เป็นผู้ควรแก่การนับถือของบุตรและเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร
ผู้ใดได้เข้าถึงไตรสรณคมน์ เช่นพระอริยเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้นั้นนับว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า พ่อแม่เป็นประดุจพระอรหันต์ในบ้าน สิ่งที่จะยังความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่เป็นพ่อแม่มากที่สุด คือ การมีลูกเป็นคนดี ถ้าได้ลูกดี และมีความกตัญญูกตเวที พ่อแม่จะมีแต่ความปลื้มปีติ เป็นสุขใจ แต่การที่ลูกจะเป็นคนดีที่แท้จริงได้นั้น พ่อแม่จะต้องอบรมพร่ำสอน และปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่ลูก ตลอดจนเป็นต้นแบบของลูกในการบำเพ็ญทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา
มีพระบาลีในขุททกนิกาย ชาดก สัตตตินิบาต ว่า
มารดาบิดา ท่านว่าเป็นพรหม เป็นบุรพาจารย์ เป็นผู้ควรแก่การนับถือของบุตรและเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร"
การเลี้ยงลูกด้วยวิธีดังกล่าวนี้ เป็นวิธีที่จะทำให้ลูกเป็นคนดี แต่ถือว่าดีแบบทางโลก มีวิธีเลี้ยงลูกอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ลูกเป็นคนดีที่แท้จริง คือ เป็นคนดีที่มีความดีเป็นชั้นๆ เข้าไป คนดีมีถึง ๑๘ ชั้น อยู่ในกลางกายมนุษย์ ตั้งแต่คนดีในระดับกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และคนดีในระดับกายธรรมขึ้นไป จนกระทั่งถึงกายธรรมอรหัต จะมีการพัฒนาความดีขึ้นไปตามลำดับ โดยละสังโยชน์เครื่องผูกให้บรรเทาเบาบางไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงเป็นคนดีที่แท้จริง คือ เข้าถึงกายธรรมอรหัต ซึ่งอยู่ในกลางกายของเราและของมนุษย์ทุกคนในโลก
การที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีในระดับต่างๆ เช่นนั้นได้ จะต้องฝึกลูกให้ทำใจหยุด ใจนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของความดี และคนดีที่โลกต้องการ เหมือนบัณฑิตในกาลก่อน ที่ปรารถนาจะให้ลูกเป็นคนดี จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ลูกเป็นคนดีที่แท้จริง ดังตัวอย่างในเรื่องการสอนลูกของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี
*อนาถบิณฑิกเศรษฐี มีลูกชายคนหนึ่ง ชื่อ นายกาละ เขาเป็นคนไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่เคยสนใจที่จะฟังธรรม และไม่เคยบำเพ็ญบุญกุศลใดๆ แม้ท่านเศรษฐีจะตักเตือนบ่อยๆ เขาก็ไม่ยอมเชื่อฟัง แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย เกรงว่าเมื่อละจากโลกไป เขาจะต้องไปบังเกิดในนรก ท่านเศรษฐีจึงบอกลูกว่า "กาละ ถ้าลูกรักษาอุโบสถศีลและไปฟังธรรมที่วัด พ่อจะให้ทรัพย์วันละ ๑๐๐ กหาปณะ"
ด้วยความที่อยากได้ทรัพย์ นายกาละจึงยอมไปวัด ไปรับอุโบสถศีล แต่ก็ยังไม่ยอมฟังธรรม กลับไปแอบนอนหลับ ครั้นรุ่งเช้าก็รีบกลับบ้านเพื่อรับทรัพย์ เมื่อท่านเศรษฐีเห็นลูกชายกลับมา ก็รีบสั่งคนรับใช้ให้นำข้าวปลาอาหารมา แต่นายกาละยังไม่ยอมกินข้าว รีบทวงค่าจ้างเลยว่า "พ่อต้องให้ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะก่อน จึงจะยอมกินข้าว" ท่านเศรษฐีจึงต้องเอาทรัพย์มามอบให้เขาก่อน
รุ่งขึ้น ท่านเศรษฐียังไม่ละความพยายามที่จะให้ลูกชายเป็นคนดีที่แท้จริง ท่านจึงจ้างให้ไปฟังธรรมอีกด้วยทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ เท่า โดยบอกเขาว่า "วันนี้ถ้าลูกสมาทานอุโบสถศีล และไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดา แล้วจำธรรมะมาได้สักบทหนึ่ง พ่อจะให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ"
นายกาละฟังแล้วดีใจมาก อยากจะได้ทรัพย์มาก จึงรีบไปวัดเพื่อฟังธรรม โดยตั้งใจว่าทันทีที่จำธรรมะได้เพียงบทเดียวเท่านั้น ก็จะรีบกลับบ้านมารับทรัพย์จากบิดา
รุ่งขึ้น นายกาละกลับบ้าน และทูลอาราธนาพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ให้มาฉันภัตตาหารที่บ้านด้วย ท่านเศรษฐีเห็นดังนั้นก็ดีใจมาก รีบจัดแจงภัตตาหารมาถวาย เมื่อช่วยกันถวายภัตตาหารแล้ว คนรับใช้ก็นำอาหารมาให้นายกาละ เขารับประทานอาหารด้วยความสงบ โดยไม่เรียกร้องขอค่าจ้างเหมือนครั้งก่อน
หลังจากพระบรมศาสดาเสร็จภัตกิจ ท่านเศรษฐีได้นำทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ มามอบให้ลูกชายต่อเบื้องพระพักตร์พระบรมศาสดา แต่เนื่องจากนายกาละเป็นโสดาบันแล้ว จึงรู้ซึ้งถึงคุณค่าของธรรมะภายในที่ได้เข้าถึง และรู้สึกละอายใจ ไม่ปรารถนาที่จะรับค่าจ้างนั้น แม้ท่านเศรษฐีจะคะยั้นคะยอให้รับ เขากลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงถวายบังคมพระบรมศาสดาพลางกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์ชอบใจการแสดงออกของลูกชาย เพราะวันก่อนข้าพระองค์ได้บอกเขาว่า จะให้ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ ถ้าหากเขายอมรักษาอุโบสถศีล ทันทีที่กลับจากวัด เขาก็เรียกร้องขอทรัพย์ก่อนเลย หากไม่ได้ทรัพย์ก็จะไม่ยอมรับประทานอาหาร แต่วันนี้เขากลับไม่ปรารถนาทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะที่ข้าพระองค์มอบให้"
ด้วยเห็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่ลูกจะได้รับนี้เอง ท่านเศรษฐีจึงได้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับลูกชายอย่างเต็มความสามารถ และในที่สุดความตั้งใจของท่านเศรษฐีก็สำเร็จสมปรารถนา คือลูกชายของท่านได้เข้าถึงธรรม เป็นโสดาบันบุคคล มีใจมุ่งตรงต่อพระนิพพาน ปิดประตูอบายภูมิอย่างถาวร และพร้อมที่จะหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ในอนาคตเบื้องหน้า
ดังนั้น จงเลือกเอาว่า ต้องการให้ลูกของเราเป็นคนดีในระดับใด เรามีสิทธิ์เลือก จะให้เป็นคนดีแบบทางโลก หรือเป็นคนดีที่แท้จริง ที่สมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรมก็แล้วแต่เรา เพราะพ่อแม่คือผู้เปิดโลกให้แก่ลูก แต่ถ้าจะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีตามแบบอย่างของบัณฑิตทั้งหลาย ต้องแนะนำให้ลูกปฏิบัติธรรม ฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ หยุดใจให้เข้าไปพบกับคนดีที่มีระดับความดีสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงสุดยอดของคนดี คือกายธรรมอรหัต จึงจะเป็นคนดีที่โลกต้องการอย่างแท้จริง











