จากตอนที่แล้ว มโหสถกุมารรับท่อนไม้จากมือบิดา พลางคิดในใจว่า น่าแปลก เรื่องธรรมดาเพียงเท่านี้ พระราชาทรงอยากจะทราบคำตอบไปทำไม จะว่าเพื่อพระราชกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็มิน่าจะใช่ เห็นทีพระองค์คงทรงอยากจะทดลองปัญญาของเราเป็นแน่ จึงได้ผูกปมปริศนานี้ส่งมา
เพียงมโหสถได้จับท่อนไม้ตะเคียนเท่านั้น ก็รู้ได้ทันทีว่า ทางไหนเป็นโคน ทางไหนเป็นปลาย แต่เพื่อจะให้มหาชนได้ประจักษ์ด้วยสายตาของตนเอง จึงให้คนนำภาชนะมาใบหนึ่งใส่น้ำจนเต็ม กับเชือกเส้นหนึ่งครั้นแล้วมโหสถก็เอาเชือกผูกตรงกึ่งกลางท่อนไม้ ไม่ให้ล้ำให้เหลื่อมไปข้างใด ถือปลายเชือกข้างหนึ่งไว้ จากนั้นจึงค่อยๆหย่อนท่อนไม้ลงบนผิวน้ำในถาดนั้น ไม้ท่อนนั้นแทนที่จะจมลงไปในน้ำเท่ากัน กลับกลายเป็นว่า ข้างหนึ่งจมลงไปมากกว่าอีกข้างหนึ่ง
เมื่อเห็นดังนี้แล้ว มโหสถกุมารจึงชี้บอกมหาชนในที่นั้น ให้สังเกตดูลักษณะการจมลงของท่อนไม้ แล้วแถลงให้ทุกคนทราบว่า โดยปกติต้นไม้นั้น ส่วนโคนย่อมเกิดก่อนส่วนปลาย สิ่งที่เกิดก่อน ก็ย่อมเจริญก่อน ดังนั้น เนื้อไม้ส่วนโคนจึงมีความแน่น และแข็งกว่า จึงมีน้ำหนักมากกว่า
พอมาถึงตอนนี้ มหาชนก็พากันร้องอ๋อ...ด้วยความยินดี ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนนี้พวกเราก็ทราบคำตอบแล้วล่ะ ทุกคนต่างอัศจรรย์ใจในการคลายปมปริศนาของมโหสถ ได้กล่าวสรรเสริญมโหสถกุมารอย่างสนั่นหวั่นไหว แล้วก็รีบส่งคนไปกราบทูลรายงานพระราชาในทันทีในเวลานั้น พระเจ้าวิเทหราชกำลังเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่ท้องพระโรงพระที่นั่งมหาปราสาท ครั้นทรงทราบจากราชองครักษ์ประจำพระองค์ว่า มีชาวปาจีนยวมัชฌคามมาขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วน พระองค์ก็รับสั่งให้นำตัวเข้ามาได้ทันที
“เจ้าน่ะรึ ที่มาจากปาจีนยวมัชฌคาม” พระองค์มีพระดำรัสถาม
บุรุษผู้เป็นตัวแทนของชาวปาจีนยวมัชฌคามรีบกราบทูลว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้ามาจากปาจีนยวมัชฌคาม พระพุทธเจ้าข้า”
“เจ้ามีธุระอันใดกันเล่า” ท้าวเธอตรัสซัก
“ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้าฯ ตามที่พระองค์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ชาวปาจีนยวมัชฌคาม ช่วยกันวิเคราะห์ท่อนไม้ตะเคียนนั้น บัดนี้พวกข้าพระบาททราบคำตอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วพระเจ้าข้า” เขาตอบด้วยท่าทีมั่นใจ
“หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นเพียงตัวแทนของชาวปาจีนยวมัชฌคามเท่านั้น”
“แล้วถ้าเช่นนั้น ใครเป็นผู้ไขปริศนานี้”
จากนั้นจึงมีรับสั่งกับเขาว่า “เจ้าจงกลับไปบอกประชาชนชาวปาจีนยวมัชฌคามของเราว่า เราขอขอบใจสำหรับคำตอบที่ได้ในครั้งนี้ และปรารถนาจะได้ฟังคำตอบในโอกาสต่อไปอีก เอาล่ะ หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว เจ้ากลับไปได้”
รับสั่งดังนี้แล้ว ก็ให้นำตัวบุรุษนั้นออกไป ทรงผันพระพักตร์ไปทางท่านเสนกะ ตรัสพลางแย้มพระสรวลไปด้วยว่า “นั่นยังไงละท่านอาจารย์ อย่างไรเสียมโหสถก็ต้องรู้” ทรงรับสั่งเพียงเท่านี้ แล้วก็ปรึกษาหารือท่านเสนกะ ถึงแผนการที่จะทดลองปัญญาของ มโหสถในครั้งต่อไป
นับแต่นั้นมา พระเจ้าวิเทหราชก็ได้ผูกปัญหาส่งไปทดสอบชาวปาจีนยวมัชฌคามอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด ทั้งนี้ทรงมีพระราชประสงค์จะวัดปัญญานุภาพของมโหสถบัณฑิตแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่ครั้นจะทรงส่งปัญหาไปถึงมโหสถโดยตรง ก็เกรงว่าจะเป็นการจำเพาะเจาะจงจนเกินไปชาวบ้านทุกคนพยายามคิดหาหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย แต่แล้วก็จนปัญญาเช่นเคย ยังมองไม่เห็นว่ากะโหลกทั้งสองจะแตกต่างกันตรงไหน จึงพากันไปปรึกษามโหสถ
ในที่สุดก็ได้รับคำตอบว่า กะโหลกที่มีรอยประสานตรงกลางเป็นแสก คือกะโหลกของบุรุษ ส่วนกะโหลกของสตรี จะสังเกตได้ว่ารอยแสกนั้นจะคด ไม่ตรงเหมือนอย่างกะโหลกบุรุษ
แต่ถึงกระนั้น มโหสถก็ยังสามารถแยกแยะได้อีกว่า งูตัวผู้นัยน์ตาโต หัวและหางใหญ่ มีลวดลายบนลำตัวต่อเนื่องกัน ส่วนงูตัวเมียนั้น หัวและลำตัวเรียว หางเล็ก นัยน์ตาเล็ก ลวดลายบนลำตัวขาด ไม่ต่อเนื่องกัน
















