาชนในเมืองนั้นจะพากันมาประชุม เพื่อถวายบังคมและฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ในยุคนั้นพระสัทธรรมรุ่งเรืองมาก มีพระอริยบุคคลเกิดขึ้นในโลกนับไม่ถ้วน
พระมธุปิณฑิกเถระ ได้ถือกำเนิดในครอบครัวนายพราน อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ มีอาชีพล่าสัตว์ทำปาณาติบาต เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แม้นายพรานจะอยู่ในป่า แต่ก็ได้ยินกิตติศัพท์ของพระบรมศาสดาอยู่เนืองๆ ทำให้คิดเสมอว่า พระบรมศาสดาพระองค์นี้ต้องเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดในโลกอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดาย ที่ยังไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐ แม้โอกาสที่ดียังมาไม่ถึง แต่ในหัวใจท่านเกิดความเลื่อมใส พระบรมศาสดา ได้แต่อธิษฐานในใจเพียงลำพังว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตเรา ขอให้ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ได้สร้างบุญกับพระองค์สักครั้งหนึ่งเถิด คิดเช่นนี้จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร
ท่านกระวีกระวาดรีบเดินเข้าไปหา ก้มกราบถวายบังคมด้วยความปีติเลื่อมใสพลางทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นานหนอ...กว่าจะได้พบพระพุทธองค์" ก้มกราบแล้วกราบอีก ครั้นมองดูตนเอง คิดว่าเรานี้ทำกรรมหยาบช้ามายาวนาน ไม่มีโอกาส ได้สร้างบุญเลย วันนี้โอกาสดีมาถึง เราควรที่จะเอาบุญใหญ่สักครั้ง ท่ามกลางป่าใหญ่ พรานมองไปรอบๆ ทิศ เพื่อจะหาไทยธรรมมาถวาย ไม่พบอะไรเลยในบริเวณใกล้เคียง จึงน้อมนำน้ำผึ้งที่หามาได้พลางน้อมถวายด้วยความเคารพยิ่งนัก
ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่สองภพภูมิ จนมาถึงในสมัยพุทธกาล ได้บังเกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ในที่สุดก็ออกบวช ท่านบำเพ็ญเพียรไม่นาน ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ จึงย้อนดู บุพกรรมในอดีตของตน ท่านเกิดโสมนัสถึงกับเปล่งอุทานว่า
"เราได้ถวายน้ำผึ้งแด่พระศาสดาผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ เรามีใจผ่องใส ถวายบังคมที่พระบาทด้วยเศียรเกล้า ในกัปที่ ๓๔ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สุทัสสนะ ถึง ๔ ครั้ง ในกาลไหนๆ น้ำผึ้งออกจากรากไม้ ไหลลงในโภชนาหารของเรา ฝนน้ำผึ้งก็ตกลง ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราไม่ไปสู่ทุคติเลย ภพชาตินี้เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษทั้งหลายแล้ว"
จะเห็นว่าเราสร้างบุญหยาบๆ อย่างไร ผลที่เป็นทั้งของทิพย์และของมนุษย์ เราจะได้อย่างนั้น แต่ละเอียดประณีตกว่าที่เราทำมาก นี่เป็นอานุภาพแห่งบุญที่เกิดจากการทำบุญถูกทักขิไณยบุคคล เราทำอย่างไรย่อมได้ผลอย่างนั้น วันใดที่เราเห็นผลบุญที่บังเกิดขึ้น ในใจจะมีแต่ความปีติเบิกบาน แม้ตอนนี้เรายังไม่ได้รับผลบุญนั้นเต็มที่ ก็ไม่ควรท้อถอย ต้องเชื่อมั่นในบุญ เพราะบุญย่อมไม่ทอดทิ้งผู้ที่สร้างบุญอย่างแน่นอน และจะติดตามตัวเราไปในทุกที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ ขอให้เราเชื่อมั่น และสร้างบารมีกันต่อไป














